เรื่องของโกลด์แมน กับ AIG คงไม่ใช่เป็นเรื่องธุรกิจการค้าธรรมดา
Goldman Sachs Group Inc. เป็นบริษัทอเมริกันที่ทำธุรกิจด้านอินเวสเมนท์แบงก์ คือ จัดหาทุน ออกหลักทรัพย์ตราสาร ค้าหลักทรัพย์และตราสาร รวมทั้งให้บริการ และคำปรึกษาเกี่ยวกับด้านการ เงิน การลงทุน
ลูกค้าส่วนใหญ่ของโกลด์แมน เป็น นิติบุคลคล สถาบัน หรือกองทุนขนาดใหญ่ เขาเป็นยักษ์ใหญ่ ลูกค้าก็คงเป็นพวกยักษ์ด้วยกัน
โกลด์แมน ตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1869 โดยมาร์คัส โกลด์แมน (Marcus Goldman) ชาวยิวอพยพ มาจาก แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี ตอนแรกใช้นามสกุล มาร์กซ์ (Marx) พอมาอเมริกา เลยเปลี่ยนเป็น โกลด์แมน(Goldman) และทำอาชีพเป็นนายหน้าหาเงินกู้ให้กับพวกยิวอพยพด้วยกัน
หลังจากเอาลูกเขย ซามูแอล แซคส์ (Samuel Sachs) กับลูกชายมาร่วมงาน ก็เลยเปลี่ยนชื่อบริษัทรอบแรกเป็น Goldman Sachs & Co.
เริ่มแรก โกลด์แมน เป็นธุรกิจที่ทำกันเองในครอบครัว และมีชื่อดัง จากการค้าตราสารทางการค้า เป็นรายแรกของสวนสัตว์วอลสตรีท
ค.ศ.1912 โกลด์แมน รับคนนอกรายแรกมาทำงาน เฮนรี่ เอส เบาเวอร์ส (Henry S. Bowers) มาเป็นหุ้นส่วน แต่ก็ยังไม่ทำให้โกลด์แมนดังเท่าไหร่ โกลด์แมนมาเริ่มดังเอาปี ค.ศ.1930 เมื่อมีซิดนีย์ ไวน์เบิร์ก (Sidney Weinberg) คนนอกครอบครัวอีกคน มาดูแลโกลด์แมน ในตำแหน่งหุ้นส่วนอาวุโส
ไวน์เบิร์ก (Weinberg) มาจากครอบครัวชาวยิวอพยพ ที่เป็นตัวแทนขายเหล้า (อาชีพเดียวกับตระกูลบุชสมัยปู่คาวบอย) เขาเริ่มอาชีพทางด้านการเงิน จากการเป็นเด็กวิ่งส่งตั๋วพนันหุ้น หลังจากนั้นก็ขยับขึ้นมาเป็นเป็นภารโรง ขัดรองเท้า ขัดหมวกให้กับเจ้านายจน พอล เจ แซคส์ (Paul J. Sachs) หลานนายใหญ่ถูกใจ เลยให้รับหน้าที่เป็นคนรับเอกสาร แล้วก็เลื่อนชั้นไปเรื่อย ๆ จนได้เป็นเป็นเทรดเดอร์ คนค้าหุ้น และเป็นหุ้นส่วนอาวุโสในที่สุด… บทนี้ คงเป็นตัวอย่าง ของความพากเพียร ขยันอดทน…
โกลด์แมน ภายใต้การดูแลของไวน์เบิร์ก ก้าวหน้าไปไกลมาก ทั้งด้านธุรกิจและด้านการเมือง
ไวน์เบิร์ก คบเป็นเพื่อนกับ แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) จากการเป็นสมาชิกของกรรมาธิการด้านการเงินของพรรคเดโมแครตด้วยกัน เมื่อรูสเวลท์เตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.1932 ไวน์เบิร์ก ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ประสานงานกับสวนสัตว์วอลสตรีท (เรียกเสียหรูจริงๆ ก็คือ หาทุนจากสวนสัตว์วอลสตรีท เอามาสนับสนุนคนที่พวกตัวเล็งไว้ ให้เป็นประธานาธิบดี)
เมื่อรูสเวลท์ได้เป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.1933 รูสเวลท์ก็ตอบแทนเพื่อนโดยให้ ไวน์เบิร์กตั้งคณะ ทำงานของภาคเอกชน เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำรัฐบาลซึ่ง ไวน์เบิร์กก็เลือกแต่พรรคพวกตัวเองเข้าไปอยู่ในคณะทำงานนั้น
ในปี ค.ศ.1941 เมื่ออเมริกาตกลงให้ความร่วมมือกับอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2ไวน์เบิร์ก มีบทบาทสูงมากทีเดียว ในการช่วยรัฐบาลจัดหาเงินทุน เพื่อเอาไว้ใช้ในการผลิตทางด้านอุตสาห กรรม (ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์น่ะครับ)
ต่อมาท่านประธานาธิบดีก็มอบหมายให้ ไวน์เบิร์ก ตั้งคณะที่ปรึกษา Industry Advisory Committee เพื่อประสานงานกับฝ่าย War Production ที่อยู่ภายใต้การเป็นประธานของ โดนัลด์ เอ็ม เนลสัน(Donald M. Nelson) และในปี ค.ศ. 1942 รูสเวลท์ก็ตั้งให้ไวน์เบิร์ก เป็นรองประธานของ War Production
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไวน์เบิร์กยังเดินหน้าสร้างสัมพันธ์กับด้านการเมืองต่อ โดยเป็นฝ่ายหาทุนให้ กับ ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ในปี ค.ศ.1952 และเมื่อไอเซนฮาวเออร์ ได้เป็นประธานาธิบดี พรรคพวกที่ไวน์เบิร์กแนะนำเช่น จอร์จ เอ็ม ฮัมฟรีย์ (George M. Humphrey) ของ M A Hanna Company ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ชาร์ลส์ เออร์วิน วิลสัน (Charles Erwin Wilson) ของ General Motors ก็ได้รับตำแหน่งกลาโหม และโรเบิร์ด ที สตีเวนส์ (Robert T. Stevens) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีด้านกองทัพ
ในปี ค.ศ.1964 เมื่อไวน์เบิร์ก สนับสนุนลินดอน บี จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) จนได้เป็นประ ธานาธิบดี พรรคพวกที่ไวน์เบิร์กแนะนำเช่น จอห์น ที คอนเนอร์ (John T. Connor) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ และเฮนรี่ เอช ฟาวเลอร์ (Henry H. Fowler) ก็ได้เป็นรัฐมนตรีคลัง
นี่เขาจับมือ (จูง) ได้ถึง 3 ประธานาธิบดี ติดต่อกันเชียวนะ
และคงไม่ใช่ ไวน์เบิร์ก คนเดียว ที่ทำให้โกลด์แมน มีสัมพันธ์อันดียิ่งกับรัฐบาลอเมริกันได้ จนบางครั้งคล้ายจะสั่งการรัฐบาล และทำการแทนกันได้หลายอย่าง เหมือนคนเป็นฝาแฝดกัน…
ระหว่างที่ ไวน์เบิร์ก เป็นหุ้นส่วนอาวุโส โกลด์แมนยังมีหุ้นส่วนจูเนียร์อีกหลายคน แต่คนที่น่าจะมีส่วน
ทำให้โกลด์แมนเป็นยักษ์ใหญ่ยืนยงคือ จอห์น ซี ไวท์เฮด (John C. Whitehead) ที่ใหญ่….อย่างเงียบเหลือเชื่อ
จอห์น ซี ไวท์เฮด อายุน้อยกว่า ไวน์เบิร์ก ประมาณ 30 ปี เกิดปี ค.ศ.1922 พ่อเป็นช่างไฟฟ้า ที่ถูกให้ออกจากงานช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จนต้องขายเครื่องเรือนในบ้าน เพื่อเอาเงินมาเป็นค่า อาหาร เขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของพวกเควกเกอร์ (Quackers) (พวกเคร่งศาสนา) ระหว่างเรียนก็ไปเข้ากลุ่มกับพวกลูกเสือ และได้รับเกียรติ เป็น eagle scout … รู้สึกนิทานเรื่องนี้ เราจะมี eagle scout หลายตัวนะครับ
พอเกิดสงครามโลก ไวท์เฮด ก็ไปสมัครเป็นทหารเรือ และไปรบทั้งที่นอร์มังดีและอิโวจิมา พอสงครามเลิก ก็กลับมาเรียนหนังสือต่อที่ฮาร์วาร์ด เรียนจบ โกลด์แมนก็มาเลือกตัวเอาไปทำงานในปี ค.ศ.1947ไวท์เฮด เขียนเล่าไว้ในประวัติตัวเองว่า เขาเป็นคนเดียวในรุ่นที่โกลด์แมนเลือก และปีนั้น โกลด์แมนก็เลือกแค่เขาคนเดียว ไม่เลือกละอ่อนจากมหาวิทยาลัยไหนอีก
และไวท์เฮด ก็กลายเป็นผู้ที่ไวน์เบิร์ก หมายตาให้เป็นทายาท รับหน้าที่พาโกลด์แมนไปให้ถึงเป้าหมาย…
ตามประวัติของเขาบอกว่า ระหว่างทำงานกับโกลด์แมน ปี ค.ศ.1984 ไวท์เฮดถูก เฮนรี่ คิสซิงเจอร์(Henry Kissinger) มาลากตัวไปพบประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ซึ่งชวนให้ ไวท์เฮดมาร่วมรัฐบาล ในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้น จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) เป็นตัว รมต. ไวท์เฮดรับหน้าที่ดูแลด้านยุโรปตะวันออก ซึ่งเขาต้องมีการเจรจาประสานงานกับหัวหน้าผู้นำโซเวียตขณะนั้น คือ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ซึ่งใช้นโยบายที่มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ.1989
จบเทอมจากรัฐบาลเรแกน ไวต์เฮดก็กลับมาอยู่โกลด์แมนต่อ
ไวต์เฮด ยังเข้าๆ ออกๆ โกลด์แมน เพื่อไปรับตำแหน่งใหญ่ๆสำคัญๆ อีกหลายครั้ง เช่น เป็นประธานกรรมการของเฟด นิวยอร์ก หลายสมัย เป็นกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก เป็นประธานสถาบัน Brookings ถังความคิด ที่มีอิทธิพลด้านความมั่นคงของอเมริกา
แต่ที่สำคัญไวท์เฮดนั้น คุ้นเคยกับตระกูลท่านร้อกกี้หินร่วงอย่างมาก ขนาดนับเป็นเพื่อนเก่าคนหนึ่งของ ท่านหินร่วงเลยทีเดียว เขาเลยต้องรับหน้าที่เป็นประธาน เป็นกรรมการในสถาบันหลายแห่ง ที่ท่านหินร่วงเงินเหลือ ตั้งขึ้นมาเสียเพียบเช่น มหาวิทยาลัย ร้อกกี้เฟลเลอร์, Asia Society ฯลฯ เขียนไม่หมดครับ รวมไปถึงดูแลด้านการลงทุนของตระกูลท่านหินร่วงด้วย รายการหลัง นี่น่าสนใจ
นอกจากนี้เขายังเป็นสมาชิกและ อยู่ในคณะกรรมการกำกับนโยบายของสมาคมลับที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือ บิลเดอร์เบิร์ก Bilderberg เขาเข้าประชุมทุกครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 ถึง ค.ศ.1997 ….ช่วงสำคัญของการเตรียมจัดระเบียบโลกเสียใหม่ทั้งนั้น และทุกครั้งที่ไปประชุม ไวต์เฮด จะเกี่ยวก้อยไปกับ ท่าน ร้อกกี้หินร่วง… น่ารักกันจัง
ไวต์เฮดได้รับการกล่าวขวัญจากเพื่อนร่วมวงการ วอลท์ ริสตัน (Walt Wriston) แห่ง ซิตี้คอร์ป (Citicorp) ว่า เขาเป็นบุรุษที่ไม่เคยทิ้งรอยไว้ แม้ยามเดินบนหิมะ…
ไวต์เฮด ถึงแก่กรรมเมื่อต้นปี ค.ศ.2015 ด้วยวัย 92 ปี …เขาทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายอย่างครบถ้วน…โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นพี่เลี้ยงและเตรียมตัว สตีเฟน ฟรีดแมน (Stephen Friedman) และโรเบิร์ต อี รูบิน (Robert E. Rubin) หุ้นส่วนรุ่นต่อมาของโกลด์แมน เพื่อเข้ารับตำแหน่ง และร่วมงานกับรัฐบาลอเมริกันตามเป้าหมาย…