ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรานส์จอร์แดน (Transjordan) หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่า จอร์แดน (Jordan) ยังไม่เป็นรัฐ เป็นเพียงกลุ่มหมู่บ้าน เรียงรายอยู่บริเวณใกล้เคียง ขึ้นกับอาณาจักรออตโตมาน อังกฤษเริ่มสนใจจอร์แดนด้านการเมืองเมื่อประมาณ ค.ศ.1930 เพราะฝรั่งเศสให้ความสนใจ !มันเป็นสันดานของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ จะต้องคอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศส แล้วหยิบไม้เตรียมไว้ใช้เสี้ยม หรือขวางแล้ว ฯลฯ แล้วแต่ความจำเป็นในความคิดของอังกฤษ
ฝรั่งเศสอ้างว่าเป็นหน้าที่ของฝรั่งเศส ที่จะต้องเข้าไปดูแลพวกชาวคริสต์ที่อยู่ในออตโตมาน บริเวณที่เป็นจอร์แดนปัจจุบัน โดยมีผู้ปกครองอียิปต์ขณะนั้นคือโมฮัมเมด อาลี (Mohammed Ali) รู้เห็นเป็นใจด้วย ทำให้อังกฤษและรัสเซียไม่พอใจ มันกำลังตบตาหลอกลวงอะไรเราหรือเปล่า แล้วอังกฤษกับรัสเซียก็จับมือกันมาออกโรงไล่โมฮัมเมด อาลี กลับอียิปต์ไป อย่ายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ แล้วผู้ใหญ่ 3 คนก็ตกลงกันเอง
ฝรั่งเศสตกลงดูแลคาทอลิก และรัสเซียตกลงดูแลพวกออร์โธดอกซ์ (Orthodox) ส่วนอังกฤษบอกเราไม่ยุ่งเรื่องศาสนา ขอเรามีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เหนือกฎหมายในแถบนั้นก็แล้วกัน (Extraterritorial Status) แน่จริงๆ ลูกพี่ นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว อังกฤษบอก เราไม่สนใจอะไรในจอร์แดน
เมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 19 และออตโตมานคนป่วยของยุโรป เกิดเนื้อหอม มีคนอยากมาดูแลหลายราย แต่คนดูแลชื่อ เยอรมนี ทำให้อังกฤษต้องเตรียมการปล้นเหยื่อและออกโรง แสดงความชำนาญในกระ บวนการใช้แม่ไม้ จัดเต็มชุด เริ่มแรกก็หลอกเหยื่อ ชารีฟ ฮุสเซน ให้ไปช่วยยึดเมืองดามัสกัส เพื่อแยกออกมาจากออตโตมาน ส่วนอังกฤษมุ่งหน้าไปยึดปาเลสไตน์และเยรูซาเร็มใน ค.ศ. 1917
ในวันที่ฝ่ายตะวันตก ผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังตัดแบ่งอาณาจักรออตโตมานกันอยู่ที่ปารีส ไฟซาล ลูกชายของชารีฟ ฮุสเซน ลงทุนไม่ขี่อูฐ แต่ขึ้นรถไฟมาประชุมด้วย เขาตั้งใจจะมาบอกว่า พวกอาหรับไม่เห็นด้วยกับเรื่องการแบ่งดินแดนตะวันออกกลาง เรื่องให้ยิวมาอยู่ที่ปาเลสไตน์ แต่รถไฟคงมาช้ากว่าขี่อูฐ เมื่อมาถึงอังกฤษตัดสินใจเดินหน้าประกาศเรื่องให้ยิวมาอยู่ปาเลสไตน์ตามข้อตกลง Balfour Declaration ไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกันนั้น พวกอาหรับเองก็จัดชุมนุมกันที่ดามัสกัส ประกาศให้ซีเรียเป็นเอกราช และแต่งตั้งไฟซาล (Faisal) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ส่วนอับดุลลาห์ (Abdullah) น้องชายของไฟซาล ประกาศตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ของอิรักสันนิบาตชาติ (League of Nation) รู้เรื่องเข้าก็โวย บอกเฮ้ย พวกเจ้าประกาศแต่งตั้งกันเองไม่ได้ ต้องให้พวกเราเป็นคนเห็นชอบ ถึงจะเป็นเรื่องของตะวันออกกลาง แต่พวกเราชาวตะวัน ตกต่างหาก เป็นผู้ตัดสินเกี่ยวกับเขตแดน และชะตาชีวิตของพวกเจ้าและในการประชุมที่แซน รีโม่ ก็ยืนยันความเห็นของสันนิบาตชาติ หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็อัญเชิญท่านกษัตริย์ไฟซาลให้ขึ้นอูฐขนย้ายครอบครัวออกจากซีเรียเป็นการด่วน
ไฟซาลอาจจะว่าง่าย แต่อับดุลลาห์ (Abdullah) บอกว่า อย่าไปยอมมันพี่เรา
ว่าแล้วอับดุลลาห์ก็อพยพชาวเผ่าร่อนเร่หลายพันคนมายังดามัสกัสประกาศบุกซีเรีย ท้าทายฝรั่งเศส ทวงถามสิทธิในบัลลังก์ของพี่ชาย คราวนี้อังกฤษนั่งไม่ติด ออกมาห้ามทัพ อังกฤษคิดว่า ถึงสัมพันธ์อังกฤษฝรั่งเศสจะลุ่มๆ ดอนๆ ก็ยังมีค่ากว่าพวกเร่ร่อนเป็นร้อยเท่า แต่เรื่องนี้ อังกฤษไม่ได้บอกกับพวกอาหรับ
ก่อนตัดสินใจดำเนินการต่อ อังกฤษจัดประชุมหัวหน้าเผ่าอาหรับระดับพี่ใหญ่ทั้งหลาย ถามความเห็นเกี่ยวกับเรื่องยิวมาอยู่ในตะวันออกกลาง พวกอาหรับบอก ตะวันตกอยากจะทำอะไรก็เชิญ แต่พวกเรากำลังจะตั้งกลุ่มศาสนานิกายวาฮาบี ภายใต้การนำของหัวหน้าเผ่าใหญ่ อิบ ซาอูด (Ibn Saud) ซึ่งเริ่มมีอำนาจและอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ
อังกฤษคงยังแปลคำตอบแบบตะวันออกกลางไม่ออก หรือแกล้งไม่เข้าใจ หรือเข้าใจดีอย่างชัดเจน
อังกฤษเดินหน้าจับเข่า หักมือ อับดุลลาห์บอกว่าใจเย็นๆ เราจะปล่อยให้ท่านทะเลาะกับฝรั่งเศสไม่ได้ แต่เราก็ไม่ทำให้ท่านผิดหวังหรอก เราจะจัดการให้ท่านไปเป็นหัวหน้ารัฐทรานส์จอร์แดน ส่วนพี่ชายของท่านไฟซาล เราจะจัดการให้เขาได้เป็นกษัตริย์ที่อิรักก็แล้วกันนะ
เจอทองเรียกว่าพี่เข้า อับดุลลาห์ก็ใจอ่อน ถอยทัพออกไปจากซีเรีย เพียงแต่ต้องเพิ่มอูฐอีกหลายตัวหน่อย เพื่อขนทองของกำนัลปิดปากจากนักล่าชาวเกาะฯ
ในการประชุมไคโร (Cairo Conference) เกี่ยวกับกิจการตะวันออกกลางของอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1921 ซึ่งอำนวยการโดยท่านหลอดวินสตัน เชอร์ชิล อังกฤษจัดการตัดแบ่งปาเลสไตน์ยาวตามเส้นทางของแม่น้ำจอร์แดนไปถึงอ่าวอกาบา (Gulf of Aqaba) โดยเรียกด้านตะวันตกว่า ทรานส์จอร์แดน ให้พวกอาหรับของอับดุลลาห์ไปอยู่ ภายใต้การดูแลของกงสุลอังกฤษที่ประจำอยู่ปาเลสไตน์ สันนิบาตชาติประทับตราเห็นชอบ (ตามเคย!) แล้วอังกฤษก็มีอิทธิพลในทรานส์จอร์แดน เต็มที่ตั้งแต่นั้นมา
ชาวจอร์แดนส่วนใหญ่ทำกสิกรรม จอร์แดนเป็นบริเวณเดียวในตะวันออกกลางที่ไม่มีแหล่งน้ำมัน แต่อังกฤษก็ยังสนใจ อุ้มชู ดูแล เหมือนจะตอบแทนบุญคุณของชารีฟ ฮุสเซน!
ตลอดเวลานับตั้งแต่อังกฤษตั้งทรานส์จอร์แดน พวกฮาวาบีซึ่งก่อตั้งใหม่เอี่ยม ก็บุกเข้ามาตีรวนในจอร์แดนอย่างน้อยปีละครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ.1921 เป็นต้นมา ไม่ให้พวกอับดุลลาห์นั่งหงอยเหงา อังกฤษก็ทำหน้าที่เป็นผู้ขับไล่ออกไปทุกครั้ง อังกฤษดูแลด้านความมั่นคง การเงิน และการต่างประเทศของจอร์แดน รวมทั้งจ่ายค่าเลี้ยงดูชาวจอร์แดนอีกด้วย
นักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ใจดีผิดสันดาน
จอร์แดนเป็นบริเวณกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิรัก และเป็นเส้นทางบินระหว่างอังกฤษกับอินเดียสมัยนั้น แต่นั่น… คงไม่น่ามีค่าพอทำให้อังกฤษลงทุนควักกระเป๋าเลี้ยงดูจอร์แดน
ด้วยเขตแดนของจอร์แดนที่ติดกับซาอุดิอาระเบีย ทำให้พวกวาฮาบีข้ามเขตมารุกรานจอร์แดนเหมือนเป็นกิจกรรมหลัก ในที่สุดอังกฤษก็ขอเจรจากับซาอุดิอาระเบีย อังกฤษยึดเมืองอกาบาไป และยอมยกวาดี ซีร์ฮาน (Wadi Sirhan) ให้ซาอุดิอาระเบียและ ค.ศ.1925 Hadda Agreement ก็ลงนาม วาดี ซีร์ฮาน ตกลงเป็นส่วนหนึ่งของเนจช (Nejd) ของซาอุดิ และอกาบาเป็นส่วนหนึ่งของทรานส์จอร์แดน
ซาอุดิอาระเบียกลืนเบ็ดโดยไม่รู้ตัว อ่าวอกาบา (Aqaba Gulf) เป็นจุดสำคัญในการคุมทางเข้าปาเลส ไตน์และอียิปต์จากพวกวาฮาบี
อับดุลลาห์ยังมีความฝันตามพ่อ ที่จะเห็นรัฐอาหรับ สำหรับอับดุลลาห์เขาอยากจะครองอาณาจักรที่ประกอบไปด้วย ทรานส์จอร์แดน ซีเรีย เลบานอน รวมไปถึงปาเลสไตน์ เพราะฝันแบบนี้ อับดุลลาห์ ซึ่งเป็นหัวหน้าอาหรับคนเดียวที่เห็นด้วยกับมติของสหประชาชาติ ที่ยอมรับการจัดสรรดินแดนปาเลสไตน์ในปี ค.ศ.1947
เกือบทุกรัฐอาหรับไม่ไว้ใจ อับดุลลาห์ และเห็นว่าเขาหักหลังพรรคพวก และเชื่อว่าเขาสนับสนุนให้มีการตั้งรัฐให้ยิวเสียด้วยซ้ำ
เมื่อถูกกล่าวหาเช่นนั้น อับดุลลาห์ก็มีพวกน้อยลงและไว้ใจพวกน้อยลง การตัดแบ่งทรานส์จอร์แดน และการให้อับดุลลาห์มาครอง จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์แม่ไม้ของขาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เหี้ยมโหดสิ้นดี อังกฤษรู้ดีว่า ชาวอาหรับส่วนใหญ่คิดอย่างไรเรื่องการให้ยิวมาอยู่ปาเลสไตน์ ตั้งแต่เมื่อเรียกประชุมพวกอาหรับ แต่ก็เดินหน้าหลอกเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะเหยื่อที่เป็นพวกครอบครัวของชารีฟ ฮุสเซน!
แล้วกดวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1951 อับดุลลาห์ ก็ถูกยิงตายอยู่บนบันไดทางขึ้นของมัสยิด อัล อักซา (Al-Aqsa Mosque) ในนครเยรูซาเร็ม คนยิงเขาเป็นชาวปาเลสไตน์ ซึ่งต่อต้านจอร์แดนที่ทำตัวเป็นมิตรกับอิสราเอล
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ริอาด เบย์ อัล ซูล (Riad Bay al Solh) อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอนถูกฆาตกรรมที่อัมมาน (Amman) หลังจากมีข่าวลือออกไปทั่วว่า เลบานอนและจอร์แดนกำลังเจรจาสันติภาพกับอิสราเอล
อับดุลลาห์ไปกรุงเยรูซาเร็ม เพื่อร่วมพิธีสวดให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน และก็ถูกยิงตรงทางขึ้นโบสถ์ที่กำลังมีพิธีสวด เขาถูกยิง 3 นัด ที่หัวและหน้าอก หลานชายของเขา ฮุสเซน บิน ทาเลล์ (Hussein bin Talal) (กษัตริย์จอร์แดนตั้งแต่ ค.ศ.1953 – ค.ศ.1999) ยืนอยู่ข้างปู่ของเขาขณะที่ปู่ถูกยิง