ปี ค.ศ.1844 หนุ่มละอ่อนวัย 23 ปี เฮนรี่ เลห์แมน (Henry Lehman) ลูกชาวยิวจากเยอรมัน อพยพมาอยู่ในอเมริกาแถวรัฐอลาบามา เปิดร้านโชห่วยสไตล์ยิว ชื่อ เอช เลห์แมน (H. Lehman) พอน้องๆอีก 2 คน เอ็มมานูเอล (Emanuel) กับ ไมเยอร์ (Mayer) อพยพตามมา โชห่วยยิว ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเลห์แมน บราเธอร์ (Lehman Brothers)
3 หนุ่ม มองเห็นความสำคัญของฝ้าย ก็เลยตกลงรับฝ้าย เป็นการชำระค่าสินค้าแทนเงินได้ด้วย …ยิวนี่หัวคงออกทรงแหลม จากโชห่วย ก็เลยค้าฝ้าย จากฝ้ายก็เพิ่มกาแฟ แล้วก็ก้าวข้ามมาถึงตลาดค้าหุ้น มารับประกันการขายหุ้นของเรือขนส่งสินค้า เพราะรู้ว่า สินค้าเดินไปเองไม่ได้ ไม่ใช้รถไฟ ก็ต้องใช้เรือ
รถไฟมีเจ้าพ่อหลายราย อย่าไปแข่งกับเขาเลย สู้เล่นเรือขนส่งไม่ได้ หลังจากนั้น เลห์แมน บราเธอร์(Lehman Brothers) ก็เลยจับมือกับ โกลด์แมนแซค (Goldman Sachs & Co.) พวกยิวด้วยกันทำธุรกิจ investment bank รับจ้างหาทุนให้ธุรกิจทั้งเล็กทั้งใหญ่แถวนิวยอร์ก ตั้งแต่ Woolworth ไปจนถึง Macy, Gimble รวมทั้งโรงงาน RCA ที่สร้างวิทยุ โทรทัศน์รุ่นแรกๆ ในยุค ค.ศ.1930 รวมไปถึงบริษัทน้ำมัน Halliburton และ Kerr-McGee
ปี ค.ศ.1925 หลังจากฟิลลิปส์ (Philips) ลูกของเอ็มมานูเอล (Emanuel) เกษียณไป โรเบิร์ต (Robert) ลูกชายฟิลลิปส์ ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวต่อ จนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1969 โดยไม่มีคนในตระกูลเลห์แมน (Lehman) มารับช่วงต่อ ปี ค.ศ.1972 ปีเตอร์ จี พีเตอร์สัน (Peter G. Peterson) ประธานและหัวหน้าผู้บริหารของ Bell & Howell จึงถูกแนะนำให้เข้ามาดูแล เลห์แมน บราเธอร์
Bell & Howell เป็นบริษัทที่ผลิตตั้งแต่ฟิล์มหนัง เครื่องเสียงทุกระบบ เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ระดับ สูง ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ รวมทั้งมีสถาบันการศึกษาที่สอนด้านเทคโนโลยีของตัวเองด้วย)
ท่านที่อ่านนิทานป้ายลวงมาแล้ว คงพอจำชื่อ ปีเตอร์ จี พีเตอร์สัน (Peter G. Peterson) ได้นะครับ เขาคือ ชาวกรีกที่บอกว่าชื่อของเขา ปีเตอร์ในภาษากรีกแปลว่า “หิน” และปัจจุบัน เขาเป็นท่านประธานของบริษัทหินดำ (Blackstone) ยักษ์ใหญ่ ที่ใกล้ชิดมากกับ ท่านร้อกกี้หินร่วง และต่อมาก็ไปเป็นประธานของ CFR อยู่จนถึงปี ค.ศ.2007 หลังจากนั้น ก็อยู่ในตำแหน่ง ประธานเกียรติคุณของ CFRมาจนถึงปัจจุบัน… ความเกี่ยวโยง…ชักจะเห็นชัดขึ้นทีละน้อย…
ภายใต้การนำของคุณหิน เลห์แมน บราเธอร์ ก็มีกำไรติดต่อกัน 5 ปี และพา เลห์แมนมายืนอยู่แถวหน้าในวอลสตรีท
พอมีเงินเข้ามามาก ก็เกิดการเกลียวปีนใส่กัน หรือออกอาการงกเงินกันน่ะ ฝ่ายค้าทุนกับฝ่ายค้าหุ้น เกิดข้องใจว่า ใครใหญ่กว่ากัน ใครทำเงินมากกว่ากัน ในที่สุดฝ่ายค้าหุ้นทำท่ามีคะแนนเหนือ เลยบีบให้ คุณหิน พีเตอร์สันยอมให้ เลวิส กลัคส์แมน (Lewis Glucksman) จากฝ่ายค้าหุ้น มาเป็นหัวหน้าใหญ่คู่กันในปี ค.ศ.1983
กลัคส์แมน มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาต่างๆ เป็นการบีบคุณหินอีกรอบ เล่นแบบนี้ถึงจะเป็นหินก็รู้สึกเจ็บเป็นเหมือนกัน คุณหิน ปีเตอร์สันก็เลยลาออก และกลัคส์แมน ก็เลยครองเลห์แมนคนเดียวสบายเฉิบ …เรื่องแบบนี้ มันก็คงทำใจให้ลืมยาก
ไม่นาน สตีเฟน เอ ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ประธานที่ดูแลด้านควบรวมของเลห์แมน ที่ชื่อเขาในภาษาเยอรมัน แปลว่า “ดำ” ก็ลาออกตาม พี ปีเตอร์สันไปด้วย และทั้ง 2 คนก็กลาย เป็นคู่หู มาตั้งหินดำ แบล็คสโตน (Blackstone) จนใหญ่และดังมากจนถึงทุกวันนี้… คุณดำก็เป็นสมา ชิกคนใหญ่ของ CFR นะครับ (ใครอ่านตรงนี้แล้วต่อไม่ติด ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่อง ป้ายลวง)
หลังจากนั้น เลห์แมนก็เริ่มขาดทุน และกลัคส์แมน ก็ถูกกดดันให้ขายเลห์แมน
ปี ค.ศ.1984 Shearson/American Express ซึ่งเป็นบริษัทค้าหลักทรัพย์ของ American Express ก็เข้ามาซื้อเลห์แมนไปรวมกัน เป็น Shearson Lehman/American Express โดยมี ปีเตอร์ อี โคเฮนPeter A Cohen เป็นประธานและซีอีโอ จนถึงปี ค.ศ.1990 ช่วงนี้ เลห์แมนฟิตมาก บุกตลาดใหญ่ อย่างนี้ก็ต้องมีทดสอบกำลังภายในกัน
ปี ค.ศ.1989 ฝ่ายเลห์แมน สนับสนุนการซื้อกิจการ R J R Nabisco โดยทีม เอฟ รอสส์ จอห์นสัน (F. Ross Johnson) ผู้บริหารของ Nabisco เอง แต่สู้ราคาที่ Kohlberg Kravis Roberts (KKR) ที่ Drexel หนุนไม่ได้ รายการซื้อ Nabisco นี่ดังมากขนาดฮอลลีวู้ดเอาไปสร้างหนัง แต่ถ้าใครที่อ่านป้ายลวงมา แล้ว คงจำชื่อได้ว่า KKR นี้ ก็เป็นกลุ่มลูกกระเป๋งของท่านร้อกกี้หินร่วง และเฮนรี่ คราวิส (Henry Kravis) ที่เป็นลูกพี่ใหญ่ของ KKR นั้นเป็นสมาชิก CFR ตัวเอ้
และก็ขอแถมให้ว่า หัวหน้าใหญ่ทั้ง 3 ของ KKR นั้น เคยทำงานที่แบร์ สเติร์นส์ มาด้วยกัน
เอ๊ะ…นี่เรื่องมันทำท่าพันเกี่ยวกันหมดหรือไง
ปี ค.ศ.1993 AMEX บอกว่า จะแยกธุรกิจด้านธนาคารกับด้านค้าหลักทรัพย์ออกไป และขายส่วนนี้ให้กับ Primerica และเสนอขายส่วนที่เป็น เลห์แมน บราเธอร์ ให้กับบุคคลทั่วไป โดยใช้ชื่อใหม่ว่าLehman Brothers Holdings พร้อมกับได้ซีอีโอคนใหม่ ริชาร์ด เอส ฟูลด์ (Richard S. Fuld) ที่ในวงการ เรียกเขาว่า “Gorilla” ลิงกอริลลา ตามท่าทางและวิถีทางการทำธุรกิจของเขา
กอริลลา ดิ๊ก ฟูลด์ ถูกประมาทหน้าว่า คงอยู่ได้ไม่นาน และเลห์แมนก็คงถูกขายต่อ แต่กอริลลา ดิ๊กอยู่เลห์แมนได้ถึง 30 ปี และเกือบจะเป็นซีอีโอ ที่อยู่ในวอลสตรีทนานที่สุด ถ้าคิงเฮนรี่ ตัดสินใจอุ้มแทนที่จะโยนทิ้งจากหน้าผา…
กอริลลา ดิ๊ก เป็นลูกคนรวยชาวนิวยอร์ก เข้ามาทำงานกับ เลห์แมนตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 โดยเป็นเทรดเดอร์ขายตราสารการค้า เป็นคนขี้คุย ซึ่งพวกเทรดเดอร์วอลสตรีทก็เป็นโรคนี้ทั้งนั้น แต่กอริลลาอาการสาหัสกว่าเพื่อน เขาปกครองเพื่อนร่วมงานและลูกน้องอย่างโหด และมองวอลสตรีทเป็นสนามรบ หรือแดนนักต่อสู้สมัยโรมัน ที่ลูกน้องทุกคน ต้องลงสนามแบบ แกลดิเอเตอร์ ในสนามประลองทั้งนั้น ไม่ว่าเล็ก ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน นักต่อสู้ของเลห์แมน ภายใต้การปกครองของกอริลลา ต้องไม่มีวันถอย ลุยลูกเดียว
ด้วยนิสัยแบบนี้ แม้จะเห็นแล้วว่า เลห์แมนอาจจะไปไม่รอด ในปี ค.ศ.2008 แต่กอริลลาก็ไม่ยอมแพ้ และลูกน้อง… แทนที่ขอบใจในการเป็นนักสู้ต่างด่า กอริลลาดิ๊ก เสียไม่เหลือ เพราะพวกเขาไม่เหลืออะไร…
เดือนตุลาคม ค.ศ.2008 กอริลลา ดิ๊ก ฟูลด์ ต้องไปให้การต่อรัฐสภา มันเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะ ครั้งแรกของเขา หลังจาก เลห์แมนล้ม กอริลลา บอกว่า เรื่องทั้งหมดมาจากข่าวลือ คาดการณ์กันเอง ความเข้าใจผิด และข้อเท็จจริง ที่ให้กันผิดๆ ทั้งหมดนั่นแหละ ที่นำไปสู่การล้มละลายของเลห์แมน
… ผมขอบอกให้เข้าใจชัดเจนว่า ผมรับผิดชอบทุกอย่าง ในการตัดสินใจของผม ในการดำเนินการทุกอย่างของผม ที่ผมทำโดยอาศัยข้อมูลที่เรามีในขณะนั้น…กอริลลาทุบอกบอก
แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ดิ๊ก ฟูลด์ จะตัดสินใจเป็นอย่างอื่น…ดูจากวิธีทำธุรกิจอย่างตะกละ ในช่วงที่การให้กู้ซื้อบ้านบูม มันก็พอจะเห็นแล้วว่า กอริลลาดิ๊ก อิ่มยากขนาดไหน
อาทิตย์สุดท้าย ก่อนที่จะยื่นล้มละลายตัวเอง เลห์แมนก็ประกาศการขาดทุนเพิ่มอีก 3,900 ล้านเหรียญเจมี่ ดิมอน หัวหน้าใหญ่ของเจ พี มอร์แกน โทรไปหากอริลลาด้วยตัวเอง ให้เอาหลักทรัพย์ 5,000 ล้านเหรียญมาวางให้มอร์แกนด่วน ไม่งั้นมอร์แกน จะยกเลิกวงเงินสินเชื่อที่ให้เลห์แมน
อย่างนี้ กอริลลา ดิ๊ก ก็น่าจะรู้อนาคตของตัวเอง และเลห์แมนชัดเจนแล้ว
ตกลงใครเป็นคนตัดสินชะตาของเลห์แมน บราเธอร์ กันแน่
บางคนบอกว่า มันก็ต้องขึ้นอยู่กับคิงเฮนรี่ ท่านคลังคนใหญ่นั่นไง ที่ก่อนนั้น ใครๆ ก็เรียกเขาว่า แฮงค์ แต่พอเป็นท่านคลัง สื่อใหญ่มากก็เรียกเขาว่า คิงเฮนรี่ (King Henry)… แสดงว่า เขาน่าจะมีรัศมีแรง
และแสบเอาเรื่อง
คนส่วนใหญ่รู้ว่า แฮงก์ หรือเฮนรี่ เมอริตต์ พอลสัน (Henry Merritt Paulson) ทำงานที่โกลด์แมนแซคมานานตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 จนขึ้นมาเป็นหมายเลขหนึ่งของอินเวสเมนท์แบงก์ หมายเลขหนึ่งของอเมริกา
รายได้ของแฮงค์ที่ โกลด์แมนแซค เป็นที่กล่าวถึงว่าสูงมาก เฉพาะปี ค.ศ.2005 ปีเดียว เขามีรายได้เอากลับบ้านถึง 37 ล้านเหรียญ พอถึงปี ค.ศ.2006 คาวบอยบุชก็ส่งเสลี่ยงไปรับมาเป็นรัฐมนตรีคลัง…แฮงค์ก็เลยกลายเป็น คิงเฮนรี่ หรือท่านเฮนรี่
แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่า ก่อนจะมาอยู่ โกลด์แมนแซค ท่านเฮนรี่ ทำงานอยู่ที่เพนตากอนอยู่ 2 ปี (ค.ศ.1970-ค.ศ.1972) อ๊ะ…ไม่ธรรมดานะ จากนั้นก็ขึ้นเป็นผู้ช่วย (ค.ศ.1972-ค.ศ.1973) ของจอห์น เออร์ลิกแมน (John Ehrlichman) (ซึ่งเป็นผู้ช่วยของรัฐมนตรีกลาโหม ในสมัยที่นิกสัน เป็นประธานาธิบดี และคุณจอห์น คนนี้เอง ที่เป็นผู้อำนวยการสร้างฉาก วอเตอร์เกตอันโด่งดัง และทำให้ คุณจอห์นถูกสอบสวน และถูกดำเนินคดี ติดคุกอยู่หลายปี ส่วนประธานาธิบดีนิกสัน ตัวการคดีวอเตอร์เกต ก็กลาย เป็นอดีตประธานาธิบดี ก่อนเวลาอันควร ส่วนท่านเฮนรี่ของผม จะมีส่วนร่วมอะไรบ้างหรือเปล่า ประวัติส่วนนี้ (ลบ) ว่างเกลี้ยงเกลา
เรื่องวอเตอร์เกตนั้นอื้อฉาวมาก แต่ก็มีคนไม่น้อยเชื่อกันว่า เรื่องวอเตอร์เกต มันเป็นแผนเจาะยาง นิกสันให้ฟีบ และในที่สุดนิกสัน ก็เลยต้องยื่นใบลาออก จากการเป็นประธานาธิบดี หนีการถูกดำเนินคดีปลดจากตำแหน่ง หลังจากนิกสันลาออกไป เจอรัลด์ ฟอร์ด รองประธานาธิบดีก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบ ดีแทน และท่านฟอร์ด ก็ “เลือก” เนลสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ พี่ชายของท่านหินร่วง ร้อกกี้ คนนั้นน่ะ มาเป็นรองประธานาธิบดี นั่งหน้าเชิดในอยู่ในทำเนียบขาว
หลังจากนั้น ท่านจิมมี่ ถั่ว ก็ได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อมา โดยมีเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ เด็กชงโอเลี้ยงของท่านร้อกกี้ เป็นผู้เดินจูง (มือ) ท่านถั่วตลอดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และดูเหมือนตั้งแต่นั้นมา อเมริกาก็เหมือนเป็นของเล่นของท่านร้อกกี้หินร่วง จะจับใครไปวางตรงไหน เป็นตำแหน่งอะไร เล่นบทอะไร ดูเหมือนจะคล่องตัวไปหมด ….คงเป็นเรื่องบังเอิญทั้งนั้นนะครับ
โฮ้ย …บรรยายการจัดฉาก เตรียมการครองโลกเสียเหนื่อยเชียวไอ้ลุงแก่ เดี๋ยวเพจเอ็งก็หายไปทั้งเพจหรอก นี่เขาก็บีบจนแบนแต๋แล้ว ไม่กลัวรึไง … ไม่กลัวครับ… บ้านเรานิ … จะให้คนนอกมาขู่จนนอนกางเกงเลอะ หลบอยู่แต่ในบ้านเราได้ยังไง
เอ้า เล่านิทานต่อครับ วิ่งเล่นรอบสนามหลวงมารอบนึงแล้วค่อยหายใจชุ่มปอด
คุณจอห์นกับท่านเฮนรี่ นี่ เขาน่าจะเป็นซี้กันตั้งแต่เป็นหนุ่มน้อยเสียงยังไม่แตกนะ เพราะทั้ง 2 คน เป็นลูกเสือ (boy scout) ของอเมริกา ได้รับรางวัลตำแหน่ง Eagle Scout ด้วยกันทั้งคู่ น่าเอ็นดูนะครับ ลูกเสือติดปีกนกอินทรี
ท่านเฮนรี่ ยังมีอะไรน่าสนใจอีกหลายอย่างเช่น เมื่อออกจากกลาโหม ก็เลือกมาทำงานที่โกลด์แมนแซคสาขาชิคาโก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ถิ่นใกล้บ้านตัวเอง น่าจะมีใครถูกใจมาก เอามาดูแลกันใกล้ชิด ก่อนจะส่งไปรับ จ๊อบใหญ่
ที่น่าสนใจอีกเรื่อง ท่านเฮนรี่ของผม นี่ สนใจเกี่ยวกับจีนเป็นพิเศษ และเมื่อนั่งแท่นเป็นท่านคลังแล้ว ก็ยังกล่อมให้คาวบอยบุช จัดการให้อเมริกามาสนใจค้าขายกับจีนด้วย
อ้อ.. ท่านเฮนรี่ นี่เขาก็เป็นสมาชิก CFR ด้วยนะครับ
ท่านเฮนรี่ เป็นคนพูดไม่เก่ง จริงๆ ก็คือ พูดไม่เข้าหูใคร ยิ่งจะไปพูดถึงนโยบายที่แสนจะลักลั่น ในการที่จะอุ้ม หรือไม่อุ้มใคร ที่ขายข้าวต้มมัดมากไปหน่อย จนกระจาดขาดกระจุย นี่มันก็คงจะยากให้ชาวบ้านเขาเข้าใจ
เมื่อเดือนมีนาคม (ค.ศ.2008) ท่านเฮนรี่จัดการ (สั่งน่ะ) ให้เจ พี มอร์แกน อุ้มแบร์ สเติร์นส์ ด้วยเงินกู้จากธนาคารกลาง หรือเงินภาษีของชาวอเมริกันนั่นแหละ และไม่กี่วันก่อนที่ เลห์แมนจะล้ม ท่านเฮนรี่ ยังสั่งให้เอาเงินรัฐมาอุ้ม แฟนนี่ เมย์ กับ เฟรดดี้ แมค ซึ่งเป็นเหมือนธนาคารอาคารสงเคราะห์ของรัฐ ที่เจ๊งไปกับการให้กู้เงินซื้อบ้าน ชนิดไม่เคยเห็นหน้าคนกู้ เห็นแต่กระดาษคำขอกู้ จากคุณนิน่าเกือบทั้งนั้น เพื่อให้เอาสัญญาจำนองคุณนิน่า ไปขายให้ไอ้พวกตะกระ เอาไปทำเป็นข้าวต้มมัดขายชาวบ้าน จนทั้งเจ้าแฟนนี่ (Fannie) เจ้าเฟรดดี้ (Freddie) ขาดทุนจนตูดขาดเป็นแสนล้านเหรียญ .. ไม่ได้อ่านตัวเลขผิดครับ
แต่ผ่านมาไม่กี่วัน ท่านเฮนรี่ (ทำท่า) นึกออกว่า ไอ้พวกนายทุนที่หากินอย่างตะกระตะกราม เอาเงินคนอื่นไปเสี่ยงอย่างนี้ มันน่าเอาหัวไปใส่ในเครื่องดีด แล้วดีดใส่กำแพงมันซะเลย …ทำธุรกิจแบบนี้ รัฐมิต้องคอยอุ้มไอ้พวกตะกระนี้ไปเรื่อยๆ หรือไง…แล้วเมื่อไหร่มันจะจบสิ้นเสียที เราต้องจัดระเบี
โอ้โห ท่านเฮนรี่ดุเดือดมาก ไม่เสียทีเป็นศิษย์เก่าเพนตากอน … บทนี้ เล่นแบบน่าได้รับรางวัล
การประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ค.ศ.2008 ระหว่างยักษ์ใหญ่ของสวนสัตว์วอลสตรีท ตามคำสั่งของท่านเฮนรี่และพวก สงสัยจะมีการใช้สัญญาณถ่ายถอดคำสั่งกันคนละคลื่น การประชุมจึงออกมาคนละเรื่องกับที่ ท่านเฮนรี่กับพวกต้องการจะให้เป็น เรื่องมันคงจะยุ่งยากกว่าสมัยเรื่อง LTCM เห็ดยักษ์จีเนียส ไอ้นั่น เห็ดยักษ์ดอกเดียว ไอ้นี่ ข้าวต้มมัดไม่รู้กี่แสนกระจาด
ยักษ์ใหญ่วอลสตรีทแบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งอยากหนำใจว่า พอร์ทของเซียนหุ้นอย่างเลห์แมน ตูดขาดขนาดไหน อีกค่ายพยายามไม่สนใจรอยเขี้ยวที่ต่างเคย ฝากกันเอาไว้ มาช่วยกันคิดหาทางรอดดีกว่า เพราะจริง ๆแล้ว เกือบทุกรายก็รู้ดีว่า ถ้าตกลงกันเรื่องเลห์แมนไม่ได้ น่ากลัวว่าต่างก็จะฉิบหายตามเลห์แมนไปด้วยกันหมด แต่จะไม่ใช้โอกาสนี้ลับเขี้ยวกันบ้าง ก็คงไม่ใช่สันดานของชาวสวนสัตว์วอลสตรีท
วันศุกร์ การประชุมจบไม่ลง
แผนหนึ่ง คือ ให้แบงก์ใหญ่ๆ ซื้อทรัพย์สินของเลห์แมนไป ในราคาที่จะไม่ต้องไปเจ๊งกับพอร์ทมูลค่า85,000 ล้านเหรียญของเลห์แมนอีก แล้วรับเอาแผนกเทรดดิ้งของเลห์แมนไปใช้ต่อ แบงก์ใหญ่ๆ ตามโผก็คือ Bank Of America หรือ บาร์เคลย์ส (Barclays) ของอังกฤษ
แผนนี้ถูกจอห์น แมค (John Mack) จากมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ด่าเช็ด… เออ แบงก์ใหญ่เอาของดีไป แล้วเหลือขี้หมาให้พวกกู… แบงก์อื่นๆ ก็ร่วมโวย… เฮ้ย พวกกูก็เจ๊งนะ อุ้มใครอีกไม่ไหวโว้ย แต่ทุกคนก็มาประชุมต่อในเช้าวันเสาร์
บ๊อบ ไดมอนด์ (Bob Diamond) ของบาร์เคลย์ส ไม่ปิดบังว่า อยากได้แผนกค้าหลักทรัพย์ของเลห์แมนเพราะตัวเองเป็นอินเวสต์เมนท์แบงก์ ถ้าได้มีแผนกค้าหลักทรัพย์มาเสริมบารมี ก็จะได้เต็มยศครบเครื่อง เป็นแบงก์อินเตอร์กับเขาเต็มตัวเสียที ไดมอนด์เคยคิดจะชวนคนของเลห์แมน ให้แตกทัพมาอยู่กับตัว มันน่าจะดีกว่าซื้อเอาไอ้พวกเขี้ยวยาวของคู่แข่ง มาทั้งแผนก …แบบนี้จะปราบพยศไหวไหมเนี่ยะ ….แต่ถึงอย่างนั้น ไดมอนด์ก็ขนที่ปรึกษามาไล่ดูบัญชีของเลห์แมนอย่างถี่ถ้วน … เผื่อไว้
ส่วนเคน เลวิส (Ken Lewis) ของ Bank of America ก็อุตส่าห์บินมาไกลจากนอร์ทแคโรไลนา Bank of America มีธุรกิจทั้งด้านรายใหญ่อินเวสเมนท์แบงก์ และด้านรายย่อย โดยมีสาขาย่อยมากที่สุดกว่าใคร แต่เลวิส ก็อยากจะขยายด้านอินเวสเมนท์ ให้ใหญ่ออกไปอีก กะจะแข่งกับโกลด์แมนแซค และสิงห์อินเวสเมนท์รายอื่นๆ เรื่องนี้ชาววอลสตรีทรู้ดี พากันนินทาและหยามหน้าว่า มันเป็นแค่ความฝันเฟื่องของไอ้แว่น เลวิส
ค.ศ. 2007 เมื่อพวกยักษ์ใหญ่อินเวสเมนท์แบงก์ ฟาดข้าวต้มมัด จนจุกขึ้นไปถึงหัวอก ไอ้แว่นหัวร่องอหาย สมน้ำหน้ามึง ทีนี้ตากูมั่ง โอกาสทองของตัวอาจจะกำลังมากับการซื้อเลห์แมน ไอ้แว่นแอบส่งลูกน้อง… พวกมึงไปสำรวจฝีไฝฝ้า ที่ลับที่แจ้งของเลห์แมนให้จนหมด
ถึงวันศุกร์ ลูกน้องบอกหมดปัญญา… คิดตัวเลขไม่ออก … มันซ่อนเก่งครับนาย ไม่ใช่อะไร มันตีราคา
ข้าวต้มมัด ที่เลห์แมนอัดไว้เต็มอก ไม่ออก เล่นเอาไอ้แว่นถอดใจ บินกลับบ้านไปในคืนนั้น
แต่แล้ว เช้าวันเสาร์ ไอ้แว่นพร้อมกับทีม ก็เปลี่ยนแผน บินด่วนกลับมา นิวยอร์กอีกรอบ พวกเขามีเป้าหมายใหม่ เลยบินด่วนกลับมาถึง นิวยอร์ก ตอนเที่ยงของวันเสาร์นั้นเอง
ย้อนไปตอนเช้าตรู่ของวันเสาร์นั้น ไอ้แว่น เลวิส ได้รับโทรศัพท์จากจอห์น เธน (John Thain) เด็กในคาถาของท่านเฮนรี่ ที่เคยเป็นลูกน้องท่านเฮนรี่ สมัยอยู่โกลด์แมนแซคแต่ตอนนี้เป็นหัวหน้าใหญ่หมาย เลขหนึ่ง อยู่ที่ยักษ์วอลสตรีท อีกตัวที่ชื่อ เมอร์ริลล์ ลินช์ (Merrill Lynch)
จอห์นพอจะฉลาด แต่ไม่ถึงมากนัก ประวัติน่าสนใจพอสมควร จบจากฮาวาร์ด และเอ็มไอที เคยทำงานที่โกลด์แมนแซคในตำแหน่งหัวหน้าคุมด้านตราสารจำนอง ช่วง ค.ศ.1985 ถึง ค.ศ.1990 และเป็นผู้จัด การใหญ่ ในปี ค.ศ.1999 ถึง ค.ศ.2004 หลังจากนั้น ก็ไปรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ช่วง ค.ศ.2004 ถึง ค.ศ.2007….จังหวะดีจริง
ปี ค.ศ.2007 เมอร์ริลล์ ลินช์ (Merrill Lynch) ขาดทุนยับกับข้าวต้มมัด ขนาดในเดือนพฤศจิกายนต้องประกาศตัดหนี้สูญไป 8,400 ล้านเหรียญ และเปลี่ยนตัวหมายเลขหนึ่งจาก สแตนลีย์ โอนีล (Stanley O’Neal) มาเป็น จอห์น ในเดือนธันวาคม ค.ศ.2007
จอห์นมาถึงก็ตรวจสภาพของ เมอร์ริลล์ (Merrill) และเห็นว่าอาการหนักมาก ต้องขายแผนกcommercial finance ไปให้ General Electric ของใครไม่รู้… กับหุ้นดีๆ อีกหลายกระสอบให้กับเทมาเส็กของสิงคโปร์ เพื่อหาเงินทุนเข้าบริษัท ได้เงินมากว่า 6,000 ล้านเหรียญ แต่เมอร์ริลล์ก็ยังขาดทุนไม่หยุดแค่ปีเดียว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2007 ถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2008 เมอร์ริลฉิบหายไปแล้ว 19,200 ล้านเหรียญ
จากการประชุมยักษ์เมื่อวันศุกร์ จอห์นเห็นแล้ว … อย่าว่าแต่ เลห์แมนจะร่วงอย่างหมดรูปเลย เมอร์ริล ก็จะหล่นตามไปด้วยอย่างเร็วด้วย เขาตัดสินใจ เราต้องไม่เป็นอย่างไอ้กอริลลาดิ๊ก สู้แต่แพ้… จอห์นตัด สินใจ ปาดหน้าอย่างรวดเร็ว บอกขายเมอร์ริลให้ Bank of America ในวันเสาร์นั้นเอง ฮู้ย
วันอาทิตย์ ท่านทิม โทรศัพท์บอกพวกเฟดว่า เลห์แมนแหลกแน่แล้ว
ถึงตอนนั้น ทุกคนก็แน่ใจแล้วว่า ไอ้ 3 ท่าน ไม่ได้เตรียมแผนอะไรไว้สำหรับช่วยเลห์แมนเลย และแบงก์ อเมริกาก็หันไปกินชามอื่นแล้ว เหลือแต่บาร์เคลย์ของอังกฤษ ที่บอกว่า ต้องไปขออนุญาตผู้ถือหุ้นก่อน เมื่อผู้ถือหุ้น บอก “ไม่” เลห์แมนก็แหลกจริงอย่างที่ท่านทิมว่า
แต่ดิ๊ก ฟูลด์ ยังไม่รู้
เขานั่งไม่ติด จนถึงบ่ายวันอาทิตย์ก็ยังไม่มีใคร ติดต่อเขามาเลย ท่านทิมไม่รับโทรศัพท์ ไม่โทรกลับ ดิ๊ก โทรไปหาไอ้แว่น เลวิส หลายหน จนเมียไอ้แว่นบอก เขาไม่อยู่นะ และถ้าเขาอยากจะโทรกลับ เขาโทรเองน่า เธอเลิกโทรมาได้แล้ว
ดิ๊ก ฟูลด์น่าจะรู้แล้วว่า เลห์แมนจบแล้ว จริงๆ
แต่เลห์แมนอาจจะไม่ใช่รายเดียวที่จบ
เมื่อคิงเฮนรี่ และพวกตัดเชือกที่กอริลลากำลังโหนอยู่ ร่วงหล่นลงพื้นแหลกละเอียด เขาคิดว่าเรื่องจะจบง่ายๆ ยักษ์ใหญ่ขนาดนั้นร่วง สวนสัตว์วอลสตรีท มันก็ต้องกระเทือนไปหมด ทำเป็นลืมไปได้ …คิง เฮนรี่ก็มาจากสวนสัตว์เหมือนกันนะ