เล่ม 10 “กลางสนาม’
17. คนวัดปรอท
สงสัยลูกกระเป๋งจะไปรายงานว่า มีคนนินทานักล่าปีกเหี่ยวใบตองแห้ง ว่า ถึงกับไปไม่เป็น ยืนเซ่ออยู่กลางสี่แยก เมื่อเห็นนายกรัฐมนตรีรัสเซีย คุณหน้าเฉย ดมิทรี เมดวาเดฟ (Dmitry Medvedev) ยิ้มหวาน ดมดอกไม้กับคุณแก้มยุ้ย นายกรัฐมนตรีไทยเมื่อต้นเดือนเมษานี้เอง เลยต้องรีบควานหา คนวัดปรอทคนใหม่ เอามานั่งวัดอุณหภูมิของทุกพรรค ทุกพวก ทุกกลุ่ม ทุกกองฯลฯ ในแดนสมันน้อยว่า มันร้อนไปทางไหน เย็นไปทางไหน เอาให้แน่ๆ เพราะคนเก่าใช้ปรอทไม่เป็น ใช้เป็นแต่เซลฟี่ ฮา
ทาว์นเซนด์ เดวี่ส์ (Townsend Davies) ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในกิจการต่างด้านประเทศเรียกว่า เป็นนัก การทูตมืออาชีพ มีประวัติการทำงานยาวเหยียด มาเป็นเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย ทำหน้าที่วัดปรอทการเมืองไทยทุกตารางนิ้วเสียใหม่ หลังจากที่ปล่อยให้สำนักถนนวิทยุเงียบเหงามากว่า 6 เดือน จนเสียรางวัดให้เขาดมดอกไม้ แย้มยิ้มเหมือนเย้ยใคร
ประวัติเด่นของนายเดวีส์ (Davies) ที่เขาบรรยายส่งมา ผมว่า รายการแรกต้องยกให้เรื่องน้องคิมของผม ดูเหมือนนายเดวีส์ นี่จะเป็นคนที่เอ็นดูน้องคิม เจ้าพ่อเกาหลีเหนือเป็นพิเศษ ดูแลนโยบายเกาหลีเหนือช่วงปี ค.ศ.2012-ค.ศ.2014 และเคยสรุปเสนอรัฐสภาว่า ไม่เป็นประโยชน์อันใดที่จะพูดคุยกับน้อง คิมให้รู้เรื่อง ถ้าอเมริกาอยากจะหารือเรื่องเกาหลีเหนือ โน่น ไปพบผู้ปกครองน้องคิม อาเฮียแห่งแผ่น ดินใหญ่ จะรู้เรื่องเร็วกว่าแสดงว่า คนวัดปรอทคนนี้ น่าจะเป็นผู้ชำนาญงาน แหม แต่เหมาเอาง่ายๆ ว่า น้องคิมเป็นเด็กในปกครองของอาเฮีย นี่ ผมก็ไม่รู้นะว่า น้องเขาจะชอบใจไหม น้องเขาโตแล้ว เขาตัดสินใจเองได้น่า ว่าจะส่งของขวัญให้ใคร ที่ไหนและเมื่อไหร่ ฮาอีกที
ประวัติเด่นรายการที่สอง นายเดวีส์เคยเป็นตัวแทนของนักล่าปีกเหี่ยวใบตองแห้ง ช่วงปี ค.ศ.2009-ค.ศ.2012 ใน International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือ ไอ้เออีเอ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของ ซัดดัม (Saddam) แห่งอิรัก คอยตามตรวจว่า ซัดดัมมีนิวเคลียร์ติดตัวไว้กี่ลูก ผลการตรวจไม่เจอซักลูก แต่ดันได้น้ำมันไปหลายปั๊ม คนอิรักตายไปหลายแสน ไม่มีบ้านเหลือให้ซุกหัวอีกหลายล้านคน และตอนนี้ไอ้เอกับอีเอก็กำลังรีรอว่า จะเป็นไม้เบื่อ หรือจะไปเมากับอิหร่านดี อีกไม่กี่เดือนก็รู้กัน
แต่ประวัติเรื่องนี้จะเอามาทำอะไรที่แดนสมันน้อยได้ครับ หรือจะมาดูว่า การยิงบ้องไฟของเรานี่ จะเข้าข่ายที่ไอ้เอกับอีเอมันข้องใจ
ประวัติเด่นรายการที่สามคือ เป็นผู้ดูแลกิจการด้านเอเซียตะวันออกและแปซิฟิก ช่วงปี ค.ศ.2006-2009 แสดงว่า รู้จักผู้คนแถบนี้ดี คงไม่น่าจะใช่ประเภท กางแขนเป็นอีแร้ง รำวงให้คนไทยดูแบบยายกุ้งแห้ง อย่านึกว่า ทำแบบนั้นแล้วคนไทยจะชอบนะครับ มีแต่ไอ้พวกสอพลอที่ชื่นชม ถามลุงแก่ๆ อย่างผม ผมว่า น่าทุเรศครับ คนเราน่าจะเจริญพอที่คิดสร้างไมตรีด้วยวิธีอื่นได้ดีกว่านี้ นึกไม่ออกว่า
จะทำอย่างไร ก็อย่าส่งมาให้เสียรางวัดไปกว่าเดิมเลย แค่นี้ก็เขียนด่าจะไม่ทันอยู่แล้ว
แต่ที่ผมสนใจประวัติคนวัดปรอทคนนี้คือ แกเคยทำงานอยู่ในสภาความมั่นคง (National Security Council) ช่วงรัฐบาลคลินตัน ประธานาธิบดีขวัญใจเด็กฝึกงานและจบปริญญาโท ด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ national security strategy จาก National War College
และที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ข่าวลงวันที่ 13 เมษายน ค.ศ.2015 ของ The Leaderboard ซึ่ง Cogit Asia หน่วยงานของ CSIS Center for Strategic & International Studies ถังขยะความคิด ซึ่งเป็นเหมือนหน่วยราชการของอเมริกา ออกข่าวเกี่ยวกับการที่นายโอบามา เสนอชื่อคนวัดปรอทคนใหม่ของอเมริกาประจำประเทศไทยโดยระบุว่า ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงที่สุดของอเมริกาในภูมิภาคนี้ แต่หลังจากการปฏิวัติของไทย เมื่อปี ค.ศ.2014 ความสัมพันธ์ของอเมริกากับไทย ก็สั่นคลอน ในฐานะนักการทูตมืออาชีพ นายเดวีส์ จึงเป็นที่คาดหวังว่า เขาจะใช้ความรู้เกี่ยวกับวิกฤติทางการทูต ให้เป็นประโยชน์สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของที่ยังมองอะไรไม่ชัดเจน….
ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไรครับ แปลว่า อเมริกาปล่อยให้สมันน้อย หลุดมือไม่ได้เด็ดขาด รู้ว่า ยายกุ้งแห้งเซลฟี่จะหมดเทอม อเมริกาก็ยังไม่หาใครมาแทน ทิ้งช่วงอยู่กว่า 6 เดือน เพื่อรอดูว่า การเมืองสมันน้อยจะไปทางไหนแน่ หลังจากมีการปฏิวัติอเมริการอจนชัดเจนว่า สมันน้อยเริ่มมองโลกกว้าง ออกคบเพื่อนมากขึ้น รูปนายกแก้มยุ้ยของไทย จับมือ ยิ้มหวานกับอาเฮีย ก็ทำให้อเมริกาคิดหนักแล้ว แต่เมื่อนายกแก้มยุ้ย ชวนนายกหน้าเฉยจากรัสเซียดมดอกไม้นี่ อเมริกาคงตัดสินใจได้ว่า ควรจะรีบส่งคนวัดปรอท แบบผู้ชำนาญด้านยุทธศาสตร์ มาประจำการได้แล้ว
แต่ถ้าอเมริกาคิดจะใช้ยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ บีบคอสมันน้อยให้ยืนนิ่งอยู่ในคอก แล้วสั่งซ้ายหัน ขวาหัน เหมือนอย่างเดิมน่าจะเป็นไปได้ยาก อเมริกายังยืนเซ่ออยู่กลางสี่แยกจริงๆ ยังอ่านไม่ออกว่า การ เมืองของสมันน้อยหลังการปฏิวัติ และจากนี้ไป จะไปทางไหน ส่งพวกปากเสียมาเสือกหลายรอบตั้ง แต่สมันน้อยปฏิวัติ แทนที่จะได้ผล ทำท่าจะเสียทั้งผลทั้งต้น เสียทั้งต้น นี่เรื่องใหญ่ อเมริการับไม่ได้หรอก
ทางออกตอนนี้ ของนักล่าปีกเหี่ยวใบตองแห้ง จึงต้องส่งคนวัดปรอท ชนิดผู้ชำนาญการ มาทำการวัดปรอท ทุกตารางนิ้วในแดนสมันน้อยใหม่หมด และดูจากประสบการณ์และการข่าว คนวัดปรอท คนใหม่นี้ น่าจะไม่ใช่แค่มายืนๆ เดินๆ แล้วเอาปรอทแหย่ปากสมันน้อย คนวัดปรอทอาจจะมีวิธี ทำให้ปรอทร้อน ถึงร้อนจัด หรือเย็นจัดในบางสถานที่ บางกลุ่มด้วย
เราจึงต้องจับตาดูคนวัดปรอทคนใหม่นี้ให้ดี เรากำลังมุ่งหน้าที่จะออกมาจากคอก สู่การเป็นอิสระชนแล้วก็เดินอย่างสง่าผ่าเผย รักษาอธิปไตย และความเป็นกลางของประเทศให้ดี เมื่อรัฐบาลเลือกเดินนโยบายที่จะไม่ให้ใครมาจูงจมูก เราประชาชนก็สมควรสนับสนุน ไม่ใช่คิดแต่จะคบเพื่อน แค่คนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะด้วยแค่ความคุ้นเคย แถมให้มันบีบซ้ายกระตุกขวาได้อยู่เรื่อยๆ เราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นใคร จะคบเพื่อนกี่คนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา ขอให้เพื่อนรู้จักเคารพ และเห็นคุณค่าของความเป็นเพื่อนกัน เรื่องในบ้านเพื่อนก็ให้เกียรติกันบ้าง อย่าเสือกทุกเรื่อง ยิ่งบางเรื่องไม่บังควร ผ่านมา 60 ปี ยังไม่เรียนรู้ จะเป็นเพื่อนกันต่อไปทำไม
อย่านึกว่าสมันน้อยโง่หมด สีที่ฟอกย้อมไว้ มันถลอกลอกไปแยะแล้ว เพราะพฤติกรรมความเสือก ความตะกระ ความกร่าง ความเจ้าเล่ห์ ของอเมริกาเองนั่นแหละ
จะมาเดินวัดปรอทกันใหม่ ก็หัดเรียนรู้ใหม่ ไอ้พวกที่ชอบมาอ่านเพจผม แล้วรวนเครื่องผม อย่ารวนเปล่า นายใหม่จะมาแล้ว แปลไว้ให้อ่านเลย จะได้ประหยัดเวลามาวัดปรอทแถวนี้
หมายเหตุ : โพสต์ลงเพจนิทานเรื่องจริงฯ เมื่อวันที่ 15 เดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ปรับปรุง แก้ไขใหม่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559
(ตีพิมพ์ในนิทานเรื่องจริง เล่ม 10 ‘กลางสนาม’ หน้า 177)