แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

จากเหตุการณ์ไล่พระเจ้าชาห์ (Shah) ออกไป การประท้วงรุนแรงลุกลาม ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งกระฉูดอีกรอบ เหมือนปี ค.ศ. 1973 แต่อเมริกาแก้ภาวะวิกฤติในรูปแบบใหม่ โดยคำกระซิบของนายเหนือ ท่าน ร็อกกี้หินร่วง เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ และเหล่าสถาบันการเงินผู้ทรงอิทธิพลและวอลสตรีท บอกให้นาย พอล โวล์คเกอร์ (Paul Volcker) ซึ่งเป็นประธาน Fed ขณะนั้น “จัดการ” ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ

โลกการเงินมึนเหมือนโดนตีหัว มันไปเอาวิธีแก้เงินเฟ้อ แบบนี้มาจากตำราไหนวะ ทำไมนายโวคเกอร์ ถึงได้ตัดสินใจแบบนี้ โปรดอย่าลืมว่านายโวคเกอร์ เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trilateral Commissionของพวกโคตรรวย (ถ้าลืมช่วยกลับไปอ่าน ตอน 4 นะครับ)

มารู้ประวัติเขาสักนิด นายพอล โวล์คเกอร์เริ่มต้นเป็นเศรษฐกรตัวเล็กๆ ทำงานอยู่ที่ New York Federal Reserve Bank ช่วงปี ค.ศ.1950 ต้นๆ หลังทำงานอยู่ประมาณ 5 ปี นายท่านร็อกกี้หินร่วง  ก็บังเอิญเดินเลี้ยวไปเจอ เลยชวนให้มาทำงานที่ Chase Bank ของพวกโคตรรวย หลังจากนั้นก็หนุนให้นายโวล์คเกอร์ เป็นผู้ช่วยกรรมาธิการด้านการเงิน และเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่กระทรวงการคลังของอเมริกา (เขาสั่งได้จริงๆ !) ปี ค.ศ.1965 ก็กลับมาอยู่ที่เชส (Chase) กับท่านหินร่วงใหม่ ในฐานะเป็นผู้ช่วยคราวนี้มาดูแลด้านธุรกิจ ตปท. ให้ เมื่อนิกสันได้เป็นประธานาธิบดี ฟ้าก็ส่งให้นายโวล์คเกอร์ ขึ้นเป็นใหญ่ลำ ดับ 3 ของกระทรวงการคลัง และทำให้เขามีส่วนที่ช่วย “ดำเนินการ” ให้มีการยกเลิกข้อตกลงBretton Woods ที่ตัดเชือกผูกระหว่างเงินดอลลาร์กับทองคำ ปี ค.ศ.1973 เขาได้รับการชวนให้เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trilateral Commission และปี ค.ศ.1975 เขาก็ได้เป็นประธานของ New York Federal Reserve Bank สาขาที่ทรงอำนาจที่สุดใน 12 สาขาของ Fed

ในปี ค.ศ.1979 ประธานาธิบดีคาร์เตอร์ถูกกระซิบ (อีกแล้ว) ให้ตั้งนายอาเธอร์ มิลเลอร์ (Arthur Miller) ซึ่งเป็นประธานของ Fed ขณะนั้น ให้ไปดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ตำแหน่งประธาน Fed ก็เลยว่างราชรถก็มาเกยที่ นายโวล์คเกอร์ การชักใยจึงทำได้สะดวกโยธิน ตามแผนของนักเล่นกล

ปรกติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างประเทศ จะอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี แต่จากเหตุวิกฤติเรื่องราคาน้ำมันพุ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นจาก 2% ในช่วงปี ค.ศ.1970 เป็น 18 % ในช่วงปี ค.ศ.1980 ผู้ที่รับผลกระทบดอกเบี้ยขึ้นสูงนี้ คือ ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศในโลกที่ 3

ประเทศที่กำลังพัฒนาเช่น เม็กซิโก บราซิล เวเนซูเอลลา อาร์เจนตินาและอีกหลายประเทศในแอฟริกา ซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชมาจากอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. 1950 และหลายประเทศในแถบเอเซีย ประเทศเหล่า นี้มีน้ำมัน แต่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ เพราะกำลังตั้งตัว เพื่อมาพัฒนาประเทศ เพื่อจะให้มีเศรษฐกิจใกล้เคียง หรือตามทันประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติน้ำมัน บวกกับอัตราดอก เบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยที่ประเทศพวกนี้ ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ถึงกับท่วมเงินต้น แล้วมันจะไปอยู่รอดได้อย่างไร

แล้วก็มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยประเทศลูกหนี้เหล่านี้ คงเดากันออก พระเอกใส่เสื้อคลุมยี่ห้อ IMF, ธนา คารโลก (World Bank) ซึ่งรีบออกโปรแกรมใหม่ เรียกว่า “SAP” (ไปถามอ้ายน้อยดูแล้วกัน ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งบ้านเรา เราได้ SAP ไปแค่ไหน) คือ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั่นแหละ (Structural Adjustment Programs)

SAP มาพร้อมกับเงื่อนไข 508ประการ (ช่วยกลับไปอ่าน จิ๊กโก๋ปากซอย หน่อยนะครับ ขี้เกียจเขียนซ้ำ เขียนซ้ำก็ ช้ำใจซ้ำ!) หลายๆ เงื่อนไขที่ SAP วางแทบจะไม่เป็น เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินกู้เลย บางครั้งเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และที่แย่บางครั้ง เป็นเรื่องกระทบอธิปไตยของประเทศผู้กู้เสียด้วย ผลจากการปฏิบัติการของคุณ SAP ทำให้ประเทศของโลกที่สาม หรือที่กำลังพัฒนา ต้องหยุดการพัฒนาไปโดยปริยายตั้งแต่ ค.ศ.1980 ถึงหลัง ค.ศ.1990 แต่ก็ยังมีหนี้ท่วมอยู่ ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือก เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ต้องยอมเปิดประตูให้ผู้ให้กู้ ตปท. นักธุรกิจ ตปท.เข้ามาทึ้งสมบัติในประเทศ

นี่คือ รูปแบบของการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่ไม่ต้องใช้อาวุธยิงถล่มบ้านเมืองให้พังพินาศ แต่ใช้อาวุธทางการเงินที่เราขวนขวาย แสวงหา และตะกายทำตามเพราะนึกว่าจะทำให้เรากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเขา หารู้ไม่ว่าเครื่องมือและกลไกทางการเงินต่างๆ นั้น คือ “กับดัก” สมันน้อยชาติ ต่างๆ ก็พากันเดินเข้าไปสู่กับดักอย่างไม่รู้ตัว ถ้าไม่รู้จักเดินเลี่ยงจากกับดัก หรือหาทางแกะกับดักนี้ให้ออก มันจะกลายเป็นสิ่งที่นำพาให้สมันน้อย ไม่มีอะไรเหลือในประเทศ หรือถึงขั้น อาจไม่เหลือประเทศอยู่

และโปรดอย่าลืมว่า เครื่องมือต่างๆ ที่นักมายากลเขาสร้าง ก็เพื่อเอามาใช้เป็นกับดักสมันน้อยสารพัดชาติ เพื่อช่วงชิงทรัพยากรของบรรดาสมันน้อย และแสดงให้โลกเห็นว่า ใครคือผู้มีอำนาจครองโลกที่แท้จริง

นี่คือการแสดงมายากลระดับโลก ตั๋วราคาโคตรแพง! 

Scroll to Top