แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เมื่อท่านใบตองแห้ง เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากคาวบอยบุช ในเดือนมกราคม ค.ศ.2009 ความหายนะจากข้าวต้มมัดบูด การช่วยชาวสวนสัตว์วอลสตรีทขี้โกง เป็นเรื่องที่ชาวบ้านหงุด   หงิดมาก แต่ที่ชาวบ้านออกอาการใกล้จะระเบิด คือ เรื่องการยึดบ้านของชาวบ้าน ที่รัฐยังไม่จัดการช่วยอะไรเลย คิงเฮนรี่และท่านทิม ได้รับการด่าจนชินชา โดยเฉพาะ คิงเฮนรี่ ที่ขนเอาลูกน้องจากโกลด์แมน มาช่วยคลังเป็นขบวน ยิ่งแก้ตัวไม่ออก อย่างนี้ท่านใบตองแห้ง ก็ต้องรีบหยิบเอาบทพระเอก ปราบยักษ์ (หรืออุ้มยักษ์!) มาเล่นโชว์ด่วน แต่ก่อนจะเล่นโชว์ ก็ต้องหาท่านคลังคนใหม่ให้ได้เสียก่อน จะเอาคิงเฮนรี่ ไปออกฉากอีก ก็คงได้รับของฝากกลับบ้านหลายข้างแต่ต่างเบอร์ เดินไม่ถนัดแน่

จะเอาใครมาเป็นท่านคลังดีล่ะ (ตามใบสั่ง) มันก็พวกสวนสัตว์ทั้งนั้น ท่านใบตองแห้งเลยหลับตาจิ้ม ได้ชื่อ…ท่านทิม… อ๊ะ… โผล่มาอีกแล้วหรือ ชื่อนี้… หรือมันเขียนชื่อ ทิม ไว้ทั้งหน้ากระดาษ!!

จริงๆ ท่านทิม ทิโมธี ไกธ์เนอร์ (Timothy Geithner) เป็นนักวิชาการนะ เป็นคนนอกวงการ แต่มาคลุกคลี กับพวกสวนสัตว์ได้ยังไงเนี่ยะ

ไม่ต้องสงสัยนาน ลุงนิทานค้นมาให้แล้ว

ปีเตอร์ จี พีเตอร์สัน ซึ่งเป็นประธานของเฟด นิวยอร์ก เป็นคนเลือกท่านทิม เข้ามาเป็นกรรมการเฟดนิวยอร์ก ในปี ค.ศ.2003 เองแหละ เขาบอกว่า ทิโมธี ไกธ์เนอร์ เป็นตัวเลือกที่เหมาะ … เหมาะสำหรับอะไร…

หวังว่าท่านผู้อ่านคงยังจำชื่อ ปีเตอร์ จี พีเตอร์สัน ได้ …ก็คุณหินของเรา ที่เป็นประธานของแบล็คสโตน กรุ๊ป ที่โด่งดังไงครับ (อ่านเรื่องของ แบล็คสโตน กรุ๊ป ได้ในนิทานป้ายลวง) เขาเป็นคนที่ท่านร้อกกี้หินร่วง ไปจับมือชวนมาทำธุรกิจด้วยกัน และสนับสนุนให้เป็นถึงเป็นประธานของ CFR ในช่วงปี ค.ศ.1985ถึง ค.ศ.2007

จำกันได้มั้ย… เรื่องของคนใหญ่ขนาดนี้ ไม่น่าลืมกันนะ

ตามโครงสร้างของเฟด แต่ละเขตจะมีคณะกรรมการ 9 คน 6 คน มาจากการเลือกของสมาชิกที่เป็นธนาคาร และอีก 3 คน มาจากการเลือกของคณะ กรรมการผู้ว่าการ (Federal Reserve Board of Governors) หลังจากนั้นทั้ง 9 คน จะเลือกผู้จัดการใหญ่ ของแต่เขต เพราะฉะนั้นใครที่อ้างว่า เฟด เป็นภาครัฐก็คงอ้างลำบาก เว้นแต่รัฐจะคุมพวกสวนสัตว์ได้ คิดว่า …เป็นไปได้ไหมครับ

ทิโมธี ไกธ์เนอร์ เป็นลูกของปีเตอร์ ไกธ์เนอร์ Peter Geithner ที่ทำงานให้ USAID ที่อาฟริกา และที่

วอชิงตัน ก่อนย้ายไปอยู่มูลนิธิ ฟอร์ด Ford Foundation และมาประจำการอยูแถบเอเซียเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ทิม ลูกชาย จึงตามติดมาด้วย เขาเรียนชั้นประถมในโรงเรียน สำหรับลูกคนชั้นสูงที่อินเดีย และจบชั้นมัธยมที่ โรงเรียน International School Bangkok บ้านเรานี่แหละครับ หลังจากนั้น ท่านทิม ก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้นส์ (John Hopkins) ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านตะวันออกไกลศึกษา… แหม เตรียมตัวดีจริง

(USAID เป็นหน่วยงานที่ใหญ่มาก หน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลอเมริกัน ที่มักไปตั้งสำนักงาน ทำงานในต่างประเทศ ในช่วงที่ประเทศนั้นหรือแถบนั้น ไม่ความไม่สงบ โดยอ้างว่าเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พันธมิตร หรือลูกหาบ… ช่วยยังไง คงพอเดากันออก สมัยสงครามเวียตนาม เจ้าหน้าที่ของ USAID เดินกันเกลื่อนอยู่ในบ้านเรา …สงครามเวียตนามเลิกก็หายหัวไปแยะ…แต่เขาว่า หลังจากบ้านเรามีกีฬาสีบ่อยๆ เห็นกลับเข้ามาเดินเกลื่อนกันอีกแล้ว ใครอยากปลุกชาวบ้านทำอะไร เขียนโครงการส่ง USAIDเข้าไปไม่กี่แผ่น มีเจ้าหน้าที่มาคุยนิดหน่อย ก็ได้เงินมาเคลื่อนไหว เพื่อรักษาประชาธิปไตย ของใครก็ไม่รู้…ส่วน มูลนิธิ ฟอร์ด เหมือนอยู่ฝ่ายเอกชน แต่จริงๆ ก็สังกัดรัฐบาล ทำหน้าที่ไม่ต่างกันมากหรอกครับแค่เอาการให้ทุนมาบังหน้า อเมริกามีองค์กรใส่เสื้อคลุม อย่างนี้อีกแยะ ตั้งขึ้นมาใหม่ๆ เกือบทุกวัน)

กลับมาต่อ เรื่องท่านทิม… เรียนจบก็มีงานรอ ไม่ต้องไปวิ่งหางานจนเหงื่อซก ไม่มีการแบกเป้ไปท่องโลกกว้าง เขาเห็นโลกมาแยะแล้ว จากการเป็นลูกที่ตามพ่อไปทุกแห่ง และไม่ต้องเป็นพนักงานฝึกหัดชงกาแฟให้เจ้านายที่ไหน เพราะมีเจ้านายรอให้ไปทำงานด้วย

งานแรกที่รอให้ท่านทิมทำหน้าขรึมไปทำคือ ที่ Kissinger Associates โดยขึ้นตรงกับ คิสซิงเจอร์ ชายผู้มีเสน่ห์เอง… ได้ครูชั้นดีเลยนะนี่ แบบนี้ท่านทิมก็คงไปลิ่ว ครูเองก็ปลื้มลูกศิษย์คนนี้มาก บอกว่ามันไม่ค่อยมีปากมีเสียง เวลาเถียงก็ใช้สำนวนดี และไม่ค่อยกร่าง เหมือนครู

ฝึกใช้เสน่ห์อยู่ได้พักใหญ่ หลังจากนั้น ท่านทิมก็ย้ายไปทำงานที่กระทรวงการคลัง โดยการแนะนำของชายเจ้าเสน่ห์ …เขาส่งไม้ต่อกันดีจริง… ท่านทิมทำอยู่หลายแผนกที่คลัง รวมทั้งถูกส่งไปช่วยงาน ที่สถานทูตอเมริกันที่ญี่ปุ่น แล้วก็กลับมาอยู่คลังต่อจน แลรี่ ซัมเมอร์ส ปลัดกระทรวงคลัง ที่ดูแลด้านกิจการต่างประเทศ เห็นแววฉลาดเจิดจ้าของท่านทิม เลยเรียกตัวเขามาเป็นผู้ช่วย หลังจากนั้น ท่านทิม ก็กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ได้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีคลัง ในปี ค.ศ.1999 เมื่ออายุยังไม่ถึง 40 ปี

ท่านทิม เป็นคนหนึ่งที่ดูแล จัดการให้พวกสวนสัตว์วอลสตรีท ออกแรงช่วยเหลือ LTCM เห็ดฟันจีเนียส ที่ล้มไม่เป็นท่า ในช่วงปี ค.ศ.1990 กว่าๆ แต่ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงการคือ เมื่อเขาไปช่วย IMF เจรจาเงินช่วยเหลือให้แก่บราซิล เกาหลีรวมทั้งไทยแลนด์ ช่วงต้มยำกุ้ง เพราะเป็นถิ่นเก่าที่เคยอยู่ และคุ้นเคยกันทั้งนั้น

เมื่อวิลเลียม แมคโดนัฟ (William McDonough) (สมาชิกCFR) กำลังจะพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของเฟด นิวยอร์ก คณะกรรมการเฟด ก็พยายามหาคนเหมาะสมเข้ามาแทน ชื่อของ ทิม ไกธ์เนอร์ จึงโผล่ขึ้นมา อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธานกรรมการใหญ่ของเฟด ที่เป็นสมาชิก CFR อีกคนออกปากสนับสนุนเต็มที่ ให้รีบไปเอาไอ้หนุ่มนี่มาเลย…อ้อ… ท่านทิมก็เป็นสมาชิกCFR ด้วยนะครับ

เมื่อมาเริ่มงานที่เฟด นิวยอร์ก ท่านทิมมีเพื่อนที่คอยมาให้คำปรึกษาอยู่เสมอคือ เจอรัลด์ คอร์ริแกน(Gerald Corrigan) (สมาชิก CFR เช่นกัน) ที่เคยทำงานเป็นผู้จัดการใหญ่ของเฟด นิวยอร์ก หลังจากนั้นก็ไปเป็นผู้จัดการใหญ่ของโกลด์แมน และอีกคนที่ชอบมาคลุกด้วยคือจอห์น เธน (John Thain) ศิษย์เก่าโกลด์แมน ที่ไปเป็นอดีตหัวหน้าใหญ่ของตลาดหุ้น นิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปเป็นหัวหน้าใหญ่ที่ เมอร์ริลล์ ลินช์

เครือข่ายที่ท่านทิมคุ้นเคย นอกจากมี อลัน กรีนสแปน ที่คุ้นเคยกับนักการเงินเกือบทั้งโลก และอดีต รมต.คลังอย่าง แลรี่ (Larry) หรือ ลอร์เรนซ์ เอช ซัมเมอร์ส (Lawrence H. Summers) (สมาชิก CFR) อีกคน ที่ท่านทิมนับถือมากคือ คุณชายรูบิน (Robert Rubin) ประธาน (ร่วม) กรรมการของ CFR คนปัจจุบัน และยังมี วิลเลี่ยม เจ แมคโดนัฟ (William J. McDonough) (สมาชิก CFR) ที่อยู่เบื้องหลังการช่วย LTCM เห็ดฟันจีเนียส ที่ล้มผลึ่ง

ตกลงนี่มันคอก CFR หรือ คอกวอลสตรีท กันแน่ ….ผมชักมึน หรือ มันคอกเดียวกัน แต่สลับบทกันเล่น ให้เรางง

เมื่อท่านใบต้องแห้ง มาสวมหัวโขนเป็นประธานาธิบดี ใหม่เอี่ยมแกะจากกล่อง ยังไม่ทันรู้หนา รู้บางดี แต่ก็อยากจะเล่นบทพระเอกช่วยชาวบ้าน ที่ถูกเอาสัญญาจำนองไปรวมทำเป็นข้าวต้มมัดขาย พอตลาดข้าวต้มมัดวาย ธนาคารที่ขายเจ๊ง ไม่รู้จะแก้ความโง่และงก ของตัวเองยังไงดี ก็เลยไปไล่บี้เอากับคนซื้อบ้านที่ขาดผ่อนส่ง ต้นปี ค.ศ.2009 ท่านทิม รัฐมนตรีคลังคนใหม่ ก็เลยถูกเรียกมาให้จัดการแสดง

ท่านทิม บอกกับท่านใบตองแห้งว่า ฯพณฯ ท่านครับ มันคงต้องเริ่มด้วยการเอาข้าวต้มมัด ออกมาจากพวกแบงก์กับเห็ดฟัน ที่ยังอมข้าวต้มมัดเน่าอยู่เต็มกางเกง แล้วเอามาให้หน่วยงานรัฐดูแลดีกว่านะครับ พวกอมข้าวต้มมัดเน่า จะได้ไม่ไปไล่บี้ชาวบ้าน แล้วเราก็ค่อยๆ แก้ปัญหาไป ด้วยการจัดโปรแกรม TARP 3, 4, 5, 6, 7, 8 เรียกคะแนนมันไปเรื่อยๆ

ฯพณฯ ใบตองแห้งรีบเอาด้วย เพราะอย่างว่า… เดินเข้าไปในกับดักเต็มตีน ด้วยความเต็มใจ แต่ไม่รู้เรื่องการเงิน โดยเฉพาะเรื่องข้าวต้มมัด

แต่ท่านทิมรีบบอกต่อ….จะเล่นบทนี้ มันอาจมีปัญหานิดหน่อย นะครับ ฯพณฯ ท่าน คือ เราไม่แน่ใจว่า 

เราควรจะซื้อข้าวต้มมัดเน่าๆ จากพวกที่อมไว้ในราคาไหนอ้าว.. เพราะไอ้ข้าวต้มมัดนี่ ตอนเริ่มออกขาย มันใช้โปรแกรมตีราคาให้ เราไม่รู้ว่า ไอ้คนสร้างโปรแกรม มันกินยาอะไรเข้าไปบ้าง เพราะไม่มีใครเข้าใจวิธีการตีราคาของมันเลย …แต่ตอนนี้ข้าวต้มมัดมันเน่าแล้ว เรา ๆแถววอชิงตัน ไม่รู้จะกินยาอะไร ถึงจะตีราคาข้าวต้มมัดเน่าพวกนั้นได้ เราคงต้องไปเอาผู้ชำนาญการมาช่วยเราคิด

แล้วท่านทิมก็เสนอชื่อ ผู้ที่จะมาช่วยตีราคามัดข้าวต้มและช่วยอย่างอื่นอีกด้วย

ท่านใบตองแห้ง คงไม่มีทางเลือกมาก …แล้วพระเอกก็โผล่มา

เขาคือ แบล็คร็อค กรุ๊ป (BlackRock Group) …น่าจะเป็นหินก้อนใหญ่…อ้อ กินยาขนานนี้เอง

แบล็คร๊อค กรุ๊ป ไม่ใช่ธนาคาร ไม่ใช่บริษัทประกัน ไม่ใช่ธนาคารกลาง ไม่ใช่กระทรวงคลัง ไม่ใช่ทรัพย์ สินของรัฐ แต่แบล็คร๊อค กรุ๊ป ให้คำปรึกษาแก่พวกสถาบันเหล่านั้นทั้งนั้น รวมทั้ง …เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในหลายสถาบันพวกนั้นด้วย

เขาใหญ่เสียขนาดนี้ แต่น่าแปลกใจว่า มีน้อยคนเหลือเกินที่เคยได้ยินชื่อเขาและยิ่งกว่าน้อยอีก ที่”รู้จัก” ความใหญ่และอิทธิพลของ แบล็คร็อค และ ลอเรนซ์ ดี ฟิงค์ (Lawrence D. Fink) หรือ แลร์รี่ ฟิงค์ (Larry Fink) หัวหน้าใหญ่ของ แบล็คร็อค…

เมื่ออเมริกา เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับข้าวต้มมัด CDO คนที่ชาวสวนสัตว์วอลสตรีท ต่อสายไปขอความเห็นมากที่สุดก็คือ แลรี่ ฟิงค์ คนนี้เอง ไม่ว่าจะเป็น เจมี่ ดิมอน ของเจ พี มอร์แกน เชส, จอห์น แมค (John Mack) ของ มอร์แกน สแตนลี่ย์, หรือโรเบิร์ต วิลลัมสเตด (Robert Willumstad) ของ AIG

และไม่ใช่ชาวสวนสัตว์เท่านั้น ที่โทรหา ฟิ้งค์ ด้านกระทรวงการคลังของคิงเฮนรี่ และเฟด นิวยอร์ก ของท่านทิม ก็ให้เจ้าหน้าที่โทรหาฟิงค์ ถี่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ เจ พี จะซื้อแบร์ สเติร์นส์ และช่วงที่จะมีแผนอุ้ม AIG กับซิตี้กรุ๊ป

จากรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะของกระทรวงการคลัง ในช่วงปี ค.ศ.2009 ถึง ค.ศ.2013 มีรายการแสดงว่า ท่านทิมโทรศัพท์ หรือประชุมกับฟิงค์อย่างน้อย 104 ครั้ง ระหว่างที่เขาเป็นท่านคลัง และแจ๊ค ลิว (Jack Lew) ที่มารับหน้าที่ต่อจากท่านทิม ก็ติดต่อกับฟิงค์ ในลักษณะและความถี่ใกล้เคียงกัน

ใครที่ไหน สร้างให้ก้อนหิน แบล็คร็อคและ ฟิงค์โตใหญ่อย่างรวดเร็ว หรือมีอิทธิพลมากมายอย่างนี้นะ ถนนทุกสายจึงมุ่งไปที่หินก้อนดำ

แบล็คร็อค กรุ๊ป เหมือนสถาบันเงา เหมือนไม่อยู่ในกฎระเบียบของใคร และมักจะอยู่เบื้องหลัง ขณะ 

เดียวกัน ก็แต่แทบจะไม่มี บริษัทใหญ่ในประเทศ หรือในภูมิภาคใดในโลกนี้ หรือสำนักบริหารทรัพย์สินที่ใหญ่ๆ ในโลกรายไหน ที่ไม่เคยสัมผัสหรือไม่รู้จักอิทธิพลของแบล็คร๊อค… เงาหิน

ก่อตั้งขึ้นมาเพียง 28 ปี แต่นับถึงปลายปี ค.ศ.2015 แบล็คร๊อคบริหารทรัพย์สิน มูลค่าทั้งหมด 4.5 ล้านล้านเหรียญ (มากเกือบเท่าเอากองทุนส่วนบุคคล และเห็ดฟัน (hedge fund) ของทั้งโลกมารวมกัน!) และแบล็คร๊อค ยังสามารถ “รู้” การซื้อขายหุ้น ทุกรายการ ของทุกตลาด มูลค่าประมาณ 11 ล้านล้านเหรียญ โดยการดูผ่านระบบอาละดิน (Aladdin) ที่ แบล็คร๊อค แอบซุ่มสร้างและพัฒนามาตลอด

เขาว่า ระบบอาละดิน ใช้คอมพ์ทั้งหมด 5,000 ตัว และมีคนคอยเฝ้าตามตลอด 24 ชั่วโมง ถึง2,000 คน                                                                                                                                   

ด้วยระบบอาละดินของตน แบล็คร็อค เหมือนมีตาทิพย์ มองเห็นทะลุการลงทุนทุกรายการ จนสามารถประเมินสภาพและคุณค่าการลงทุนเหล่านั้น ได้อย่างแม่นยำ ลูกค้าของ แบล็คร๊อค ไม่จำเป็นต้องขอการประเมินจาก บริษัท เรตติ้ง อย่าง Moody’s, Standard & Poor อีก แค่ติดตามหรือขอคำแนะนำจากแบล็คร๊อค ก่อนทำรายการเท่านั้นเอง ส่วนไอ้พวกบริษัท เรตติ้งนั่น เอาไว้ให้พวกเหยื่อใช้ก็แล้วกัน … ดูเหมือนมันจะยิ่งกว่า การรู้ข้อมูลวงในอีกนะ … แบบนี้โอกาสขาดทุน แทบจะไม่มีเลย เฮ้ออ

แต่สิ่งที่ลูกค้า แบล็คร็อค ไม่รู้คือ แบล็คร็อคเอง ก็อาจมีการลงทุนไม่ต่างกับรายการของลูกค้า โดยอาจต่างเวลากันเล็กน้อย ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ก็คงพอคิดกันได้ … อย่างนี้คงรวยพอ ที่จะซื้อไปถึงดาวอังคาร ดาวพฤหัส… ครองโลกใบเดียว คงจะกระจอกไปแล้ว

แบล็คร็อคนับเป็นผู้ลงทุนเดี่ยว ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันเป็นการบริหารทรัพย์สิน ที่มีขนาดใหญ่กว่า ทรัพย์สินของประเทศญี่ปุ่นหรือเยอรมัน คิดคำนวณในแง่ของของ GDP จริงๆ คงมีแต่จีนกับอเมริกาเท่านั้น ที่จะมี GDP เหนือ

ตกลงแบล็คร็อค…. นี่มันเป็นบริษัท หรือมันเป็นอาณาจักรกันแน่

และคงไม่เกินไป ที่จะบอกว่า แบล็คร็อค เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทแม่ (holding company) ที่ถือหุ้นประมาณ 40% ของบริษัทมหาชนทั้งหมด ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ของ 1 ใน 5 บริษัทใหญ่ของอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในบริษัททั่วโลก นับตั้งแต่แคนาดา ไล่ไปจนถึงบราซิล เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน และ ฯลฯ

และถ้าเจาะลึกลงไปอีกหน่อย เกี่ยวกับธนาคารของอเมริกา แบล็คร๊อค เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ เจ พี มอร์แกน เชส , ซิตี้กรุ๊ป, ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America), โกลด์แมนแซค, มอร์แกน สแตนลี่ย์ และ เวลล์ส ฟาร์โก (Wells Fargo)

ส่วนพวกบรรษัทใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และมีกำไรแบล็คร็อค ก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เช่น Walmart, General Electric, General Motors, Ford, AT&T, Verizon, Google, Apple, Exxon Mobileและ Chevron ยังมีรายชื่ออีกแยะครับ (ข้อมูลเกี่ยวกับแบล็คร็อค (BlackRock) ในกูเกิลมีนะครับ กดอ่านดูความยิ่งใหญ่ของเขาได้เลย)… มิน่า มึงเล่นผมเสียแบนแต๋เลย เล่นเจาะกล่องดวงใจของมันนี่เอง…

เหมือน แบล็คร็อค (ใกล้จะ) เป็นเจ้าของโลกใบนี้แล้ว (ยังมีใครคิดว่าพวกโล่ห์แดง ใหญ่ยิ่งอีกไหมครับ ผมว่าไอ้นั่นมันตกรุ่นไปแล้ว)

แต่แบล็คร็อคบอกว่า ยังน่า …เราแค่เป็นผู้บริหารทรัพย์สิน และเป็นผู้ลงทุนด้วยเท่านั้น. บังเอิญทรัพย์ที่เราบริหาร และลงทุน มันมีขนาดใหญ่มาก ทั้งในด้านของทุน และเครือข่ายครอบคลุมไปเกือบทั้งโล… เท่านั้นเอง โฮ้ย ใหญ่จังมึง อย่าขู่มาก เดี๋ยวกูกลัวนะ 555

แบล็คร็อค ยังให้คำปรึกษากับรัฐบาลชาติต่างๆ ที่ประสพปัญหาทางเศรษฐกิจ และต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินจากสถาบันต่างประเทศ เช่น World Bank, IMF, ECB จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญ อย่าง แบล็คร๊อคเข้าไปช่วยเจรจา รวมทั้งตีราคาทรัพย์สินของผู้ที่จะเป็นลูกหนี้ (เหยื่อน่ะ) เช่น รายการของกรีซ และ ประเทศแถบละติน

ในการไปรับงานในต่างประเทศ ในช่วงที่สถานการณ์ในประเทศนั้น ไม่ปรกติ แบล็คร๊อค บอกว่าต้องจ้างบริษัทดูแลด้านความปลอดภัย (Security Advisors หรือ Contractors) ไว้เป็นประจำประมาณ 25 บริษัท และพนักงานของแบล็คร๊อค อาจต้องมีการปลอมแปลงตัว มีขบวนการคุ้มกันในการเข้าไปทำงานในประเทศนั้น .. ตกลง มันไปทำอะไรกันแน่ มีสื่อบอกว่า พวกแบล็คร๊อค ก็ไม่ต่างกับพวกแบล็ค วอเตอร์ (Blackwater) ทางการเงิน?!!

สำหรับท่านที่ไม่รู้จัก …แบล็ควอเตอร์ (Blackwater) คือ บริษัทที่ให้บริการเป็นทหารรับจ้างที่ใหญ่ และดังที่สุดในโลก และดังมากคือ เรื่องเบนกาซี ลิเบีย ที่คุณนายคลินตัน ยังล้างเลือดจากมือหล่อนไม่หมด

ตกลง แบล็คร๊อค รับจ้าง “จัดการ” ด้านการเงิน หรือด้านอาวุธ หรือ ทุกอย่าง?!?!

ลอเรนซ์ ดี ฟิงค์ (Lawrence D. Fink) หัวหน้าใหญ่ของ แบล็คร๊อค ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งจน ถึงปัจจุบัน เป็นชาวยิว พ่อเป็นเจ้าของร้านขายรองเท้า แม่เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ เขาเรียนจบปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์จาก University of California และ เรียนจบ MBA จากที่เดียวกัน ในปี ค.ศ.1976 เขาเริ่มทำงานครั้งแรกเป็นเทรดเดอร์ค้าพันธบัตรที่ First Boston ไม่นานก็ได้เป็นกรรมการผู้จัด การ เมื่ออายุเพียง 31 ปี เป็นผู้จัดการหนุ่มที่สุด ตั้งแต่มีมา เก่งจัง

ปี ค.ศ.1988 ฟิงค์ แยกตัวออกมาจาก First Boston ไปรวมตัว กับพวกเทรดเดอร์ด้วยกัน ก่อตั้งแบล็ค ร๊อค ขึ้นมา โดยได้เงินสนับสนุนจาก แบล็คสโตน กรุ๊ป (Blackstone Group) (ก็อยู่ในคอกเดียวกัน กลุ่มหินด้วยกัน) เพียงแค่ 5 ปี แบล็คร๊อค ก็มีทรัพย์สินกว่า 2,000 ล้านเหรียญ ให้บริหาร

…เฮ้อ…. บทมันซ้ำๆ กันจัง เป็นคนเก่ง มียายให้เงิน หรือเก็บเงินเดือนได้แยะ หรือเจอผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ให้เงินไปลงทุน แป๊ปเดียว รวยแม่มเป็นพันล้าน …ท่านหินร่วง คร้าบ… หาคนเขียนบทใหม่ได้แล้ว คร้าบ …ผมมันต้องเป็นคนเล่านิทาน อ่านบทซ้ำๆ เขียนซ้ำๆ เบื่อฉิบหายเลย..คนอ่านนิทานผม ก็คงเบื่อ และไม่เชื่อถือ ท่านจะแต่งเรื่องให้ชาวบ้านเขาเชื่อทั้งที เอาให้มันหยดไหลเยิ้มกว่านี่ได้ไหม คร้าบ… ไม่ได้เสี้ยวของเรื่องเพชรพระอุมา เลยนะ… (คนอ่านนิทาน ไม่รู้เกิดทันกันไหม!?)

แต่พอถึงปี ค.ศ.1994 ฟิ้งค์ก็แตกคอกับสตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen Schwarzman) ของแบล็ค สโตน ที่ลงทุนด้วย (คงยังจำเขาได้นะครับ สตีเฟน ชวาร์ซแมน หรือคุณดำของ แบล็คสโตน เขาเป็นCFR คนสำคัญ และเป็นเด็กของท่านหินร่วง จำไม่ได้ ช่วยกลับไปอ่านนิทาน เรื่องป้ายลวง) คุณดำเลยขายหุ้นส่วนใน แบล็คร๊อค จำนวน 32% ไปให้ PNC Financial Services ที่อยู่ในเครือของ พิตส์เบิร์ก แบงก์ (Pittsburg Bank)

(PNC นี่ หลังวิกฤติข้าวต้มมัด เข้าไปซื้อ Dwelling House Savings & Loan ที่เป็นเจ้าของบ้านของพวกรายได้ต่ำ ที่มีแต่พวกคนดำและลาติน อยู่แถวพิตส์เบิร์ก (Pittsburg) และบริเวณแถบนั้น เอามาอยู่ในมือตัวเองหมด …อ้อ เป็นพวกสะสมบ้าน)

ปี ค.ศ.1999 แบล็คร๊อคออกหุ้น ขายให้คนทั่วไป กลายเป็นบริษัทมหาชน และไล่ซื้อทรัพย์สินต่างๆ ใน ช่วงปี ค.ศ. 2000 กว่า อีกมากมายหลายรายการ คงได้เงินจาก IPO แยะ แต่รายการที่ทำให้แบล็คร็อคได้กำไรมากที่สุด และกลายเป็นบริษัทบริหารทรัพย์สินที่ “ใหญ่ที่สุดในโลก” คือการไปซื้อ Barclays Global Investors ของอังกฤษ ในปี ค.ศ.2009 ทันทีหลังจากที่เกิดวิกฤติข้าวต้มมัด ที่ลามไปเกือบทั่วโลก และทำให้ได้ระบบ iShares ของ บาร์เคลย์ส (Barclays) ที่สามารถติดตาม แลกเปลี่ยนการซื้อขายหุ้นและพันธบัตร ระหว่างเครือข่ายเดียวกัน ได้รวดเร็วแบบ real time ซึ่ง แบล็คร๊อค อ้างว่า เร็วกว่า รายงานการเคลื่อนไหวของตลาดเองด้วยซ้ำ

แต่ก่อนที่จะเข้าไปซื้อ Barclays Global จนกำไรไม่รู้เรื่องนั้น แบล็คร๊อค ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และได้ทำสัญญารับจ้างรัฐบาลอเมริกา เป็นผู้ดูแลจัดการเกี่ยวกับการอุ้ม ซึ่งรวมถึงการตีราคา ในการซื้อทรัพย์สิน ของแบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns), AIG, ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup), แฟนนี่ เมย์ (Fannie May) และเฟรดดี้ เมย์ (Freddie Mac) ด้วย

แปลว่าในที่สุด ท่านใบตองแห้ง ก็เลือกเอาแบล็คร๊อค ที่มี แลร์รี่ ฟิงค์ (สมาชิก CFR) เป็นหัวเรือใหญ่ มาเป็นผู้ช่วยรัฐบาลจัดการ เรื่องวิกฤติข้าวต้มมัด ตามคำแนะนำของท่านทิม สมาชิกผู้มีเกียรติของ CFR …ด้วยความเต็มใจ

พระเอก แบล็คร๊อค ช่วยให้คำปรึกษาและจัดการหา “ผู้ซื้อ” ข้าวต้มมัดเน่า ในราคาที่ตัวเองแนะนำให้ฝ่ายรัฐขาย แน่นอนคงเป็นราคาโคตรต่ำ …ซึ่งในที่สุด ทำให้ข้าวต้มมัดเน่า ก็กลับไปรวมอยู่ที่คนกลุ่มเดียวกัน กับที่เกี่ยวข้องกับการออกข้าวต้มมัด… พวกเขาเอาสัญญาจำนอง มามัดรวมกันได้ …พวกเขาก็แก้มัดออกได้

ผู้กู้หนีหนี้หมด ธนาคารขายหนี้ทิ้งหมด แต่บ้านตามรายงานของรัฐ ที่นับจากคำขอกู้เพื่อซื้อบ้าน มีทั้งหมดประมาณ 350 ล้านหลัง ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ประชากรของอเมริกาทั้งหมดมีประมาณ 250ล้านคน …แต่มีบ้าน 350 ล้านหลัง ในอเมริกา ที่ดูเหมือนจะมีคนกลุ่มเดียวเป็นเจ้าของ น่าสนใจไหมครับ

คนกลุ่มนั้น ตั้งหม้อต้มขึ้นมาอีกใบ แล้วเข้าไปซื้อข้าวต้มมัดเน่า มาแกะเอาสัญญาจำนองออก เพื่อเอาไปไล่ยึดบ้านและที่ดิน มาเป็นสมบัติของตัว ในราคาถูกอีกต่อ

มันเป็นแผนเล่นกล ที่ซับซ้อน และสุดชั่ว …ไม่รู้ท่านใบตองแห้ง จะลงหม้อด้วย หรือช่วยเขายกหม้อขึ้นตั้งบนเตา

นอกจากการเล่นกลข้างต้น ยังมีการใช้เล่ห์ ใช้ข้อมูลวงใน เพื่อจะซื้อข้าวต้มมัดเน่าในราคาโคตรต่ำอีกแยะเช่น Countrywide Financial Corp ซึ่งให้เงินกู้ซับไพรม์สูงสุด ในช่วงปี ค.ศ.2005 ถึง ค.ศ.2007เป็นจำนวนถึง 97,000 ล้านเหรียญ ทำท่าจะไปไม่รอดเมื่อข้าวต้มมัดเริ่มบูด Bank Of America ก็ไปซื้อมาเก็บไว้ เสร็จแล้ว Bank of America ก็บอกว่ากูเจ๊ง ขอไปเข้าโปรแกรม TARP ชนิดเอาหุ้นไปขายชั่ว คราวกับทางการ แต่เก็บข้าวต้มมัดเน่าเอาไว้ แปลกดีไหมครับ แต่คงไม่แปลก ….ถ้าเรารู้ว่า Bank of America ก็อยู่ในกลุ่มสะสมข้าวต้มมัดเน่า

บาร์เคลย์ส หนึ่งในธนาคารอันดับต้นของอังกฤษ ก็เป็นอีกรายที่สะสมข้าวต้มมัดเน่าจำนวนหลายกระ จาด และบาร์เคลย์ส ก็ขายข้าวต้มมัดเน่าทั้งหมดให้กับแบล็คร็อค

เมื่อสื่อถามท่านทิมว่า ทำไมรัฐบาลหรือกระทรวงคลัง มอบให้ แบล็คร็อค เป็นดูแลทรัพย์สินเน่าที่รัฐต้องรับมา ตามข้อตกลงของ TARP โดยไม่มีการประกาศคัดเลือกรายอื่นเลย… ท่านทิม ทำหน้าเฉย ตอบว่า เราทำไม่ทัน เพราะสถานการณ์ตอนนั้นมันรุนแรง ถ้าเราตัดสินใจช้า มันจะเสียหายกับประเทศมากกว่า…

เรื่องของแบล็คร็อค และฟิงค์ คงไม่จบแค่เรื่องจัดการกับข้าวต้มมัด หรือจบตามท่านใบตองแห้ง ที่จะหมดวาระการเป็นประธานาธิบดี ในสิ้นปีนี้หรอก แบล็คร๊อคมีแผนการยาวไกลกว่านั้น

ในปี ค.ศ.2013 แบล็คร็อคจ้าง เชอรีล มิลส์ (Cheryl Mills) มาอยู่ในคณะกรรมการของแบล็คร็อค

เชอรีล มิลส์ เป็นใคร ….หล่อนเป็นที่ปรึกษาใหญ่ และเป็นอดีตหัวหน้าคณะทำงาน chief of staff ของคุณนายหน้าโหดฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) เมื่อตอนที่คุณนายเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยท่านใบตองแห้ง 1

มิลส์ (Mills) นับเป็น “คนวงใน” ของคุณนายและครอบครัว และเป็น 1 ในที่ปรึกษา ในการวางแผนครอบครัว เอ๊ะ… ไม่ใช่ครับ ตกไป …วางแผนอนาคตครอบครัวของคุณนายด้วย เพราะมิลส์ ทำหน้าที่เป็นทนายใหญ่ ให้คุณผู้ชายคลินตัน สมัยมีเหตุการณ์เรื่องเด็กฝึกงานอมนกเขาของเขา และเป็นประ เด็นทางกฎหมายว่า ถือเป็นการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ จนมีการไต่สวน เพื่อจะพิจารณาปลดนายคลินตัน ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ตามข้อกล่าวหาว่า มีความประพฤติไม่เหมาะสม เขาว่า คุณมิลส์ มีส่วนสำคัญในการแก้ข้อกล่าวหานั้น จนในที่สุด คำตัดสินบอกว่า การอมนกเขาประธานาธิบดี ไม่ถือเป็นการมีเพศสัมพันธ์ …

ผมไม่ได้เขียนเรื่องหยาบคายนะครับ ผมเขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของประธานาธิบดีคนหนึ่ง กับการ เมืองของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง กับข้อกล่าวหา และข้อแก้ต่าง อย่างเป็นทางการในประเทศเขา ประเทศที่มีความเป็นห่วงมาก เรื่องการไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เรื่องแรง งานเถื่อน เรื่องไร้มนุษยธรรม ฯลฯ ในบ้านเมืองอื่น

สื่อ The Economist อ้างว่า คลินตัน และ มิลส์ มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก … ไม่มีอะไรเป็นความลับ… มิลส์ รู้ทุกอย่างของคลินตัน (หญิง)…

เมื่อคุณนายคลินตัน เริ่มหาเสียง เพื่อเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ในการเข้าชิงตำแหน่งประธานา ธิบดี คุณนายพูดถึงการวางกฎระเบียบใหม่ เกี่ยวกับธนาคาร แต่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์อย่าง แบล็คร๊อคเลย แต่จริงๆ แล้ว เขาว่า สิ่งที่คุณนายพูดหาเสียงเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การธนาคาร นายฟิ้งค์ เป็นคนเขียนบทให้คุณนายทั้งสิ้น และเมื่อคุณนาย มีคะแนนเสียงดีขึ้น จนมีข่าวว่า หล่อนจะเป็นตัวจริง ไม่ใช่ นายทรัมป์ที่ถูกซีเอนเอน พยายามป้ายสีว่า เป็นตัวตลกขั้นรายการ ก็มีข่าวปล่อยว่า ชื่อแลร์รี ฟิงค์ ถูกคาดคะเนว่า เขาคงจะเป็นท่านคลัง ถ้าคุณนายได้เป็นท่านประธานาธิบดี หัวหน้าอินทรีตัวเมีย ตัวแรกของอเมริกา

และถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะทั้งนายคลินตันเอง และนายฟิงค์ ก็เป็น

สมาชิก CFR ทั้งคู่…..ตกลงเรื่องวิกฤติซับไพรม์ นี่ มันน้ำเน่า อย่างน่าทุเรศจริงๆ

(เรื่องของแบล็คร๊อค ผมรวบรวมมาจากบทความหลายแห่ง มีทั้งจาก The Economist, Vanity Fair, People Project, New York Timesฯลฯ วันนี้ให้รายละเอียดไม่ไหวครับเพราะเครื่องรวนมาก …จี้ไปใกล้หัวใจทศกัณฐ์ …ก็คงต้องโดนลองของกันบ้าง เป็นธรรมดา… งวดหน้า จี้ถึงกลางใจกันเลยดีไหม?)

Scroll to Top