แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’

ซาอุดิอาระเบีย

คิดจะครองโลกก็ต้องมีน้ำมัน ใช่ว่าอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ รายเดียว ที่จมูกดีได้กลิ่นน้ำมัน อเมริกาก็ส่ายจมูก สูดหากลิ่นอยู่เหมือนกัน

ค.ศ.1909 กระทรวงต่างประเทศของอมริกา ตั้งหน่วยงานใหม่เอี่ยม Division of Near Eastern Affairs เพื่อมารับหน้าที่ หาทางดำเนินการผูกสัมพันธ์ทางการทูตกับตะวันออกกลาง และช่องทางทำ มาหากิน จริงๆ ก็คือหาทางไปขโมยน้ำมันของพวกเหยื่อนั่นแหละ

บริษัทน้ำมันอเมริกา Standard oil Company of New York (Socony) และ Standard oil of New Jersey (Jersey Standard) พยายามจะแทรกตัวเข้าไปในตะวันออกกลางมาหลายรอบ หลายวิธี แต่เจอไม้ขวางของอังกฤษทิ่มเข้าเต็มอก ในการประชุมที่ซาน รีโม่ (San Remo) เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1920 เพื่อแบ่งเค้กออตโตมานภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบฉากลง ต้องหยุดพัก ตั้งหลักวาง แผนการบุกใหม่

ตั้งแต่ได้กลิ่นน้ำมันโชยมาจากตะวันออกกลาง เหล่านักล่า ตกลงกันว่า ตามสบายนะพวก ใครแขนยาวยึดได้ถึงไหน ก็เชิญตามสะดวก เรียกว่านโยบาย Open Door Policy เริ่มใช้ตั้งแต่ ค.ศ.1899 แล้วไงล่ะ ชาวเกาะใหญ่ฯ พอได้ดี ต้มเขาซะ เปื่อย ได้สัมปทานมาเต็มสองมือ ดันมาถีบเพื่อนร่วมรบทิ้งซะง่ายๆอย่างงั้น

อเมริกา นักล่าหน้าใหม่ไม่ยอมแพ้ จัดทัพบริษัทนักขุด 7 บริษัท ตกลงกันเอง ไขว้หุ้นกันไป ไขว้กันมา ตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Near East Development Corporation ขึ้นมา ฟังแต่ชื่อก็น่าจะพอรู้ว่าใครหนุนหลัง แต่ในที่สุด Standard Oil Company of New York และ Standard Oil of New Jersey ก็เข้าไปซื้อหุ้นใน Near East Development มาเป็นของตัวเองทั้งหมด หลังจากนั้นก็กลับมาเผชิญ หน้ากับอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่ฯ ตบโต๊ะถาม จะเอายังไงลูกพี่ คิดให้ดีๆ หนี้ก็ยังมีอยู่ น้ำมันก็ยังขุดไม่เจอ อยากได้มิตรหรืออยากได้ศัตรูชื่อ อเมริกา ?!

ชาวเกาะใหญ่เท่า ปลายนิ้วก้อยฯ ทำกร่างต่อไปไม่ไหว หลังจากเจอศึกต้านแถวตะวันออกกลาง ทยอยมาเป็นระรอกๆ รบคนเดียวเหนื่อยเว้ย อังกฤษหันมาใช้สูตรเดิม เราแค่ถือไม้เสี้ยม เอาคนอื่นออกหน้าไปรบแทน แล้วเราค่อยเก็บเกี่ยวสบายๆ เหมือนเมื่อก่อนน่าจะดีกว่านะ

อังกฤษจึงกัดฟัน ตัดใจได้ในปี ค.ศ.1928 แบ่งหุ้นใน Turkish Petroleum Company ที่ตัวเองถืออยู่มากที่สุดให้บริษัท Near East Development Corporation ไป 23.75% ของหุ้นทั้งหมด เหมือนเป็นการตัดสินใจแบบมองการณ์ไกล ของนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ แต่บางที่อาจจะใช้กล้องส่องทางไกลมองกลับทาง!

ชาวเกาะใหญ่ฯ ใช้ชื่อ Anglo–Persian Oil Company (APOC) และTurkish Petroleum Company (TPC) เป็นตัวแทนในการควบคุมแหล่งน้ำมันที่ตัวเองฮุบมาในอิหร่านและอิรัก

ในส่วนของ Turkish Petroleum เอง อังกฤษใช้ชื่อ Anglo–Persian Oil Company ถือหุ้น 47.5% ที่เหลือเป็นของพวกดัทช์ 22.5% ฝรั่งเศส 25% และอาร์มาเนียน 5% เมื่อแบ่งให้อเมริกาไป 23.75%ส่วนของอังกฤษอย่างเป็นทางการจึงเหลือ 23.75% เท่ากับอเมริกา เหมือนนักล่าชาวเกาะใหญ่ฯจะใจดีกับอเมริกานักล่ารุ่นใหม่ เกินสันดาน

อังกฤษไม่ได้แบ่งหุ้นให้อเมริกาด้วยความเสน่หา แต่เป็นการล่อให้อเมริกาเดินเข้าไปติดกับดัก ที่วางเอาล่อไว้ ผู้ถือหุ้นใน Turkish Petroleum Company (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Iraqi Petroleum Company) ต้องเซ็นสัญญาเรียกว่า Red Line Agreement ห้ามผู้ถือหุ้นแข่งขันกัน ขุดน้ำมันในบริเวณต้องห้าม คือ ตุรกี อิรัก เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน ปาเลสไตน์และซาอุดิอาระเบีย รายหลังนี่สำคัญ แหม! คุณพี่ชาวเกาะฯ แบบนี้มันก็เกือบหมดตะวันออกกลางไปแล้ว ถึงว่าเหมือนจะใจดีกับน้องใหม่ ที่ไหนได้ เขารักกันแบบนี้เอง!

บังเอิญ Gulf Oil บริษัทน้ำมัน ไม่ใหญ่ไม่เล็กของอเมริกา เกิดไปได้สัมปทานจากบาห์เรนและคูเวต อังกฤษชาวเกาะใหญ่ฯ ก็คัดค้านอีก อ้าว ! ก็ไม่อยู่ในเขตเส้นแดงต้องห้ามนี่หว่า จะมาโวยวายได้ไง Gulf Oil ขอให้กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา เข้ามาช่วยจัดการ

ในที่สุด Gulf Oil ก็โอนสิทธิสัมปทานที่ได้มาจากบาห์เรนให้แก่ Standard Oil of California (SOCAL) ที่ไม่อยู่ในสัญญา Red Line อังกฤษถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออก นี่ถ้ารู้ว่า Gulf Oil ก็คือหน้าม้าของStandard Oil ที่ตั้งขึ้น เพื่อแอบยื่นเท้าเข้าไปในบาห์เรน ไม่ให้อังกฤษรู้ตัว อังกฤษคงถึงกับช้ำในSOCAL ใส่เสื้อเกราะหลายชั้น ทั้งปลอมตัว ทั้งเลี่ยงกฎหมาย ตั้งบริษัทใหม่ ชื่อ Bahrain Petroleum Company ตามกฎหมายของแคนาดา มารับสัมปทานจากบาห์เรนแทน ค.ศ.1932 Bahrain Petroleum Company ก็เริ่มขุดน้ำมันได้

อเมริกาเร่งเครื่อง รุกต่อที่คูเวต ซึ่งขณะนั้นยังเป็นรัฐที่อยู่ในอาณัติปกครองของอังกฤษ อังกฤษเองกำลังปวดหัว กับการเริ่มลุกขึ้นมาแข็งข้อของพวกอาหรับ คิดยี่ต๊อกแล้ว มีอเมริกามาเป็นพวก แถมมีโอกาสได้น้ำมันเพิ่ม ดีกว่าจะแสดงเดี่ยว ในที่สุด ค.ศ.1934 อเมริกา อังกฤษ ก็จับมือกันตั้ง Kuwait Oil Company ถือหุ้นฝ่ายละ 50 เท่ากัน

น้ำมันในบาห์เรน ทำให้อเมริกานักล่าหน้าใหม่ถึงกับซูดปาก ฉวยโอกาสขณะที่อังกฤษกำลังโดนศอกจากเหยื่อ เอ๊ะ ! หรืออเมริกาช่วยสอนวิธีศอกกลับ ให้พวกเหยื่อของชาวเกาะใหญ่ด้วย Standard Oil of California (SOCAL) ไม่ได้ถูกล็อคคอทำสัญญาเขตเส้นแดง แอบไปคอยดักคำนับสวัสดีกับกษัตริย์ อิบ ซาอูด (King Ibn Saud) ของซาอุดิอาระเบีย

แม้ซาอุดิอาระเบียจะตั้งเป็นรัฐเอกราชตั้งแต่ ค.ศ.1931 แต่อเมริกาก็ยังไม่เคยมีสัมพันธ์อย่างเป็นทาง การด้วย อเมริกาถือว่าเป็นนักล่าหน้าใหม่ กำลังเรียนงาน เรียนวิธีล่าเหยื่อจากลูกพี่ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ การเรียนวิธีการล่าเหยื่อของอเมริกาน่าสนใจ

ขณะนั้นอเมริกาส่งนายเบิร์ต ฟิช (Bert Fish) เข้าไปเป็นกงสุลอยู่ในอียิปต์ มีหน้าที่สอดส่องกิจกรรมแถบตะวันออกกลาง คุณฟิช (Fish) คงเคยอยู่แต่ในน้ำ มาว่ายแถวทะเลทรายเลยไม่คล่องตัว เขาเคยไปเยี่ยมเมืองจิดดะห์ (Jidda) ของซาอุดิอาระเบีย 1 ครั้ง ได้มีโอกาสพบผู้ก่อตั้งและผู้นำรัฐคือ กษัตริย์อัลบ์ อัล อาซิส บิน อัล เระห์มาน อัล ซาอูด (Alb al-Aziz bin al-Rahman al-Saud) หรือเรียกย่อๆว่า อิบ ซาอูด (Ibn Saud) แต่คุณปลามองผ่าน โดยไม่รู้ตัวว่าเดินไปสะดุดเอาเจ้าของสิ่งมหัศจรรย์มีค่าของโลก แหล่งใหญ่มากกกก… คงนั่งรอให้น้ำขึ้นกลางทะเลทรายไปเรื่อยๆ แต่กลับกลายเป็นกษัตริย์อิบ ซาอูด เองที่เล็งเห็นอาวุธที่มองหามานาน

กษัตริย์อิบ ซาอูดเป็นอาหรับพวกที่ไม่ได้รวมวงกับชารีฟ ฮุสเซน (Sharif Hussein) ในขบวนการเดินลงหม้อต้มของอังกฤษ แถมมองว่า ชารีฟ ฮุสเซน หาเรื่องใส่ตัวเอง เชื่อเข้าไปได้ยังไงกับนักล่าชาวเกาะฯ กษัตริย์อิบัน ซาอุดรังเกียจอังกฤษแบบเข้าไส้ และหาทางที่จะกำจัดอิทธิพลของอังกฤษให้หมดไปจากตะวันออกกลาง มีไอ้หน้าขาวผมทอง ละอ่อนหน้าใหม่โผล่เข้ามา อิบัน ซาอุดคิดว่า อเมริกาน่าจะเป็นผู้ใช้ไม้กวาดและแปรงถู ขจัดคราบชาวเกาะใหญ่ให้หมดไปจากตะวันออกกลางได้ เสียดายคุณปลา มัวแต่มองหาคลื่นในทะเลทราย

แต่เขาว่า เวลาของใครจะมา มันก็มาเองแล้ว“moment” ของอเมริกาในตะวันออกกลางก็คงจะใกล้มาถึง

นายชาร์ลส์ อาร์ เครน (Charles R. Crane) เศรษฐีชาวชิคาโก (Chicago) ผู้ร่วมทำรายงาน คิงและเครน (King Crane) เดินสำรวจความเห็นชาวอาหรับไปทั่วตะวันออกกลางในช่วง ค.ศ.1917 ว่า ชาวอาหรับอยากจะฝากไข้ฝากครัวไว้กับใคร เดินไป ถามไป สำรวจไป ฝังหัวไป ชาวอาหรับหลายเผ่า จึงเฝ้าคอยให้อเมริกามาแทนที่อังกฤษและฝรั่งเศสในตะวันออกกลาง

กษัตริย์อิบัน ซาอุด แม้จะเกลียดอังกฤษนักล่าชาวเกาะเข้าไส้ แต่ก็มีที่ปรึกษาเป็นชาวอังกฤษชื่อ นายเซนต์จอห์น ฟิลบี้ (St. John Philby) ซึ่งได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม นายฟิลบี้ (Philby) แนะนำกษัตริย์ให้เชิญนายเครน ซึ่งยังคงขี่อูฐเอ้อระเหย อยู่แถบตะวันออกอยู่มาคุยกัน (แผนนี้วางได้เนียนดี)

กษัตริย์อิบ ซาอูด ต้องการถามความเห็นของนายเครน ถึงความเป็นไปได้ของการสำรวจ ขุดเจาะ แผ่นดินอันแสนยากจนของตนดูว่า มันมีของมีค่าอะไรอยู่ข้างใต้นี้บ้างเช่น น้ำ เราแห้งแล้งมาก เราอยากรู้ว่าประเทศเรามันจะมีโอกาสโชคดีกับเขาบ้างไหม

นายเครน รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าปาดน้ำลาย ซับเหงื่อ นี่ก็คงเป็นของขวัญที่เบื้องบนประทานมา เขารีบเรียกตัววิศวกรเหมืองแร่มาจิดดะห์ด่วนที่สุด แล้วการขุดเจาะแผ่นดินของซาอุดิอารเบีย ก็เริ่มดำเนิน การภายใต้การอำนวย การและทุนอุดหนุนของนายชาร์ลส์ อาร์ เครน

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1933 มีโทรเลขแจ้งไปทางอเมริกาว่า การเจรจาระหว่างตัวแทนของStandard Oil of California (SOCAL) กับรัฐมนตรีคลังของซาอุดิ สรุปได้แล้วว่า ตกลงกษัตริย์อิบ ซาอูด มอบสัมปทานการขุดน้ำมันให้แก่SOCAL เป็นระยะเวลา 60 ปี ครอบคลุมเนื้อที่ 360,000 ตารางไมล์ และมีสิทธิจะขยายไปได้อีก80,000 ตารางไมล์ โดยต้องใช้สิทธิภายใน ค.ศ.1939

ส่วนนายฟิลบี้ (Philby) ก็รับทั้งค่านายหน้าและเงินเดือนจาก SOCAL กระเป๋าอวบ หน้าอิ่มสบายไปทั้งชาติ เอ๊ะ นักล่าชาวเกาะใหญ่ฯหล่นหายไปไหน ทำไมถึงตกรอบ!

ในปี ค.ศ.1938 Aramco ก็ขุดเจาะน้ำมันรุ่นแรกขึ้นมาได้เป็นจำนวนมากพอที่จะทำการค้าขายได้ และปีต่อมาการส่งออกน้ำมันจากหลุมเจาะนี้ ก็เกิดขึ้น

SOCAL ใช้บริษัทในเครือเป็นผู้รับสัมปทานชื่อ California-Arabian Standard Oil Company (CASOC) ซึ่งตอนหลังรู้จักกันในชื่อ “Aramco” Aramco จดทะเบียนในอเมริกา รัฐเดลาแวร์(Delaware) ดังนั้นสมุดบัญชีต่างๆของบริษัท จึงลงรายรับรายจ่ายเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ไม่ใช่เงินปอนด์ของอังกฤษ และดอลลาร์จึงกลายเป็นมาตรฐาน ในการซื้อขายน้ำมัน ในตะวันออกกลาง และแสดงถึงอำนาจของอเมริกา กำลังก้าวมาวัดรอยเท้าอังกฤษในตะวันออกกลางอย่างกระชั้นชิด

SOCAL มองไกล ตั้งแต่เริ่มแรก ถึงปลายทางจะเป็นรางวัลใหญ่ แต่เล่นคนเดียวทั้งหมดอาจจะพังกลางทาง จึงจับมือกับ Texas Company (TEXACO) ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1933 TEXACO ยอมร่วมหัวจมท้ายกับSOCAL ซื้อหุ้น 50% ใน California-Arabian และอีก 50% ใน Bahrain Petroleum ในปี ค.ศ.1934 บริษัทน้ำมันอเมริกาก็ครอบครองแหล่งน้ำมันในส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง

– Near East Development ถือหุ้น 23.75% ใน Turkish Petroleum Company

– Gulf Oil ถือหุ้น 50% ในสัมปทานที่คูเวต

– สัมปทานบาห์เรนและซาอุดิอาระเบียอยู่ในมือของ Standard Oil California และ Texas    Company

ซาอุดิอาระเบีย เหมือนสามล้อถูกหวย อยู่ดีๆเงินหล่นใส่หัว ตั้งตัวไม่ทัน นับเงินไม่ถูก เดี๋ยวๆ ก็เงินขาดมือ กษัตริย์ซาอุดิ ก็เลยต้องขอให้อเมริกาจ่ายเงินค่าสัมปทานล่วงหน้าอยู่เรื่อย อเมริกาก็หงุดหงิด แต่ไม่กล้าออกอาการ เดี๋ยวสัมปทานหลุดมือ

ค.ศ.1937 บริษัทน้ำมันอเมริกา วิ่งไปหารัฐบาลอเมริกา บอกว่า เราต้องสร้างสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับซาอุดิเสียทีแล้ว จะได้ช่วยดูแลธุรกิจและคนอเมริกัน ที่เข้าไปทำงานขุดน้ำมันอยู่ในซาอุดิ ยังกะเป็นเมืองอเมริกันเล็กๆ อยู่ในนั้นแล้วนะ กระทรวงต่างประเทศอเมริกาบอกยังก่อน !

ค.ศ.1939 กษัตริย์ซาอุฯ ฉลองการก่อสร้างท่อน้ำมันยาว 49 ไมล์ จากแค้มป์ของบริษัทน้ำมันอเมริกันยาวไปถึงอ่าวเปอร์เซีย ในวันฉลอง ฝ่ายอเมริกันมีแต่เจ้าหน้าที่บริษัท ไม่มีตัวแทนของรัฐบาลมาด้วย แต่กษัตริย์บอกไม่เป็นไร เราก็ไม่ชอบคุยกับพวกรัฐบาล เรายังไม่หายเข็ดจากพวกรัฐบาลของนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เรารังเกียจอังกฤษกับฝรั่งเศสอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงเราไม่ชอบคนตะวันตกทั้งนั้นแหละ ที่เราให้สัมปทานกับอเมริกา ก็เพราะท่านยื่นประมูลได้สูงถึงใจเราเท่านั้น

เมื่อกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ยังไม่เปิดสัมพันธ์กับทางซาอุดิอาระเบียเต็มรูปแบบ ยังใช้เมืองไคโร อียิปต์ เป็นสถานกงสุลคอยประสานงาน บริษัทน้ำมันคิดว่า น่าจะใช้วิธีเดียวกับอังกฤษ (ที่ตั้งบริษัท East India ดูแลกิจการในอาณานิคม) จึงตั้งหน่วยงานของตนเองชื่อ “Government Relations Organization” (GRO) ขึ้น หน่วยงานนี้เป็นตัวกลางคอยประสานงานระหว่างซาอุดิอาระเบีย รัฐบาลอเมริกาและบริษัทน้ำมัน ในที่สุด GRO ก็ได้กลายเป็นที่ปรึกษาใหญ่ของซาอุดิอาระเบีย ในการสร้างทางรถไฟและด้านเกษตรกรรม

ระหว่างที่อเมริกากำลังป้อนอาหาร ให้ซาอุดิ อังกฤษก็ไม่ยอมปล่อยมืออังกฤษ แว่วว่า กษัตริย์ซาอุดิ กระเป๋ารั่วบ่อยเลยคอยตามข่าว หาโอกาสที่จะป้อนอาหารบ้าง

ปี ค.ศ.1941 กษัตริย์ซาอุดิ กระเป๋าขาดอีก ไม่มีเงินจ่ายสำหรับงบประมาณในปีนั้น กษัตริย์ซาอุดิขอให้California-Arabian ช่วยหาเงินจำนวน 6 ล้านเหรียญให้ เพื่อมาอุดรูขาด California-Arabian แบกไม่ไหว ขอให้รัฐบาลอเมริกาช่วย

ในตอนแรกประธานาธิบดีรูสเวลท์ปฏิเสธ แต่พอถึงเดือนธันวาคม ค.ศ.1941 อเมริกาประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะ อเมริกาเห็นความจำเป็นของการมีบ่อน้ำมันไว้ข้างตัว คราวนี้กระทรวงต่างประเทศอเมริกา รีบแต่งตัวมาจับมือกับกษัตริย์ซาอุดิ แล้วเปิดสถานทูตอเมริกา อย่างเป็นทางการที่เมือง จิดดะห์ ในปี ค.ศ.1942

สถานทูตอเมริกาตกลงจ่ายค่ากระเป๋ารั่วให้กษัตริย์ซาอุดิ และกลายมาเป็นผู้บริหารซาอุดิอาระเบียในยามสงคราม อเมริกาอ้างว่าเพื่อดูแลบ่อน้ำมัน จำเป็นต้องนำกองทัพมาปกป้อง อังกฤษพยายามแทรกตัวเข้ามา แต่คราวนี้ไม่ใช่กระทรวงต่างประเทศเท่านั้นที่ขวาง กระทรวงกลาโหมอเมริกา ก็ร่วมขวางด้วย และร่วมมือกันป้อนอาหาร อเมริกาขนเสบียงมูลค่า 20 ล้านเหรียญ ลงเรือบรรทุกมาให้ซาอุดิ อาระเบีย ในยามสงคราม รวมทั้งส่งเครื่องบินบรรทุกเครื่องเวชภัณฑ์มาให้เป็นพิเศษ

ถึงตอนนี้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ตั้งหน่วยงานชื่อ Petroleum Reserves Cooperation (PRC) สำหรับดูแลเหยื่อชื่อ ซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะ ค.ศ.1944 PRC เสนอให้มีการสร้างท่อส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์ เซีย ข้ามไปยังเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อประโยชน์ทางการทหาร ซาอุดิก็ไม่ขัดใจ ตราบใดที่…อิ่ม                                           

การป้อนเหยื่อของอเมริกาแบบไม่อั้น ทำให้อังกฤษทนดูไม่ไหว เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1944 นายกรัฐ มนตรีอังกฤษวินสตัน เชอร์ชิล ลงทุนบินไปหาประธานาธิบดีรูสเวลท์ เพื่อถามว่าอเมริกาจะเอาอย่างไรในตะวันออกกลาง อังกฤษพร้อมจะถอยจากการแย่งกันป้อนเหยื่อในซาอุดิอาระเบีย ถ้าอเมริกาถอยจากอิหร่านและอิรักเช่นกัน

หลอดเชอร์ชิล คงได้คำตอบกลับไปชัดเจน เพราะหลังจากนั้น Aramco Camp ที่อยู่ในเมืองคาเซ็ก (Casoc) ของซาอุดิ ก็เปลี่ยนโฉมหน้า กลายเป็นรัฐใหม่ของอเมริกา

นักล่าหน้าใหม่เรียนรู้จากวิธีการล่าเหยื่อ ของนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วฯว่า แม้จะได้อาณาจักรเขามา แต่ไม่ได้ใจชาวเมือง การดูถูก กดขี่ แบ่งชั้น มีให้เห็นอยู่ตลอด แล้วมันจะกินเหยื่อได้นานอย่างไร   

อเมริกาเปลี่ยนรูปแบบอาณานิคม โดยป้อนวัฒนธรรมอเมริกันให้แทน เหยื่อเสพเข้าไปทุกเมนู โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นกับดักการล่าชนิดใหม่ ที่มีอานุภาพรุนแรงเกินต้านทาน

อเมริกาเอา International Telephone and Telegraph (ITT) และ Trans World Airways (TWA) เข้าไปให้การสื่อสารและการเดินทางในซาอุดิอาระเบียสะดวกขึ้น อูฐและนกพิราบจะได้มีเวลาหยุดพักร้อน อเมริกาส่งความสะดวกทุกอย่างให้เหยื่อ เสพจนติดใจอย่างไม่รู้ตัว ถึงรู้ตัวก็สายเกินถอน                               

ในช่วง ค.ศ.1940 กว่าเป็นต้นมา อเมริกาเลี้ยงซาอุดิอาระเบีย ด้วยกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีจนอิ่มแปล้ เจ้าหน้าที่สถานทูตและกองทัพของอเมริกาที่อยู่ในซาอุดิเปิดเผยว่า หน้าที่หลักของพวกเขาคือ ทำอะไรก็ได้ ที่จะทำให้ซาอุดิอารเบียพอใจและอยู่ใน (กำ) มือของอเมริกาตลอดกาล

ค.ศ.1945 อเมริกาตั้งฐานทัพที่ดาห์ราน (Dhahran) เป็นฐานทัพที่มีทหารอเมริกันประจำการอยู่เต็มอัตรา Aramco ได้รับอนุญาตให้ใช้ฐานทัพ เพื่อธุรกิจน้ำมันอย่างสะดวกเช่นกัน เสียงนกเสียงกาบอกว่า ฐานทัพนี้จัดขึ้นเพื่อ Aramco แท้ๆ ด้านทหารบอก อย่าไปฟัง มันเป็นเสียงของความอิจฉาหมั่นไส้ทั้ง นั้น ฐานทัพนี้มีไว้เพื่อยุทธศาสตร์การป้องกันตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียนต่างหาก เป็นการดูแลเชื่อมกันระหว่างยุโรปกับตะวันออกไกล

ไม่รู้ว่าทหารก็ แถเก่ง ไม่ว่าชาติไหน

วันหนึ่งใน ค.ศ.1945 กษัตริย์ซาอุดิ จับเข่าถามประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่ Great Bitter Lake (ชื่อไม่เป็นมงคลเลย !) กษัตริย์ต้องการคำมั่นในการสนับสนุนจากอเมริกา ประธานาธิบดีรับปากว่า อเมริกาจะป้อนกระดาษสีเขียวตรานกอินทรี ให้กับประเทศท่านตลอดไป และจะสนับสนุนฝ่ายอาหรับ ในกรณีปาเลสไตน์ รับปากเสร็จ ไม่นานประธานาธิบดีรูสเวลท์ก็เสียชีวิต

ประธานาธิบดีทรูแมน Truman มารับงานต่อ เขาไม่ลืมคำรับปากของรูสเวลท์ เขาป้อนกระดาษสีเขียวตรานกอินทรี ให้ซาอุดิอาระเบียต่อ เพียงแต่ขอเปลี่ยนแหล่งส่งกระดาษสีเขียวตรานกอินทรี จากกระทรวงต่างประเทศเป็น Export Import Bank (EXIM) แต่ท่านก็ได้กระดาษสีเขียวตรานกอินทรีเหมือนกันแหละ ไม่ต้องตกใจนะ

เหยื่อเสพติดกระดาษสีเขียว จนถอนตัวไม่ขึ้น ก็ยอมรับ เงินให้กู้ของ EXIM ที่มีเงื่อนไขติดมาว่า เงินกู้นี้ ต้องใช้ ในการซื้อสินค้า หรือการจ้างงานสัญชาติอเมริกันเท่านั้น!

การป้อนเหยื่อด้วยวิธีการนี้ ทำให้เศรษฐกิจของซาอุดิอารเบีย ตกอยู่ในวงล้อมและกำมือของอเมริกาโดยสมบูรณ์ ซาอุดิอาระเบีย กลัวตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อยากให้อเมริกาเข้ามาช่วย อเมริกาก็มาช่วยสมใจ

แต่ซาอุดิอาระเบียจะรู้ไหมว่า อาณานิคมแบบใหม่ กับแบบเก่า มันก็เป็นเหยื่อเขาเช่นเดียวกัน

Scroll to Top