เล่ม ๕ ‘นักล่า’
แกะรอยเก่า
ตอน (4) ขึ้นชั้น
เมื่อครอบครัวเคนเนธกลับมาถึงอเมริกา นายเคนเนธ กลับไปทำปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัยชิคาโกเมื่อได้ปริญญา เขาก็รีบหางาน เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกากำลังตกสะเก็ด งานที่เขาคิดจะทำและน่าจะสมประโยชน์ คือ ไปติดต่อมหาวิทยาลัยดังๆ ในอเมริกา ให้ตั้งแผนก Southeast Asian Studies ด้วยหนังสือที่จะได้รับมาจากกรมพระยาดำรงฯ โดยเขาจะเป็นหัวหน้าแผนกวิชา เขาไปทุกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น พรินสตัน (Princeton), โคลัมเบีย (Columbia), เยล (Yale), เพนน์ซิลวาเนีย (Pennsylvania), ฮาร์วาร์ด (Harvard) และชิคาโก (Chicago) ฯลฯ แต่ไม่เป็นผลไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก สยาม รู้จักแต่จีนและเวียดนาม ส่วนใหญ่จะรู้จักประเทศที่เป็นอาณานิคม
มหาวิทยาลัยต่างๆ นี้ มันอยู่ไกลกันคนละเมือง งานก็ไม่มีทำ เงินก็ไม่มี แล้วเดินทางได้ยังไง น่าสงสัยจริง
แล้วนายเคนเนธก็สารภาพมาเองว่า ที่เขาสามารถเดินทางไปติดต่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ เพราะเขาได้รับการ เงินทุนสนับสนุนจาก the American Council of Learned Societies สมาคมนี้เป็นสมาคมเก่าก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1919 โดยผู้รักการศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทางด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา และเน้นหนักทางเอเซียตะวันออกและลาตินอเมริกา ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1930 กว่า สมาคมนี้มีผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ ชื่อนายจอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) (เขียนมาถึงตรงนี้ นักอ่านนิทานจมูกไว ร้องอ๋อกันเป็นแถว บอกไม่ต้องอ่านก็ต่อได้ แค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว… เอาน่า อ่านต่อ ไปเถอะครับ มันอาจจะมีมากว่าที่นึกก็ได้)
หมดท่าเข้านายเคนเนธ จึงสมัครเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อเอิร์ลแฮม (Earlham College) ในปี ค.ศ.1939 ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาปรัชญาจีนบ้าง อินเดียบ้าง ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
ขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังเล่นยิงกันอยู่แถวยุโรป อเมริกายังสงวนท่าที ทำเป็นเฉยไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง วันหนึ่งประมาณปลายปี ค.ศ.1941 ระหว่างที่ครอบครัวเคนเนธ ไปพักผ่อนที่ทะเลสาบแถวมิชิแกน (Michigan) ขณะเขากำลังพายเรืออยู่กับลูกในทะเลสาบ เมียก็มาตะโกนบอกว่า มีโทรศัพท์ถึงเขาจากวอชิงตัน ให้เขาโทรกลับไป นายเคนเนธบอก ฉันไม่รู้จักใครเลยที่วอชิงตัน แต่เขาก็โทรกลับไป เขาบอกว่า โทรศัพท์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง (เปลี่ยนไปตามแผน!?)
เมื่อเขาโทรศัพท์ไปที่วอชิงตันตามหมายเลขที่ให้ไว้ คนที่รับโทรศัพท์บอกว่าเป็นนายพลโดโนแวน และพูดในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีรูสเวลท์ (Roosevelt) นายเคนเนธ แทบหยุดหายใจ ท่านนายพลต้องการให้นายเคนเนธ มากรุงวอชิงตันเดี๋ยวนี้เลย (โอ้พระเจ้า แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง มันเรื่องจริงหรือนี่ นายเคนเนธ คงคิดอยู่ในใจ) เพื่อมารายงานเกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่นและอินโดจีนให้ประธานาธิบดีทราบ
นายเคนเนธ นี้ต้องเป็นคนรอบคอบ (เค็ม!) เอาเรื่อง ขนาดบอกประธานาธิบดีให้ไปพบ เขากลับถามว่าออก
ค่าใช้จ่ายให้เขาหรือเปล่า และต่อรองเรื่องค่าจ้างก่อนที่จะตอบตกลง เมื่อตกลงเรื่องค่าจ้างได้ เขาจึงตอบตกลงว่าจะไปพบ
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ต้องการรู้ว่า ญี่ปุ่นมีความคิดเกี่ยวกับอินโดจีนอย่างไร และมีความตั้งใจเกี่ยวกับประ เทศไทยอย่างไร และถ้าญี่ปุ่นคิดจะบุกประเทศไทย จะบุกมาทางใดและช่วงเวลาไหน ฯลฯ คำถามแบบนี้ นายเคนเนธบอกหมูสะเต๊ะ เขารู้คำตอบตั้งแต่ก่อนจะถามแล้ว
เรื่องมันจะบังเอิญไปหน่อยหรือเปล่านะ นายเคนเนธเล่าว่า เมื่อประธานาธิบดีต้องการรู้เช่นนั้น ลูกน้องก็ตาหูเหลือก ไม่มีใครรู้จักสยามเลย รู้จักญี่ปุ่นนิดหน่อย นายโดโนแวน (ชื่อเต็มคือ นายวิลเลี่ยม โดโนแวน (William Donovan) หรือไวลด์ บิล โดโนแวน (Wild Bill Donovan) ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดี ให้เป็นผู้วางแผนยุทธศาสตร์การรบ ก็ต้องไปเดินคลำหาคนที่รู้จักสยาม แห่งแรกที่เขาไปคือ ห้องสมุดรัฐสภา (Library of Congress) หัวหน้าห้องสมุดชื่อนายเออเนสท์ กริฟฟิธ (Ernest Griffith) บอกว่าที่นี่ไม่มีใครรู้เรื่องสยามกับอินโดจีนหรอก นู่น คุณลองไปถามที่ American Council of Learned Societies ดูซินะ มันพวกคงแก่เรียนทั้งนั้น ที่นั่นแหละที่เดียวแหละ ที่น่าจะรู้เรื่อง แหม! ยังกะโผล็อค… ไปถามหานายมอร์ติเมอร์ เกรฟส์(Mortimer Graves) นะ เขาคงจะรู้ที่สุดแหละ
คำตอบที่นายโดโนแวนได้จากนายเกรฟส์ (Graves) ก็คือ น่าจะมีคนเดียวนะ ชื่อนายเคนเนธ แลนดอน ไปติดต่อเขาดูแล้วกัน นายโดโนแวนบอก งั้นเขาจะให้ฝ่ายข่าวกรองตรวจสอบประวัตินายแลนดอน นี่ก่อนว่า เป็นตัวจริงเสียงจริงที่รู้เรื่องสยาม อินโดจีน และญี่ปุ่นหรือเปล่า
(หมายเหตุคนเล่านิทาน : ผมเพิ่งไปอ่านเจอเอกสารฉบับหนึ่ง บอกว่านายโดโนแวน เป็นเครือข่ายของพวกCFR! หน่วยงานที่อยากให้อเมริกา ค้าสงคราม เลยต้องทำความรู้จักเขาหน่อย นายวิลเลี่ยม เจ โดโนแวน (William J. Donovan) จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia) ตอนเรียนหนัง สือมีเพื่อนร่วมชั้นชื่อ นายแฟรงคลิน ดีลาโน รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เมื่อเรียนจบมา ก่อนเปลี่ยนเข็มไปเป็นทหาร เขาทำอาชีพนักกฎหมายตามที่เรียนมาก่อน ประสพความสำเร็จอย่างสูงจากฝีมือและฝีปาก ซึ่งดังไปเข้าหูนายร้อกกี้เฟลเลอร์ จึงจ้างเขาไปทำงาน “War Relief Mission” ในยุโรป พูดให้เฉพาะก็คือ ไปอยู่ที่เบลเยียม (Belgium) ประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อ บรัสเซลส์ (Brussels) ที่เป็นที่ตั้งชุมทางนักล่าชั้นสูง สมาคมบิลเดอร์เบิร์ก (Bilderberg) นั่นเหละ War Relief หรือเรียกอีกชื่อว่า American Relief นี้ ไม่รู้ทำอะไรมั่ง จะต้องไปตามสืบต่อ แต่ทำให้นายโดโนแวนต้องอยู่แถวยุโรปอยู่หลายปี และทำให้เขามีโอกาสรู้จักผู้ที่ไปมาแถวยุโรปมากมาย
คนหนึ่งคือ นายวิลเลี่ยม สตีเฟนสัน (William Stephenson) เป็นชาวแคนาดา ซึ่งเป็นสายลับตัวฉกาจ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำงานประสานระหว่างยุโรปกับอเมริกา เขาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเองไว้ชื่อ The Man Called Intrepid (ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นไทยและทรงตั้งชื่อเรื่องว่า “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ”) ต่อมานักเขียนชื่อดังเอียน เฟลมมิ่ง (Ian Fleming) นำมาดัดแปลงเป็นบุคลิกของพระเอก เจมส์ บอนด์ (James Bond สายลับ 007)
เมื่อนายโดโนแวนจะต้องตั้งหน่วยงาน OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นายสตีเฟนสัน (Stephenson) นี้มีส่วนช่วยอย่างสำคัญ เรื่องของนายโดโนแวน เองก็โลดโผนโจนทะยานไม่น้อย เรียกว่า เอาไปเป็นพระเอกหนังบู๊ ปนรักหักเหลี่ยมสายลับได้อย่างสบาย ไม่แพ้เจมส์ บอนด์ (James Bond) เหมือนกัน ไม่รู้หลุดมือนักสร้างหนังฮอลลีวู้ดมาได้ไง)
เมื่อฝ่ายข่าวกรองโทรไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทุกมหาวิทยาลัยตอบเหมือนกันหมดว่า ถ้าจะมีคนรู้เรื่องสยามกับอินโดจีน ก็น่าจะเป็นนายเคนเนธ นี่แหละ (ก็จะไม่ใช่ได้ยังไง เดินสายขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้ง Southeast Asian Studies อยู่เป็นปี !) แล้วนายเคนเนธ ก็ถูกโทรศัพท์ตามตัวจากทะเลสาบมิชิแกน (Michigan) ให้มาพบประธานาธิบดีรูสเวลท์
ส่วนคำตอบของนายเคนเนธ เกี่ยวกับญี่ปุ่นนั้น นายเคนเนธบอกเขาไม่รู้หรอกว่า ญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับไทย แต่รู้ว่า ถ้าญี่ปุ่นจะบุกไทย ถ้าญี่ปุ่นฉลาด ญี่ปุ่นน่าจะมาช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน เพราะก่อนหน้านั้นเป็นหน้ามรสุม ฝนตกชุก! ไม่น่ามีใครบ้าเคลื่อนทัพ และขนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ของหนักระหว่างฝนตกน้ำท่วม รถถัง ปืนใหญ่จมโคลนหมด คำถามต่อไปว่า แล้วถ้าญี่ปุ่นจะมาทางรถ จะขับมาได้ถึงไหน นายเคนเนธ บอกญี่ปุ่นไม่น่าจะใช้ทางหลวง เพราะเป็นเป้า น่าจะมาทางป่าและสามารถใช้จักรยานขี่ผ่านสวนยางไปตลอดทางใต้ถึงแหลมมาลายู ฯลฯ
และเมื่อญี่ปุ่นบุกอินโดจีนจริงๆ ญี่ปุ่นก็ไม่ได้ยกพลมาลงที่กรุงเทพ แต่ไปลงที่โกตา บารุ (Kota Baru) ในมาลายู และขนเอาจักรยานมาด้วย ขี่ลงใต้ไปจนถึงแหลมมาลายู (ฟังดูแล้วคำถามของอเมริกานี่พื้นมาก ไม่น่าจะเป็นคำถามของพี่เบิ้มเลย ไม่รู้ว่านายเคนเนธ อมข่าวหรือเต้าข่าวให้เราฟังกันแน่)
แล้วนายเคนเนธ ก็ตกลงจะทำงานช่วงสั้นเฉพาะกิจให้นายโดโนแวนใน office of the Co-Ordination (OCI) ซึ่งนายโดโนแวน ตั้งขึ้น (สงสัยเพราะตกลงราคาค่าจ้างยังไม่เป็นที่พอใจกัน อดีตมิชชันนารีต่อ รองกับอดีตนักกฎหมาย ผลก็น่าจะพอเดากันออก)
นายโดโนแวนเคยไปรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เก่งกล้าสามารถมาก จนได้สมญาว่า “Wild Bill Donovan ” เขาเชื่อว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นแน่ และอเมริกาจะต้องเกี่ยวข้องด้วย (ทำไมนายโดโนแวน ถึงเชื่อเช่นนั้น เอ! หรือนายโดโนแวนจะเกี่ยวกับ CFR จริง !) แต่ตอนนั้นไม่มีใครในอเมริการู้จักคู่รบของอเมริกาเลย เขาจึงเตือนประธานาธิบดีรูสเวลท์ ให้เตรียมตั้งหน่วยงานข่าวกรอง เพื่อหาข้อมูลและข่าวเกี่ยวกับญี่ปุ่นและประเทศแถบอินโดจีนเอาไว้
เมื่อประธานาธิบดีรูสเวลท์เห็นชอบด้วย นายโดโนแวนจึงตั้งหน่วยงานชื่อ Office of the Co Ordination of
Information (OCI) ขึ้น ซึ่งต่อมาเมื่ออเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เต็มตัว OCI ได้เปลี่ยนเป็น Office of Strategic Services (OSS) ภายใต้การดูแลของนายโดโนแวนเช่นเดิม
เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง OSS ได้ถูกยกเลิกและเปลี่ยนเป็น Central for Intelligence Agency (CIA) แทน นอกเหนือจากนายโดโนแวน ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด OSS และ CIA แล้วนายเคนเนธบอกว่า เขาก็ถูกนับว่าเป็น “รุ่นก่อตั้ง” ของหน่วยงานข่าวกรอง OSS ด้วยเช่นกัน
นายเคนเนธนี่ ไม่ใช่แค่เป็นนักฉวยโอกาส แต่เป็นคนชี้ไม้อีกด้วย คุณสมบัติแบบนี้ ถ้าเบื่อเป็นมิชชันนารี น่า จะไปทำงานประเภทเล่าข่าว…
นายเคนเนธให้เหตุผลว่า ที่อเมริกาไม่เคยมีหน่วยงานข่าวกรองของตนเอง เกี่ยวกับต่างประเทศมากนัก เพราะก่อนหน้านั้น อเมริกา มีนโยบายสันโดษ (isolation) ไม่ยุ่งกับประเทศอื่นมาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1930 ต้นๆ โดยเฉพาะไม่ร่วมทำสงครามด้วย และถ้าอยากจะได้ข้อมูลเชิงลึกอะไร อเมริกาก็จะอาศัยถามเพื่อนรักร่วมก๊วน 3 เกลอหัวแข็งคือ อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งข้อมูลของทั้ง 2 ประเทศ ส่วนมากก็จะเกี่ยวกับประเทศอาณานิคมของเขา (อเมริกาเปลี่ยนจากนโยบายสันโดษ เป็นนักค้าสงครามเมื่อประมาณ ค.ศ.1945 ตามแรงผลักแรงดันของกลุ่ม CFR ที่ควบคุมนโยบายการต่างประเทศของอเมริกา ผ่านคนของ CFR อีกต่อหนึ่ง!)
การบ้านที่นายโดโนแวน มอบให้นายเคนเนธทำคือ ทำรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ใน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดีร้ายขนาดไหน ใครคุมใคร ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ใครมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ใส่มาให้หมด สิว ไฝ ฝ้า อยู่ตรงไหนอย่าลืมบอก รวมทั้งฝรั่งเศส ไอ้จั๊กกะแร้เหม็นเขียวด้วย คนแถบอินโดจีนเขามองเจ้านี่อย่างไร เขายังอยากจะไปซบ จั๊กกะแร้เหม็นอยู่อีกไหม แล้วอย่าลืมรายงานเรื่องคนไทยกับพี่ยุ่น ด้วยล่ะ หลังถูกพี่ยุ่นเอารถถังมาวิ่งรอบเมืองกรุงเทพแทนรถเมล์แล้ว น่ะ คนไทยทำยังไง เอาดอกไม้ไปให้พี่ยุ่น หรือเอาประทัดไปไล่ ความสัมพันธ์ของไทยกับญี่ปุ่นนี้ จะเป็น ตัววัดผลแพ้ชนะของการรบในภูมิภาคนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของพี่เบิ้ม รายงานผิดเดี๋ยวได้กลับไปอยู่เมืองตรังแน่
อีกรายงานหนึ่งที่นายเคนเนธต้องทำคือ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอังกฤษกับลูกหาบเช่น พม่ารวมทั้งมาลายูและสิงคโปร์ จะได้เอาไปตรวจสอบได้ว่าอังกฤษมิตรรัก บอกความจริงกับอเมริกามากน้อยแค่ไหน ถึงจะสัมพันธ์ชิดมิตรใกล้ก็เถอะ ไว้ใจกันได้ที่ไหน เรื่องของผลประโยชน์! ข้อมูลเหล่านี้ช่วยทำให้อเมริกาวางยุทธ ศาสตร์การรบของอเมริกา ในช่วงสงครามโลกและที่สำคัญคือ ช่วงหลังสงครามโลกเป็นอย่างดี
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างที่ญี่ปุ่นบุกเมืองไทย เมืองไทยเองก็แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาล จอมพล ป. เจ้าของนโยบายใส่หมวกแล้วชาติเจริญ เป็นนายกรัฐมนตรีที่แสดงตัวเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น ถึงขนาดประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา เอาใจญี่ปุ่นกันจนออกนอกหน้า ขณะที่คนไทยอีกพวกหนึ่งคือ พวกเสรีไทย ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ (อังกฤษและอเมริกา) และอยู่ในประเทศไทย เข้ากับฝรั่งทั้งอังกฤษและอเมริกาแบบออกนอกหน้าพอกัน ประกาศไม่เห็นด้วยกับการเข้าพวกกับญี่ปุ่นของจอมพล ป. นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าเสรีไทยที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อรัฐบาลไทยประ กาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา หลังจากเกิดเหตุการณ์เพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) มรว. เสนีย์ ปราโมช ซึ่งขณะนั้นเป็นทูตไทยประจำที่อเมริกาแต่มาธุระที่เมืองไทย รีบบินกลับไปอเมริกา เพื่อไปบอกอเมริกาว่าการประกาศสงครามของไทยต่ออเมริกา และอังกฤษนั้น เราคนไทยไม่เกี่ยวนะ ไม่ใช่ความต้องการของพวกเรา เราไม่เอ้า ไม่เอาญี่ปุ่น …เราเอาพวกท่าน คนไทยขอให้พวกท่านเข้าใจและช่วยเหลือพวกเราด้วย
ในตอนนั้นนายโดโนแวนได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาอีกหน่วย Office of War Information (OWI) ทางอเมริกาจึงตกลงให้ มรว. เสนีย์ ทำการออกอากาศเป็นภาษาไทยจากอเมริกา ผ่านหน่วยงานของ OWI ประกาศเจตนา รมณ์ของเสรีไทย ให้คนไทยทางเมืองไทยทราบ วิทยุเสรีไทยที่ออกอากาศเป็นภาษาไทยนี้ มีนายเคนเนธ เป็นผู้ประสานงาน นายเคนเนธบอกว่า อเมริกาให้เขาคอยเฝ้าดูว่าฝ่ายไทยจะพูดจาออก อากาศตรงกับที่แจ้งไว้กับอเมริกาหรือไม่ (แสดงถึงความเชื่อใจกันอย่างเต็มที่เลย !) ในเมื่อเขาเป็นคนอเมริกันคนเดียวตอนนั้น ที่อยู่ตรงนั้น ที่รู้ภาษาไทย จึงรับหน้าที่ประสานงานกับเสรีไทย จึงเป็นเหตุให้นายเคนเนธ จึงยังทำงานกับรัฐบาลอเมริกาต่อไป (และเข้าใจว่า คงต่อรองเรื่องค่าจ้างกันจนเป็นที่ถูกใจ นายเคนเนธแล้ว)
นายเคนเนธเล่าว่า ช่วงที่สงครามโลกกำลังเข้มข้นอยู่แถวอินโดจีน ประเทศอาณานิคมเช่น มาลายู สิงคโปร์ คิดว่าอังกฤษจะช่วยรบกับญี่ปุ่นให้ แต่อันที่จริงแล้ว นายเชอร์ซิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ไม่เคยมีเจตนาเช่น นั้นเลย นายเชอร์ซิล พร้อมที่จะทิ้งอาณานิคมของตนให้สู้ไปลำพัง …สมันน้อยก็จำตรงนี้ไว้นะ เชื่อฝรั่ง อั้งม้อ ดีนัก เขาบอกอะไรก็เชื่อ ท้ายที่สุดเขาก็ต้องเห็นประโยชน์ของเขามากกว่า เรานึกว่า เขาจะอุ้มกระเตงเราไปตลอดหรือไง หมดประโยชน์เขาก็โยนทิ้ง เฮ้อ! บอกเท่าไหร่ไม่เคยเชื่อ บูชาคุณพ่อฝรั่งกันเหลือเกิน