ผมเล่าเรื่องบริษัท ที่รับจ้างติดตามสถานการณ์โลก ทำการวิเคราะห์ และให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชน ทั้งในอเมริกาและนอกอเมริกาอย่าง เชอร์ทอฟฟ์ กรุ๊ป เรื่องของบริษัทบูซ อัลเลน แฮมิลตัน ที่รับจ้างทั้งเอกชนและรัฐบาล ในการสร้างระบบเกี่ยวกับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องคาร์ไลล์และแบล็คสโตน ที่เป็นกองทุนเอกชนใหญ่ระดับโลก ที่เป็นเจ้าของ และบริหารกิจการข้ามชาติสารพัดกิจการรวมทั้งเรื่องไอทีไซเบอร์ รวมทั้งเป็นเจ้าของ และบริหารกองทุนขนาดใหญ่ เกือบทั่วโลก
บริษัท 4 นั้น มีส่วนประกอบสำคัญ ที่เหมือนกันเกือบหมด คือ
– มีผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร ที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ที่มาจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของอเมริกา (ภาครัฐ) หรือเป็นนักธุรกิจทุนใหญ่ ที่ส่วนใหญ่เป็น ยิวระดับเศรษฐี หรือเป็นเครือข่ายกันกับ ยิวเศรษฐี หรือพวกการเงินใหญ่แถววอลสตรีท (ภาคเอกชน)
– บุคคลเหล่านั้น เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ หรือเอกชน ต่างก็มีความเกี่ยวโยงกับ CFR หรือท่านร้อกกี้หินร่วง ที่น่าจะเป็นคนชักใย CFR ตัวจริง
บริษัทที่เล่ามานั้น เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่ผมอ่านและค้นคว้าในระยะเวลาจำกัด มันคงมีบริษัท หรือธุรกิจ หรือบุคคลทำนองนี้อีกมากมาย ที่เราไม่รู้จัก เพราะเขาพรางตัวเอาไว้อย่างมิดชิด และเราขาดคนช่างค้น ที่จะติดตามคอยคุ้ย ฉีกและแฉสิ่งที่เขาพรางตัวเอาไว้
แต่แค่ 4 บริษัท ที่เล่ามา เรื่องราวของเขา ก็เกือบจะครอบ และคลุมหลายอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกนี้ …
ขอเพิ่มตัวอย่าง สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันอีกมุมหนึ่ง
เชด สวีต (Chad Sweet) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเชอร์ทอฟฟ์ กรุ๊ป กำลังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการและวางแผนการเลือกตั้งให้กับเทด ครูซ (Ted Cruz) ผู้สมัครฝั่งรีพลับลิกัน
เทด ครูซ มีคุณเมียชื่อ ไฮดี้ (Heidi) คุณเมีย นี่อาจจะน่าสนใจไม่แพ้คุณผัว หล่อนเป็นอดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ อยู่ในคณะหาเสียงเลือกตั้งของคาวบอยบุช แบบนี้คงติวเข้มคุณผัวสบาย ปัจจุบันคุณเมียมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของโกล์ดแมนแซค (Goldman Sach) ซึ่ง มีอดีตผู้บริหารระดับสูง อย่างเฮนรี่ พอลสัน (Henry Paulson) ที่เป็นอดีต รม. คลัง สมัย ปี ค.ศ.2008 ที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ และโกล์ดแมนแซค ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดวิกฤติในตอนนั้น
นอกจากนี้ โกล์ดแมนแซค ยังมีอดีตประธานกรรมการ ชื่อโรเบิร์ต รูบิน (Robert Rubin) ซึ่งเคยเป็น
รัฐมนตรีคลังสมัยรัฐบาลคลินตัน คนนิยมเด็กฝึกงาน และคุณรูบิน นี่ปัจจุบัน เป็นประธานกรรมการร่วม ของ CFR …
นอกจากนี้เชอร์ทอฟฟ์ กรุ๊ป ยังมีหัวหอก ที่น่าจะเป็นหัวหน้าตัวจริงของเชอร์ทอฟฟ์ กรุ๊ปคือ ท่านนายพลไมค์ เฮย์เดน (Mike Hayden) ซึ่งมีประวัติยาวเหยียด ตั้งแต่เป็นอดีตประธานรัฐสภา อดีตหัวหน้าใหญ่ ซีไอเอ หัวหน้าใหญ่สภาความมั่นคง ฯลฯ ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.2016 ที่ผ่านมา ท่านนายพลออกมาสรรเสริญท่านใบตองแห้งหน้าทีวี ว่า …อย่าไปว่า ท่านประธานาธิบดีเลยนะ ที่พูดเรื่องบรัสเซลส์สยอง อย่างสั้นมากไม่ถึงนาที เพราะ ท่านใบตองแห้ง คงเห็นว่า เรื่องก่อการร้ายที่บรัสเซลส์ เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรหรอก…
ท่านนายพล ฉีกใบตองเล่นคนเดียว เดี๋ยวจะไม่สนุก เมื่อวานซืนประธาน CFR ตัวจริง นายริชาร์ด ฮาสส์ Richard Haass จึงออกมาช่วยฉีกต่อ นายฮาสส์ ได้ออกมาตำหนิ ท่านใบตองแห้งว่า การที่ท่านใบตองแห้ง ไปเต้นแทงโก้พลิ้วกับสาวอาร์เจนติน่า ขณะที่เหตุการณ์ที่บรัสเซลส์เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ นั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสม
นายฮาสส์ ทำเสียง ทำสีหน้า เสียจนผมเสียวว่า ท่านใบตองกลับมาทำเนียบคราวนี้ คงไม่แคล้วถูกทำโทษยืนหน้าเสาธง ฮา
ไม่กี่วันก่อนครูใหญ่ ฮาสส์จะออกมา “ดุ” ประธานาธิบดีที่เป็น 2 สมัย เขาไปออกทีวีรายการของฟารี้ด แซคคาไรด์ (Fareed Zakaria) ที่เป็น CFR อีกคนหนึ่ง ในช่องซีเอนเอน …2 คน คุยกันหลายเรื่อง ตอนหนึ่ง ฟารี้ด ถามครูใหญ่ว่า… นโยบายต่างๆ ที่ ทรัมป์ประกาศออกมา โดยเฉพาะด้านสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ที่จะไปจับมือกับรัสเซีย) นั้น เหมาะสมกับอเมริกาหรือไม่ และถ้าทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี มิแปลว่า เรา (อเมริกา) ต้องเปลี่ยนนโยบาย จากที่อเมริกาเป็นผู้นำ ผู้กำกับทิศทางของโลก เป็นถามใจเธอดูก่อน ทั้งหมดหรือ
ครูใหญ่… ใครว่า ทรัมป์ จะเป็นประธานาธิบดี ?
Fareed… ก็เขากำลังนำทุกรัฐ แบบไม่มีใครเบรกอยู่เลยนะ
ครูใหญ่… อีกนานกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ระหว่างนี้ กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง อะไรก็เกิดขึ้นได้
นี่เป็นแค่ตัวอย่างของเรื่อง ที่เกี่ยวโยงกับ 4 บริษัท ที่คงพอทำให้เราเห็นภาพว่า CFR นั้น มีใยแมงมุมใหญ่ขนาดไหน และ พวกเขามีแนวคิดอย่างไร
คำถามที่ผมถามตัวเองคือ หากฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชนของอเมริกา ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในโลกยอมรับว่า
เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง ถ้าพวกเขาสมคบร่วมกัน จับมือ ชักใย วางป้ายลวงไปเสียเกือบหมดทุกเรื่อง ข่าวที่เราจะได้รับ มันก็อาจจะเป็นข่าวลวง จนเราแทบจะไม่รู้ความจริงเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว อะไรเกิดขึ้นในโลกนี้กันบ้าง “เขา” กำลังทำอะไร หรือคิดจะทำอะไร ดูเหมือนเราจะได้รับรู้เพียงเท่าที่ “เขา” อยากให้เรารับรู้เรื่องราวของสถานการณ์ อย่างที่เขา”ตบแต่ง” มาแล้วเกือบทั้งสิ้น…
เมื่อต้นเดือนมกราคม ค.ศ.2016 ตามความเห็นของเราๆ ที่ตามสื่อทั้งในและนอกประเทศ ดูเหมือนสถานการณ์โลกร้อนระอุจวนจะเดือดอยู่รอมร่อ และจุดที่น่าจะเดือดก็อยู่ที่ซีเรีย ตะวันออกกลาง สนามปั่นจิ้งหรีด ที่มีข่าวออกมาเกือบทุกวัน
มาเดือนมีนาคมนี้ ข่าวตะวันออกกลาง เงียบหายไป เหมือนใครเอาไปซ่อน ความร้อนลดลง แค่อุ่นๆ ไม่เดือดแล้วหรือ บางข่าวบอกทะเลจีนต่างหากที่จะเดือดแทน
เรารู้ไหม ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนปลอม …อาจจะจริงทั้งคู่ หรือปลอมทั้งคู่ ตะวันออกกลาง อาจจะยังไม่ลดลงมาอุ่น และทะเลจีนก็อาจจะยังไม่ถึงกับเดือด…
มาวันนี้ ข่าวทุกช่อง สื่อทุกราย มีแต่เรื่องระเบิดที่บรัสเซลส์ ที่ไปๆมาๆ คนอำนวยการสร้างอาจจะเป็นเจ้าเดียวกับที่ปารีส ศุกร์ 13 วันนี้ ใครเขียนเรื่องซีเรีย เชยชะมัด ใครเขียนเรื่องทะเลจีนใต้ ก็เกือบเชยนะ ใครเขียนเรื่องป้ายลวง ไม่ใช่เชย แต่ออกอ่าว บ๊องสนิท….ไปอยู่ที่ไหนมาลุง… ฮา ต้องเขียน ต้องเล่าแต่เรื่องระเบิดที่บรัสเซลส์เข้าใจไหม…
เพื่อบอกตัวเอง และท่านผู้อ่านว่า เราไม่ได้เชย เราไม่ไปเที่ยวอ่าว แต่เราไม่ชอบดูแต่สื่อย้อม ไหนๆ จะถูกลวง เราไปดูถึงโรงงานทำป้ายลวงกันเลยดีกว่า
ดูว่า CFR ผู้ที่ดูเหมือนจะมีบารมีเหนือประชาธิปไตยของอเมริกา เหนือประธานาธิบดี และเหนือรัฐบาลของอเมริกา และน่าจะเหนือหลายรัฐบาลในโลกใบนี้ เขาว่า อย่างไรกันบ้าง จุดร้อนระอุของโลก ในความเห็นของ CFR มันตรงกับข่าวที่สื่อต่างๆ พากันออกมาบอกเราหรือไม่
จากรายงานประจำปี Annual Report ค.ศ. 2015 ของ Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่ออกมาประมาณกลางปี ค.ศ. 2015 นั้น ได้นำสาสน์จากท่านประธาน CFR คนปัจจุบัน หรือ ครูใหญ่ ริชาร์ด ฮาสส์ ถึงบรรดา นักเรียน บริวาร หรือสมาชิก CFR ทั้งปวง ซึ่งน่าจะนับว่า เป็นความเห็นหลัก (หรือ ความเห็นลวง !) ของ CFR
ท่านประธานฯ ท่านเขียน โดยใช้หัวเรื่องว่า ” A Changing World, A Changing Council ” ….สรุปความว่า…
“… เราก่อตั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่ม และเราเติบโตเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ และเติบใหญ่ขึ้นอีกในช่วงสงครามเย็น ตอนนั้น ความสนใจ และกิจกรรมส่วนใหญ่ของเราระหว่างช่วง 4 ทศวรรษนั้น มุ่งไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข่งขันกันระหว่างสหภาพโซเวียต กับ สหรัฐอเมริกา…
… การประชุมและรายงานของเราในช่วงนั้น มักอยู่ในหัวข้อว่า เราจะดูแลผลประโยชน์ของอเมริกาอย่างไร ให้อเมริกามีความก้าวหน้าอย่างไร โดยไม่ต้องมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างคู่แข่งทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ มันเป็นเรื่องที่ต้องทำและยากเย็น แต่เราก็สามารถทำได้ดีพอสมควร…
… แต่ปัจจุบัน มีผู้ร่วมเล่นใหม่โผล่เข้ามาเพิ่ม กองกำลังใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดความสัมพันธ์ในโลกเสียใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอมริกา จึงจำต้องมีความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านที่ต้องระมัดระวัง และในแง่ของการจัดลำดับ…
… เรื่องของโลกไซเบอร์ เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด มันไม่เคยอยู่ในหัวข้อที่เราต้องหารือกันในคนรุ่นก่อน…แต่ปัจจุบัน กลับเป็นเรื่องใหญ่ ที่กินเวลาส่วนมากในวาระการหารือของเรา… มันมีส่วนคล้ายกับสมัยช่วงปี ค.ศ.1940 ถึง ค.ศ.1950 ที่เราต้องหารือกันมากมาย เกี่ยวกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์…
…ทั้งในตอนนั้น และในตอนนี้ เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลก มันเป็นได้ทั้งสองทาง ทั้งด้านสร้าง และด้านทำลาย และในบางกรณี… นโยบายแบบท้าทาย ที่มาจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไซเบอร์ และอินเตอร์เน็ต อาจสร้างการคุกคามได้มากกว่าอาวุธนิวเคลียร์เสียอีก เพราะผู้ที่เข้ามาร่วมเล่น ไม่ว่าจะเป็นเล่นเดี่ยว หรือเล่นเป็นกลุ่ม หรือเป็นรัฐบาล มีจำนวนมากกว่าตอนเล่นกันเรื่องนิวเคลียร์…
…. และนี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่า มันมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกฎกติกา มีหน่วยงานสากลคอยกำกับดูแล พฤติกรรมการใช้ และสร้างกลไกในการระงับการใช้ หากไม่เป็นไปตามกฎกติกานั้น…”
อ่านสาสน์ท่านประธานแล้ว ก็ดูเหมือนว่า CFR น่าจะให้ราคาเรื่องสงครามไซเบอร์สูงจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องการ ตลาด อย่างที่บางสื่อนินทากัน ขณะที่เกือบทุกสื่อ (ถูกสั่งให้) ออกแต่ข่าวรายงานเกี่ยวกับตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ และตอนนี้ เมื่อข่าวตะวันออกกลางไม่มีให้เล่น เพราะคุณพี่ปูติน คงอ่านนิทานมากบอกว่า ยังไม่อยากไปติดหล่มในซีเรีย ขอให้เด็กๆกลับไปเยี่ยมสาวรัสเซีย สักพักก่อนแล้วจะกลับมา ตอนนี้สื่อก็คงได้รับคำสั่ง ให้เล่นข่าวเรื่องบรัสเซลส์ ไปอีกนาน และสงสัยจะมีรายการแถมว่า ที่นั่น ก็มีสิทธิ ที่โน้น ก็ต้องระวัง ป้ายลวงผลิตกันแทบไม่ทัน แต่ขณะเดียวกัน อเมริกาอาจจะกำลังขะมักเขม้น เตรียมตัวติดเครื่องเต็มอัตรา สำหรับสงครามโลก ที่กำลังเดินทางมา….