แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

“ ฉิบหายแน่ ”

บทสรุปส่งท้าย  (15)

ในช่วงการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น
หลอดวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของไอ้เกาะนิ้วก้อย
ซึ่งพยายามคิด และ(ยอม)ทำทุกวิธีทางที่จะให้เกาะนิ้วก้อยเป็นผู้ชนะสงคราม
มีความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญ ที่จะแสดงศักยภาพของกองทัพ
คือ น้ำมัน, เส้นทางเดินเรือ, การต่อสู้ทางอากาศ และการต่อสู้ทางเรือ
และปัจจัยทั้ง 4 นั้น ต่างพึ่งพาและสนับสนุนซึ่งกันและกัน…
มีน้ำมัน (จำนวนมาก) …แต่ไม่สามารถ “ขนส่งได้” ก็ไร้ประโยชน์
บรรดาอำนาจทางอากาศ (เช่น เครื่องบิน) และอำนาจทางเรือ (เช่น เรือรบ)
ก็เช่นกัน …แม้จะมีจำนวนมาก…แต่ถ้าไม่มี “น้ำมันเชื้อเพลิง”
ก็หมดความหมาย…

ดังนั้น ในความเห็นของท่านหลอด จึงมองว่าทางรอดของเกาะนิ้วก้อย
และอนาคตของการทำสงครามกับฮิตเล่อร์ …
จึงขึ้นอยู่กับว่า เกาะนิ้วก้อย จะสามารถครอบครองหรือควบคุม
“แหล่งน้ำมัน” ในตะวันออกกลางและคลองสุเอซ ได้หรือไม่
(ครอบครองคลองสุเอซ เพื่อใช้ขนส่งน้ำมันออกมาสู่ทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน เพื่อส่งต่อมาถึงเกาะนิ้วก้อย)
เพราะเกาะนิ้วก้อยเชื่อว่า ฮิตเล่อร์เอง ก็มีเป้าหมายที่จะยึด
ตะวันออกกลางทั้งหมดเหมือนกัน…
โดยเฉพาะบ่อน้ำมันของอิรัค และคลองสุเอซของอียิปต์ …
ซึ่งก็คือบริเวณที่ไอ้นิ้วก้อย มันเล็งและครอบครองได้เพียงบางส่วน

แต่ ปธน รูสเวทท์ (Franklin D Roosevelt หรือ FDR)
ของบ้านปากเหม็นในขณะนั้น ไม่เห็นด้วย…
เขาเห็นว่า กองทัพของเกาะนิ้วก้อย จะรอดหรือไม่
น่าจะอยู่ที่เกาะนิ้วก้อยสามารถเอาชนะ…
ในการรบทางเรือในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกมากกว่า
และสำหรับตะวันออกกลางนั้น …ถ้าฮิตเล่อร์ต้องการ
เกาะนิ้วก้อยก็ควรปล่อยให้ฮิตเล่อร์เอาไปเถิด… อย่าไปยื้อมาเลย

เหมือนบ้านปากเหม็น ประเมินยุทธศาสตร์ผิด
หรือ ไม่เห็นความสำคัญ ของ “น้ำมัน”

แต่เรื่องจริง ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกัน …
ทั้งประเด็นเรื่องประเมินผิด และเรื่องความสำคัญของน้ำมัน

ไอ้ปากเหม็นนั้น จริงๆแล้วมันสนใจเรื่องน้ำมันอย่างมาก
ตั้งแต่มันได้ข่าวว่าไอ้นิ้วก้อยไปเดินสูดกลิ่นอยู่แถวนั้น
ตั้งแต่ “ก่อน” สงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยซ้ำ
ไอ้ปากเหม็นถึงกับลงทุน ตั้งหน่วยงานใหม่เอี่ยม
Division of Near Eastern Affairs… ตั้งแต่ ปี คศ 1909 โน่น
เพื่อมารับหน้าที่ หาทางผูกสัมพันธ์ทางการฑูตกับพวกตะวันออกกลาง
และหาช่องทางทำมาหากิน …
จริงๆ ก็คือหาทางเข้าไปขโมย หรือหลอกต้มเอาน้ำมัน
ของพวกตะวันออกกลางอย่างไอ้นิ้วก้อยบ้าง

แต่ดูเหมือน การสูดกลิ่นของฝ่ายไอ้ปากเหม็นในตอนนั้น
จะสู้ฝ่ายไอ้นิ้วก้อยไม่ได้ มันจึงจ๋อยไป

ยิ่งเมื่อไอ้ปากเหม็นมันต้องมานั่งกินแห้ว ตาละห้อยมองไอ้นิ้วก้อย
ในฐานะผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 …
กวาดเอาดินแดนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะของอาณาจักร
ออตโตมานที่แพ้สงคราม ไปอยู่ในกำมือ …
ซึ่งในตอนนั้นเชื่อกันว่าออตโตมาน
น่าจะเป็นดินแดน…ที่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันมากที่สุด
และในตอนนั้น น้ำมันของซาอุดิอารเบีย…ยังไม่มีใครรู้จัก
แถมซาอุดิอารเบีย …ก็ยังไม่ได้ตั้งเป็นประเทศด้วยซ้ำ
เป็นเพียงการรวมตัวกันของพวกนักรบ ที่มีพื้นเพตั้งรกราก
อยู่ในตะวันออกลาง และชอบกางกระโจมนอนรวมกลุ่มกัน
แต่ไม่ค่อยถูกอัธยาศัย กับชาวตะวันออกกลางอื่น
โดยเฉพาะพวกจอร์แดน อิรัค ซีเรีย เลบานอน …
ที่ไอ้นิ้วก้อย มันกวาดเอาไปอยู่ในกำมือของมันบ้างแล้ว

ไอ้ปากเหม็นที่กินแห้วจนพุงกาง จึงรีบกวดตาม
โดยหวังว่าจะได้น้ำมันติดไม้ติดมือจากตะวันออกกลาง อย่างไอ้นิ้วก้อยบ้าง
แม้ในตอนนั้นไอ้ปากเหม็น จะสามารถขุดเจาะน้ำมันในบ้านตัวเองได้แล้ว
รวมทั้งได้จากเม็กซิโกด้วยก็ตาม

แต่หน่วยงานใหม่เอี่ยมอะไรนั่น ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ ปีคศ 1909
ดูเหมือนจะกลายเป็นหน่วยงานล่องหน ไม่มีผลงาน
ไม่มีความสามารถในการสูดกลิ่นน้ำมัน ไม่มีเบาะแสชี้นำอะไรมาเลย

เอาเข้าจริงสายสูดกลิ่น หรือ สายสืบตัวจริงในการเสาะหาน้ำมัน
ของไอ้ปากเหม็น คือ พวกมิชชันนารีอเมริกัน (อีกแล้ว) …
ที่มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ในแถบเมืองบาห์เรน
รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง คือบริเวณที่พวกซาฮูดตั้งกระโจมอยู่กัน
นับว่า พวกมิชชันนารีชาวอเมริกันกลุ่มนี้ …จมูกดีมาก…
และพวกมิชชันารี ก็เลยแวะเวียนไปเยี่ยมพวกซาอูดบ่อยๆ
พร้อมเอาหยูกยาสารพัด ไปให้พวกชาวกระโจมลองใช้ดูจนเป็นมิตรกัน

ระหว่างนั้น ไอ้ปากเหม็นก็เหมือนอาศัยใบบุญ โหนตามไอ้นิ้วก้อย
ไปตามเมืองต่างๆในตะวันออกกลาง ที่มีข่าวว่ามีน้ำมัน…
อาศัยปากดี เหลี่ยมจัด ก็ได้ส่วนแบ่งมาจากไอ้นิ้วก้อยบ้าง
แต่ก็คงไม่ต่างกับกินน้ำใต้ศอกเขา …
ทั้งๆ ที่เรา เป็นสปอนเซอร์ ให้ มึง ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 นะ…

ถึง ปี คศ 1932 ราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย ก็ได้ตั้งขึ้น
โดยกษัตริย์อับดุล อาซิส …แห่งราชวงศ์ซาอูด (House of Saud)
หลังจากที่รบชนะกวาดล้างศัตรูในบริเวณนั้น จนเรียบวุธไปหมดแล้ว
และพวกมิชชันนารีอเมริกัน ก็เลยกลายเป็นแขกประจำ
หรือผู้คุ้นเคย …ที่สามารถเข้านอกออกในซาอุดิอารเบียได้
ถึงขนาดได้เป็นผู้รักษาอาการป่วยให้กับกษัตริย์ อับดุล อาซิส ด้วย

ระหว่างรักษา…พวกมิชชันนารี ก็คุยให้ฟังว่า พวกอเมริกันนั่นนะท่าน
ใจกว้างใจดี น่าคบกว่าไอ้พวกชาวเกาะนิ้วก้อยที่ใจดำเค็มปริ๊ดแยะเลย

กษัตริย์อับดุล อาซิส ซึ่งก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าไอ้นิ้วก้อยอยู่แล้ว
เพราะไอ้นิ้วก้อย มันอุ้ม ชารีฟ ฮุสเซน (Sharif Hussein)
ซึ่งไม่ถูกกับพวกซาอูด …เอาไปเข้าสังกัดอยู่กับค่ายไอ้นิ้วก้อย
และต่อมาไอ้นิ้วก้อยก็ยังแต่งตั้ง ชารีฟ ฮุสเซน
ให้เป็น ราชวงศ์ ฮาชีไมท์ (Hashemite) …
ไปคุมจอร์แดน กับ อีรัค…ซึ่งเป็นคนละค่ายกับ พวกซาอูด
กษัตริย์ อับดุล อาซิส จึงคิดจะลองคบกับพวกไอ้ปากเหม็นดูบ้าง
เผื่อจะสามารถมีทางช่วยปกป้องพวกซาอูด จากการปะทะ …
หรือการรังแก ของพวกฮาชีไมท์ ที่มีไอ้นิ้วก้อยหนุนอยู่

(หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านที่เคยดูหนังเรื่อง Lawrence of Arabia
คงพอจำได้ …ว่า ชารีฟ ฮุสเซน นั้น เป็นพวกตะวันออกกลาง…
ที่ถูกนาย Lawrence …ซึ่งจริงๆ ก็คือสายลับที่ไอ้นิ้วก้อย
ส่งไปล่อหลอก เอามาเข้าค่ายไอ้นิ้วก้อยได้)

คุยไปคุยมา จากเรื่องทำหน้าที่ดูแลป้องกันความปลอดภัย…
ทำให้ทางซาอูด ได้ข่าวจากพวกมิชชันนารี เกี่ยวกับเรื่องของ
นาย Charles Crane… ชาวอเมริกันที่ได้เดินทางไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
ตั้งแต่รัสเซีย จีน ยุโรป มาจนถึงตะวันออกกลาง …
และรู้เรื่องความนัยเกี่ยวกับตะวันออกกลาง
และความนัยของพวกตะวันตก…
เกี่ยวกับเรื่องตะวันออกกลางมากที่สุดคนหนึ่ง

แล้วกษัตริย์ซาอูด ก็เลยให้พวกมิชชันนารี ไปเชิญนายเครนมาคุยด้วย
จากเรื่องความมั่นคง ก็เลยไปถึงเรื่องน้ำมัน…
ซึ่งนายเครนอ้างว่าเขาก็พอรู้เรื่องอยู่บ้าง …
กษัตริย์ซาอูด ก็เลยสนใจ …ลองขุดดูสิ ทำได้ไหม …
เราก็อยากรู้เหมือนกัน …ว่าบ้านเราจะมีน้ำมันกับเขาบ้างไหม

และในเดือนพฤษภาคม คศ 1933… ก็มีโทรเลขแจ้งไปทางบ้านปากเหม็น
ว่าการเจรจาระหว่างตัวแทนของ Standard Oil of California (SOCAL)
(ของพวกท่านร้อกกี้หินร่วง) กับ รัฐมนตรีคลังของฝ่ายซาอูด …
สรุปได้ว่า ตกลงกษัตริย์ อิบ ซาอูด ได้มอบสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน
ให้แก่ SOCAL เป็นระยะเวลา 60 ปี…
ครอบคลุมเนื้อที่ 360,000 ตารางไมล์ …และมีสิทธิขยายไปได้อีก
80,000 ตารางไมล์ …โดยต้องใช้สิทธิภายในปี คศ 1939

นี่มันยิ่งกว่าส้มหล่นอีกนะ …มันรายการฟ้าประทานเลย

SOCAL ใช้บริษัทในเครือเป็นผู้รับสัมปทาน ชื่อ California-Arabian
Standard Oil Company (CASOC) …ซึ่งตอนหลังเป็นที่รู้จักกัน
ในนาม Aramco…ซึ่งจดทะเบียนในอเมริกา ดังนั้นสมุดบัญชีต่างๆ ของบริษัท
จึงลงรายรับรายจ่ายเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ไม่ใช่เงินปอนด์ของอังกฤษ
และ ดอลล่าร์ จึงกลายเป็นมาตรฐาน ในการซื้อขายน้ำมันในตะวันออกกลาง
และแสดงถึงอำนาจของอเมริกา …ที่กำลังก้าวเข้ามาวัดรอยเท้าของอังกฤษ
ในตะวันออกกลางอย่างกระชั้นชิด

หลังจากนั้น SOCAL ก็ได้มีการร่วมทุนกับบริษัทอื่นในบ้านปากเหม็น
พร้อมกับขยายกิจการ ไปได้สัมปทานบริเวณอื่น เช่น บาห์เรน คูเวตอีกด้วย

และในปี คศ 1938… ARAMCO ก็ขุดเจาะน้ำมันรุ่นแรกขึ้นมาได้
เป็นจำนวนมากพอที่จะทำการค้าขายได้ …และปีต่อมาการส่งออกน้ำมัน
จากหลุมเจาะนี้ก็เกิดขึ้น …แต่ยังเป็นจำนวนห่างมากกับหลุมน้ำมันของอิรัค
ที่ไอ้นิ้วก้อยมันครอบครองอยู่ …แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้นิ้วก้อยก็หันขวับ
กลับมามองซาอุดิอารเบีย

ซาอุดิอารเบีย เหมือนสามล้อถูกหวยในตอนนั้น …
แต่เป็นสามล้อที่ฉลาดเป็นกรด เกินกว่าพวกฝรั่งตะวันตกจะนึกได้
ซุปเปอร์ซาอูด จึงเล่นบทเล่นตัว… เพื่อให้ของตัวมีราคาขึ้น …

ด้านหนึ่ง ซาอูด ก็ เจรจากับฝ่ายไอ้นิ้วก้อย…
ถ้าท่านไม่ได้ครอบครอง น้ำมันทั้งหมดของตะวันออกกลาง…
ก็ไม่แน่ ว่าท่านจะชนะสงคราม และ ท่านอาจจะตกเป็นเบี้ยล่าง
ของอเมริกาเอาเสียด้วยนะ…
อีกด้านหนึ่ง ก็เจรจา ขอให้อเมริกาจ่ายค่าสัมปทานเพิ่ม
และจ่ายล่วงหน้าด้วย เพราะบ้านเรากำลังขยับขยาย …
ถ้าบ้านเราขยาย …เนื้อที่บ้านเราจะใหญ่ขึ้นอีกมาก
ท่านคบกับเรา …ก็น่าจะดีกว่าปล่อยให้อังกฤษมาเขมือบเราไป

ใครหนอ ที่มันช่างแนะนำให้ซาอูด เจรจาได้เฉียบเจ๋งเป้งถึงขนาดนี้

แล้วอังกฤษ ก็ติดต่อ หรือ ติดกับซาอูด …
บอกว่า งั้นเราจะจ่ายค่า “อุดหนุน”ให้ท่านเองแล้วกัน
ไอ้นิ้วก้อยมันทำหน้าใหญ่ …แต่มันจะไปเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้ซาอูด
มันก็เงินจากสัญญา Lend Lease ที่ไอ้ปากเหม็นมันทำไว้ให้นั่นแหล่ะ

ไอ้ปากเหม็น ก็เลยต้องจับเข่าไอ้นิ้วก้อยคุยให้รู้เรื่อง
จะเอายังไง…ถ้าอยากชนะสงครามโลก …
ก็ “อย่าเสือก” เรื่อง ซาอูด…

และ ปธน รูสเวลท์ ก็ รู้สึกซึ้งถึงในหัวกระโหลก
ว่า น้ำมัน …มันมีความหมายกับการชนะสงครามโลก …
และการครองโลกอย่างไร …
จึงรีบอุ้มประคองซาอูด จนแทบจะเอามานั่งอยู่บนตัก
จะเอาอะไรอีกไหม เราจะตั้งหน่วยงานพิเศษสำหรับดูแลท่าน
ทั้งด้านความมั่นคง ความเจริญ ความเป็นอยู่ …จะเอาอะไรอีก
ก็บอกมาเลยนะ…

ถึงต้นปี คศ 1941… กษัตริย์ซาอูดแจ้งบ้านปากเหม็น
ว่าเรากระเป๋าขาด(อีกแล้ว) เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ไม่มีเงินพอจ่ายสำหรับงบประมาณปีนั้น …
ปากเหม็น”ทำท่า” ลังเล…แต่แล้วเมื่อ (คิด) จะประกาศสงคราม
กับฝ่ายอักษะ …การมีบ่อน้ำมันอยู่ข้างตัว จึงเป็นเรื่องยิ่งกว่าสำคัญ
มันเป็นเรื่อง “จำเป็น” มากกว่า

แล้วไอ้ปากเหม็น ก็เลย(ต้อง)ไปตั้งสถานทูตของมัน
ในซาอุดิอารเบียให้เป็นเรื่องเป็นราว
เพื่อจะได้อัญเชิญให้ซาอุดิอารเบีย เข้ามาอยู่ในสัญญา Lend Lease
ของบ้านปากเหม็นอย่างถูกต้อง …ตามสบายเลยขอรับท่าน

และในปี คศ 1941… ARAMCO หรือ ปัจจุบัน คือ Chevron
ก็ได้ชักชวนเอาบริษัทน้ำมันอื่นในบ้านปากเหม็น
คือ Mobil, Exxon และ Texaco
เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย (ก็พวกเดียวกันทั้งนั้น)
และ Aramco ก็เหมือนไม่ใช่เป็นบริษัทน้ำมัน…
แต่เหมือนเป็น “ตัวแทน” ของบ้านปากเหม็นไปเรียบร้อย
ซาอูด จะเอาอะไร ก็ บอก ARAMCO
ARAMCO ต้องการอะไร ก็ บอก บ้านปากเหม็น
แล้วทุกอย่างก็เดินไปอย่างเรียบร้อย …
แล้วบ้านปากเหม็นก็ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี คศ 1945

27 พฤศจิกายน 2566

Scroll to Top