แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

“ ฉิบหายแน่ ”

บทสรุปสุดท้าย (20/1)

ด้วยอานิสงส์ของ Lend Lease ที่บ้านปากเหม็น
ประทานให้กับบรรดาเหยื่อทั้งหลาย
สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงรบยาวต่อไปอีกพักใหญ่
ถึงปลายปี คศ 1943 …ฝ่ายพันธมิตร ก็พากันเชื่อแน่ว่าฝ่ายตน
ต้องเป็นผู้ชนะแน่นอน…เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

และในวันที่ 7 เดือนธันวาคม คศ 1943…
กลุ่มพันธมิตร สายเกาะนิ้วก้อยและบ้านปากเหม็น
ก็ได้มาพบเพื่อประชุมหารือกัน ที่เมืองไคโรของอียิปต์
หลังจากนั้น ก็ร่วมประทานอาหารค่ำด้วยกัน
ผู้ร่วมโต๊ะ มีท่านปธน FDR ของบ้านปากเหม็น, ท่านหลอดเชอร์ชิล
ของเกาะนิ้วก้อย , ท่านสตาลิน ของสหภาพโซเวียต
และ ท่านเจียงไคเช็ค ของจีน

แต่การประชุมดังกล่าว เหมือนจะกลายเป็นสนามรักบี้
เพราะท่าน FDR เแสดงอาการ “บี้” และ “ข่ม”
ท่านหลอดเชอร์ชิล อย่างไม่ปิดบัง …
แถม “นายทุนใหญ่ Lend Lease” กลับทำอมพะนำ
ไม่บอกแผนให้ชัดกับพรรคพวก … ว่าเราจะรบไปถึงเมื่อไหร่ …
ว่าแล้ว FDR ก็สะบัดตูด ลุกไปจากโต๊ะอาหารไปเข้านอนหน้าตาเฉย
ปล่อยให้ท่านหลอดเชอร์ชิล ที่ทั้งเมา ทั้งอารมณ์ค้าง
รู้สึกถึงความตกต่ำของเกาะนิ้วก้อย ในสายตาของผู้นำบ้านปากเหม็น
ถึงกับต้องเสแสร้งทำหน้าชื่น …เล่นท้าพนันขันต่อกับผู้ที่ยังไม่ไปนอน
ว่า เดือนไหนแน่ ที่สงครามโลก จะ ยุติลง

ส่วนใหญ่บอกว่า อย่างเร็ว ก็ มีนา 1944…
อย่างช้า…ก็ โน่น พฤศจิกา 1944 …

เอะมันยังไงกัน…ไหนแน่ใจว่าชนะเขาแน่
แต่ดันไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ …เหมือนขี้โม้นะ

เรื่องมันเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 …มันแยกเล่นกันอยู่ 2 ฟากโลก
แต่ผู้กำกับผู้คุมเกมทั้ง 2 ฟาก…กลับมีหนึ่งเดียวเท่านั้น
คือ เจ้าของ Lend Lease อันลือลั่นนั่นแหล่ะ
อาวุธส่งมาแน่ก็ชนะ …แต่มาเท่าไหร่และมาเมื่อไหร่ มีใครรู้แน่ไหมล่ะ…

(นิทานตอนนี้ กำลังเขียนย้อนไปเล่าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 นะครับ…
ไม่ใช่เรื่องยูเครน… แต่มันเหมือนซ้ำรอยเดิม ซ้ำซากอยู่นั่น)

จริงๆ เรื่องมันมาจากไอ้นิ้วก้อยจอมกระสันนั่นแหล่ะ
มันเป็นคนเริ่มอยากเล่นสงคราม โดยมันมีความเชื่อมั่น
ว่าครั้งนี้เยอรมันจะ “ไม่อึด” ทำสงครามไม่ได้นาน…
เพราะชาวเยอรมันยังไม่ฟื้นดี จากสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่พอเริ่มรบไปได้ไม่นาน …เยอรมันก็ซัดฝรั่งเศสเสียหมอบจนลุกไม่ขึ้น
และเมื่อรบกันไปนานเข้า …ดันมีบ้านปากเหม็นโผล่เข้ามาร่วม
เป็นนายทุนใหญ่… ฝ่ายเยอรมันก็เลยยิ่งโกรธจัด เหมือนถูกใครหักหลัง…
ถึงใกล้จะหมดแรง ก็ต้องฮึดสู้ …เกมก็เลยยื้อยืดเยื้อ

แล้วคนที่หงุดหงิดจัด …ก็กลับกลายเป็นไอ้นิ้วก้อยไป
เพราะมันมัวห่วงหน้าพะวงหลัง
ไหนจะห่วง เรื่องการรบแถวยุโรปกับเยอรมัน
ไหนจะห่วง ว่าอาณานิคมของมัน ทางเอเซียตะวันออกเฉียงเหนือ
อาจหลุดมือมัน …ตกไปอยู่ในมือญี่ปุ่น …
ที่กำลังฟิตจัดวาดลวดลายเต็มที่อยู่แถบนั้น
ครั้นจะถามท่าน FDR ในวันที่เจอกันที่ไคโรให้มันรู้เรื่อง
เห็นแดงเห็นดำ…ไอ้เจ้าพ่อหน้าใหม่ดันทำแอ๊ค !

แบบนี้ไอ้นิ้วก้อย มันก็คงหน้าถอดสี หรือสีเข้มจัดจนเกินทน
มันก็ใหญ่ไม่น้อย และมันก็เริ่มรบมาก่อนนี่หว่า …
มันก็ควรได้รับรู้… หรือควรสามารถออกเสียงได้บ้าง …
ว่าตอนจบควรจะเป็นอย่างไร และเมื่อไหร่
มันจะได้เตรียมตัว เรื่องในบ้านมันให้สอดคล้อง …
โดยเฉพาะมันหวังว่า ถ้าสงครามจบเร็วในปี คศ 1943…
มันจะได้เตรียมย้ายคนบ้านมัน จากที่กำลังวุ่นวาย
อยู่กับการผลิตอุปกรณ์การรบ …ให้ไปผลิตสินค้าแทน
เพื่อเตรียมไว้ส่งไปขายนอกบ้าน เมื่อสงครามจบ
เพราะเงินปอนด์ของมันกรอบเต็มทีแล้ว
แต่ถ้าสงครามทางด้านยุโรป …เกิดลากยาวไปถึง คศ 1945…
แปลว่ามันคงต้องตกเป็นเบี้ยล่าง…และต้องพึ่งบ้านปากเหม็น…
อย่างเต็มร้อยในเกือบทุกเรื่องเอาเลย
ที่สำคัญ …คือ มันต้องขอยืมเงิน จากบ้านปากเหม็น …
มาเลี้ยงบ้านตัวเองไปอีกนาน

แบบนี้ ไอ้นิ้วก้อย ก็ ซวยจัดละสิ

แล้วหลอดเชอร์ชิล ก็พยายามปลอบใจพวกนักการเมือง
ของเกาะนิ้วก้อย ว่าตอนนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาขบกัดกันเองนะ
เราต้องจับมือไปด้วยกัน…ช่วยกันกำหนดอนาคต
หรือ ชะตากรรม …ของบ้านเมืองเรา

แต่เมื่อฝ่ายพันธมิตร ซึ่งนําโดยเกาะนิ้วก้อยและบ้านปากเหม็น
มีแผนเตรียมยกพลขึ้นบก ที่นอร์มังดีของฝรั่งเศส ในปี คศ 1944
(นอร์มังดีนั้น ถูกเยอรมันรบชนะครอบครองไปนานแล้ว)
ตัวหลอดเชอร์ชิลเองนั่นแหล่ะ กลับรวนเร ไม่แน่วแน่…ห่วงหน้าพะวงหลัง…
เพราะบรรดานายทหารของเกาะนิ้วก้อย บอกว่าเกาะนิ้วก้อย
ควรแบ่งกำลังไปทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้บ้าง
เพื่อไปร่วมกับฝ่ายบ้านปากเหม็น…ในการต่อสู้กับญี่ปุ่น ดีไหม…

จริงๆ หลอดเชอร์ชิล ไม่ได้ห่วงเรื่องญี่ปุ่นหรอก
แต่ห่วงว่าบ้านปากเหม็น มันจะคว้าเอาอาณานิคมของเกาะนิ้วก้อย
ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมลายู
และช่องแคบมะละกา …เอาไปครอบครองเองมากกว่า…

ขณะเดียวกัน ขณะที่พรรคฝ่ายค้านของบ้านปากเหม็นตอนนั้น
คือ พรรคเลเบอร์ ก็ดันหาเสียง ว่าเราต้องเร่งซ่อมบ้านซ่อมเมือง
ที่พังพินาศของเรา รวมทั้ง สร้างงาน สร้างการศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ
โฮ้ยย …สาระพัดจะซ่อมนะ
แต่พรรครัฐบาลของหลอดเชอร์ชิลเอง กลับหาเสียงแบบเกรี้ยวกราด
ด่าว่าคนเยอรมัน ว่ามันหน้าหนาจริงๆ …
เห็นชัดๆว่าแพ้แน่อยู่แล้ว ยัง(เสือก)สู้อยู่ได้

และไอ้อาการแกว่งไกวไปมาของเกาะนิ้วก้อยนั้น
ก็กลับกลายเป็นประโยชน์ในเกม …
หรือ เดินเข้าทางแผนการ(ต้ม) ของบ้านปากเหม็นไป

ในช่วงปลายปี คศ 1944 นั้น … ทางบ้านปากเหม็น
ก็กำลังจะมีการเลือกตั้งเหมือนกัน และ ท่าน FDR ก็ตั้งใจจะลงแข่งอีก
เพื่อ “จัดการ” เรื่องต่างๆตามแผน ที่วางร่วมกันมา
กับ พวก CFR ตั้งแต่ปี คศ 1939 นั่น

เรื่องมันคือ การควบคุม Grand Area หรือ การจะครองโลก…
ตามแผนที่พวก CFR วางไว้นั้น …
บ้านปากเหม็น จะต้องจัดการเรื่องที่จะต้องทำ หลังจากที่สงครามโลก
จบสิ้นแล้วให้ลงตัวให้อยู่ในมือของตัว “ก่อน”ที่สงครามโลกจะจบสิ้น
บ้านปากเหม็นจึงมีการประชุม ในช่วงเดือนกรกฏาคม ถึง กันยายน
ปี คศ 1944… ถึง 3 ครั้ง

การประชุม ที่ Bretton Woods …ในเดือน กรกฏาคม คศ 1944…
ได้ผลตามต้องการ …คือ เกาะนิ้วก้อย จะไม่ขัดข้อง …
ที่จะให้เงินสกุลดอลล่าร์ ของบ้านปากเหม็นเป็นเงินสกุลหลัก
หรือ เป็นเงินทุนสำรอง…โดยเงินปอนด์ ยินดีหลบให้
(เรื่องนี้ คือ เรื่องที่สำคัญที่สุด ของบ้านปากเหม็น)

การประชุม ที่ Dumbarton Oak… ในเดือนสิงหาคม คศ 1944…
คือ การบอกกล่าวของบ้านปากเหม็นกับพันธมิตร โดยเฉพาะ
เกาะนิ้วก้อย สหภาพโซเวียต และ จีน …ถึงการเตรียมการจัดตั้งองค์กร
สหประชาชาติ … โดยให้เกาะนิ้วก้อยออกหน้าเป็นหัวเรือใหญ่

การประชุม ที่ Quebec ของแคนาดา …ในเดือนกันยายน คศ 1944…
ระหว่างฝ่ายทหารของบ้านปากเหม็น กับเกาะนิ้วก้อย
โดย FDR เป็นฝ่ายดักหน้า บอกกับหลอดเชอร์ชิล ว่าเราเข้าใจนะ
ว่าเกาะนิ้วก้อย คงจะมีอาการสาหัสหลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง…
ขณะเดียวกัน ก็เหมือนลูบหัวหลอดเชอร์ชิล
ด้วยการบอกให้รู้คร่าวๆ ว่าญี่ปุ่นจะถูกจัดการอย่างไร …
และเยอรมันหลังสงคราม ก็จะถูกห้ามทำอุตสาหกรรม
แต่บ้านปากเหม็น จะช่วยเอาเหล็กกล้าจากเยอรมัน …
มาให้เกาะนิ้วก้อย ฟื้นฟูการผลิตสินค้าออกของตัวเองจะได้อยู่รอด

และ FDR ยังแถมท้ายให้ด้วย ว่าบ้านปากเหม็น จะอนุญาต
ให้มีการจัดสรรเงินช่วยเหลือจาก Lend Lease …
จำนวน 7bn (พันล้าน) ดอลล่าร์ ให้แก่เกาะนิ้วก้อยเป็นกรณีพิเศษ
เพื่อช่วยกู้สถานะทางเศรษฐกิจของเกาะนิ้วก้อย

ต่อมามีการหารือกันแบบส่วนตัว ระหว่าง FDR กับ หลอดเชอร์ชิล
ที่บ้านของ FDR ที่ Hyde Park นิวยอร์ค
ซึ่ง FDR ได้เล่าถึงความ “คืบหน้า” ของอะตอมมิคบอมบ์ …
ที่บ้านปากเหม็นกำลังซุ่มเงียบทดลองอยู่ …ว่าคืบหน้าไปมากแล้ว …
และน่าจะสำเร็จใช้การได้ภายใน 1 ปี

เรื่องนี้ เรารู้กัน “เฉพาะ” แค่ 2 บ้านของพวกเรา
(Anglo-American) เท่านั้นนะ…
เราจะไม่บอกให้พันธมิตรอื่น หรือ นานาประเทศให้รู้นะ เข้าใจไหม
และ “เรา” จะใช้ระเบิดนี้ กับ ญี่ปุ่น…
ซึ่งในตอนนั้น…ทั้ง 2 คน ก็รู้เพียงแค่ว่าระเบิดดังกล่าว
มีอานุภาพมาก…แต่ไม่ใช่เป็นอาวุธ ที่มีอานุภาพรุนแรงร้ายกาจ
ขนาดทำลายโลกได้

การเจรจาข้างต้นทั้งหมด มันเป็นการที่บ้านปากเหม็น
เอาเกาะนิ้วก้อยมาหนีบไว้ใต้จักกะแร้ หรือ กำข้อมือไว้แน่น
เพื่อให้เข้าใจว่า …จากนี้ไปอนาคตของเกาะนิ้วก้อย
จะขึ้นอยู่กับความปราณีของเราบ้านปากเหม็นเท่านั้น
ถ้าไม่อยากมีชีวิตที่เหนื่อยเกินไป … ก็ว่าง่ายๆ …
เราว่าไง ก็ว่าตามกัน…เข้าใจนะเพื่อน

เขาว่าการหารือ ระหว่าง FDR กับ หลอดเชอร์ชิล ข้างต้น
ทำให้หลอดเชอร์ชิล ถึงกับถามอย่างที่เล่นที่จริง กับ FDR
ว่าต่อไปนี้ เวลาเราต้องการอะไร …เราต้องเลียมือท่าน
เหมือนกับ ไอ้ฟาล่า มันทำไหม …(Fala คือหมาของ FDR)

หลังจากได้มีการหารือต่างๆข้างต้นแล้ว …
เรื่องยุทธศาสตร์ การรบและการเคลื่อนพลของฝ่ายพันธมิตร
ที่ค่อนข้างอึมครึมแล้วแต่บ้านปากเหม็นจะกำหนดนั้น …
ก็ดูเหมือนจะ คอยชัดเจนขึ้น

แต่แล้ว ก็เหมือนมีการผิดจังหวะเกิดขึ้นจนได้ …
เมื่อมีเคลื่อนพลของฝ่ายพันธมิตรเพื่อข้ามแม่น้ำไรน์
ในเดือนมีนาคม คศ 1945 … ที่ฝ่ายบ้านปากเหม็นเหมือนเข้าใจผิด
ข้ามไปคนละทาง …และทำให้กองทัพของเกาะนิ้วก้อย …
ต้องเป็นฝ่ายจัดการกับกองทัพของเยอรมันที่ยังสู้ยิบตาอยู่
จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม คศ 1945

ที่น่าเศร้าใจ และความอึมครึม ได้กลับมาใหม่อีก…
คือเมื่อ FDR …ที่รับปากเขาไปทั่ว และป่วยไม่น้อยแล้วระหว่างที่เดินสาย
รับปากไปทั่วพร้อมวางหม้อต้มไปด้วยนั้น …ก็มีอาการทรุดหนัก…
ถึงเส้นเลือดในสมองแตก และเสียชีวิตไปในวันที่ 12 เมษายน คศ 1945
และ นาย Harry S Truman …ซึ่งได้เป็นรอง ปธน ของ FDR
เมื่อการเลือกตั้งหมาดๆ ในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา
ก็ได้ขึ้นมาเป็น ปธน คนต่อไปของบ้านปากเหม็น…

นายทรูแมน เหมือนมาจากแม่พิมพ์ที่ถูกหยิบมาผิดอัน
เขาต่างกันมากกับ FDR ในเกือบทุกทาง
แต่ก็สามารถเดินโครงการ Grand Area ของ CFR ต่อไป
และได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

18 มกราคม 2567

Scroll to Top