แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

“ ฉิบหายแน่ ”

บทสรุปส่งท้าย (14/1)

ผมเคยเล่าไปแล้วว่า ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ไอ้ปากเหม็นกับไอ้นิ้วก้อยมันวางแผนร่วมกัน
เพื่อจะกำจัดเยอรมัน และสหภาพโซเวียต…
แต่ผมอยากจะเน้นให้เข้าใจประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นอีกสักหน่อย
คือจริงๆแล้ว ในตอนนั้นไอ้นิ้วก้อยมันถังแตกขนาดหนัก
แตกค้าง…มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โน่น
แต่มันก็ยังกระสัน อยากทำสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อจะทำลาย อีก 2 มหาอำนาจ คือ เยอรมัน และ สหภาพโซเวียต
ที่ยังเหมือนเป็นก้างขวางคอมันอยู่ …
และไอ้ปากเหม็น ก็ได้ตกลงรับเป็นนายทุนให้ไอ้นิ้วก้อย
เพื่อ “สร้าง” สงครามโลก อีกครั้ง

(หมายเหตุ: สงครามโลกครั้งที่ 2
เกิดขึ้น ในช่วงเวลา คศ 1939-1945)

ในการตกลงรับเป็นนายทุนดังกล่าว
ไอ้ปากเหม็นเหมือนใจกว้างมาก…
โดยมันตกลงทำสัญญา Lend Lease Agreement กับไอ้นิ้วก้อย
ที่มีผลเป็นการให้ยืมให้เช่า ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน หรืออาวุธยุทโธปกรณ์
ให้แก่ไอ้นิ้วก้อย แบบเปิดกว้างไม่มีข้อจำกัด และไม่ต้องรีบเร่งใช้หนี้คืน
คือ ใช้ตามความสามารถของไอ้นิ้วก้อย
(ประเภท มีเมื่อไหร่ก็ใช้มาก็แล้วกัน)

แต่ขณะเดียวกัน ไอ้ปากเหม็นมันก็มีเงื่อนไขสำคัญผูกข้อมือ
หรือผูกคอไอ้นิ้วก้อยไว้ ว่าถ้ามันช่วยสนับสนุนไอ้นิ้วก้อย …
ให้สามารถเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้
โดยทั้งเยอรมัน และสหภาพโซเวียต ที่ในตอนนั้น
ก็เป็นมหาอำนาจ ทั้ง 2 ประเทศ ได้ฉิบหายสิ้นไป…
ไอ้นิ้วก้อยจะต้องยินยอมและสนับสนุน…
ให้มันได้เป็นมหาอำนาจ “หมายเลขหนึ่ง” ในการครองโลก…

ขณะเดียวกันกับที่ไอ้ปากเหม็น มันตกลงสนับสนุนไอ้นิ้วก้อย
ให้ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 …ไอ้ปากเหม็นก็ตั้งคณะทำงาน
ระดับหัวกะทิทางด้านต่างๆ เพื่อทำการบ้านเตรียมเอาไว้ด้วย
คือการจัดทำโครงการ War and Peace Studies
เพื่อศึกษาแบบครบถ้วนทุกมุม …ตามโจทย์หรือเป้าหมาย…
ว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นลง
บ้านปากเหม็น “ควร” จะครอบงำดินแดนใดในโลกนี้บ้าง
เพื่อจะได้ครอบครอง ทรัพยากรของดินแดนนั้น
โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน
หรือหาประโยชน์จากดินแดนไหน อย่างไร
เพื่อนำมาใช้ …ในการสร้าง “ทุน” และสร้าง “ฐานอำนาจ”
ในการกำกับหรือปกครองโลก …
นอกเหนือจากการใช้ อำนาจของอาวุธนิวเคลียร์
ที่มันแอบเตรียมเอาไว้แล้ว

(หมายเหตุ: โครงการ War and Peace Studies ดังกล่างข้างต้น
ใช้เวลาศึกษารวมทั้งสร้างนโยบาย นานถึง 2 ปี ในช่วง คศ 1939-1940
โดยผู้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุน และด้านคณะทำงาน
จำนวนหลายร้อยคน …ก็คือ ถังขยะ CFR ของท่านร็อกกี้หินร่วง…)

ขณะเดียวกัน ในตอนนั้นยังมีมหาอำนาจอีกราย ที่อยู่ทางฝั่งเอเซีย
คือ ญึ่ปุ่น …ที่แม้จะไม่ใช่เป็นมหาอำนาจเก่า และไม่ได้มีอาณาเขตใหญ่โต
แต่ก็เป็นประเทศที่มีความทะเยอทะยานสูง พร้อมที่จะเล่นทุกสนาม
และเหี้ยมโหดอย่างเหลือเชื่อ …

ในปี คศ 1936 ญี่ปุ่นกำลังฮึกเหิมห้าวจัด แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ขาด
ว่ามันควรจะขึ้นเหนือ เพื่อไปบุกไซบีเรียของสหภาพโซเวียต(อีกรอบ)ดีหรือไม่
เพราะญี่ปุ่นเคยรบกับรัสเซีย ในปี คศ 1904 ตามคำยุของไอ้นิ้วก้อย
และ ก็เอาชนะรัสเซียมาได้…
บังเอิญในปี คศ 1936 นั้น เจ้านายของญี่ปุ่นได้ไปเยี่ยมเยียน
เจ้านายของเกาะนิ้วก้อย และ ก็ได้มีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องแผนของญี่ปุ่น
เจ้านายชั้นสูงสุดของเกาะนิ้วก้อย จึงให้คำแนะนำ
ว่ากองทัพญี่ปุ่น…น่าจะไปบุกสหภาพโซเวียตเลยนะ…

เมื่อคำแนะนำนั้นมาถึงญี่ปุ่น…เจ้านายญี่ปุ่นที่คุมกองทัพส่วนหนึ่ง
จึงเตรียมพร้อม ที่จะไปบุกสหภาพโซเวียต …

ในช่วงนั้น นักการเงินของค่ายนิ้วก้อย เดินกันเกลื่อนอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว
ขณะเดียวกัน ค่ายหินร่วงของบ้านปากเหม็น ก็เข้าไปแทรกตัว
อยู่ในญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน …แต่ค่ายหินร่วงในช่วงนั้น…
เหมือนยังไม่สนใจ ที่จะเล่นเรื่องการเงินในญี่ปุ่น
แต่มีเป้าหมายไกลกว่านั้น …
จึงใช้ “แผนเจาะ” เข้าทางสังคมหลากหลาย และหลากชั้นของญี่ปุ่น
ผ่านพวกมิชชันนารีอเมริกัน ที่มีอยู่ไม่น้อยในญี่ปุ่น …
รวมทั้งพวกทหารญี่ปุ่นที่เลือดเข้ม และกลุ่มชาตินิยมแบบคลั่งชาติเต็มขั้น
ที่เป็นพันธมิตรกับพวกนาซีของเยอรมัน

กลุ่มคลั่งชาตินี้ ปฏิบัติการร่วมกับพวกยากูซ่ากลุ่มมังกรดำ
ที่พากันเข้าไปร่วมหัวจมท้าย อยู่กับกองทัพญี่ปุ่น
ในที่สุดกองทัพนี้ ก็ไปบุกและยึดครองแคว้นแมนจูเรียของจีนได้…
หลังจากนั้นกองทัพญี่ปุ่น ก็ใช้แมนจูเรียและมองโกเลียเป็นฐานทัพ
ของตนที่อยู่ในแผ่นดินจีน

แล้วความห้าวหาญหรือเหี้ยมโหด ของกลุ่มคลั่งชาติกับพวกมังกรดำ
ก็สามารถทำให้กองทัพญี่ปุ่น ที่ตั้งฐานอยู่ที่แมนจูเรีย
สามารถหักดิบความคิดของพวกเจ้านายญี่ปุ่น…
ให้เปลี่ยนใจเปลี่ยนแผน …ไม่ไปบุกสหภาพโซเวียต …
แต่ยกทัพไปบุกประเทศในแถบเอเซียแทน
โดยญี่ปุ่นมีเป้าหมาย ที่จะเป็นมหาอำนาจใหญ่ของเอเซียแต่ผู้เดียว

(หมายเหตุ: กลุ่มมังกรดำนั้น มีข้อมูลว่า จริงๆแล้วพวกเขา
สังกัดตรงต่อองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นเท่านั้น …ในขณะที่ จักรพรรดินี
ฝักฝ่ายและเชื่อถือพวกมิชชันนารี ของบ้านปากเหม็น)

และในปี คศ 1937 …ญี่ปุ่นได้แสดงความสุดกร่าง ด้วยการยกทัพ
ไปบุกเมืองนานกิงของจีน และฆ่าชาวนานกิงอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
จนตายไปหลายล้านคน พร้อมกวาดเอาทรัพยากรมีค่าของจีน
รวมทั้งทองคำและสมบัติเก่าของพระราชวงศ์จีน โดยเฉพาะของสมัย
พระนางซูซีไทเฮา ไปจนเกือบหมดท้องพระคลัง

ตลอดระยะเวลาที่กองทัพญี่ปุ่น เข้าไปรบไปรุกรานในดินแดนของจีน…
ค่ายไอ้หินร่วง…เป็นผู้สนับสนุน ด้านอาวุธและน้ำมันให้ญี่ปุ่นอย่างไม่อั้น
อย่าลืมว่าตระกูลไอ้ร็อกกี้หินร่วง มันเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุด
ในบ้านปากเหม็นในช่วงนั้น …และเป็นมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้น ญี่ปุ่น ก็คืบขยายการรุกรานมาถึงบริเวณอินโดจีน
โดยไล่รบมาถึงประเทศที่เป็นอาณานิคมของพวกตะวันตกเกือบหมด

(หมายเหตุ: สนใจอ่านเรื่องความเลวร้ายของญึ่ปุ่นได้
ในนิทานเรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ครับ)

แล้วญี่ปุ่น ก็ยิ่งกร่างขึ้นอีก ถึงขนาดขนกันบินมาทิ้งระเบิดใส่กองทัพ
ของอเมริกา ที่ตั้งอยู่ที่ Pearl Habour เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม คศ 1941
จนทหารอเมริกันตายเป็นเบือ…

มันเหมือนเป็นการหักหน้ากันอย่างรุนแรง
และทำให้ Roosevelt (Flankin D Roosevelt หรือ FDR)
ปธน ของบ้านปากเหม็นในตอนนั้น ตัดสินใจประกาศสงครามกับญี่ปุ่น
และเข้าร่วมทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย …
โดยเข้าอยู่ในฝ่ายสัมพันธมิตร
ร่วมกับ ไอ้นิ้วก้อย ไอ้หรั่งเศส และสหภาพโซเวียต ฯลฯ
เพื่อสู้รบกับ ฝ่ายอักษะ… ที่นำโดยเยอรมัน อิตาลี ซึ่งมีญี่ปุ่นมาเข้าร่วม
อยู่ในฝ่ายนี้ด้วยหลังจากมันถล่ม Pearl Habour แล้ว

(14/2)

มีบันทึกของบ้านปากเหม็น ระบุว่า เมื่อ FDR ได้รับโทรศัพท์
รายงานจากลูกน้อง …ในคืนวันที่ Pearl Habour โดนญี่ปุ่นถล่มยับ …
FDR แทบไม่เชื่อ …คิดว่าลูกน้องรายงานผิด

เขาตอบว่า “ไม่… มันเป็นไปไม่ได้…”
จนเมื่อที่ปรึกษาส่วนตัว มาช่วยยืนยันด้วยตัวเอง
“…จริงครับท่าน เราโดนโจมตี …มันไม่ใช่การซ้อมรบ…”

FDR พยายามตั้งหลัก และโทรศัพท์ด้วยตนเอง
เพื่อแจ้งไปทางพันธมิตรของตน

เมื่อหลอดเชอร์ชิล ซึ่งเป็นนายกรัฐมตรีของเกาะนิ้วก้อยในตอนนั้น
ได้รับการรายงานถึงเรื่อง Pearl Habour โดนถล่ม…
เชอร์ชิล นิ่งเฉย เหมือนไม่ได้ยิน ไม่ตอบ และไม่พูดอะไร
กับนายเวรผู้มารายงานข่าวร้ายนั้น

แต่ปรากฏว่าตามบันทึกของ เชอร์ชิล ที่เขียนไว้เอง
และได้มีการเปิดเผยภายหลัง …
คำแรก ที่เชอร์ชิลเขียน เมื่อทราบข่าว คือ
“ น่าเบิกบานใจ อย่างยิ่ง… the greatest joy “

“ ดังนั้นในที่สุด เราก็ชนะ …so we had won after all “

“ อนาคตของฮิตเลอร์ จบสิ้นแล้ว …อนาคตของมุสโสลินี จบสิ้นแล้ว
เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น ที่ก็จะโดนป่น…จนเป็นผง…”

ส่วนฮิตเลอร์นั้น ได้รับข่าวเรื่อง Pearl Habour ขณะที่เขากำลังนั่งฟัง
รายงานของคณะทำงานของกองบัญชาการรบ เรื่องสหภาพโซเวียต
มีทีท่าว่าจะเปลี้ยลง …ซึ่งทำให้ฮิตเล่อร์ดีใจอย่างยิ่ง
จนแทบไม่สนใจกับข่าวเรื่อง Pearl Habour ที่นายทหารมารายงาน
จนผู้ช่วยฮิตเล่อร์ ต้องแจ้งซ้ำอีกรอบ…

ฮิตเลอร์จึงถามว่า .…ข่าวนี้จริงแน่หรือ
เมื่อได้รับการยืนยัน… เขาดีใจจนออกนอกหน้า

คณะทำงานฯ บอกว่า ข่าวนี้ทำให้ท่านผู้นำของเรารู้สึกโล่งใจ
อย่างเห็นได้ชัด เพราะมันแปลว่า อเมริกาจะต้องใช้ทรัพยากร
ของตัวอย่างเต็มที่ …จนไม่มีเหลือ “แบ่ง” ให้อังกฤษ …
และนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด ของเยอรมัน

แต่สตาลินนั้น …เมื่อได้ข่าวเรื่อง Pearl Habour …
แวบแรกเขาบอกว่า เออ โล่งไป …ที่ญี่ปุ่นไม่มาโจมตีเรา…
แต่หลังจากนั้น เขากลับมีความกังวลอย่างยิ่ง
ว่าเมื่ออเมริกา”เข้าร่วม” สงครามโลกด้วย …
อเมริกาคงจะต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ของตัว เพื่อ “ตนเอง”
ทั้งหมดอย่างแน่นอน …
และคงจะไม่แบ่งมาช่วยอังกฤษ อย่างที่รับปากอีกแล้ว
และภาระหนัก ก็คงจะมาตกที่ “สหภาพโซเวียต”
ที่ต้องรับมือกับกองทัพของฮิตเล่อร์เป็นส่วนใหญ่

และผลของการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2…
ก็ดูเหมือนจะออกมาเป็นเช่นนั้น
คือ สหภาพโซเวียต ต้องรับภาระหนัก ในการรบกับฝ่ายเยอรมัน
“มากกว่า” อังกฤษ ที่เป็นฝ่ายอยากทำและฝ่ายเริ่มสงครามด้วยซ้ำ

เรื่องที่น่าสนใจ และน่าสงสัยที่สุด ของสงครามโลกครั้งที่ 2
คือ เรื่องของญี่ปุ่น …ซึ่งปัจจุบันนี้ มีนักประวัติศาสตร์ และนักวิเคราะห์
การเมืองโลกจำนวนไม่น้อย มีความเห็นว่าเรื่องที่บันทึกกันไว้
ในประวัติศาสตร์…ที่มีหลากหลายนั้น …
เรื่องใดเป็นเรื่องจริง และ น่าเชื่อถือได้ขนาดไหน

บันทึกส่วนใหญ่ระบุว่า การบุกไปถล่ม Pearl Habour ของญี่ปุ่น
มาจากความโกรธของญี่ปุ่น …ที่มีต่อบ้านปากเหม็น…
ที่เคยส่ง “น้ำมัน” ให้ญี่ปุ่นมาตลอดในช่วงที่ญี่ปุ่นแสดงความกร่าง
บุกไปรบหลายประเทศ…แล้วอยู่ๆบ้านปากเหม็น ก็ดัน “หยุดส่งน้ำมัน”
โดยไม่บอกกล่าว ขณะที่การรบของญี่ปุ่น กำลังร้อนจัด …
แบบนี้ …เราจะไม่โกรธ ได้อย่างไร …เหมือนมันหักหลังเรา…

ข้ออ้างของญี่ปุ่น ฟังขึ้นไหม

คำถามที่ตามมา คือ…แล้วบ้านปากเหม็น หรือ ชัดๆ คือพวกไอ้หินร่วง
“หยุด” ส่งน้ำมันให้ญี่ปุ่นจริงหรือ และ หยุดเพราะเหตุใด

และน่าจะถามด้วยว่า ก่อนหน้านั้น …ไอ้ปากเหม็นมันส่งน้ำมันให้ญี่ปุ่นทำไม
ในเมื่อในตอนนั้น ญี่ปุ่นเอง (บางพวก) ก็มีความต้องการ
ให้กองทัพของตัวบุกใส่สหภาพโซเวียต …
ซึ่งในตอนนั้น…ก็เป็นพันธมิตรของไอ้นิ้วก้อยและไอ้ปากเหม็นด้วย

และ ประวัติศาสตร์ ยังบันทึกด้วยว่า ระหว่างที่ ไอ้นิ้วก้อย
เริ่มรบกับเยอรมันแล้ว …และไอ้ปากเหม็นก็ยังเล่นบทเป็น
ผู้สนับสนุนไอ้นิ้วก้อย ตามสัญญาให้ยืมให้เช่านั้น…
แต่พวกไอ้หินร่วง ก็ยังทำมาค้าขาย กับ “ฝ่ายเยอรมัน อย่างเปิดเผย”
ด้วยการส่งน้ำมัน ยางและ อาวุธ ให้กับฝ่ายเยอรมันด้วย

ไม่รู้ว่าใครกำลังต้มใครกันแน่

เรื่องการถล่ม Pearl Habour จึงไม่น่าจะตรงไปตรงมา
ทำนองว่า… เพราะมึงไม่ส่งน้ำมันให้กู…

มีข้อมูลว่า ญี่ปุ่นนั้น เหมือนถูกชักใยโดยกลุ่มหินร่วง …
เป็นเวลากว่า 10 ปี ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
การชักใย… มีแม้กระทั่งในวังของพระเจ้าจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น
กระทำโดยพวกมิชชันนารี …ที่เข้าไปในวังเพื่อทำหน้าที่
สอนศาสนาและ อื่นๆ…ซึ่งราชวงศ์ชั้นสูงฝ่ายในของญี่ปุ่นในช่วงนั้น
นิยมและเชื่อถือ

และในช่วงเวลาดังกล่าว …บรรดาเจ้าหน้าที่ด้านการทูต
การทหาร ของบ้านปากเหม็น ล้วนมีสัมพันธ์อันดียิ่งกับฝ่ายญี่ปุ่น
แถมสามารถชี้นำ ครอบงำอำนาจส่วนสำคัญของญี่ปุ่น
ช่วงก่อนสงครามโลก ครั้ง ที่ 2 ได้ไม่น้อย…
เช่น นายJoseph C. Grew …ซึ่งเป็นทูตของบ้านปากเหม็น
ประจำญี่ปุ่นในขณะนั้น ก็รู้จักมักคุ้นดีกับพวกราชวงศ์ของญี่ปุ่น
รวมทั้งพวกนักธุรกิจ ระดับหัวกะทิของญึ่ปุ่น …
และมีข้อมูลว่า นาย Grew นั้น …รู้ว่าจะมีการโจมตี Pearl Habour
ประมาณ 1 เดือน “ก่อนหน้า” ที่จะมีการโจมตีด้วยซ้ำ …

พวกเขาที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านั้น ล้วนเป็นคนของบ้านปากเหม็น
ที่ดูเหมือนจะมีบทบาท อยู่ในแผนปฏิบัติการของพวกไอ้หินร่วง
เกี่ยวกับญี่ปุ่นทั้งนั้น

และ การครอบงำของพวกหินร่วงนั้น …
ก็ได้ดำเนินมา จนถึง “การจบ”ของสงครามโลก
โดยญี่ปุ่น ได้ยอมแพ้ไอ้ปากเหม็นอย่างศิโรราบ
เมื่อโดนระเบิดปรมาณู 2 ลูก ของไอ้ปากเหม็น
ถล่มราบไป 2 เมือง และชาวญี่ปุ่นตายไปเป็นจำนวนหลายแสน

การยอมแพ้ของญี่ปุ่นต่อไอ้ปากเหม็น มีเงื่อนไขซับซ้อนมาก
จนไม่แน่ว่าใครต้มใคร …หรือมีการ “จับมือร่วมกัน”
ต้มประชาชนของประเทศของตน ทั้ง 2 ฝ่าย !!!
และดูเหมือนบ้านเมืองของญี่ปุ่น หลังสงคราม
กลับเจริญเอาเจริญเอา …จากการอุ้มชูของไอ้ปากเหม็น
หรือ ชัดๆ คือของกลุ่มไอ้หินร่วง ที่กำกับรัฐบาลไอ้ปากเหม็นอีกต่อหนึ่ง

สัมพันธ์ระหว่าง ญี่ปุ่นกับอเมริกา เหมือนมีเงื่อนงำน่าสงสัย
ตั้งแต่ก่อนสงครามโลก จนถึงปัจจุบันนี้ …และน่าจะมีส่วนที่ทำให้
ฝ่ายญี่ปุ่นต้องกลายเป็นคนแบกถาดให้ไอ้ปากเหม็น จนถึงทุกวันนี้

และขณะที่ฝ่ายยุโรปชนะสงคราม …แต่บ้านเมืองฉิบหายยับ
ไอ้ปากเหม็นก็มาเล่นบทเป็นพ่อพระ ให้เงินซ่อมบ้านเมืองให้พวกยุโรป
และ พวกยุโรป ก็ยังต้องวิ่งเก็บลูกบอลให้ไอ้ปากเหม็นจนถึงทุกวันนี้

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นลงตามแผน
ของไอ้นิ้วก้อยและ ไอ้ปากเหม็น …
จำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 มากที่สุด
ก็ คือสหภาพโซเวียต… ที่มีจำนวน ถึง 24 ล้านคน
ในขณะที่ไอ้นิ้วก้อยตัวกระสันต้นคิด …
มีผู้เสียชีวิต จำนวน 4 แสนกว่าคน
และเยอรมัน …ที่ถูกนับเป็นตัวการร้ายที่สุด …
มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 8 ล้านคน

ส่วน พระเอกปากเหม็น…มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 4 แสนคน
และบ้านเมืองไม่พังเลยแม้แต่น้อย
และกลายเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง
ที่มีทั้งอำนาจ และ ทุน

และดูเหมือนการเกิดของสงครามโลกแต่ละครั้ง
จะมีสาเหตุเกี่ยวกับน้ำมัน หรือ มีเรื่องน้ำมันมาเกี่ยวข้อง…

26 พฤศจิกายน 2566

Scroll to Top