แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup Inc.) หรือ ซิตี้ (Citi) เกิดจากการรวมตัว ระหว่างซิตี้คอร์ป ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการธนาคาร กับเทรเวเลอร์ กรุ๊ป (Travelers Group) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการเงิน เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1998 เพื่อให้เป็นสถาบัน ที่ให้บริการด้านธุรกิจการเงินการธนาคาร ครบวงจร ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ก่อนจะเป็น ซิตี้คอร์ป ต้องย้อนกลับไปถึง City Bank of New York ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1812 ด้วยเงินทุน 2 ล้านเหรียญ เพื่อให้บริการกับนักธุรกิจใน นิวยอร์ก และเป็นผู้สนับสนุนรายแรก ในการตั้งFederal Reserve Bank of New York แปลว่า เป็นรุ่นบุกเบิก หรือ เจ้าของเฟด แท่นพิมพ์กระดาษสีเขียวตรานกอินทรี แปลอีกต่อสั้นๆ ว่า เป็นพวกผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลอเมริกา

ในปี ค.ศ.1913 เปลี่ยนชื่อมาเป็น First National City Bank of New York ในปี ค.ศ.1955 และหดชื่อสั้นลงอีก เหลือเป็น First City Bank ในปี ค.ศ.1962 … เปลี่ยนชื่อหลายหนจัง ไม่ถูกโฉลกกับโคตรท่านหินร่วงหรือครับ

First City Bank เป็นผู้ริเริ่มการใช้เครดิตการ์ด ที่รู้จักกันในชื่อ everything card ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น MasterCard และเป็นผู้นำเอาเครื่อง ATM เบิกกันแหลกตลอด 24 ชม. มาใช้เป็นธนาคารแรก อ้อ… นี่เอง ตัวการให้ชาวบ้านมือเติบ ใช้เงินในอากาศ (เครดิตการ์ด) ใช้เงินแบบมือรั่ว 24 ชั่วโมง (ATM)

ในปี ค.ศ.1976 เปลี่ยนชื่อหดลงมา เหลือแค่ ซิตี้แบงก์ (Citibank)

ซิตี้แบงก์ ก้าวหน้าและเป็นที่รู้จักดี ภายใต้การนำของ วอลเตอร์ บี ริสตัน (Walter B. Wriston) คนโปรดของท่านหินร่วง ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 ถึงปี ค.ศ.1984

ริสตัน เกิดที่คอนเนตทิคัต แม่เป็นครูสอนเคมี พ่อเป็นศาสตราจารย์ สอนที่มหาวิทยาลัย และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์

ริสตัน เป็น eagle scout ลูกเสือติดปีกอินทรี (อีกตัวแล้ว!) ที่ได้รับรางวัลดีเด่นพิเศษ เขาเรียนจบด้านกฎหมาย และการต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทัฟท์ (Tuft) และ เฟลทเชอร์ (Fletcher) เรียนจบก็ไป ทำงานที่กระทรวงต่างประเทศ อยู่ฝ่ายเจรจา แลกเปลี่ยนนักโทษกับญี่ปุ่น พอเกิดสงครามโลก ก็ไปเป็นทหาร และประจำอยู่หน่วยส่งสัญญาณ ที่เกาะเซบุ ฟิลิปปีนส์

ริสตัน ได้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ ของประธานาธิบดีเรแกน ในช่วงปี ค.ศ.1982- ค.ศ.1989 เขาได้รับเหรียญสดุดีสูงสุดสำหรับพลเรือนในสมัยคาวบอยบุช และได้รับเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีคลัง 2 ครั้ง ในสมัย นิกสัน และ ฟอร์ด แต่เขาปฏิเสธ! ข่าวบอกว่า การปฏิเสธครั้งหนึ่ง มาจากเหตุผลว่า เพราะประธานาธิบดี ไม่ได้เป็นคนมาเจรจาขอให้เขารับตำแหน่งด้วยตัวเอง (ใหญ่นะเว้ย) อีกข่าวบอกว่า ถ้าไปรับตำแหน่ง เงินเดือนจากรัฐมันน้อยมาก ต่างกับที่รับอยู่กับเอกชน (อ้าว งกนี่หว่า)

ภายใต้การบริหารของ ริสตัน ทรัพย์สินของ ซิตี้คอร์บ โตขึ้นเกือบ 800%

ริสตัน ได้ชื่อว่า เป็นนายธนาคารที่มีอิทธิพล “สูงที่สุด” ในวงการ

ปี ค.ศ.1984 จอห์น หรีด (John Reed) ซึงเป็นลูกน้องก้นกุฏิของ ริสตัน ขึ้นมารับตำแหน่ง เป็นหัวหน้าใหญ่ต่อจากริสตัน ซิตี้แบงก์ ยิ่งขยายใหญ่ และ 14 ปีต่อมา ซิตี้แบงก์ก็กลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา และเป็นผู้ออกเครดิตการ์ด และชาร์จการ์ดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมไปถึง 90 ประเทศ

ทั้งวอลเตอร์ บี ริสตัน และจอห์น หรีด เป็นสมาชิกของ CFR โดยเฉพาะเฮนรี่ บี ริสตัน นั้น ได้รับเกียรติเป็น ประธานกิตติมศักดิ์ อยู่หลายปี

แม้ตอนเริ่มตั้งธนาคารสมัยแรกๆ ซิตี้แบงก์จะเน้นการทำธุรกิจให้กับชาวนิวยอร์ก แต่เมื่อถึงสมัยที่ริส ตันเป็นหัวหน้าใหญ่ ซิตี้แบงก์กลับเพิ่มการทำธุรกิจนอกประเทศขึ้นอย่างมากมาย ริสตันสนิทกับอริสโต เติล โอนาซิส (เศรษฐีกรีก เจ้าของกิจการขนส่งทางเรืออันดับหนึ่งของโลกในช่วงปี ) และซิตี้แบงก์ก็เลยเป็นธนาคารเจ้าประจำ ในการให้เงินกู้กับโอนาซิส เพื่อไปต่อกองเรือขนส่งน้ำมัน

ขนส่งให้ใครล่ะ ไม่น่าถาม… ก็ขนส่งให้ Standard Oil ของท่านหินร่วง เป็นพิเศษ ไม่ต้องรอคิวไง เขาว่า ท่านหินร่วงกับโอนาซิส นั้นเป็นเกลอชนิดลูกกระเดือกกันมาก ถึงขนาดจับมือเกี่ยวโยง กับการเมืองเรื่องสำคัญของอเมริกันในช่วงนั้นด้วย

นอกจากนั้น ซิตี้แบงก์ ก็ยังทำตัวคล้ายกับเป็นกระทรวงต่างประเทศ หรือจะเป็น ก ต ตัวจริงก็ไม่รู้ ซิตี้แบงก์ จึงไปเปิดธุรกิจในสาขาต่างประเทศ เป็นการผูกสัมพันธ์อีกมากมายเช่นที่ รัสเซีย จีน ละตินอเมริกา คิวบา เม็กซิโก และประเทศอย่างเราๆ ที่ฝรั่งเรียกในสมัยหนึ่งว่า ประเทศโลกที่ 3 (Third World Countries) (ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนาอย่าง เอเซีย อาฟริกา และละตินอเมริกา) เราไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกัน…. มึงเรียกพวกกูอย่างนั้น และ กู ก็ ไม่ มี วัน ลืม

การควบรวมระหว่าง ซิตี้คอร์บ กับ เทรเวเลอร์ส นั้น มาจากฝีมือการจัดการของ แซนฟอร์ด ไอ “แซนดี้” ไวลล์ (Sanford I. “Sandy” Weill) ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของเทรเวเลอร์ส

ไวลล์ เป็นยิวจากโปแลนด์ อพยพเข้ามาอยู่ในอเมริกา และเข้าโรงเรียนทหารก่อนจะมาเรียนต่อที่มหา วิทยาลัยคอร์เนล (Cornell) เรียนจบก็ไปทำงาน เป็นพนักงานรับคำสั่งซื้อขายหุ้นที่ แบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns) เขาย้ายงานไปเรื่อยๆ และก็ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ได้เป็นประธานผู้บริหารของAmerican Express และบริษัทประกันในเครือของ American Express

ระหว่างอยู่ American Express เขาเอา เจมี่ ดิมอน (Jamie Dimon) มาขัดสีฉวีวรรณ เพื่อเตรียมตัวส่ง ไปเป็น CEO ของเจ พี มอร์แกน เชส (J P Morgan Chase)…. มันสั่งข้ามบริษัทกันได้เลยนะ

เป็นที่รู้กันดีว่า ไวลล์นั้น เป็นหนึ่งในผู้มีบารมีของสวนสัตว์วอลสตรีท บรรดาหัวหน้าใหญ่ของยักษ์ในสวนสัตว์วอลสตรีทนั้น ส่วนใหญ่ถ้าไม่เคยเป็นลูกน้องเขา ก็มีหนี้บุญคุณติดค้างเขาทั้งนั้น

เทรเวลเลอร์ส กรุ๊ป ภายใต้การนำของ แซนดี้ ไวลล์ ได้ควบรวมธุรกิจทั้งด้านการเงิน และประกันภัยเข้ามารวมกัน โดยเฉพาะการซื้อ Primerica ที่เป็นเจ้าของธุรกิจประกันชีวิต และเจ้าของ สมิธ บาร์นีย์(Smith Barney) นายหน้าค้าหุ้น รวมทั้งบริษัทค้าหุ้นระดับกลางอย่าง เชียร์สัน เลห์แมน (Shearson Lehman) ต่อมาเทรเวลเลอร์ส ยังซื้อบริษัทค้าหุ้นอีกรายคือ โซโลมอน บราเธอร์ (Salomon Brothers)

เดือนเมษายน ค.ศ.1998 เทรเวลเลอร์ส กรุ๊ป ประกาศว่า จะมีการควบรวมกับ ซิตี้คอร์บ ซึ่งคาดว่าจะเรียบร้อยในเดือนตุลาคม …ปัญหามีอยู่ว่า ตามกฎหมาย Glass-Steagall Act กำหนดให้การทำธุรกิจการธนาคาร กับธุรกิจประกันภัย ต้องแยกออกจากกัน ….รู้ๆ อยู่แล้วว่า กฎหมายห้ามทำ แต่ก็ขืนจะทำ …. ไวลล์ประกาศอย่างมั่นใจมากว่า… กว่าจะถึงตอนนั้น ปัญหาที่เราเป็นห่วงกัน ก็คงหมดไป…

ปัญหาที่มาจากข้อห้ามของ กฎหมายจะหมดไป มันก็ต้องแก้ไข ด้วยการแก้กฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา ไวลล์ต้องมีความมั่นใจมาก หรือมีคนหนุนหลังใหญ่มาก จึงกล้าประกาศเช่นนั้น

แล้วพวกคิดควบ อย่างไม่กลัวว่า ขัดต่อกฎหมายก็เชิญ ฯพณฯ เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดี(พรรครีพับลิกัน) และคุณชายโรเบิร์ต รูบิน (อดีตรัฐมนตรีคลังสมัยคนนิยมเด็กฝึกงานจาก พรรคเดโมแครต) มาเป็นกรรมการ มีทั้งรีพับลิกัน มีทั้งเดโมแครต มาอยู่ในคณะกรรมการ ยังมีปัญหาอีก ก็ให้รู้ไปซิ (วะ) และทั้ง 2 คนก็มาเป็นกรรมการ ทั้งๆ ที่รู้ว่า เขาจะควบกันแบบขัดต่อกฎหมาย

ในที่สุดการควบรวมก็สำเร็จ ซิตี้กรุ๊ปเกิดขึ้น ปลายปี ค.ศ.1998 ตามกำหนด โดยทางการบอกว่า… เออ ทำได้ แต่ให้เวลา 2 ปี เพื่อแยกธุรกิจทั้ง 2 ออกจากกัน ตามที่กฎหมายกำหนดนะ ฝ่ายควบรวมบอก ไม่มีปัญหา เรามีทางออกอยู่แล้ว แต่จะออกทางเดียวกันกับที่ทางการต้องการหรือเปล่า ไม่รู้นะ                         

เดือนกันยายน ค.ศ. 2007 ขณะที่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีท กำลังปวดหัวอยู่กับข้าวต้มมัดที่เริ่มเน่า ฝ่ายผู้บริหารของ ซิตี้กรุ๊ป ก็นั่งประชุมกัน เพื่อประเมินสภาพของตัวเอง

ชาร์ลส์ โอ พรินซ์ (Charles O. Prince) หัวหน้าใหญ่ของซิตี้กรุ๊ป เพิ่งรู้ในวันนั้นว่า ธนาคารของตัวมีข้าวต้มมัดอยู่ถึง 43,000 ล้านเหรียญ …ทำไปได้ไงวะ…เขาถามโธมัส จี มาเฮรัส (Thomas G. Maheras) ที่ดูแลด้านค้าตราสาร

มาเฮรัสบอก เจ้านายไม่ต้องตื่นเต้นไป เรายังโอเค ไม่มีอะไรเสียหาย ข้าวต้มมัดเราคุณภาพดี ยังไม่บูดง่ายๆ หรอกน่า

เจ้ามาเฮรัส นี่ ต้องชอบข้าวต้มมัดมาก เพราะฟาดโบนัสจากกำไรข้าวต้มมัดไปจนกระเป๋าตุงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของการออกตราสารข้าวข้าวต้มมัด

หน่วยงานที่ควรต้องเข้ามาดูแล เรื่องนี้อย่างจริงจัง คือ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ที่ปรกติต้องทำมาดเข้ม เอาจริง มองทุกคนว่า เป็นผู้ต้องสงสัยไว้ก่อน เขาจึงเหมือนเป็นพวกมือปราบปืนโหด

แต่มือปราบที่ ซิตี้กรุ๊ป คงใช้ปืนฉีดน้ำ มันเป็นเรื่องปรกติ เพราะที่ซิตี้กรุ๊ป เขาเอาเรื่องรายได้นำหน้า ยิ่งเมื่อ เจ้ามาเฮรัสบอกว่า ข้าวต้มมัดทำรายได้ให้ธนาคารแยะนะ และก็เป็นโบนัสของพวกคุณไง…หน้าไหนที่จะมาทำเสียงแข็งซักฟอกเจ้ามาเฮรัส ก็เลยเสียงอ่อน เดินถอยหลังกลับ

ส่วนพรินซ์นั้น เดิมเป็นทนายประจำตัวของแซนดี้ ไวลล์ เมื่อมาควบรวมกับซิตี้แบงก์ ไวลล์ ก็หนีบเอา พรินซ์มาด้วย และส่งเสริมให้ พรินซ์ ได้ขึ้นมาคุมด้านอินเวสเมนท์แบงก์ในปี ค.ศ.2002 ซึ่งผู้คนพากันนินทาว่า ไอ้หมอนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย… เขาแยกไม่ออกด้วยซ้ำ ระหว่าง CDO กับรายการซื้อของใช้ประจำบ้าน อาจจะนึกว่าเป็นผงซักฟอกยี่ห้อใหม่ก็ได้นะ

ในช่วงปี ค.ศ.2003–ค.ศ.2005 ซิตี้กรุ๊ปบอกว่า มันเป็นจังหวะดี สำหรับการออกตราสารข้าวต้มมัดนะ ข้าวต้มมัดของซิตี้ จึงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จาก 6,000 พันล้านเหรียญ เป็น 20,000 ล้านเหรียญ  ซิตี้กลายเป็นคนขายข้าวต้มมัดรายใหญ่ที่สุดในวงการ … แม่เจ้าโวย รายได้จากค่า fee ในการขายข้าวต้มมัดอย่างเดียว ก็มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ทำเอาซิตี้กรุ๊ปบอก แบงก์เบิ้ง ไม่ต้องสนใจมันมาก มานึ่งข้าวต้มมัดขายกันดีกว่าว่ะ

จริงๆ ซิตี้กรุ๊ป เป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก มีธุรกิจหลากหลายที่ต้องมีการดูแล จากผู้ที่มีความชำนาญต่างๆ แค่ระบบไอทีที่ ซิตี้ใช้อยู่ ก็หลายสิบระบบแล้ว การทำบัญชีอีกล่ะ แค่นี้คนดูแลก็มึนหัวจะตายหงแล้ว แล้วจะมาเร่งให้ออกตราสารข้าวต้มมัด ที่มีคนเข้าใจจริงๆ น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยน่ะ มันจะเป็นยังไง

ปี ค.ศ.2005 ทางการ สั่งให้ ซิตี้ ชะลอการซื้อธุรกิจใหม่เพิ่มเข้ามา จนกว่าจะจัดการเก็บกวาดภายในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะ ซิตี้ มีคดีผิดกฎของทางการค้าอยู่แยะ แต่ขณะเดียวกัน ไวลล์ก็ต้องการให้ ซิตี้ขยายธุรกิจให้มากที่สุด ยี่ห้อซิตี้ต้องคลุมโลก…. สงสัยผมจะสะกดผิด เข้าใจว่า พวกเขาไม่ใช้ ล. ลิง นะ

พรินซ์ และคณะกรรมการ ก็เลยเลือกขยายธุรกิจการค้าตราสาร ซึ่งทำให้ ซิตี้ ขยายตัว (จากข้างใน) ได้ตามที่ ไวลล์ต้องการและไม่ขัดกับคำสั่งของทางการ ไม่ได้ซื้อธุรกิจใหม่นี่… แต่มันเป็นธุรกิจที่พรินซ์ไม่รู้เรื่อง ซักไม่สะอาดจริงๆ … เขาเลยต้องคอยถาม คอยปรึกษาใครอยู่เรื่อย

“ใคร” ที่ พรินซ์ต้องไปถามอยู่เรื่อยก็คือ คุณชายโรเบิร์ต รูบิน (ชื่อนี่มาอีกแล้ว) ก็ทุกคนมองว่า คุณชายเป็นคนที่เชี่ยวมากในวงการตลาดทุน ไม่ถามคุณชายแล้วจะไปถามลิงที่ไหน

คาถาของคุณชาย คือ… อยากได้เงินมาก ก็ต้องเสี่ยงมาก … อย่างนี้ลุงนิทานก็พูดได้ครับ

โรเบิร์ต รูบิน เปลี่ยนที่นั่งจากสวนสัตว์วอลสตรีท ไปวอชิงตันแบบสบายๆ จากนักค้าหุ้นระดับเซียนของโกลด์แมน ไปร่วมรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีคลัง ของรัฐบาลคลินตัน ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร …ก็พวกเขาเป็น CFR ด้วยกัน

พอหมดเทอมจากเป็นท่านคลัง ไวลล์ก็ชวนคุณชายรูบิน มาร่วมงานกับ ซิตี้กรุ๊ป วนเวียนอยู่ในก๊วน ให้เป็นประธานของคณะผู้บริหาร ซึ่งคุณชายย้ำหนักหนาว่า เขามีหน้าที่แค่ให้คำแนะนำกับผู้บริหารระดับ สูงของธนาคารกับคณะกรรมการเท่านั้น …ผมไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยวกับงานประจำวัน (อย่าให้ผมต้องพูดกับระดับเสมียน หรือเจ้าที่เล็กๆ)

คุณชายไม่ยุ่งกับงานประจำวันก็จริง แต่คุณชายเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ของธนาคาร

เมื่อซิตี้ตัดสินใจจะขยายตัว ในปี ค.ศ.2005 จากหน่วยงานภายใน คุณชายรูบินถามว่า… พวกคุณจะทำอะไร ซิตี้ น่ะ ไล่ตามคู่แข่งอย่าง มอร์แกน สแตนลีย์กับโกลด์แมน ในเรื่องการค้าตราสารไม่ทันอยู่แล้วนะ คุณต้องเพิ่มปริมาณการค้าตราสาร ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดสิ คุณชายหมายถึง ตราสารข้าวต้มมัดน่ะ เขาบอกกับ พรินซ์… คุณต้องกล้าเสี่ยงหน่อยสิ

เมื่อได้ยุทธศาสตร์อย่างนี้จากคุณชาย พริ้นซ์ก็ทำแผนเสนอคณะกรรมการ โดยมีคุณชายช่วยพูดสนับ สนุน ทุกคนเห็นพ้อง …เอ้า  เฮ้ย พวกเราลุย …เตรียมหม้อนึ่ง ทำข้าวต้มมัดเพิ่มกัน ถึงกับไปซื้อตัว นักค้าข้าวต้มมัด จากค่ายอื่นมาเสริม แล้วโบนัสสำหรับนักค้าข้าวต้มมัด ก็เพิ่มเป็น 1 เท่า 2 เท่าตัวกัน 

คุณชายเยี่ยมจริงโว้ย…..เจ้ามาเฮรัส ได้เฮกว่าเพื่อน ฟาดโบนัสไป 3 เท่าตัว

และพรินซ์ ก็ยังยืนยันกับนักวิเคราะห์ ตอนสิ้นปี ค.ศ.2005 ว่า ซิตี้ ยังอยู่ดี

เมื่อเครื่องทำข้าวต้มมัด เพิ่มปริมาณการผลิต ไปไม่รู้กี่เท่าตัว แต่มือปราบปืนฉีดน้ำก็ไม่มีข้อท้วงติง เพราะ คงกำลังวุ่นอยู่กับการคำนวณโบนัส ที่คิดว่าจะได้

เมื่อราคาบ้าน เริ่มตก ข้าวต้มมัดเริ่มไม่เป็นที่นิยม มือปราบปืนฉีดน้ำ ยังวิเคราะห์ว่า โอกาสที่ข้าวต้มมัดCDO ที่ทำจากสัญญาจำนองบ้าน จะมีการผิดนัดน้อยมากๆ และเจ้ามาเฮรัส ยังยืนยันกับทุกคนเหมือน เดิมว่า เราไม่มีทางเจ๊ง แม้แต่สตางค์แดงเดียว… เชื่อผม

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ.2007 พรินซ์ เรียกประชุมผู้บริหารในห้องเล็ก เพื่อประเมินผลงานของ ซิตี้

มาเฮรัส ยืนยันกับทุกคนในห้องประชุม ที่มีคุณชายรูบินและฝ่ายมือปราบอยู่ด้วยว่า สถานะของข้าวต้มมัด CDO ของเรายังปลอดภัย …คุณชายไม่มีข้อสงสัย….ฝ่ายมือปราบที่น่าจะมีข้อสงสัย ก็ไม่มีข้อสงสัย ….และพริ้นซ์ ก็ไม่มีข้อสงสัย เพราะไม่แน่ใจว่า ตัวเองควรสงสัย ในเมื่อคุณชายกับฝ่ายมือปราบ ยังไม่สงสัยเลยนี่หว่า

วันที่ 1 ตุลาคม สัญญาณภัยส่งเสียงดังเตือนนักลงทุน เมื่อซิตี้ประกาศการลงบัญชีตัดขาดทุน (write-off) เงินกู้ด้านจำนองบ้าน ที่เป็นซับไพรม์ จำนวน 1,300 ล้านเหรียญ แต่สำหรับรายการข้าวต้มมัด43,000 ล้านเหรียญ ที่แสดงอยู่ในรายการบัญชี ซิตี้ ตัดขาดทุนเพียง 95 ล้านเหรียญ

มือปราบของ ซิตี้ เอาหัวไปมุดอยู่ที่ไหน ผู้คนเริ่มถามหา

แต่หาตัวไม่เจอ ถึงเจอก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น ราคาตราสารข้าวต้มมัด CDO ก็พุ่งหลาวลง พวกเครดิตเรตติ้ง ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือข้าวต้มมัดกองพะเนินของซิตี้ เป็นของบูดกินไม่ได้ไปแล้ว

อีกอาทิตย์ต่อมา เมอร์ริล ลินช์ ก็รับสภาพ ประกาศตัดขาดทุนข้าวต้มมัด CDO ของตัว ที่มาจากสัญญาจำนองบ้านทั้งหมด ตามราคาตลาด (mark down) และทำให้เจ้าของข้าวต้มมัดรายอื่นๆ เริ่มทำตาม

ต้นเดือนพฤศจิกายน ซิตี้กรุ๊ป ประเมินว่าตนเอง คงต้องตัดขาดทุนข้าวต้มมัดของตัว ประมาณ 8,000ถึง 11,000 ล้านเหรียญ !!!

เจ้ามาเฮรัส รวมทั้งหัวหน้าทีมมือปราบ ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ถูกให้ออกจากงานพร้อมเก็บปืนฉีดน้ำกลับบ้านไปด้วย ตามมาด้วย พรินซ์ก็ถูกให้ออกโดยไม่มีค่าชดเชย… แต่ไม่เป็นไร เขายังมีหุ้นของซิตี้กรุ๊ป อยู่ที่ราคาตอนเดินออก ประมาณ 68 ล้านเหรียญ พอเป็นการปลอบใจ พรินซ์ สมาชิก CFR ที่เสีย สละ

คุณชายรูบินยังอยู่ดี มดไม่ไต่ไรไม่ตอม แถมวิกรม เอส บัณฑิต (Vikram S Pandit) ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทน พรินซ์ ก็เป็นเด็กในคาถาของคุณชาย คุณชายเป็นคนรับเข้ามาทำงาน บัณฑิตได้รับมอบหมาย ให้จัดการปัดฝุ่น ฝ่ายมือปราบ เปลี่ยนปืนฉีดน้ำรุ่นใหม่

ซิตี้ ยังมีข้าวต้มมัดบูดค้างอยู่ในรายการบัญชีประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ ถ้าตัดขาดทุนตามราคาตลาด ข้าวต้มมัดจะเหลือราคาประมาณ 20 -40%

ซิตี้ ยังมีรายการซื้อหนี้อีกมากค้างอยู่ในบัญชี เป็นหนี้จากการผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต เพื่อเตรียมเอามาทำ ตราสาร ข้าวต้มมัด หนี้พวกนี้คงค้างบัญชีอยู่อีกนานตามสภาพเศรษฐกิจของอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีสินทรัพย์ (หนี้) น่าสงสัยอีกแยะ ที่ซิตี้ย้ายออกมาจากบัญชี และได้ถูกนำกลับเข้าไปลงบัญชีอีก และกำลังสร้างปัญหาใหม่ให้กับซิตี้ … มันทำได้ยังไงนะ

นักวิเคราะห์ยังบอกว่า ยังมีรายการน่าสงสัยอีกแยะเกี่ยวเรื่องจำนวนหนี้ของซิตี้ เพราะ มันมาจากนโยบาย เอารายได้นำหน้าของซิตี้ ที่ไม่สนใจเรื่องกฎระเบียบของทางการ รวมทั้งในด้านการลงบัญชี และความยากลำบากในการตีราคา หนี้และตราสารเกี่ยวกับข้าวต้มมัด ที่ซิตี้มีอยู่แยะมาก

(นิทานตอนนี้ ผมสรุปความมาจาก บทความของ New York Times เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 ชื่อ Citigroup Saw No Red Flags Even as It Made Bolder Bets)                                                

บทของซิตี้ ธนาคารใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่ดันคุมความเสี่ยง ด้วยปืนฉีดน้ำ จนเจ๊งฉิบหาย นี่… ผมว่า คนเขียนบท หรือคนวางแผน มันเข้าใจจิตวิทยา ของความโลภได้เข้าไส้จริงๆ

Scroll to Top