เล่ม 9 ‘ติดกับ’
ลูกครึ่งหรือนกสองหัว
ตอนแถม 1
นิทานเรื่องลูกครึ่ง หรือนกสองหัว จบไปพักใหญ่แล้ว เข้าใจว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านยังคงคาใจว่า ตกลง ตุรกี เป็นอย่างไหนกันแน่ ลูกครึ่ง ครึ่งลูก เต็มใบ หรือนกสองหัว แล้วเด็กชายสยามกับเด็กชายตุรกี ที่มีคุณครูผู้ปกครองคนเดียวกัน ชีวิตภายใต้เชือกจูงดูเหมือนไม่ต่างกัน แล้วต่อไปจะเดินตามเชือกที่จูงเหมือนกันไหม
แล้วนิทานก็จบไปดื้อๆ ไหนว่า จะเขียนขยาย นอกจากไม่เขียนแล้ว ลุงนิทานยังหายหัว ไม่บอกกล่าว ไม่รายงานตัว แฟนๆบอกนี่ ถ้าไม่สงสารว่า เป็นคนแก่ช่างเล่านิทาน ฉันจะเลิกตามอ่านแล้วนะ ทำเอาฉันเกิดอารมณ์ค้าง เหมือนดูหนังจวนจะจบแล้ว พระเอกต่อยผู้ร้ายพุ่งถลา หน้ากำลังจะทิ่มดิน แต่หนังดันขาด เขาเปิดไฟสว่างทั้งโรง ไล่คนดูกลับบ้าน บอกวันหลังมาดูต่อ ทางโรงหนังบอก วันนี้คนแป๊ะ สกอตเทปต่อหนังคงไม่กลับมาแล้วครับ ลาไปงานบวชตั้งกะก่อนเพล นี่ตะวันตกดินแล้ว ยังไม่กลับมาเลย
ชาวบ้านบ่นกัน พรึม เอ๊ะ แล้วตกลงพระเอกชนะแน่หรือเปล่า เออ วันหลังมาดูต่อแล้วกัน บางคนบอก ไม่มาหรอกเสียเวลา วันไหนจะฉายต่อก็ไม่รู้ ขี้เกียจคอย พระเอกต่อยผู้รายจนคว่ำขนาดนั้น มันคงชนะน่า ไม่พลิกหรอก บางคนบอก ไม่แน่นะ บางทีพระเอกดันใจอ่อนกับผู้ร้ายยอมให้หนี ตัวอย่างมีนี่นา เราไปดูยี่เกเรื่องใหม่ดีกว่า เขาว่าสนุกออก เล่นเก่งทั้งนางเอก ทั้งพระเอก หลอกกันไปมา ไม่รู้ใครจะได้รอยรักฝังใจ หรือพวงมาลัยมากกว่ากัน
ลุงนิทานขออภัยครับ ที่เขียนเรื่องนกสองหัวเหมือนไม่สุด คิดเอาเองว่า 9 ตอนที่เขียนไป แนะนำคุณตุรกีเขาพอควรแล้ว ทันการสำหรับการเมืองโลกตอนนี้ ครั้นจะเพิ่มตรงนั้น ต่อตรงนี้ เกรงเรื่องจะยาวเกิน แล้วอาจจะกลายเป็นเรื่องนกทั้งฝูงไป แต่หลังจากมาอ่านความเห็นของท่านผู้อ่าน ที่มีต่อคุณตุรกีอีกรอบแล้ว ผมคิดว่า โอ้ คนนิทานของผมไม่ธรรมดา มีวิธีคิดวิเคราะห์กันน่าสนใจมาก น่าจะต้องเขียนต่ออีกสักหน่อย เผื่อจะเป็นแว่นทำให้ท่านผู้อ่านมองภาพขัดขึ้น
กำลังจะเริ่มเขียน ก็ล้มลุกคลุกคลาน อาการคนวัยอาวุโสถามหา ลุงนิทานต้องรีบพาตัวเองไปเข้าอู่ คุณหมอแสนน่ารัก เก็บเครื่องมือเล่านิทานของผมไปเกลี้ยง บังคับให้นอนบ้องแบ้วอยู่หลายวัน นี่ขอต่อรอกัน ขอเขียนเรื่องค้างคาถึงบรรดาแฟนๆ สักหน่อย หลังจากนั้นคงต้องส่งใบลาไปซ่อมเครื่อง สักพักจะกลับมานะครับ ต้องขออภัยอีกครั้ง ที่เขียนตอนต่อช้าไป มาช้าดีกว่า มาไม่ได้เลยนะครับ
วนสนามหลวงเสียรอบใหญ่ กว่าจะกลับมาเล่าเรื่องคุณตุรกีต่อ
ตุรกี เป็นชาติที่เหมือนต้นไม้ใหญ่มีรากยาว ไม่ใช่พวกเพิ่งเพาะเมล็ดหรือต้นใหญ่ แบบต่อตา ตุรกีมีความสืบทอด ทั้งทางวัฒนธรรม ความเจริญใหญ่โต ระดับจักรวรรดิมาก่อน อาณาจักรออตโตมานมีเรื่องราวให้ศึกษามากมายที่สำคัญคือ สถานที่ตั้งของตุรกี อยู่ในที่ที่ทำให้ตัวเอง สามารถสร้างความ สำคัญ และสามารถสร้างความซวยให้กับตัวเอง ได้อย่างเหลือเชื่อเช่นกัน
เรื่องนี้เป็นกรณีน่าศึกษาสำหรับสมันน้อยเป็นอย่างยิ่ง
การประคองตัวของตุรกี ให้ผ่านคลื่นลม แต่ละยุค แต่ละสมัย จึงไม่ง่าย มีบางท่านแหลมคม เปรียบตุรกีเหมือนจราจร อยู่สี่แยกไฟแดงก็ใช่อยู่ในหลายช่วง แต่ผมว่า บางช่วงตุรกีน่าระทึกใจกว่าเป็นจราจร เพราะแถบที่ตุรกีอยู่นี่ มันเป็นโรงละครสัตว์ circus of empires ชัดๆ การดำเนินชีวิตแถบนั้น จึง เหมือนเป็นนักไต่ลวด ในโรงละครสัตว์มากกว่า ต้องประคองตัวเดินไต่ลวดทุกวัน วันไหนเกิดเสียหลัก ศูนย์ถ่วงเสีย หล่นพลั่กลงมาที่พื้น แถมไม่มีตาข่ายกางรับก็จบ เหลือเป็นตำนานเท่านั้นเอง และตุรกีก็เกือบเป็นอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง
ตุรกีเคยใหญ่โต รุ่งเรืองอย่างยิ่ง เมื่อยังเป็นอาณาจักรออตโตมาน ช่วงประมาณ ค.ศ.1500 กว่าถึง ประ มาณ ค.ศ.1900 ในช่วงที่รุ่งเรืองอาณาจักรออตโตมาน ขยายบ้านเมืองยาวไปรอบด้าน กรุงคอนแสตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมาน จึงเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมเชื่อมยุโรป และตะวันออกกลางไว้ด้วยกัน แต่ทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวรหมดหรอก ให้ใหญ่ยังไง ก็มีวันล้ม วันล่มสลายได้ ไอ้ที่ชอบทำตัวเป็นอึ่งอ่าง ลงท้ายก็ไปอย่างเขียดแทบทั้งนั้น
สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ โดยเฉเพาะ ประวัติศาสตร์ที่ฝรั่งอังกฤษบันทึกไว้ ระบุว่า จักรภพอังกฤษกับอาณาจักรออตโตมาน มีสัมพันธ์ฉันท์มิตร รักกันหนามายาวนานร่วมศตวรรษ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1จะเกิด
แต่ความเป็นจริง อังกฤษไม่ได้รักหนักหนาอะไรกับตุรกีหรอก อังกฤษแค่เอาตุรกีมาเป็นตัวเชิด เอามาเป็นก้างวางไว้กลางทาง กันไม่ให้ใครเดินมาตามทาง ที่จะทำให้มาใหญ่กว่าอังกฤษได้เท่านั้น ตามสัน ดานขี้อิจฉาของอังกฤษ บังเอิญตอนนั้นมีจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งนอกจากจะมีอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล โอ่อ่า หรูหรา แล้วยังมีกองกำลัง ที่ดูน่าเกรงขามอีกด้วย แน่นอนย่อมเป็นที่หมั่นไส้สุดขีดของอังกฤษดีว่า รัสเซียอยู่ไกลเกินจะไปยืนท้าหน้าบ้าน
ช่วงศตวรรษที่ 19 อังกฤษมองตัวเองว่า เป็นหมายเลขหนึ่งของโลก เป็นจ้าวทางทะเล ส่วนรัสเซียเป็นจ้าวทางพื้นดิน ด้วยภูมิประเทศของรัสเซีย ก็หาเซียนมาปราบยาก นโปเลียนว่ารบเก่ง พยายามเดินทัพอยู่นานเพื่อไปบุกรัสเซีย รัสเซียแค่ดึงเกมให้ถึงหน้าหนาว หลังจากนั้นให้ธรรมชาติจัดการกองทัพอัน
เกรียงไกรของนโปเลียน เจอหิมะรัสเซียกัดหู กัดเท้าร่วงเกือบหมด นโปเลียนก็ต้องตัดสินใจ เก็บความยโสใส่ห่อ หันทัพเดินรุ่งริ่งกลับบ้าน ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นของ นโปเลียน ทำให้ใครที่คิดจะปราบรัสเซีย คิดหนัก อังกฤษ จึงได้แต่หมั่นไส้อยู่ห่างๆ
ตุรกีหรืออาณาจักรออตโตมาน ขณะนั้นอยู่ครึ่งทางระหว่างอังกฤษกับรัสเซีย นอกจากนี้ตุรกี ยังอยู่ใกล้อินเดีย เพชรยอดมงกุฎของรักของหวงของอังกฤษ อังกฤษไม่มีปัญญาเดินทัพทางบก มาดูแลอินเดียได้บ่อยๆ เพราะฉะนั้นอังกฤษ ใช้วิธีเดินเกมแทน สนับสนุนอาณาจักรออตโตมาน ให้ดูใหญ่แบบกำลังพอดี พอให้รัสเซีย ไม่กล้าแหยมและให้ทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงอินเดียกลายๆ เป็นการสร้างภาพข่มรัสเซียไว้ เผื่อรัสเซียคิดอยากกินโรตีเมื่อไหร่ ภาพจักรภพอังกฤษ กอดคอจับมือแน่นกับ จักรวรรดิออตโตมาน จะได้หลอนรัสเซียไว้
คนอังกฤษเขียนไว้เองว่า อังกฤษ เป็น “นักเขียนประวัติศาสตร์” ไม่ใช่ นักประวัติศาสตร์ แต่ละเรื่องที่อังกฤษเขียน จึงต้องดูหูหาหัวให้ครบ!
การสนับสนุนอาณาจักรออตโตมานของอังกฤษ เป็นตัวอย่างให้เห็นชัด ถึงความจอมปลอมของอังกฤษ และก็เป็นตัวอย่างให้เห็นความซวย จากสถานที่ตั้ง หรือชัยภูมิของอาณาจักรออตโตมาน
อังกฤษสนับสนุนกองทัพออตโตมาน โดยส่งอาวุธไปให้ แต่ขอโทษ เป็นอาวุธเก่าเสียส่วนมาก ถ้าเป็นอาวุธใหม่ ก็ให้ไปแต่อาวุธกระสุนยังไม่ส่งตามไป หรือตามไปทีละน้อยทีละนิด ฝ่ายออตโตมาน มีอังกฤษมาคอยดูแล ครึ่งหนึ่งที่เป็นลูกครึ่งฝรั่ง ก็ชื่นใจ คิดว่า ทางฝรั่งเขารับตัวเองเป็นพวก ทำให้สุลต่านและพวก ก็เชื่องโดยไม่ต้องมีเชือกจูง อังกฤษให้ทำอะไรก็ทำตาม แล้วออตโตมานก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ ถึงขนาดถูกรัสเซียตั้งชื่อให้ว่าเป็น the Sick man of Europe เจ็บนัก
แล้วนึกว่ารัสเซีย ซื่อมากนักหรือ หลังจากตั้งชื่อให้ตุรกีเป็นคนป่วย แดกอังกฤษแล้ว รัสเซียก็ออกข่าวว่า อย่างนี้ให้รัสเซียมาดูแลคนป่วย กรุงคอนแสตนติโนเปิลของออตโตมาน แทนอังกฤษดีกว่าไหม ตุรกี ทั้งปลื้ม ทั้งงง ตกลงใครจะมาอุ้มตูกันแน่ ว่าแล้วสุลต่านเจ้าผู้ครองนครขณะนั้น ก็เดินกลับเข้าฮาเร็ม ปล่อยให้พวกข้าราชการเล่นกันไปเอง ส่วนดีของเรื่องนี้ ก็คือ ทำให้เกิดกลุ่มยังก์เติร์กในตุรกี (ไม่ใช่ยังก์เติร์ก เมษาฮาวายของคุณพี่มนูญกฤต นะครับ) แต่เป็นยังก์เติร์กตัวจริงคือ กลุ่มของนายพันตรีเคมาล อตาเติร์ก ทหารหนุ่มกลุ่มนี้ อันที่จริงก็ปลื้มอังกฤษ เพราะส่วนใหญ่ก็เรียนจบจากอังกฤษ ฝรั่งเศสทั้งนั้น ก็เล่นบทเป็นเพื่อนรัก ต้มกันมาเกือบร้อยปี อิทธิพลทั้งตรงทางอ้อมของอังกฤษ ก็ย่อมครอบงำตุรกีอย่างช่วยไม่ได้ (อย่างนี้พวกที่ถูกต้มมา 60 ปีจะต่างกันไหมหนอ?!)
อังกฤษเจอลูกแดกของรัสเซียเข้า ควันออกหู สั่งเตรียมกองกำลัง กะว่าถ้ารัสเซียเอาจริง จะมาเป็นคุณ
หมอรักษาตุรกีคนป่วย อังกฤษก็ต้องทำทุกอย่าง ที่จะกันไม่ให้คุณหมอรัสเซียเข้ามายึด กรุงคอนแสตนติโนเปิล เพราะจะทำให้ อินเดีย เพชรยอดมงกุฎ ตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นอันดับต่อไปแน่