แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เช้าวันจันทร์ที่ 15 กันยายน ค.ศ.2008 เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ยักษ์ใหญ่ของสวนสัตว์วอลสตรีท ยื่นคำร้อง ขอล้มละลายกิจการตัวเอง

มันเป็นการขอล้มละลายกิจการ ที่ใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อเมริกา

วันนั้นที่นครนิวยอร์กเอง ก็เหมือนกับเกิดการจลาจล ตำรวจขนกันมาเต็มถนน หน้าตึกที่ทำงานของ เลห์แมนแถบไทม์สแควร์ เพราะมีฝรั่งมุงเต็มไปหมด

… กลับบ้านไปเหอะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ใช่ดารามาโชว์ตัวซะหน่อย…..พวกคุณกำลังดูคนเป็นพันๆ ตกงานนะ พวกเขากำลังขนของกลับบ้าน เข้าใจมั้ย…. เสียงตำรวจ นิวยอร์กตะโกนพูดผ่านโทรโข่ง พร้อมกับรีบเอาแผงกั้นมาเรียงกันชาวมุง ที่มีทั้งชาวนิวยอร์กเอง และนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้เรื่อง มาหยุดดู นึกว่าดาราที่ไหนมา เพราะเห็นมีแต่กล้องทีวีเต็มไปหมด กับแสงแฟลชวูบวาบ

พนักงานเลห์แมน ค่อยๆ เดินออกมา ส่วนใหญ่อุ้มกล่องกระดาษ คล้องถุงพะรุงพะรัง มีเสียงพูดกันว่า… อย่าคอยเลย ใครจะไปรู้ บางทีคดีล้มละลายมันอาจวุ่นวายมากจนทางการเขาจะมาปิดออฟฟิสเรา แล้วเราก็ขนของเราออกมาไม่ได้นะ

แล้วชาวเลห์แมนก็หน้าตาตื่น หอบของกลับบ้านกันทั้งบ่ายวันจันทร์นั้น

ตกค่ำข่าวเลห์แมนล้ม ก็กระจายไปทั่ว โทรทัศน์ออกข่าวทุกช่อง แทบไม่มีใครเชื่อว่า คิงเฮนรี่ รัฐมนตรีคลัง จะปล่อยให้เลห์แมนล้ม ท่านเบน เบอนานเก้ ประธานเฟด สู้แรง คิงเฮนรี่ ไม่ไหว หรือรู้ (ใจ) กัน             

เลห์แมน บราเธอร์ มีพนักงานทั่วโลก ประมาณ 25,000 คน และที่สำนักงานใหญ่ฝั่งยุโรป ตั้งอยู่ที่ลอนดอน มีพนักงาน 4,500 คน ภาพอุ้มกล่องคล้องถุงพะรุงพะรังที่ลอนดอน ตามมาวันรุ่งขึ้น

เลห์แมน บราเธอร์เป็น อินเวสต์เมนต์แบงก์ ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของวอลสตรีท และอายุเก่าแก่ที่สุด เลห์แมนผ่านพายุร้ายมาหลายรอบ ด้วยสินทรัพย์กว่า 6 แสนล้านเหรียญ และมีเครือข่าย ความสัมพันธ์กับทุกธุรกิจการเงินใหญ่ “ทั่วโลก” มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เลห์แมนจะล้ม  ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน… เลห์แมน บราเธอร์ ใหญ่เกินกว่าจะล่ม หรือล้ม

แต่เลห์แมนก็ล้ม …ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ.2008 สื่อส่วนใหญ่บอกว่า ทางการตัดสินใจผิดอย่างมาก ที่ไม่อุ้มเลห์แมน ทีเมื่อเดือนมีนาคม หมี (ถูกถีบให้) ล้ม ทางการยังให้ เจ พี มอร์แกน ไปอุ้มเลย

“พวกเขา (หมายถึงทางการ) ใช้สำนึกไหนนะ ที่ปล่อยให้เลห์แมนล้ม หรือต้องพูดให้ชัดว่า พวกเขาไม่ได้

ใช้สำนึกไหนเลยใช่ไหม ที่ปล่อยให้เลห์แมนล้ม”

โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล ให้ความเห็น… พวกเขาไม่ได้ทำการบ้านกันเลยหรือไง ใครๆ ก็พูดกันมาตั้งแต่ตอนแบร์ สเติร์นส์ ล้มในเดือนเมษายนแล้วว่า เลห์แมนมีหวังไปตามแบร์แน่ และจริงๆ ก่อนหน้านั้น ทางการก็ต้องคาดการได้แล้วว่า อะไรมันจะเกิด ขึ้น มันเป็นความเสี่ยงต่อระบบ… ทำไมพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง

แต่คิงเฮนรี่ บอกให้เลห์แมนหาทางแก้ปัญหาของตัวเอง… ขายบริษัทไปสิ หรือหาเงินมาเพิ่ม…. คิงเฮนรี่ ในฐานะท่านคลัง ไม่ได้เตรียมการ ไม่มีแผนสำหรับจะอุ้มเลห์แมนเตรียมไว้ ไม่มีเลย

อนาคตของเลห์แมน อยู่ในมือของพวกที่กำลังประชุมอยู่ในห้องประชุมของธนาคารกลาง สาขาวอลสตรีท เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ค.ศ.2008

เกือบ 10 ปีมาแล้ว ดิ๊ก ฟูลด์ (Dick Fuld) หัวหน้าใหญ่ของเลห์แมน ก็เคยเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุมนั้น กับพวกหัวหน้าใหญ่อื่นๆ ของวอลสตรีท เพื่อชักชวนให้ชาวสวนสัตว์วอลสตรีท ลงขันช่วยไม่ให้เห็ดฟันจีเนียส ยักษ์ใหญ่ Long Term Capital Management (LTCM) ล้ม ขนาดเป็นยักษ์จีเนียสยังล้ม ระบบการเงินมันจะยืนไหวเหรอ มันคงล่มไปด้วยแน่ และพวกเขาก็จะแย่ตามไปด้วย มันไม่ใช่เรื่องที่จะยากแก่การเข้าใจ และชาวสวนสัตว์วอลสตรีท ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมวันนั้น ก็เข้าใจอย่างนั้นเกี่ยวกับเรื่องของเลห์แมน

และมันเป็นรูปแบบที่ คิงเฮนรี่ ท่านเบนและท่านทิมคิดว่า มันควรจะออกมาอย่างนั้น เมื่อพวกเขาเรียกรุ่นใหญ่ของสวนสัตว์วอลสตรีท ให้มาประชุมที่เฟด เกี่ยวกับอนาคตของเลห์แมน ในวันที่ 12 กันยายนนั้น

พวกเขาโทรเรียกหัวหน้าวอลสตรีททุกคน ให้มาประชุมเวลา 6 โมงเย็น เพียงแต่ครั้งนี้ ดิ๊ก ฟูลด์ ไม่ได้รับโทรศัพท์จากเฟดด้วย

ดิ๊ก ฟูลด์ นั่งกระสับกระส่าย อยู่ที่ห้องประชุมของเลห์แมน  และคงถามตัวเองว่า มันมาถึงตรงนี้ได้ยังไง

ช่วงปี ค.ศ.2003, ค.ศ.2004 ขณะที่ตลาดการกู้เงินซื้อบ้านกำลังบานแฉ่ง เลห์แมนกลัวกวาดกำไรไม่ทัน ใจ ไปซื้อธนาคารที่ให้กู้จำนองบ้านมาอีก 5 ธนาคาร เช่น BNC Mortgage, Aurora Loan Services และ Alt-A เป็นต้น ซึ่งปรากฏภายหลังว่า บางธนาคาร เป็นธนาคารชั้นเลว ที่ให้กู้แบบไม่มีการตรวจเอกสาร ชื่อคุณนิน่าเต็มไปหมด แต่เลห์แมนมองข้ามเรื่องนี้ และทุกคนที่เกี่ยวข้องก็มองข้าม เพราะปีนั้น หลังจากซื้อธนาคารเพิ่ม เลห์แมนกำไรเละ รายได้เพิ่มถึง 56% เป็นอัตราการโต ที่สูงกว่าธุรกิจการ 

เงินประเภทอื่น …กำไรสูง …มันเลยบังทุกอย่างไปหมด

ปี ค.ศ.2006 เลห์แมนเอาสัญญาจำนองของธนาคารที่ตัวซื้อมา เอามารวมกันเป็นหลักประกัน เพื่อออกตราสารข้าวต้มมัด จำนวน 146,000 ล้านเหรียญ (คูณเป็นบาทเอาเองนะครับ ผมตกเลข) ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นกว่า ปี ค.ศ.2005 ไปอีก 10%

ปี ค.ศ.2007 เลห์แมนรายงานว่า มีรายได้หลังหักภาษีเป็นจำนวน 4,200 ล้านเหรียญ และมีรายรับจำนวน 19,000 ล้านเหรียญ เกือบ 6 แสนล้านบาท ตัวเลขแบบนี้ มันคงทำให้เห็นและได้ยินอะไรไม่ค่อยชัด

ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ.2007 ราคาหุ้นของเลห์แมนขึ้นไปสูงถึง 86.18 เหรียญต่อหุ้น แต่หลัง จากนั้นไม่เท่าไหร่ การผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้เงินซื้อบ้านเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พอสิ้นไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2007 การผิดนัดก็ยิ่งมากขึ้น ถึงจำนวนสูงที่สุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา และหุ้นของเลห์แมนก็เริ่มดิ่งลง เพราะตลาดเริ่มกังวลว่า อย่างนี้เลห์แมนมีหวังจุกหนัก จากการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน เพราะ เลห์แมน อัดข้าวต้มมัดไว้เสียแน่นสำนักงาน

แต่หัวหน้าฝ่ายการเงินของเลห์แมนออกมาบอกว่า ไม่ต้องห่วงน่า เรายังไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาใหญ่อะไรนะ

ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ.2007 เมื่อเห็ดฟัน 2 กองของแบร์ ไปไม่รอดล้มกลิ้ง หุ้นของเลห์แมนก็ดิ่งอีกรอบคราวนี้เลห์แมนชักตกใจเล็กน้อย ประกาศปิด BNC ที่เพิ่งซื้อมาทุกสาขาและเลิกจ้างคนทำงานทาง ด้านรับจำนองบ้านไป 2,500 คน นอกจากนั้น ยังปิดสาขาหลายแห่งของ Aurora กับ Alt –A ไป 3สาขา

แต่ในปี ค.ศ.2007 เลห์แมน ก็ยังออกตราสารข้าวต้มมัด อีกเป็นจำนวนถึง 83,000 ล้านเหรียญ ….เลห์แมนมีข้าวต้มมัดมากกว่าใคร ๆในวอลสตรีทแล้ว

ปลายปี ค.ศ.2007 หุ้นของเลห์แมน ราคาฟื้นขึ้นมาหน่อย เพราะตลาดหุ้นเกิดดีขึ้นมา (อย่างน่าสงสัย) และราคาบ้านก็ดีขึ้นมาด้วย หลังจากที่หัวทิ่มมานาน แต่เลห์แมนสงสัยเป็นสิงห์วอลสตรีท ประเภทที่ยอมตายคากรง … เพราะเสียดายอาหาร ที่ยังเหลือค้างอยู่ในกรง

ปี ค.ศ.2007 เลห์แมนเหมือนนักกายกรรม ที่เหวี่ยงตัวเองไปจนสูง และไกลที่สุดอย่างน่าอันตราย โดยไม่สนใจดูว่าจะมีตาข่ายขึงคอยรับหรือไม่ เลห์แมนมีอัตราการเสี่ยงของการให้กู้อยู่ที่ 31 เท่าของเงิน กองทุนของตัวเอง

อธิบายแบบง่ายๆ คือ เหมือนคนมีเงินในกระเป๋าบาทเดียว แต่ทะลึ่งสร้างหนี้ ไว้ถึง 31 บาท มันเกินตัวขนาดไหน หรือคิดอีกแบบ เรามีความสามารถแบกน้ำหนักข้าวได้ 1 กระสอบ ดันมีกระสอบข้าว 31 ใบ ตกลงมาใส่พร้อมกัน คนแบกจะเละไหมครับ

เมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคม ค.ศ.2008 วันที่แบร์ สเติร์นส์ อินเวสเมนแบงก์ ที่ลงทุนในตราสารข้าวต้มมัด มากเป็นอันดับ 2 รองมาจากเลห์แมน ถูกกระทืบคาตีนใครไม่รู้ หุ้นของเลห์แมนหล่นไป 48% เพราะทุกคนคาดว่า เลห์แมน คงเป็นดาวร่วงรายต่อไป….แต่เลห์แมน ยังเหนียว เดือนเมษายน ค.ศ.2008 เลห์แมนออกหุ้นกู้ขายได้เงินมา 4,000 ล้านเหรียญ พอทำให้หายใจได้อีกเฮือก

แต่พอสิ้นไตรมาส 2 ผลประกอบการของเลห์แมน ขาดทุนไป 2,800 ล้านเหรียญ มันเป็นการขาดทุนครั้งแรกตั้งแต่เลห์แมนแยกธุรกิจออกมาจาก American Express … เอะ… เลห์แมนไปเกี่ยวอะไรกับAMEX ด้วย

แล้วมันเกี่ยวกับอนาคตของเลห์แมน ที่ “พวกเขา” กำลังประชุมกันอยู่ไหม

Scroll to Top