“ ฉิบหายแน่ ”
บทสรุปส่งท้าย (16)
ดูเหมือนเรื่องน้ำมัน ที่บ้านปากเหม็นได้จากซาอูดแบบส้มหล่น
จนตีนบวมเป่ง คงจะไม่ใช่ฟ้าประทาน…เรื่องมันซับซ้อน
ประเภทใช้หม้อต้มหลายใบซ้อนกันหลายชั้นแบบหม้อแขกอายไปเลย
และใช้เวลาต้มนานไม่น้อยด้วย
เรื่องของการเมืองโลกนั้น ถ้าตามดูกันแค่เหตุการณ์วันนี้พรุ่งนี้
ที่พวกสื่อถนัดแต่งถนัดย้อม ปล่อยของออกมาให้เราเสพรายวัน
แบบนั้น… ก็อาจทำให้เราเข้ารกเข้าพงได้ง่ายๆ
บ้านปากเหม็นนั้น มันเป็นประเทศรวมพลคนซัดเซพเนจร
ต่างถิ่นต่างเผ่าพันธุ์ต่างเป้าหมายมารวมอยู่ดินแดนเดียวกัน
กว่าจะตกลงกันได้ ว่าพวกมันควรจะแสดงมาดไหน
หรือจะมีจุดยืนของประเทศ อยู่ตรงไหน
หรือเป้าหมายของประเทศ ควรจะเป็นอย่างไร …
มันก็ตบตีกันจนหลังหัก แย่งชิงกันเองอยู่นานไม่น้อยเหมือนกัน
เมื่อตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้นใน ปี คศ 1914
จากความกระสันของไอ้นิ้วก้อยนั้น …
ในช่วงนั้นทางบ้านไอ้ปากเหม็น ยังไม่ได้เข้าร่วมเล่นสงครามด้วย
แถมก็มีอาการเหมือนยังลังเลอยู่ ว่าเราจะ”เล่นบท” ไหนดี(วะ)
ที่ลังเลตกลงกันไม่ได้ว่าจะเล่นบทไหนนั้น
เพราะ ฝ่ายการเมือง…อยากเล่นบทนึง
แต่ฝ่ายนายทุน …ดูเหมือนอยากจะเล่นอีกบท
ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 …ปธน ของบ้านปากเหม็น
คนที่เด่นดังมาก คือ นาย Theodore Roosevelt (คศ 1901 -1909)
ซึ่งสังกัดค่ายรีพับลิกัน …เขาเป็นลูกคนรวย เชื้อสายดัชท์
สนใจการเมือง แบบหัวก้าวหน้า ปนแนวบู๊
เขาต้องการให้บ้านปากเหม็น มีนโยบายรุกคืบออกไปนอกบ้าน
เพื่อจะได้อาณานิคมแบบเกาะนิ้วก้อยบ้าง
แต่การรุกตามรูปแบบของเขา คือ ผ่านกลไกของการเมือง
และนำโดยผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน เขาไม่สนับสนุนนายทุนที่เอาเปรียบประชาชน
เขามีลูกบ้าแยะ เลยชนดะไปหมด
แบบนี้ พวกนายทุนคงไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่
แต่เขาก็ได้ เป็น ปธน ติดต่อกันถึง 2 สมัย
ภายหลังเขาล้มป่วย และพยายามผลักดันให้ นาย Howard Tuft
นักกฏหมาย…ที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลของเขาที่มีตำแหน่งเป็น รมว กลาโหม
ลงแข่งขัน เป็น ปธน ในปี คศ 1909
แล้วนาย Tuft ก็ได้เป็น ปธน …
และ Tuft ก็มีนโยบายคล้อยไปในทำนองเดียวกันกับนาย Roosevelt …
แต่ในการเลือกตั้ง ปธน ในปี คศ 1913…
นาย Tuft ที่ลงแข่งสมัย 2 กลับรับประทานแห้ว
หวยดันไปออกที่ม้ามืด ชื่อ นาย Woodlow Wilson
ของพรรดเดโมแครตแทน
นาย Woodlow Wilson เป็น ปธน ที่ไม่ใช่เป็นลูกรวย
มีพื้นเพมาจาก เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ออกแนวนักวิชาการ
และไม่เด่นดัง แต่ดันชนะการเลือกตั้งแบบฉลุย…
ปี คศ 1916 …นาย Woodrow Wilson เริ่มหาเสียงอีก
เพื่อจะเป็น ปธน สมัยที่ 2 ของบ้านปากเหม็น …
ในตอนนั้นทางฝั่งยุโรป กำลังทำสงครามโลกรบกันอุตลุดแล้ว
และอารมณ์ของชาวอเมริกันตอนนั้น แสดงออกอย่างชัดเจน
ว่าเราไม่ชอบให้อเมริกาไปทำสงครามนะ …
พวกเราไปเกี่ยวอะไรกับไอ้นิ้วก้อยมัน
แล้วนาย Wilson ก็เลย “ใช้นโยบาย” ในการหาเสียง
ว่าเราเป็นคนรักสงบ และเราจะไม่พาพวกท่านเข้าสงคราม…
แล้วเขาก็ได้รับเลือกตั้ง เป็น ปธน สมัยที่ 2 …แบบเฉียดฉิว
แต่จริงๆ แล้วความคิด หรือความต้องการที่แท้จริง
ของนาย Wilson หรือ ผู้มีอำนาจคุมนาย Wilson
หรือคุมบ้านปากเหม็น… มันตรงกันข้าม
แปลว่า ไอ้อาการตอแหลของบ้านปากเหม็น
ประเภทปากอย่างใจอย่าง …และลงมือทำอีกอย่าง
มันคงมีมานานแล้ว…จนฝั่งอยู่ในไขกระดูก
ของผู้นำบ้านมันเกือบทุกคน
ตามประวัติ ที่ “เล่ากัน” อย่างเป็นแพร่หลาย
บอกว่านาย Wilson นั้น เป็นคนสนใจการเมืองระดับโลกเหมือนกัน
และสนใจเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 … ที่กำลังดำเนินอยู่ไม่น้อย
ว่าผลของสงครามโลกนั้น จะมากระทบกับบ้านปากเหม็นอย่างไร
และบ้านปากเหม็นควรจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เมื่อสงครามโลกจบสิ้นลง
เขาเลยให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา จากแวดวง “คนนอก” การเมือง
เพื่อศึกษาเตรียมบทบาทของบ้านปากเหม็น หลังสงครามโลกจบสิ้นลง
เพื่อทำการบ้านให้เขาอย่างไม่เปิดเผยให้ประชาชนรู้
คณะทำงานนั้น มีชื่อเรียกว่า “The Enquiry”
The Enquiry มีสมาชิกจำนวนเกินร้อยคน
ประกอบไปด้วย พวกเศรษฐีโคตรรวย นายทุนใหญ่ด้านอุตสาหกรรม
นักธุรกิจการเงิน พวกอิลีต นักวิชาการ ผู้รอบรู้ด้านต่างๆ
และ สื่อชั้นนำฯลฯ
สรุปว่า สมาชิกของ The Enquiry เป็นกลุ่มบุคคลชั้นนำ…
ของสังคมชั้นสูงของอเมริกา เกือบทั้งสิ้น
สมาชิกตัวเด็ดๆ ของ The Enquiry เช่น Paul Warburg …
ซึ่งเป็นนักการเงินชื่อดังชาวเยอรมัน ที่เป็นเจ้าของ House of Warburg
บริษัทการเงินชั้นนำของเยอรมัน…ที่อพยพมาอยู่ในอเมริกา
และภายหลัง เขาเป็นหัวหอกในการตั้ง Federal Reserve
ที่เราๆ รู้จักกันในชื่อ FED หรือ ธนาคารกลางของอเมริกา
และยังมีนาย Herbert Hoover… ซึ่งเป็นนักอุตสาหกรรมใหญ่…
ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องแร่ธาตุต่างๆ อย่างมาก
ซึ่งต่อมาก็ได้เป็น ปธน คนหนึ่งของบ้านปากเหม็น ฯลฯ เป็นต้น
กลุ่ม The Enquiry มีการประชุมลับกันอย่างสม่ำเสมอ
แต่เปลี่ยนที่ประชุม ไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชาวบ้านรู้
หรือให้พวกสื่อตามดมกลิ่นได้…
แต่สถานที่หนึ่ง ที่พวกเขาไปพบกันบ่อยโดยไม่ค่อยมีใครสงสัย
คือที่ American Geographical Society (AGS)
หรือ สมาคมด้านภูมิศาสตร์ของอเมริกัน
โดยการประชุมทุกครั้ง จะมีกรรมการของสมาคมคนหนึ่ง
ชื่อ Dr.Isaiah Bowman เข้าร่วมประชุมด้วย …
Bowman ได้รับการนับถือ ว่าเป็นนักคิดและผู้เชี่ยวชาญ
ด้านภูมิศาสตร์การเมือง อันดับหนึ่งของอเมริกา
นอกจากนี้ การประชุมของกลุ่ม The Enquiry
ยังอยู่ในการกำกับอย่างใกล้ชิด ของ นาย Edward M House
ซึ่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของ ปธน Wilson …
ที่ ท่าน ปธน เชื่อถือมาก และเชื่อฟังอย่างยิ่ง
และนาย House ยังมีความสนิทสนมเป็นพิเศษ กับพวกนักการเมือง
ของฟากอังกฤษ อีกด้วย
หลังจากที่ประชุมกันมาไม่รู้กี่ครั้ง …กลุ่ม The Enquiry
ก็มีความเห็นสรุปว่า… อเมริกา “ควร” เข้าไปร่วม
ทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย …โดยเข้าร่วมอยู่กับฝ่ายอังกฤษ…
ในปี คศ 1915 …เกิดมีเหตุการณ์น่าสลดใจ
คือ RMS Lusitania …ซึ่งเป็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่และหรูหรามาก
ของอังกฤษ …ถูกตอร์ปิโดของเยอรมันยิงจนเรือจม …
และ มีผู้โดยสารเสียชีวิตไป 1,195 คน โดยเป็นชาวอเมริกัน 195 คน
และในพวกชาวอเมริกันที่เสียชีวิต มีนักธุรกิจระดับเบ้งๆ หลายคน
เรื่องนี้ ทำให้อเมริกาโกรธจัด …สื่อในบ้านอเมริกาช่วยกันโหม
ว่าคนอเมริกัน จะตายฟรีไม่ได้นะ
และในที่สุดอเมริกา ก็ประกาศเข้าร่วมสงครามโลก ครั้งที่ 1
ในเดือนเมษายน คศ 1917 …โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับเกาะนิ้วก้อย
และร่วมให้การสนับสนุนด้านเงินกู้ เพื่อให้เกาะนิ้วก้อยทำสงครามโลก
แต่อเมริกาไม่ได้ส่งกองทัพไปร่วมรบด้วย…
และ ผู้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ให้อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1
ก็ คือนาย Wilson …ที่ได้เป็น ปธน รอบ 2 อย่างเฉียดฉิวนั่นเอง
ภายหลังมีการกล่าวอ้าง ว่ามีหลักฐานระบุว่า นาย House นั้นเอง
มีส่วนสมคบ(กับพวกเกาะนิ้วก้อย) …ในการจัดการให้เรือ Lusitania
ถูกเยอรมันยิง …เพื่อจะให้อเมริกา “ตัดสินใจ” เข้าร่วมสงครามโลกด้วย
เพราะจะเป็นโอกาสให้อเมริกา เข้าสู่ “วงการ” ที่จะทำให้อเมริกา
มีโอกาสเป็นมหาอำนาจของโลกต่อไปภายหน้า
นาย House เป็นใครมาจากไหนกัน ถึงคิดการใหญ่อย่างนั้น
และทำไม ปธน Wilson จึงเชื่อถือเขาจนหัวทิ่ม
ตามข้อมูลบอกว่า นาย House เป็นคนรวยคนหนึ่ง
แต่ที่มาของความรวยของเขา ค่อนข้างจะลึกลับ…
เขาไปเรียนหนังสือที่อังกฤษหลายปี ก่อนกลับมาอยู่อเมริกา
หลังจากนั้น ก็วนเวียนอยู่แถววอลสตรีท (Wall Street)
โดยมีความสนิทสนมอย่างมากกับ เจ พี มอร์แกน (J P Morgan)
สถาบันการเงินยักษ์ตัวใหญ่มากของวอลสตรีท
ที่มีสัมพันธ์อันดียิ่ง กับทางฝั่งเกาะนิ้วก้อย
พ่อของนาย House เป็นคนอังกฤษ ที่อพยพมาอยู่อเมริกา
และทำมาหากินทางด้านการเงินจนรวย จากการเป็นตัวแทน
ให้สถาบันการเงินของอังกฤษ…
ซึ่งมีข่าวว่าเป็นของพวกตระกูล รอธไชลด์(Rothschild) …
ทำให้พ่อเขาทิ้งมรดกให้ลูกได้อยู่อย่างสบาย …
โดยพ่อบอกว่า ขอแค่ให้ลูก “รู้จัก และ รับใช้” อังกฤษ เท่านั้น
นาย House เป็นคนสนใจการเมือง และพยายามเล่นการเมือง
ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นของอเมริกา… แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเอาเลย
ประมาณ ปี คศ 1902 นายHouse ย้ายมาอยู่นิวยอร์ค
และเข้าไปคลุกคลี กับพวกกลุ่มนักการเงินแถววอลสตรีท
ที่น่าจะทำให้เขาเปลี่ยนแนวคิด จากการลงเล่นการเมืองเอง
เป็นมองหา “ม้ามืด” เพื่อไปลงสนามใหญ่แทนดีกว่า
เขาใช้เวลานานไม่น้อย ในที่สุดก็ได้ม้ามืด ชื่อ Woodlow Wilson
นาย House เป็นผู้วางแผนจัดการหาเสียง และหาทุนให้ม้ามืด
ในการลงแข่งในการเลือกตั้งเป็น ปธน
ทุนที่ว่านั้น ก็มาจากพรรคพวกแถววอลสตรีท ที่เขามักคุ้นนั่นแหล่ะ
และ ม้ามืด ก็ได้เป็น ปธน ของ อเมริกา ในปี คศ 1913…
โดยนาย House ไม่ขอรับตำแหน่งไหนในรัฐบาลม้ามืด
ขอเป็นแค่ “ที่ปรึกษา” ที่ใหญ่คับทำเนียบขาว
แล้วม้ามืดก็ตัดสินใจ …ลงเล่นต่อสมัย 2 ใน ปีคศ 1916
ก่อนที่ม้ามืด จะได้ตำแหน่งเป็น ปธนสมัยที่ 2 …
นาย House มีเรื่องต้องจัดการมากมาย
นอกจากวนเวียนอยู่แถววอลสตรีทเกือบทุกวันแล้ว
เขายังติดต่อใกล้ชิดกับ เชอร์ วิลเลียม ไวซ์มาน (William Wiseman)
ซึ่งทำงานที่สถานทูตอังกฤษในอเมริกา…
แต่ตำแหน่งจริง คือ หัวหน้าข่าวกรองของอังกฤษ
สรุปจากการเดินสายติดต่อประสานงาน “จัดการ” ต่างๆ
มีข้อมูลว่า นาย House ได้แจ้ง กับฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศส
ว่า ถ้า(เขาจัดการให้) นาย Wilsonได้เป็น ปธน…
อเมริกาจะเข้าสู่สงครามโลกร่วมกับอังกฤษด้วย
เมื่อสงครามโลกครั้ง ที่ 1 ใกล้จะจบสิ้นลง และจะมีการประชุมที่กรุงปารีส
ระหว่างผู้ชนะสงคราม เพื่อทำข้อตกลงเกี่ยวกับการเลิกสงคราม…
กลุ่ม The Enquiry ก็ได้รับมอบหมายจาก ปธน Wilson ให้จัดเตรียมข้อมูล
และหลักการของบ้านปากเหม็น เกี่ยวกับการจบของสงครามโลก
ภายใต้การกำกับของ นาย House …
สำหรับให้ ปธน Wilson ไปกล่าวในการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว
หลักการของของบ้านปากเหม็น สำหรับไปประชุมที่ปารีส
เรียกกันว่า “Fourteen Points” หรือ 14 ประเด็น
สรุปคร่าวๆ ของ 14 ประเด็น …
คือ เป็นการแสดงจุดยืน หรือหลักการ…ของบ้านปากเหม็น
ในการเข้าร่วมสงครามโลก…ว่าเพื่อรักษาสันติภาพ
และ เชิดชูการเป็นประชาธิปไตย
และ เมื่อสงครามยุติลง ก็ให้มีการตกลงกันอย่างยุติธรรม
ระหว่าง ผู้ทำสงคราม หรือเกี่ยวข้องกับสงครามนั้น
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ชนะสงคราม เป้น ผู้แพ้สงคราม หรือเป็น เหยื่อ…
มันเหมือนเป็น การแสดงจุดยืน แบบโลกแสนสวย
หรือ เพ้อเจ้อ หรือ ตอแหลสิ้นดี …
เป็นแบบไหน ก็ต้องตามดูกันต่อไป
(สรุปว่า การแสดงแบบนี้ มีมากว่าร้อยปีแล้ว)
ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีในแวดวงของฝ่ายเกาะนิ้วก้อย
ว่าเมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง
จะมีการตกลงกัน ระหว่างประเทศผู้ชนะสงคราม
ในการแบ่งสมบัติของผู้แพ้สงคราม
และสมบัติชิ้นสำคัญ ก็ คือ อาณาจักรออตโตมาน …
ที่จะถูกทุบแบ่งออกเป็นหลายประเทศ เหมือนตัดแบ่งขนมเค้กเป็นชิ้นๆ
โดยไม่สนใจว่า ผู้คนที่อยู่ในส่วนที่ถูกแบ่ง
จะเป็นเผ่าพันธ์ไหนนับถือศาสนาอะไร
และ อยากหรือไม่อยาก ที่จะไปขึ้นอยู่กับประเทศใด
แล้วการประกาศหลักการ 14 ประเด็น …โดยตัว ท่านปธน Wilson เอง…
ที่ลงทุนนั่งเรือข้ามมหาสมุทร ไปพร้อมกับคณะใหญ่
ที่มีทั้งฝ่ายนักการเมืองและ ฝ่ายของนาย House คือพวก The Enquiry
เพื่อแสดงฉากนี้… ก็ได้รับการตอบรับอย่างเนือยๆ งงๆ …
ปนถูกเหน็บ จากฝ่ายเดียวกันเอง ว่ามั่วแยะจังว่ะ…
ตกลงไม่รู้มันจะเอาอะไรกันแน่
ดูเผินๆ เหมือนเป็นพ่อพระมาโปรดพวกถูกทุบ
แต่จริงๆ มันอาจจะเป็นแผน “อยากฮุบ” เอาไปเองมากกว่า
เพราะไอ้ปากเหม็น “ไม่ได้มาร่วมลงมือรบด้วยนะ”
แล้วปธน Wilson ก็ดันไปล้มป่วยในช่วงการประชุมนั้นอีกด้วย
และการแบ่งเค้ก …ก็เป็นไปตามที่ไอ้นิ้วก้อยกำหนด
คณะของนาย House ก็เลยหน้าตกกลับบ้าน ซ่าไม่ออก
หลังจากนั้นไม่นาน ปธน Wilson ก็หมดสมัยไปแล้ว
และผลงานของ The Enquiry ก็น่าจะเป็นกองกระดาษ
ที่เขาเตรียมเอาไปทิ้งขยะ
แต่อย่าเพิ่งสรุปกันเร็ว ว่า “เรื่อง” ของ The Enquiry มันจะจบไปด้วย
บ้านปากเหม็น ไม่เคยทำอะไรแบบชั้นเดียว หรือตรงไปตรงมา
พวกร้อยพ่อพันแม่ พวกไหนคิดอะไรกันบ้างก็ไม่รู้
28 ธันวาคม 2566