แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

“ ฉิบหายแน่ ”

บทสรุปสุดท้าย (18 )


ในช่วงการประชุมที่กรุงปารีส ในปี คศ 1918 นั้น
กลุ่ม The Enquiry มีความรู้สึกเหมือนพวกตัว เป็นพลเมืองชั้น 2
พวกเขาถูกฝ่ายการเมืองของบ้านปากเหม็นเอง เชิดหน้าใส่แบบไม่เห็นหัว
ขณะเดียวกัน การไปเจอกับคณะทำงานของฝ่ายไอ้นิ้วก้อย …
ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ตัวเองเหมือนเป็นพวกอยู่หลังเขา
รู้เรื่องราวของโลก จากตำรา จากสื่อ ไม่ได้สัมผ้สของจริง
แถมมองเห็น ความ “ไม่เป็นประสา” ของนาย Wilson ในที่ประชุมที่ปารีส
พวกเขาถึงกับหน้าชา พากันรำพึงรำพัน…
การมีนโนบาย “รักสันโดษ” ของบ้านปากเหม็น
ไม่น่าจะเป็นแนวทาง หรือ นโยบาย ที่เหมาะสม
กับบ้านปากเหม็นของเรา เลยนะ …

และการชนะสงครามโลก ครั้งที่ 1 ของไอ้นิ้วก้อย
ด้วยเงินทุน หรือ เงินกู้ ของฝ่ายบ้านปากเหม็น …
ที่มีส่วนทำให้ไอ้นิ้วก้อยไดัครอบครองดินแดนหลายส่วน
ของอาณาจักรออตโตมานที่แพ้สงคราม
และดันเป็นดินแดน…ที่มีข่าวว่าอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันเสียด้วย…
มันคงทำให้พวกนายทุนยักษ์ใหญ่ของบ้านปากเหม็น
รู้สึกเก๊กซิม เหมือนคนอกหัก …
หรือ เหมือนอาการเวลาเห็นใครคาบกระดูก ที่น่าจะเป็นของมัน
หรือ ที่มันเล็งไว้ …หายวับไปต่อหน้าต่อตา

แล้วบรรดาอีลิต นายทุนใหญ่ นักธุรกิจต่างๆ นักวิชาการ
รวมทั้งนักการเมืองของบ้านปากเหม็น ก็เลยมีการถกเถียงกัน
ทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย
ว่าตกลงบ้านเราและพวกเรา ควรจะเดินหน้าต่ออย่างไรดี

เราควรจะเป็น “พวกรักสันโดษ” ไม่ยุ่งกับใคร (Isolationism)
วุ่นวายตบตีกันเอง อยู่แต่ในบ้านของเราเอง
หรือ เราควรจะเป็น “พวกสนใจโลกกว้าง” (Internationalism)
เข้าไปวุ่นวาย และ สนใจมันทุกเรื่อง …
รวมทั้ง… หรือโดยเฉพาะ …เรื่องนอกบ้าน หรือบ้านคนอื่นด้วย
(แปลว่า จุ้น แม่ม ไปหมดทั้งโลก)

ผลของการถกเถียง …ยังไม่ได้ข้อสรุป
เพราะดูเหมือน ฝ่ายที่เคยชินหรือเคยอยู่ในแวดวงการเมือง
ก็ไม่ต้องการให้ ฝ่ายนายทุน …เข้ามายุ่งกับเรื่องของบ้านเมือง…
เกินกว่าเรื่องการทำธุรกิจ

แต่ฝ่ายนายทุนนั้น เริ่มเข้าใจดีเห็นแจ้งแล้ว
ว่า “ทุน” ก็สามารถทำให้ “มีอำนาจ” ได้ด้วย
และสามารถทำให้มี…ได้ “มากกว่า” เรื่องการทำธุรกิจ
แต่เพียงอย่างเดียวอีกด้วยถ้าเล่นเป็น …
อย่างที่ไอ้นิ้วก้อยมันเล่น

แล้วพวก The Enquiry ที่มีอารมณ์ค้างจากการนั่งดู “พวกเขา”
แบ่งสมบัติกันหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบสิ้นลงนั้น …
ก็เลยกลับมาเจอกันเองใหม่
แต่คราวนี้…ไม่มีคนชื่อ House เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เพราะอันที่จริงแล้ว The Enquiry ก็เริ่มต้นเหมือนเป็นลูกผสม
พวกหนึ่ง …คือ พวกที่ทำมาหากินอยู่แถววอลสตรีท…
ที่ นาย House ไปชักชวนกันมา…
ซึ่งมีทั้ง นายทุน นักการเงิน นักกฏหมาย ฯลฯ
แต่มันยังไม่มี นักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักวิจัย นักประวัติศาสตร์
หรือ ครูบาอาจารย์ ตามที่ ปธน Wilson ต้องการ…
(อย่าลืมว่า ปธน Wilson มาจากแวดวงวิชาการ)
นาย House ก็เลยให้พี่เขย ที่เป็นผู้อำนวยการ City Colledge ของนิวยอร์ค
ไปช่วยหาครูบาอาจารย์ ที่เป็นที่รู้จักกว้างขวางในนิวยอร์คมาหน่อย
พวกหลังนี่ ก็เลยผสมไม่ค่อยเข้า กับพวกแรก

ไปๆมาๆ The Enquiry อาจคล้ายเป็นการผสมกัน
ของพวกงูกับปลา…แถมด้วยผักชีโรยหน้าของหลายสวนเอาด้วยซ้ำ

พวก The Enquiry ยังอ้างอีกว่า ปธน Wilson ไม่ได้เข้าใจ
“เรื่องราว”ของโลกอย่างแท้จริง…
รวมทั้ง ไม่เข้าใจความคิด หรือการบ้าน ที่พวกเขาทำให้
ส่วนฝ่ายการเมืองของ ปธน Wilson เองก็ (เข้าใจ)ไปไม่ถึง
แถมยังพยายามกดหัวพวกเขาด้วย…
และฝ่ายที่แพ้สงคราม เช่น เยอรมัน จริงๆ ก็ควรที่จะต้องโดนลงโทษ
โดนปรับอย่างหนัก …แต่ผู้ชนะสงคราม ดันมัวแต่ งก…
สนใจวุ่นวาย อยู่กับเค้กก้อนใหญ่ ชื่อ ออตโตมานมากกว่า

โห…แบบนี้ มันเหมือน อิจฉาเขาไปหมด จนออกนอกหน้าเลยนะ

การมาเจอกันใหม่งวดนี้ …พวก The Enquiry ที่พอจะคุยกันรู้เรื่อง
เลยตกลงกันว่า เราจะไม่เอาพวกการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้วนะ
แต่เราต้องเสาะหา และเชิญนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ นักวิเคราะห์
ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักธุรกิจ ฯลฯ
หรือ บรรดาผู้ที่ “ ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง” มาเข้ากลุ่มเพิ่มขึ้น

และ พวกเขาก็ได้ นาย Elihu Root…ซึ่งเป็นอดีตทนายความ
ของ Wall Street ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มาเข้าร่วมกลุ่มด้วย
(ก็ นาย Root …ผู้นำของ Root Mission …
ที่ ปธน Wilson แอบสั่งให้ไปเยี่ยมๆมองๆรัสเซีย
โดยที่ นาย House และ พวก The Enquiry …
น่าจะไม่รู้เรื่องด้วย คนนั้นแหล่ะ)

นาย Root นั้น…จริงๆ เขาก็ไม่ธรรมดา เขาเคยเป็นอดีต รมต ตปท
สมัย ปธน Theodore Roosevelt
และเคยเป็น รมต กิจการสงคราม สมัย ปธน William McKinley
และเป็นผู้ไม่เห็นด้วย กับการประกาศตัวเป็นกลาง
ของบ้านปากเหม็นใน ปี คศ 1914 …
นาย Root ยังสนับสนุนให้บ้านปากเหม็นเข้าร่วมทำสงครามโลก
โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับ ไอ้นิ้วก้อย และ ไอ้หรั่งเศส…
เพราะเชื่อว่า ถ้าเยอรมันเกิดชนะสงคราม
มันจะไม่เป็นผลดีกับบ้านปากเหม็น…อย่างแน่นอน

เมื่อ พวก Enquiry กลับมาเริ่มตั้งไข่รอบใหม่ …
พวกเขาเห็นพ้องกันว่าเราควรตั้งเป็น “องค์กร” ใหม่ขึ้นมา
โดยองค์กรนี้ จะเน้นหนักทางกิจกรรม เกี่ยวกับด้านนโยบาย
การต่างประเทศของบ้านปากเหม็น…
และสมาชิกขององค์กร จะต้องเป็นชาวปากเหม็นเท่านั้น
ชาวเกาะเล็กเกาะใหญ่ ไม่ว่าตัวจริงตัวปลอม ไม่เอาทั้งนั้น
เพราะเราจะหารือกัน เกี่ยวกับเรื่องบ้านเมือง “ของเรา”

และในเดือนกรกฏาคม ปี คศ 1921…
the Council on Foreign Relations (CFR) ก็ได้มีการจดทะเบียนตั้งขึ้น
เป็นองค์กรอิสระ ไม่ฝักฝ่ายพรรคการเมืองใด
เพื่อทำการวิเคราะห์ วิจัย ค้นคว้า ประชุมหารือ และดำเนินกิจกรรม
ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “การต่างประเทศ” ของบ้านปากเหม็น
และสมาชิกของ CFR …จะมาจาก “การเชิญ” ขององค์กรนี้เท่านั้น
การดำเนินงานขององค์กร …ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือ การอื่นใด
จะเป็นเรื่องลับ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ …เว้นแต่จะมีการยกเว้นเป็นครั้งคราว

นี่มันยิ่งกว่า เป็นองค์กรลับ อีกนะ

และ CFR ก็มีการประชุมครั้งแรก ในเดือนสิงหาคม ปี คศ 1921
โดยที่ประชุม ได้มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการขององค์กร
ซึ่งมีหน้าที่ กำหนด กำกับ ดูแล การดำเนินงานทั้งปวงของ CFR

และ ประธาน คณะกรรมการคนแรก ของ CFR
ก็ คือ นาย Isaiah Bowman …ปรมาจารย์ ทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง
ของบ้านปากเหม็น ที่นั่งประชุมกับ พวก The Enquiry ทุกครั้ง
โดยไม่แน่ว่า “ใคร” เป็นผู้ส่งเขามาร่วมประชุม
และ นาย Elihu Root …ปรมาจารย์ ทางด้านกฏหมายและการเมือง
ก็ได้รับตำแหน่ง ประธานกิตติมศักดิ์

ปีต่อมา CFR มีสมาชิกที่รับเชิญมาเข้าร่วมด้วยอีกมากมาย
ล้วนเป็นบุคคล…ที่ต่อมามีความสำคัญอย่างมาก…
กับการเมือง ของบ้านปากเหม็น…เช่น
นาย John Foster Dulles …ซึ่งเป็นนักกฏหมายมือหนึ่ง
ของ สนง กฏหมาย Sullivan & Cromwell
ที่รับงานใหญ่ของพวกนายทุนใหญ่ ของวอลสตรีท
รวมไปถึงจัดการเรื่องการปฏิวัตินอกบ้านปากเหม็นหลายรายการ …
ซึ่งนายทุนของบ้านปากเหม็น เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ต่อมาเขาเป็น รมต ตปท (ช่วง คศ 1953 – 1959) ในสมัย ปธน Eisenhower
และเป็นผู้มีส่วนในการวางนโยบายต่างประเทศ และกำกับ(นัก)การเมือง
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างมาก

John มี น้องชาย ชื่อ Allen Dulles …
ซึ่งต่อมา เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร ซีไอเอ และ เป็น ผอ ซี คนแรก
John และ Allen …เป็นหลานแท้ๆ ของนาย Robert Lansing
ซึ่งนับเป็นอาของเขา และ เป็น รมต ตปท ของ ปธน Wilson …
และ ทั้งอา ทั้งหลาน …ก็เข้าร่วมประชุมที่ปารีส ใน ปี 1919 นั้นด้วย
แต่ไม่ได้อยู่ใน คณะ The Enquiry …

นาย Henry Stimson…ซึ่งเป็นนักกฏหมายชื่อดัง ของพวกนักการเงิน
แถบวอลสตรีทเหมือนกัน …และ เป็น รมต กิจการสงคราม (คศ 1911 -1913)
ในสมัย ปธน Howard Tuft …และ เป็น รมต ตปท (คศ 1929-1933)
ในสมัย ปธน Herbert Hoover…และ กลับมาเป็น รมต กิจการสงคราม
อีกรอบ (คศ 1940- 1945) ในสมัย ปธน Franklin D Roosevelt (FDR)
และ ปธน Harry S Truman ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
Henry Stimson นั้น …นับถือ นาย Elihu Root อย่างมาก
ว่าเป็น ผู้ชี้แนะ หรือ ต้นแบบให้เขาดำเนินรอยตาม

นาย W Averrell Harriman … ซึ่ง เป็นหัวหน้ากลุ่ม The Wise Men
หรือ กลุ่มจีเนียส ผู้ฉลาดล้ำของบ้านปากเหม็น ที่ต่อมามีบทบาทสำคัญ
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงสมัยสงครามเวียตนาม …

นาย Herbert H Lehman …ที่ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งและ เป็นเจ้าของ
Lehman Brothers สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่

นาย Hamilton Fish Armstrong…นักวิชาการ และสื่อคนสำคัญ
ที่มารับหน้าที่ เป็น บรรณาธิการคนแรก ของ นิตยสารของ CFR
ชื่อ Foreign Affairs …

นาย Norman H Davis …นักธุรกิจใหญ่ เจ้าของโรงผลิตวิสกี้
ยี่ห้อ George Dickel ที่ดังคับบ้านปากเหม็น …
และไปรวยจัดอีก จากการทำธุรกิจในคิวบา
ต่อมาเขาก็ได้เป็นเพื่อนสนิท กับหุ้นส่วนของ JP Morgan …
ก็เลยกลายเป็นขาใหญ่ ของ วอลสตรีทไปด้วย
หลังจากนั้น ก็สนิทไปทั่ว กับกลุ่มประกันภัย กลุ่มดับเพลิง กลุ่มกาชาด
(อย่าลืมว่าเกิดเหตุที่ไหน ประเทศไหน…กาชาดได้เข้าไปก่อน
และเข้าได้ง่ายๆ เพราะยามนั้น ใครๆ ก็ต้องการให้กาชาดช่วย)
เลยทำให้เขาได้เข้าร่วม เป็นคณะกรรมการป้องกันภัยแห่งชาติ
พร้อมจัดการให้เขาเข้าไปร่วมอยู่กับฝ่ายการเมือง
ของ ปธน Wilson …ในฐานะหัวหน้าคณะที่ปรึกษาการเงิน…
เมื่อตอนที่ คณะ ของ ปธน Wilson ไปประชุมที่ปารีส ในปี คศ 1919

หลังจากนั้น นาย Davis ก็เป็นผู้ช่วย รมว คลัง อยู่พักหนึ่ง
(สงสัย นาย Wilson ต้องเอามาใช้ เพื่อให้ดูแลเกี่ยวกับเรื่อง
การแปลงเงินกู้ของ JP Morgan มาเป็น พันธบัตรเงินกู้ ของรัฐ)
และในปีเดียวกันนั้น ก็ได้เป็น รมช ตปท

นับว่าเส้นทางการไปสู่การเมืองของนาย Davis
ฉลุย อย่าง เหลือเชื่อ

อันที่จริงความสัมพันธ์ของ นาย Davis กับฝ่ายการเมือง
ระดับสูง ของบ้านปากเหม็น เช่น รมว ตปท Cordell Hull
และ ปธน Roosevelt (FDR) มีมานานแล้ว …
ตั้งแต่ 2 คนนั้น ยังไม่มีตำแหน่งใหญ่ในวงการเมือง
และเมื่อ ทั้ง 2 คน นั้น ใหญ่โต …
คนหนึ่งเป็น รมต …อีกคน เป็นถึง ท่าน ปธน
นาย Davis ก็สามารถไปพบได้เสมอ โดยไม่ต้องทำนัดล่วงหน้า
และ เมื่อ FDR ได้เป็น ปธน แล้ว…
ในช่วง ปี คศ 1940 -1942 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญ สงครามโลกครั้งที่ 2
นาย Davis ก็สามารถต่อสายตรงไปคุยด้วยได้

นาย Davis จึงอยู่ยงคงกระพันใน CFR อย่างมาก …
โดยเป็นประธานกรรมการ …ของ CFR ในช่วง ปี คศ 1938- 1944
และ เป็นประธานคณะทำงานหนึ่งของ โครงการ War and Peace Studies …
ซึ่งเหมือนเป็น “หัวใจ” ของการก่อตั้ง CFR
(ซึ่งผมจะเล่าในตอนต่อๆ ไป )

CFR ยังมีสมาชิกคนอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เขียนเล่าไม่ไหวครับ
ท่านใดสนใจเรื่อง ของ CFR …ผมจะเอาลิงค์ หนังสือครบรอบ 100 ปี
ของ CFR เมื่อปี คศ 2022 …ยาวประมาณ 180 หน้า
มาลงให้ไปอ่านกันเองนะครับ

แต่ที่น่าสังเกต …คือ หัวกะทิของ CFR รุ่นแรก…
เป็นนักกฏหมาย ที่ทำงานให้ทั้งนักการเงิน และนักการเมือง
(ทุน บวก อำนาจ) เกือบทั้งสิ้น
ไอ้ที่โม้ว่าจะไม่ยุ่งกับนักการเมือง …
จึงเหมือนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ พูดส่งเดช หรือ ตอแหล

ทุน กับ อำนาจ …มักไปคู่กันเสมอ

สรุปว่าในที่สุด CFR ก็คั้นเอาหัวกะทิ ของเกือบทุกวงการ
โดยเฉพาะด้านทุน ด้านธุรกิจ ด้านการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้านการทหาร ด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิชาการ การวิเคราะห์
และ การสื่อสาร มาเข้าร่วมเป็นสมาชิก

หลังจากนั้น กิจกรรมของ CFR ก็มีทั้งการสัมมนา เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ
มาบรรยาย และแลกเปลี่ยนความคิดกับสมาชิก …
เชิญนักการเมืองชื่อดัง หรือ บุคคลสำคัญของต่างประเทศ
มาพูดให้สมาชิก และ แขกรับเชิญฟัง
บุคคลสำคัญเหล่านั้น… มีตั้งแต่ ระดับนายกรัฐมนตรี ของประเทศฝรั่งเศส
รวมไปถึง นาย Trotsky ของพวกบอลเชวิก…
ที่ทำปฏิวัติโค่นพระเจ้าซาร์ฯของรัสเซียอย่างไม่เหลือ
และนาย Yosuke Matsuoka นักการทูตของญี่ปุ่น
ช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังซ่ามาก อยู่ในแมนจูเรียของจีน …
และที่น่าสนใจไม่น้อย คือ มีการสัมภาษณ์ นาย Adolf Hitler
ในปี คศ 1933 ซึ่งเพิ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมันอย่างหมาดๆ

และ CFR ยังออกนิตยสารรายเดือน ชื่อ Foreign Affairs
ที่มีบทความที่ล้ำลึกเกี่ยวกับ สถานการณ์ หรือ นโยบายของรัฐบาล
ประเทศต่างๆ… รวมทั้งบทบาทของนักการเมือง หรือ ผู้บริหารประเทศ
ที่บรรดาพวกอีลิต ของบ้านปากเหม็น พรรคพวก และลูกกระเป๋ง
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธรุกิจ ฯลฯ ไม่อ่านไม่ได้ …
เพราะ จะทำให้ ตกข่าว ตกเทรนด์ เชยตายโหง
จนทำให้พูดคุย กับพวกอีลิตด้วยกัน แบบคนละเรื่องเดียวกัน
หรือ แสดงออกต่างกัน …
เช่น พวกอีลิตอินเทรนด์ เขาใส่ถุงตีนสีดำกัน…
แต่ อีลิตตกเทรนด์…ดันใส่ถุงตีนสีแดง หรือใส่ถุงตีน 2 ข้างต่างสีกัน
กลายเป็นตัวตลก …ให้ถูกนินทาเป็นต้น

บทความ และ การสัมมนาของ CFR กลายเป็นเรื่องเด่นดังจัด
ที่นักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ รวมนักศึกษาระดับสูงของบ้านปากเหม็น
ต้องคอยติดตาม เพื่อไม่ให้ตกข่าว หรือ ตกเทรนด์
และในที่สุด …กลายเป็นฝ่ายการเมืองของบ้านปากเหม็น
ที่กลับมาให้ความสนใจกับ CFR อย่างมาก
ถึงขนาดเชิญ ฝ่าย CFR ไปปรึกษาในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง
และกิจการต่างประเทศ !!

ดูเหมือนสงครามโลกครั้ง ที่ 1 …
จะเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
ของทฤษฏี “ทุน สร้าง อำนาจ… อำนาจ สร้าง ทุน”
ทั้ง ระดับการเมืองระหว่างประเทศ หรือ ระดับโลก
รวมทั้ง การเมืองระดับสูงของประเทศ อีกด้วย
(โดยเฉพาะของบ้านปากเหม็น)

30 ธันวาคม 2566

Scroll to Top