วิกฤติซับไพรม์ของอเมริกา หรือความหายนะทางเศรษฐกิจ และการเงินของอเมริกา เริ่มมาจากการที่บรรดาธนาคารทั้งใหญ่ ทั้งเล็ก ต่างปล่อยเงินกู้สำหรับซื้อบ้าน โดยเอาบ้านที่ซื้อ จำนองเป็นประกันการกู้ ในช่วงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกากำลังเฟื่องฟูสมัย ค.ศ.2000 ต้นๆ มันเป็นการให้เงินกู้แบบตะกละและมั่ว ฯลฯ จนทำให้ธุรกิจการเงินของอเมริกาเกิดอาการไข้รุมๆ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 แต่ดูเหมือนรัฐบาลคาวบอยบุช และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้เงิน การรับจำนองบ้าน จะแสดงความไม่สนใจกับอาการไข้ที่ออกจะเห็นได้ชัด
ทำไม ถึงไม่มีใครสนใจอาการไข้นั้น ไม่ว่าฝ่ายรัฐ ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายวิชาการฯลฯ หรือวัดไข้กันไม่เป็น อ่อนหัดขนาดนั้นเชียวหรือ หรือเพราะความอยากได้กำไรกองโต มันปิดหูปิดตา หรือถูกสั่งให้ตีลูกโง่ดีกว่า เพราะเรื่องมันอาจมากกว่ากำไรขาดทุน…
กลาง ปี ค.ศ.2007 ไข้การเงินขึ้นสูง ความร้อนเกือบทะลุปรอท การผิดนัดชำระหนี้ผ่อนส่งบ้านเริ่มสูงขึ้น ผู้ให้กู้เริ่มหงุดหงิด และฝ่ายทนายเริ่มงานชุก
ทนายของดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) เกือบตกเก้าอี้ เมื่อผู้พิพากษาของรัฐโอโฮโอ มีคำพิพากษาว่า ธนาคารไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะบังคับจำนอง ยึดบ้านลูกหนี้ 14 ราย ซึ่งผิดนัดชำระหนี้ผ่อนส่งรายเดือนกับธนาคาร ทนายตาเหลือก เราเตรียมคำฟ้องมาอย่างดี เอกสารก็มีพร้อมนี่นา ….ท่านผู้พิพากษาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าขอรับ
จริงๆ ลูกหนี้ 14 ราย นี่มันเป็นเรื่องกระจ้อยมากสำหรับดอยซ์แบงก์ ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของเยอรมัน แต่ “คำพิพากษา” ของศาลโอไฮโอ อาจจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปล่อยเงินกู้ไปซื้อบ้าน ด้วยการจำนองโดย “วิธีการ” ที่ทำกันอยู่ในอเมริกา ตั้งแต่ช่วงประมาณ ปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา พังฉิบหายกันหมด
ท่านผู้พิพากษา ขอให้ดอยซ์แบงก์ แสดงเอกสารที่จะพิสูจน์ว่า ดอยซ์แบงก์ มีสิทธิที่จะบังคับจำนองบ้านตามที่อ้างจริง พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ศาลท่านขอดูสัญญารับจำนองของแบงก์น่ะ
ปรากฏว่าดอยซ์แบงก์ ไม่มีสัญญาจำนองของลูกหนี้….มีแต่เอกสาร….ที่ระบุว่า “…มีความตั้งใจที่จะโอนสิทธิของการจำนองให้”
ฮ้า.. อย่างนี้แปลว่า มีคนอื่นรับจำนองไปก่อนดอยซ์แบงก์แล้วใช่ไหม แล้วดอยซ์แบงก์ ให้เงินกู้ไป โดยมีอะไรเป็นหลักประกันล่ะ…ศาลท่านก็ต้องงง ไม่มีสัญญาจำนอง แล้วจะทะลึ่งไปบังคับจำนองเขาได้ยัง ไง
ดอยซ์แบงก์ไม่ได้มีลูกหนี้ ที่มีเอกสารแบบนี้แค่ 14 ราย ดอยซ์แบงก์ มีลูกหนี้แบบนี้เป็นหมื่นๆ รายและเจ้าหนี้ ที่มีลูกหนี้แบบนี้ ไม่ใช่มีแต่ดอยซ์แบงก์ เท่านั้น แต่ยังมีเจ้าหนี้รายใหญ่กว่าดอยซ์แบงก์ เช่น เลห์แมน บราเธอร์, โกลด์แมนแซค, มอร์แกน สแตนเลย์, ฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ รวมทั้ง ซิตี้แบงก์ และ เชสแบงก์ ของท่านร้อกกี้หินร่วง (Rockefeller) ก็มีทั้งนั้น …เรื่องชักจะตื่นเต้นนะครับ… มันจะโยงไปถึงใครมั่งไม่รู้
กู รู หรือ รูกูทั้งหลาย ต่างอธิบายว่า ที่เป็นอย่างนั้น เพราะแบงก์ฝรั่งเขาไม่ได้ให้เงินกู้กับคนซื้อบ้าน แล้วก็ให้เอาบ้านที่ใช้เงินกู้ไปซื้อ มาจำนองกับแบงก์แล้วก็จบแค่นั้นนะ ไอ้นั่นมันโบราณมาก นั่นมันสมัยที่ลุงยังเป็นหนุ่ม (แน่น) สมัยนี้มันไม่ใช่แล้ว เข้าใจไหมลุง …อ้าว เหรอ
การทำธุรกิจทางการเงิน ตรงไปตรงมาแบบนั้น เขาเลิกกันไปแล้ว มันเหมือนโรงรับจำนำเกินไป ตรงไป ตรงมา เข้าใจง่ายเกินไป
ไอ้หนุ่มมีนาฬิกาโลเหล็กแค่เรือนเดียว ราคาตั้ง 100 บาท อุตส่าห์กลั้นใจถอดเอาไปจำนํา เพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดอยู่แล้ว แต่ ค่าเล่าเรียนของไอ้ตัวโตยังไม่มีเลย โรงรับจำนำตีราคาโลเหล็กให้เท่าไหร่ ก็ต้องยอม ขืนกลับบ้านมือเปล่า ถูกเมียด่าแน่ เลยยอมรับแค่ 20 บาท แล้วเดินหน้าจ๋อยออกมา แถมไอ้หนุ่มเจ้าของโลเหล็ก ยังต้องเตรียมหาเงินมาจ่ายดอกให้โรงจำนำอีกด้วย ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะมีเงินไปไถ่โลเหล็กออกมาใส่เหมือนเดิม
ระหว่างที่เจ้าโลเหล็กนอนจ๋อยอยู่ในถาดที่โรงจำนำ ไอ้หนุ่มก็ไม่ได้ผูกโลเหล็ก หลงจู๊ ก็ได้แต่ดอก…
แล้วถ้าหลงจู๊มี โลเหล็กค้างอยู่ในถาด เป็นร้อย ๆเรือน แปลว่า เงินของเถ้าแก่เนี้ยทั้งเก๊ะ ไปดองอยู่กับ โลเหล็กหลายร้อยเรือน หลงจู๊ได้แต่ดอก.. ดอก…ไม่ไหวมั้ง
โหย….โลกมันเจริญขนาดนี้แล้ว จะทำธุรกิจแบบง่อยๆอย่างนี้ได้ยังไง มันน่าจะหาวิธี คดเคี้ยวเลี้ยวไปมา ให้มันรวยกันจ้ำบ้ะหลายๆต่อได้ไหม
หาวิธีเอาตั๋วจำนำไปขายต่อ ที่ไหนได้ไหม…. ขี้เกียจรอไอ้หนุ่มมาไถ่ ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เผลอๆ ไม่มาก็ได้นะ เพราะตอนเอาโลเหล็กมาจำนำ ไอ้หนุ่มหน้าเซียวเต็มที หลงจู๊ไม่อยากได้ของนะ ได้มาก็ต้องมีภาระเอาไปขาย หลงจู๊อยากได้ทั้งดอก ทั้งเงินแยะๆน่ะ ถ้าหลงจู๊ เอาตั๋วจำนำไปขายอีกต่อได้ ก็เรี่ยมละสิ…
ด้วยแนวความคิดทำนองนี้ จึงมีการคิดหาวิธี ที่จะเอาหนี้ที่นอนนิ่ง หรือกองสินทรัพย์ที่หมุนเวียนน้อย และยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เงินกลับมาไหม เอาไปใช้เป็น “หลักประกัน” เพื่อออก “สินค้า” ทางการเงินตัวอื่น ต่อๆไปอีก
เป็นวิธีการที่ กูรู เขาเรียกว่า securitization แปลงสินทรัพย์ หรือหนี้ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้คืน เอามาใช้เป็นหลักทรัพย์ จำไว้นะลุง…
เออ…แบบนี้สุภาษิตที่ว่า กำขี้ดีกว่ากำตด ก็ใช้ไม่ได้แล้ว เชยไปแล้ว ตดก็ยังขายได้ ถ้ามีคนได้กลิ่น .. ลุงรำพึงในใจ
Securitization หรือ การขายลม (ผาย) ของที่กำไม่ได้ มีแต่กลิ่น เป็นวิวัฒนาการทางการเงิน ซึ่งแพร่ หลายในอเมริกามานานแล้ว แต่มาโด่งดังเป็นที่รู้จักกล่าวถึงในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000
ขบวนการดูเหมือนไม่ซับซ้อน แต่กลับซ่อนเงื่อนตาย (ทั้งเป็น) เอาไว้แยะมาก
สำหรับวิกฤติซับไพรม์ ที่ทำให้เศรษฐกิจอเมริกา และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เซถลาล้มหัวทิ่มกันเป็นแถวนั้น ตัวเชื้อสำคัญคือ ความคิดที่เอาลมผายมาขายกันนั่นเอง
เริ่มแรก มันมาจากการกระตุ้นให้มีคนอยากซื้อบ้าน จะเป็นเพราะไม่มีบ้านอยู่ หรือจะซื้อไว้ทำกำไร หรือเอาไว้ทำอะไรก็ได้ ขอให้มีความ “อยาก” ซื้อบ้านเกิดขึ้นก็แล้วกัน เพราะขบวนการนี้ เขากะเวลาสร้างให้เกิด ตอนราคาบ้านเพิ่งเริ่มขึ้นเป็นฟองเล็กน้อย ก่อนที่จะแตกเป็นฟองลอยฟ่อง
ขั้นต่อมาคนอยากซื้อบ้านก็ไปหาธนาคาร ซึ่งในอเมริกา มีธนาคารที่พร้อมจะให้กู้แบบนี้เกือบทุกหัวมุมถนน ธนาคารบางแห่งที่จะให้กู้ ไม่ได้ดูบ้านที่จะซื้อ หรือเครดิตของคนกู้เลยสักนิด คนกู้ประเภทคุณนิน่า Nina (no income no assets ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน) ก็ยังกู้ได้เลย …มันเป็นไปได้หรือลุง ลุงโม้หรือเปล่า…. ลุงไม่ได้โม้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และเป็นไปแล้ว เพราะมันเป็นขบวนการขายลม (ผาย) ไงครับ
ธนาคารที่ให้กู้ ก็แค่จับมือคุณนิน่า แป๊ะโป้งทำสัญญา ผ่อนเงินกู้กับธนาคารเป็นรายเดือน
การผ่อน มี 2 แบบ
แบบที่ 1 ประเภทดอกล่อ ก่อนเป็นดอกเด้ง คือ ผ่อนแต่ดอก (ยัง) ไม่ผ่อนต้น ในช่วง 2,3 ปีแรก และเป็นดอกที่อัตราต่ำมาก เพื่อเป็นการหลอกล่อให้ลูกค้ามากู้เงิน แต่ไอ้อัตราดอกต่ำนี่ จะมีกับดัก เด้งขึ้นเป็นหลายเท่าตัวได้ทันที ถ้ามีการผิดนัดผ่อนชำระ
หลังจากพ้นระยะผ่อนแต่ดอกแล้ว ทีนี้คนกู้ก็จะต้องผ่อนทั้งต้นทั้งดอก สัญญาแบบนี้ก็ผ่อนกันนานหน่อย กว่าต้นจะลด จนมีหลานปู่คนที่ 2 แล้ว อาจจะยังผ่อนบ้านไม่เสร็จ แถมดอกกองสูงกว่าต้น ไม่รู้กี่เท่า
ส่วนแบบที่ 2 ก็คือ ประเภทผ่อนแบบทั่วไป คือ ผ่อนทั้งต้นทั้งดอกพร้อมกันตั้งแต่แรก อายุสัญญายาวไม่มาก แค่ลูกคนเล็กแต่งงาน บ้านก็น่าจะผ่อนหมด
ลูกค้าส่วนใหญ่ เลือกการผ่อนแบบที่ 1 เกือบทั้งนั้น เพราะมอง(สั้น) เห็นแต่จำนวนผ่อนดอก และบางพวกก็เก็งกำไรราคาบ้าน กะกู้ระยะสั้น ราคาบ้านขึ้นมีกำไรเมื่อไหร่ ก็ขายบ้านใช้หนี้ธนาคาร เก็บกำไรเข้ากระเป๋า
แต่ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนแบบไหน ก็ต้องเอาบ้านที่ซื้อมาจำนองกับธนาคาร และธนาคารเอง ก็สนับสนุนให้ลูกค้าทำสัญญาเงินกู้แบบที่ 1 ที่ผ่อนดอกต่ำ เพราะธนาคารต้องการจำนวนลูกหนี้และสัญญาจำนองแยะๆ
อ่านมาถึงตอนนี้ คนอ่านก็คงเริ่มเบื่อ และแอบบ่นว่า ลุงเอาเรื่องอะไรมาเล่า ไม่เห็นมีอะไรใหม่ แถมมันเอื่อยจัง ทนอ่านต่อนะครับ…แล้วจะเห็นว่าไม่เอื่อยตลอดนะ และยังมีเรื่องน่าสนใจ แม้จะขึ้นต้นเหมือนเล่าเรื่องวิกฤติซับไพรม์ แต่ตอนท้ายรับรองว่ามีเลี้ยวโค้งครับ
ขั้นตอนต่อไป ธนาคารที่ให้กู้แบบนี้ ซึ่งมีเป็นร้อยๆราย ต่างก็มีลูกหนี้เงินกู้จำนองบ้านอย่างนี้กันเป็นหมื่น ๆราย ก็เอาสัญญาจำนองที่พวกเขาเรียกว่า mortgage backed security (MBS) ไปขายต่อให้ กับธนาคารเงินทุน (พวกอินเวสต์เมนท์แบงก์ Investment bank) และพวกกองทุนที่เรียกว่า hedge fund เห็ดฟัน
เห็ดฟัน มาแล้วครับ ส่วนใหญ่เป็นเห็ดมีพิษ และมี “เจ้าของ”
ทั้งนั้น (เฮ็ดจฟันด์หรือเห็ดฟัน ตามภาษาลุงนิทาน เป็นกองทุนส่วนบุคคลอย่างของไอ้โซรอส เมื่อเป็นของส่วนบุคคล กฎหมายอเมริกาไม่เข้มงวดด้วย เพราะไม่มีประชาชนมาเกี่ยว คนรวยอยากเสี่ยงเรื่องของมึง ไอ้พวกคนรวยก็เลยสนุก ใช้เงินใหญ่ปล้นเงินเล็ก เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก)
MBS ที่ขายกันนั้น ราคาก็แล้วแต่จะตกลงกัน แต่แน่นอน มันน้อยกว่าราคาต้นเงินกู้
ด้วยการขาย MBS ออกไปแบบนี้ ความเสี่ยงของธนาคารที่ให้กู้ซื้อบ้าน ก็เหมือนน้อยลง เพราะเหมือนได้เงินให้กู้คืนมาส่วนหนึ่งแล้ว เงินที่ได้จากการขาย MBS นี่ ธนาคารที่รับเงิน ก็เอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายใหม่ต่อไป
ฮู้ย…แบบนี้ ธนาคารที่ให้กู้ชอบมั้ย ชอบสิ…. ถึงไม่ต้องดูบ้านที่เอามาจำนอง ไม่ต้องตรวจสอบเครดิตคนกู้ คุณนิน่า ถึงมากู้กันเป็นแถว นอกจากนี้ เงินผ่อนของลูกหนี้ ธนาคารที่ให้กู้ก็ยังรับต่อไป แม้จะขายสัญญาจำนองไปแล้ว…
แปลว่า ธนาคารที่ให้กู้ “เลือก” รับเอาเงินสด ๆ จากผู้ซื้อ MBS แทนเงินที่จะได้การบังคับจำนอง ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
เอ๊ะ… แล้วแบบนี้คนซื้อสัญญาจำนอง ที่ส่วนใหญ่เป็น เห็ดฟันกับอินเวสเม้นต์แบงก์ ได้อะไรล่ะ ก็ได้แต่ “กระดาษ” สัญญาจำนองนั่นไง แต่เงินค่าผ่อนบ้าน ธนาคารที่ให้กู้เขาก็ยังรับอยู่… อะ…อย่างนี้ก็ซวยสิ ไหนว่า พวกอินเวสเมนเม้นต์แบงก์กับเห็ดฟันเขี้ยวยาว
คนซื้อ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์เป็นเห็ดฟัน ไม่ซวยหรอกน่า…
เพราะหลังจากกว้านซื้อ MBS มาจนหมดหน้าตักตัวเอง รวมทั้งตักคนอื่น เพราะไปกู้เขาด้วยแล้ว คนซื้อก็เอา MBS มากองรวมกัน หลังจากนั้นก็แบ่งออกเป็นมัดๆ (bundle หรือ tranche)บางมัดอาจมีสัญญา MBS 1 หมื่นราย บางมัดมี 2 หมื่นรายเป็นต้น โดยผู้สร้างมัดจะตีราคา MBS แต่ ละมัดออก มา โดยมีสูตรการคำนวณราคา ซึ่งเขาว่า หลังจากเกิดวิกฤติแล้ว ฉิบหายกันถ้วนหน้าแล้ว ยังมีคนส่วนใหญ่… โดยเฉพาะทางการ ที่มีหน้าที่คุมกฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกรรมพวกนี้ …ไม่รู้เรื่องเลยว่า ไอ้ MBSแต่ละมัด… มันคำนวณราคาค่าของแต่ละมัดอย่างไร
ความน่าสนใจมัน อยู่ตรงนี้แหละครับ เขาตีราคาลม (ผาย) กันได้อย่างไรนะ มันต้องจีเนียสมากๆ หรือคุ้นเคยกับกลิ่นมาก ว่า กลิ่นไหน ราคาเท่าไหร่ ฮา
ตัวอย่าง เช่น มัดไหนมีสัญญากู้อายุสั้น คนกู้ประวัติดี ความเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สูญต่ำ ผลตอบแทนในมัดนั้นก็ถูก เพราะอ้างว่า ความเสี่ยงน้อย มัดไหนมีสัญญากู้ประเภทดอกเบี้ยเด้งได้ คนกู้ชื่อนิน่าแยะหน่อย ผลตอบแทนก็จะสูง เป็นการชักจูง เพราะความเสี่ยงสูง อะไรทำนองนั้น
นอกจากจะมีการเอาสัญญาจำนองบ้าน ที่สารพัดคนกู้ สารพัดอายุการกู้ สารพัดอัตราดอกและต้น ฯลฯ มาคละกันเป็น MBS แล้ว มันคงยังมั่วไม่ถึงใจ จึงมีพวกหัวแหลม คิดสินค้าการเงินขึ้นมาอีกตัว เหมือน กันกับ MBS แต่กว้างขวางกว่า เรียกว่า CDO คือ แทนที่จะเป็นมัดหนี้จำนองบ้านอย่างเดียวกัน ก็ไปเอาหนี้อื่น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้การผ่อนรถ ฯลฯ มาร่วมด้วย … มั่วกันให้มันไปเลย
การเอาหนี้ต่าง ๆ มารวมเป็นข้าวต้มมัด เพื่อเอาไปใช้เป็นหลักประกัน หรือ เป็นไส้ข้าวต้มมัด ในการออกหลักทรัพย์ หรือตราสาร อีกตัวหนึ่ง เพื่อไป (หลอก) ขายชาวบ้านอีกต่อ แบบนี้กูรูเขาบอกว่า มันคือ collateralized debt obligation หรือ CDO นะลุง จำเอาไว้
เออ … ไอ้ลุงก็งง มันเหมือนกับการเอาลม (ผาย) ไปหลอกขายเขา …มึงเอาหนี้ของไอ้จิ๋ว ที่ไปกู้ ไอ้จ้อนมาขายให้ลุง แล้วลุงจะรู้ได้ไง ว่าไอ้จิ๋วจะมีปัญญาใช้หนี้ แค่พูดยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ลุงไม่ซื้อหรอก …
เป็นลุงแก่ๆ ยังคิดออกเลย … แล้วไอ้พวกมหาอำนาจ ทำไมมันคิดไม่ออกนะ
แต่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีทก็ทำ และก็มีคนซื้อ …
แบบนี้คนออก CDO หรือ MBS (ซึ่งก็เป็น CDO อย่างหนึ่ง) ก็ต้มคนซื้อใช่ไหม… ชาวบ้านคนซื้อก็ซวยสิไม่ช่าย….คนซื้อไม่ซวยนะ คนออก CDO แย้ง เราดูแลคนซื้ออย่างดีนะ …
ก่อนจะขาย CDO คนออก CDO เอาตราสารไปให้บริษัทเครดิตเรตติ้งอย่าง Standard & Poor, Moody เป็นต้น ทำการประเมิน และรับรองก่อนแล้ว ถ้าเป็นตราสารที่พวกเรตติ้งเห็นว่า ดีก็ให้ A3 ตัวมันไปเลย เพราะฉะนั้นคนซื้อก็สบายใจว่า คนออก CDO ไม่ได้เอากระดาษห่อบะหมี่มาขาย อย่างนี้จะว่า คนออกต้มได้ยังไง …ลุงอย่าไปหาเรื่องเขา… ถ้าคนออก CDO ต้ม …ไอ้พวกเครดิตเรตติ้งมันต้องเป็นคนเอาน้ำใส่หม้อ เอาหม้อขึ้นมาวางบนเตาให้ คนออก CDO แค่เอาข้าวต้มมัดหย่อนใส่ลงหม้อเท่านั้น เอง ..ใช่มั้ย…
นอกจากนั้น คนออก CDO ยังไปซื้อประกัน แบบเอาความเสี่ยงของคนซื้อ CDO ไปไว้กับบริษัทประกัน อีกต่อด้วยเห็นมั้ย มีหมวกกันน็อกแถมให้ครบเครื่อง เรียกว่าประกันแบบ credit default swap (CDS) อีกด้วย ถ้าคนกู้ซื้อบ้านผิดนัด หรือคนผ่อนรถไม่ชำระหนี้ ฯลฯ ก็มีการไล่ทวงกันเป็นทอดๆ …ใครไม่จ่าย ในที่สุดบริษัทประกันก็ต้องจ่าย เข้าใจไหม ล้มยังไง ใส่หมวกกันน็อกไว้ หัวไม่แตกน่า
อย่างนี้คนซื้อตราสารข้าวต้มมัด CDO ก็สบายใจ เพราะมีบริษัทประกัน รับประกันอีกต่อ
ส่วนคนออกข้าวต้มมัด CDO ก็พอใจ เพราะนึกว่าตัวเองลงทุนต่ำ แต่จะได้ผลตอบแทนสูง แถมความเสี่ยงไม่มี เพราะจัดการทำประกัน CDS เอาไว้แล้ว ทำถึงขนาดนี้ ยังไม่พอใจอีกเรอะ …ธนาคารใหญ่ๆ จึงใส่หมวกหลายใบ เป็นทั้งผู้ให้กู้ เป็นทั้งเจ้าของเห็ดฟัน หรือให้เงินกู้กับเห็ดฟัน เพื่อไปกว้านซื้อข้าวต้มมัด เป็นทั้งผู้ลงทุน โดยคิดว่า จะรวยจากข้าวต้มมัดหลายต่อ
…เขาว่า เจ้า CDO นี่แหละ… คือ ตัวเชื้อโรคร้าย ที่ทำให้ธุรกิจการเงินของอเมริกาไข้ขึ้นสูง จนเกิดวิกฤติซับไพรม์ ที่มีผลกระทบ ยาวไปเกือบทั่วโลก
แต่ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้ มันน่าสนใจหนักคือ บริษัทประกัน ที่ไปรับประกันคนซื้อหลักทรัพย์ ข้าวต้มมัด หรือหลักทรัพย์ลม (ผาย) ด้วยการรับประกันแบบใส่หมวกกันน็อก CDS มากที่สุดคือ American International Group (AIG) ซึ่งเป็นประกันใหญ่อันดับหนึ่งของโลก และมีตัวแทนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ชื่อนายมัวริส กรีนเบิร์ก Maurice Greenberg ที่เขาว่า ซี้ปึกกับท่านร้อกกี้หินร่วงของผม (เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ David Rockefeller) และน่าสงสัยว่า AIG จะเป็นสมบัติของตระกูลท่านหินร่วงเอาเสียด้วย
ตัวละครอย่างนี้ ไม่อ่านนิทานเรื่องนี้ต่อ น่าเสียดายตาย