“ ฉิบหายแน่ ”
บทสรุปสุดท้าย (19/1)
ในช่วงปี คศ 1920 -1930 กว่าๆ…
ชาวบ้านปากเหม็นส่วนใหญ่ ยังมองว่าเรื่องการเมือง
ไม่ใช่เรื่องของตัว…ยิ่งเป็นเรื่องการเมืองเรื่องเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศ หรือระดับโลก ยิ่งแล้วใหญ่ …
มันเกินกว่าพวกเขาจะไปนึกถึง …
และพวกเขายังยึดมั่น อยู่กับนโยบายรักสันโดษ
ไม่ยุ่งกับบ้านอื่น (isolationism)
แต่ พวก CFR ไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนั้น
ความคิดแบบนั้น …มันตรงกันข้ามกับเป้าหมาย
ของพวก CFR ด้วยซ้ำ
นาย Isaiah Bowman …ประธานกรรมการของ CFR
ที่เป็นปรมาจารย์ด้านภูมิศาสตร์การเมืองของบ้านปากเหม็น
บอกว่า จริงๆ แล้ว …อาณาบริเวณของบ้านเรามันไม่ได้ด้อย
ไปกว่าบริเวณอาณานิคม ของบ้านชาวเกาะนิ้วก้อยเลยนะ
ดังนั้น ความสนใจเกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ของบ้านเรา”
ก็ไม่ควรจะมีน้อยกว่าพวกบ้านชาวเกาะนิ้วก้อย !!
แล้ว CFR ที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นพวกนายทุน ก็เริ่มปฏิบัติการ
จัดการการสัมนา ออกบทความ กระจายข้อมูล (ย้อมความคิด)
ให้กับพวกชาวบ้านปากเหม็น ว่า บ้านปากเหม็น “ควรขยาย”
ความสนใจ ขยายการทำธุรกิจ ขยายการทำอุตสาหกรรม …
ออกไปให้ไกลเกินกว่า บ้านของตัวหน่อยสิ …
แล้วพวกเราก็จะได้อยู่ดีกินดี ร่ำรวยไปด้วยกันหมด
ใน ปี คศ 1928… นาย Herbert Hoover ซึ่งเป็นสมาชิก CFR
ตั้งแต่รุ่นที่จับมือกันมาตั้งแต่ ยังเป็น The Enquiry …
ได้เป็น ประธานาธิบดี ของบ้านปากเหม็น …
คราวนี้ CFR ก็เลยเหมือนติดปีก เป็นโอกาสที่จะแผ่ขยายอิทธิพล
เข้าไปในวงการเมืองของบ้านปากเหม็น อย่างผึ่งผายกันเป็นแถว
และ นาย Henry Stimson …สมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของ CFR
ก็ได้เป็น รมต ว่าการประทรวงต่างประเทศ
และพวก CFR ก็ได้เขยิบเข้าไปในวงการเมือง
ระดับสูงของบ้านปากเหม็นมากขึ้นไปอีก
แต่การถกเถียงเรื่องนโนบายใหญ่ของบ้านปากเหม็น
เกี่ยวกับอยู่แบบสันโดษ หรือ ไม่สันโดษ ก็ยังไม่ลงตัวเสียที
แต่คราวนี้ พวกที่นิยมการอยู่แบบสันโดษ…ถูกขัดคอ
ด้วยแนวคิด(ขู่) แบบใหม่เอี่ยมคมกริบ ของพวก CFR
“…เข้าใจไหม…การอยู่แบบสันโดษ …มันคือการอยู่แบบพึ่งตัวเองนะ
เพียงพอสำหรับตัวเองไง (self – sufficient) …แต่ถ้าในอนาคต
บ้านเราเกิดมีปัญหาทางเศรษฐกิจ เกิดเราตูดขาดกันอีก …
หรือ มีสงครามโลกเกิดขึ้นอีก…ใครจะมาดูแลบ้านเราใครจะมาช่วยอุ้มเรา
ไอ้นิ้วก้อยเหรอ พวกยุโรปเหรอ …พวกมันยังไม่ฟื้นดีเล้ยยย
มันควรเป็นตรงกันข้าม …มันต้องให้ “พวกมัน” มาพึ่งเราต่างหาก …”
และในปี คศ 1932 … CFR ก็ออกบทความ
แบบไม่อ้อมค้อม ไม่เลี้ยงลูก ไม่เกรงใจใครหนักขึ้น
“… บ้านปากเหม็น ต้องพึ่งพาตนเองได้ และ “ต้อง” ทำให้คนอื่น
มาพึ่งเรา และต้องพึ่งแบบ “อยู่ในเงื่อนไข” ของเราอีกด้วย…
เราเป็นประเทศใหญ่มากนะ จริงๆ เรานับเป็นมหาอำนาจด้วยซ้ำ
และ “พวกเขา” ยังเป็น “ลูกหนี้” ของเราอยู่นะ
การมีนโยบายแบบพึ่งพาตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร …
มันไม่ใช่แค่ “ไม่ควร” มีนโนบายแบบนั้นเท่านั้น…มันต้องบอกว่า
เป็นความคิด หรือ นโยบาย ที่ “โง่เขลา” อย่างที่สุดอีกด้วย…”
“พวกเขา” นี่ หมายถึงใครกัน พอนึกออกไหมครับ
บทความดังกล่าว ออกมาในช่วงการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่ง
ปธน ของนาย Franklin D Roosevelt (FDR)
แน่นอน พวก CFR โหมเชียร์ FDR อย่างเต็มที่ทุกรูปแบบ
และในที่สุด FDR …ก็ได้เป็น ปธน ในปี คศ 1933 สมใจกองเชียร์
หลังจากนั้น รัฐบาลของ FDR กับ กลุ่ม CFR
ก็เกือบจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน
เพราะ นาย Norman H Davis …นักธุรกิจใหญ่ของวอลสตรีท
ที่เป็นกรรมการของ CFR มาตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ นั้น
(และต่อมาเป็นรองประธานกรรมการ ของ CFR ช่วงปี คศ 1933- 1936
และเป็นประธานกรรมการ ของ CFR ในช่วงปี คศ 1936- 1944)
เขาเป็นเพื่อนสนิท กับ นาย Cordell Hull …
ซึ่งเป็น รมต ตปท ของ รัฐบาล FDR
และ นาย Davis ก็ยังสนิทไม่น้อย กับท่าน ปธน FDR อีกด้วย
ระหว่างพวกเขา 3 คนนั้น เขาสามารถคุยกันได้ แบบใช้สายตรง
ไม่ต้องต่อผ่านใครให้น่ารำคาญใจ
และ เข้าพบได้เสมอ โดยไม่ต้องทำนัดล่วงหน้า
หลังจากนั้น กลุ่ม CFR ก็เดินสายจัดการสัมมนา…
เรื่องการสร้างตาข่ายดักเหยื่อ และการปูทางการวางหม้อต้ม
เพื่อให้บรรดานายทุน และ ฝ่ายการเมืองของบ้านปากเหม็น…
มองเห็นภาพ “อเมริกาที่ยิ่งใหญ่”
ว่า “จะมีบารมี” ของ อำนาจและทุน แผ่ไพศาลไปทั่วโลกได้อย่างไร
และต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “ความสัมพันธ์”
ระหว่างประเทศด้วยว่ามันควรเป็นอย่างไร
ความสัมพันธ์ ที่ว่านี้ …อย่าเข้าใจผิดว่ามันเป็นแค่เรื่องจับมือเขย่า
พร้อมอะโหลสวัสดีสบายดีไหมครับ …เท่านั้น
สถาบันการเงิน ธุรกิจยักษ์ใหญ่ ของบ้านปากเหม็น …
ที่เข้าร่วมในการเรียนรู้การสร้างตาข่ายดักเหยื่อ
มีตั้งแต่ Federal Reserve Bank(Fed), General Motors,
Kuhn -Loeb and Company, JP Morgan, Morgan Stanley and
Company, Price Waterhouse และ Sullivan and Cromwell เป็นต้น
การสัมมนาข้างต้น เน้นจัดให้กับ ระดับผู้นำ เจ้าของกิจการ
หรือ หัวหน้าใหญ่ของสังคม ชุมชนแต่ละประเภท เพื่อสร้างความเข้าใจ
ในแนวทางเดียวกัน …จะได้รู้จักการสร้างตาข่ายดักเหยื่อ
และ การวางหม้อต้ม ให้สอดคล้องกัน
การเดินสายจัดสัมมนา การสร้างตาข่ายฯ ข้างต้น…
ได้รับการอุปถัมภ์ด้านเงินทุนอย่างไม่อั้นจาก Carnegie Corporation
ซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ปี คศ 1911 โดยนาย Andrew Carnegie
มหาเศรษฐีโคตรรวย (รุ่นเดียวกับปู่หินร่วง)
ซึ่งได้ควักกระเป๋าเป็นว่าเล่น ในการสนับสนุนสถาบันการศึกษา
การค้นคว้า การวิจัย เพื่อประโยชน์ของบ้านปากเหม็น
เช่น Carnegie Endowment for International Peace (CEIP)
ที่เราๆ คงเคยได้ยินชื่อกันบ้าง …ถึงปัจจุบัน สถาบันนี้ก็ยังมีอยู่
และให้การสนับสนุนการเสือก เกือบทุกเรื่องในบ้านเมืองอื่น
รวมทั้งบ้านเรา …เพื่อผลประโยชน์ของบ้านปากเหม็น!
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในบริเวณยุโรปได้ไม่กี่วัน
วันที่ 12 กันยายน คศ 1939… ระดับผู้นำของ CFR หลายคน…
ก็ได้ไปพบกับนาย George Messersmith ซึ่งเป็นผู้ช่วย ของ รมต ตปท
ของบ้านปากเหม็น (และ ก็เป็นสมาชิก ของ CFR ด้วย)
เพื่อเสนอบริการ การศึกษาและวางแผนการจัดการของบ้านปากเหม็น
สำหรับช่วงเวลา “หลังสงคราม”
หลังจากนั้นฝ่ายกระทรวง กับฝ่าย CFR ก็ได้มีการหารือกัน
อีกรอบในระดับสูง คือ ระหว่างท่าน รมต ตปท Cordell Hull
และนาย Davies ประธานกรรมการของ CFR…
สรุปว่า ฝ่ายการเมืองของบ้านปากเหม็น
เห็นชอบกับข้อเสนอของฝ่ายเอกชน…
ในการให้ “เอกชน” ทำหน้าที่ “วางแผน” ให้ฝ่ายการเมือง
และเห็นชอบด้วย กับการที่ มูลนิธิ Rockefeller
จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายในการศึกษาและวางแผนดังกล่าว “ทั้งหมด”
จนกว่า “งาน” ทั้งหมดจะเสร็จสิ้น …ซึ่งปรากฏว่า ใช้เวลาทั้งหมดร่วม 5 ปี
ภายหลัง โครงการการศึกษาฯ ดังกล่าวข้างต้น
มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า
“ Studies of American Interest in the War and Peace”
(ซึ่งต่อไปในนิทานนี้ ผมจะเรียกสั้นๆ ว่า โครงการ War& Peace)
ชื่อโครงการดังกล่าว …แปลเป็นไทยแบบผม คงทำนอง
“การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่อเมริกา ควรสนใจมีส่วนร่วม
ทั้งในด้านสงครามและสันติภาพ”
การศึกษาดังกล่าว แบ่งออก เป็น 4 เรื่อง คือ
อาณาเขต
การเมือง
ความมั่นคง และ อาวุธยุทโธปกรณ์
เศรษฐกิจ และ การเงิน
การศึกษาโครงการ War & Peace ดังกล่าวใช้เวลานาน
ตั้งแต่ คศ 1940-1945…โดยใช้คนร่วมทำงานทั้งหมดประมาณ 700 คน
ซึ่งเป็นระดับหัวกะทิ ทางด้านการเงิน ธุรกิจ กฏหมาย สื่อ นักวิชาการ
อาจารย์มหาวิทยาลัย การทหาร ผู้ชำนาญการ ด้านเศรษฐศาสตร์
ภูมิศาสตร์ และ การเมือง
สรุปว่า ครบถ้วนสำหรับ “ด้านผลประโยชน์ของทั้งฝ่ายทุนและการเมือง”
โดยมีที่ปรึกษาจากทำเนียบรัฐบาล และหน่วยงานอื่นของรัฐ
ระดับรัฐมนตรี อย่างน้อย 5 คน, และหัวหน้าจากหน่วยงานของรัฐ
ระดับทบวง เข้าร่วมด้วย
คณะทำงานมีการร่วมประชุมกันเสมอ
ระหว่างภาคเอกชน และภาครัฐ
มีการประชุมของคณะทำงาน รวมทั้งหมด 382 ครั้ง
มีเอกสารรายงาน ประมาณ 682 รายการ
ทุกรายการ มี 25 ก๊อบปี้
และทุกรายงาน มีชุดพิเศษ สำหรับหน่วยงานของรัฐ
และ ประธานาธิบดี
นาย Isaiah Bowman …ประธานของ มหาวิทยาลัย John Hopkins
ปรมาจารย์ทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง และกรรมการของ CFR
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ด้านอาณาเขต (territory)
นาย Whitney H Shepardson…นักกฏหมายใหญ่ สายของ
ปธน Woodlow Wilson ที่รู้จักคุ้นเคยกับฝั่งไอ้นิ้วก้อยไม่น้อย …
รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ด้านการเมือง
นาย Allen W Dulles …นักกฏหมายชื่อดังผู้ชำนาญด้านการ ตปท
ซึ่งต่อมาได้เป็นผอ ซี สมัย ปธน Eisenhower…
และ นาย Hanson W Baldwin สื่อสายทหารของนสพ New York Times …
รวมกันรับหน้าที่ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ด้านความมั่นคงและอาวุธยุทโธปกรณ์
นาย Jacob Viner…ท่านศจ คนดัง จากมหาวิทยาลัยชิคาโก …
ซึ่งเป็นที่รับการยอมรับว่า เขาเป็นนักเศรษศาสตร์สากล อันดับหนึ่งของยุค
เคยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 1
และเป็นที่ปรึกษาของ CFR มาตลอดตั้งแต่ช่วงปี คศ 1930เป็นต้นมา
และเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลัง ของบ้านปากเหม็น…
และ นาย Alvin H Hansen …นักเศรษฐศาตร์มือหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ปรึกษา
ให้กับหลายหน่วยงานของรัฐ รวมทั้ง Fed …
ทั้ง 2 คน นั้น …ร่วมกันเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ด้านเศรษฐกิจและการเงิน
31 ธันวาคม 2566