เล่ม 5 ‘นักล่า’
เขี้ยวงอก
ตอน (3) ทองห่อผ้าขี้ริ้ว
อำนาจ คือ ทุน ทุน คือ อำนาจ คาถาง่ายๆ สั้นๆ ท่องให้ฟังอยู่ในนิทานเกือบทุกเรื่อง โลกใบนี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินเข้าใจ ความซับซ้อนถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เหยื่อสับสนมึนงง แล้วจะได้ถูกล่าง่ายขึ้นต่างหาก
การจะสร้างนักล่าหมายเลขหนึ่งขึ้นมา ครองโลก แบบไม่มีใครกล้ามาท้าทาย ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ มันออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเพ้อฝันเสียด้วยซ้ำ แต่มันมีคนคิดจริง ขบวนการสร้างนักล่า ใช้เวลาทั้งหมดกว่า 100 ปี เริ่มตั้งแต่ประมาณ ปี ค.ศ.1890 คนคิดสร้างไม่ได้คิดเล่นๆ เขาคิดจริง ทำจริง อดทน วาง แผน เป็นขั้นเป็นตอน และที่สำคัญคนคิดนอกจากมีทุนหนามหึมาแล้ว มันต้องมีความบ้าเต็มขั้น มีความอยากทะเยอทะยานเต็มร้อย บวกกับความเหี้ยมโหด อีกไม่รู้กี่พันเท่า มันถึงจะทำได้
มันเป็นความคิดของพวกนายทุนที่เป็นเจ้าของ และมีอำนาจเหนือธนาคารกลาง และตลาดหุ้น ตลาดทุนที่วอลสตรีทและลอนดอน ไม่กี่ตระกูล ที่หวังจะจัดระเบียบโลกใหม่อย่างที่เขาต้องการ เป็นโลกที่ควบคุมด้วยเงิน ด้วยระบบการเงินที่พวกเขาวางแผนคิดสร้างมานั้น จะทำให้พวกเขาเป็นผู้ควบคุมชักใย รัฐบาล กองทัพ และประชาชนอีกต่อหนึ่งไม่ว่าเป็นชนชาติใด และประเทศใด โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการครองโลกและจัดระเบียบโลกใหม่
มันไม่ง่ายนักหรอก แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของพวกเขา พวกเขาคิดว่าถ้าเราสามารถสร้างระบบ ที่ให้เราเป็นผู้สร้างเงินได้ การควบคุมปริมาณและกระแสเงินของโลกนี้ ก็อยู่ในมือพวกเรา ระบบนี้จะทำงานไม่ต่างกับการควบคุมด้วยอาวุธ แต่มันเป็นอาวุธทางการเงิน
การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) โลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นหน้าใหม่ของประวัติ ศาสตร์ประมาณ 500 ปี มาแล้ว (นานแล้วครับ แต่ใช้เวลานานมาก กว่าสมันน้อยจะรู้เรื่อง) เรื่องราวมันย้อนไปตั้งแต่สมัยอเมริกายังถูกนับเป็นอาณานิคม อยู่ในอำนาจของอังกฤษ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1600 กว่าประมาณนั้น อิทธิพลของอังกฤษครอบงำอเมริกาจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้อเมริกาจะทำสงครามกลางเมืองเหนือใต้เมื่อ ค.ศ.1861–ค.ศ.1865 โดยฝ่ายเหนือมีอังกฤษสนับสนุน ฝ่ายใต้มีฝรั่งเศสสนับสนุน และอ้างว่าอังกฤษไม่สามารถจะกระทืบอเมริกาซ้ำได้ ต้องถอยกองทัพกลับไปก็ตาม แต่คราบของอังกฤษก็ยังคงครอบอเมริกาอยู่อย่างที่อเมริกา ไม่รู้ตัว หรือแกล้งไม่รู้ตัว
อิทธิพลของอังกฤษ ระบบของอังกฤษในด้านการค้าครอบงำอเมริกามาตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1700 แล้ว ก็พวกที่อพยพมาอยู่อเมริกาส่วนหนึ่ง (ไม่น้อย) ก็มาจากอังกฤษนั่นแหละ นอกจากพูดภาษาเดียวกันแล้ว อิทธิพลและวัฒนธรรม ผู้อพยพก็เก็บใส่กระเป๋าเอาติดมาด้วย
ประมาณปี ค.ศ.1890 หลังอเมริกาปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมาหลายตระกูล ในอเมริกาเช่น ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller), เจ พี มอร์แกน (J P Morgan), แอสเตอร์ (Astors), แฟนเดอร์บิล (Vanderbilt), คาร์เนกี้ (Carnegies) ฯลฯ
อเมริกาจะเป็นคนรวยแบบไหนล่ะ แบบอินเดียนแดงเจ้าของถิ่นที่อเมริกา ไล่ล่าเขา แล้วยึดเอาดินแดนเขามาหรือ ถ้างั้นก็ต้องเดินห้อยลูกปัด เอาขนนกติดหัว แน่นอน อเมริกาไม่เอาหรอก อเมริกาต้องเลือกเป็นคนรวยแบบที่ผู้ดีอังกฤษเขาเป็น กัน แบบที่อเมริกาแอบนับถือปนเกรงกลัวและอิจฉา เพราะรู้สึกด้อยกว่าเขา จึงต้องอพยพมาก่อร่างสร้างตัวในดินแดนใหม่นั่นไง ระบบอังกฤษจึงยังครอบงำอเมริกาในหลายๆ รูปแบบ ไม่มากก็น้อย จนถึงทุกวันนี้ ดูเวลาประธานาธิบดีของอเมริกา ไปเข้าพบ ราชินีอังกฤษ ก็คงพอเข้าใจได้
เมื่อคนอเมริกันเริ่มรวย รวยพอที่จะเดินเชิดหน้าในสังคมโลก ก็เริ่มทำการค้าแบบคนอังกฤษ ในระบบอังกฤษ โดยเฉพาะด้านการเงิน และการอุตสาหกรรม ประมาณปี ค.ศ.1890 การร่วมมือ รวมลงทุนระหว่างคนรวยฝั่งอเมริกากับฝั่งอังกฤษก็เริ่มเพิ่มขึ้น Anglo American Establishment ก็เกิดขึ้นแนว คิดที่จะครองโลกร่วม กัน จึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
อังกฤษรู้อยู่แก่ใจว่า วันหนึ่งดวงอาทิตย์ต้องตกดินในดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของตัว จะอุ้มจะแบกอาณานิคมไปตลอดกาล เป็นไปไม่ได้ อังกฤษเองไม่มีทรัพยากรของตัวเอง เกาะเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย แผ่ไพศาลมาได้ขนาดนี้ ก็ต้องชื่นชมในความตะกรามทยานอยากได้อย่างสุดขีด… แล้วจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ หลุดมือไปหมดกระนั้นหรือ อังกฤษเป็นนักล่ารุ่นเก๋า ย่อมมอง เห็น ใครจะขึ้นมาเป็นนักล่ารุ่นใหม่ ดูท่วงทีลีลาของนักล่ารุ่นใหม่แล้ว แยกกันเดินคงเหนื่อย ร่วมกันเดินหลอกชาวบ้านน่าจะรุ่งกว่า …ว่าแล้วคนรวย 2 ฝากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกก็จับมือกัน
…แท้จริงแล้วใครนำใคร ใครหลอกใคร …..เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูไปอีกนาน น่าสนใจอย่างยิ่งจนถึงทุกวันนี้ ย้ำ จนถึงทุกวันนี้
หลัง Anglo American Establishment กอดคอจับมือกันชัดเจน เมื่อประมาณ ค.ศ.1890 ทั้ง 2 ฝ่าย ก็ร่วมกันสร้างกลไก สร้างระบบด้านการเงินการ ธนาคารเป็นอันดับแรกก่อน จะทำอะไรมันต้องมีทุนก่อนนะ เพื่อใช้ทุนของตัวไปชักใย รัฐบาล มันก็เป็นการควบคุมรัฐบาล และ ลดบทบาทของประเทศลงทาง อ้อม… เข้าใจไหม
ระบบธนาคารกลาง เกิดขึ้นครั้งแรกที่อังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1694 เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายธนาคารกลางนานาชาติ ซึ่งไม่ได้เป็นของรัฐ แต่เป็นของเอกชน ! มีผู้ถือหุ้นเป็นเอกชนคนโคตรรวยธนาคารกลางนี้เป็นผู้อนุญาตให้รัฐบาล (จำกันให้ดีนะครับ เงินเป็นใหญ่กว่ารัฐบาล มาตั้งแต่ค.ศ.1694 แล้ว) ในการพิมพ์ธนบัตร เงินสกุลต่างๆ ของแต่ละประเทศ โดยอนุญาตให้กำหนดอัตราดอกเบี้ย และทำกำไรจากดอกเบี้ยนั้น ธนาคารกลางเหล่านี้ เป็นผู้ให้เงินกู้แก่รัฐบาล และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เท่ากับควบคุมลูกค้าใหญ่ 2 กลุ่ม 2 ขาของประเทศไปพร้อมๆ กัน
ต่อมาประมาณปี ค.ศ.1930 ธนาคารกลางเหล่านี้ ขยับขึ้นไปอีกขั้น ตกลงพร้อมใจกันอยู่ในระบบที่พวกตัวเองสร้างขึ้น เรียกว่า Bank for International Settlements (BIS) ตั้งอยู่ที่เมืองบาเซิล (Basle) ในสวิสเซอร์แลนด์ เป็นธนาคารของเอกชนเช่นเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของเหล่าสมาชิก ซึ่งเป็น ธนาคารกลางต่างๆ (เขียนแล้วมึนเอง คนอ่านก็คงมึน)
เอาแบบง่ายๆ BIS ธนาคารกลางตัวแม่นี้ ถือหุ้นโดยธนาคารกลาง ตัวลูกๆ ทั้งหลาย และธนาคารกลางตัวลูก ก็ถือหุ้นโดยพวกเอกชนคนโคตรรวยอีกต่อหนึ่ง… สรุปว่า พวกคนรวยลงทุนลงขันกันเอง เพื่อตั้งธนาคารกลาง และไม่ให้ใครมายุ่ง เขาดูแลเงินของเขากันเอง ตั้งกฎกติกาเอง โดยให้แม่ BIS คุม รัฐบาลได้แต่ทำตาปริบๆ ดู หน้าจ๋อย มือกุม ก้มหน้า รับคำสั่งรับอำนาจมาจากคนรวยอีกทีหนึ่ง เข้าใจไหม คนรวยใหญ่กว่ารัฐบาล ถึงพูดกันว่าเงินเป็นพระเจ้า
ระบบธนาคารกลางนี้ หลังจากเกิดขึ้นครั้งแรกที่ลอนดอน (London) ไปได้สวย คนรวยติดใจจึงขยายตัวข้ามมาในทวีปยุโรปตะวันตก และกระจายทั่วไปในทวีปยุโรป
การปฏิวัติในฝรั่งเศส ทำให้นโปเลียนขึ้นมามีอำนาจ และนโปเลียนก็ยอมให้บรรดานายทุน ที่รวมตัวกันให้เงินกู้แก่นโปเลียน เพื่อไปทำการปฏิวัติกษัตริย์ฝรั่งเศสนั่นแหละ จับมือร่วมกันจัดตั้งธนาคาร ในฝรั่งเศสขึ้น เป็นธนาคารส่วนบุคคล ที่พวกนายทุนนี้ควบคุมกันเอง รัฐบาลไม่เกี่ยว … ทีนี้คงเข้าใจปฐมเหตุแท้จริงของการปฏิวัติกันเสียที ….มันก็เป็นการย้ายที่ทุน และ อำนาจ….จากมือกษัตริย์ ไปอยู่ในมือคนมีเงิน ….มันไม่ได้ไปถึงประชาชนจริงๆหรอก
ธนาคารนี้เป็นต้นกำเนิดของตระกูลโคตรรวยทางฝั่งยุโรป คือ ตระกูลรอธไชลด์ ชาวยิวในยุโรป ซึ่งขยายธุรกิจการเงินของตระกูล โดยการตั้งธนาคารในลอนดอน, ปารีส, แฟรงค์เฟิร์ต, เวียนนาและเนเปิล ทำให้ตระกูลนี้ยิ่งรวยเละขึ้นไปอีก และยิ่งรวยเพิ่มขึ้น จากการไปถือหางทุกฝ่ายในการรบทุกครั้งของ นโปเลียน (ต้นกำเนิดของ การถือไพ่ทุกใบ ในการต่อสู้ มีเงินซื้อไพ่ทุกใบ มีไพ่ให้เลือกเล่นแยะ เล่นยังไงก็ชนะ ยกเว้นโคตรโง่ หรือ โคตรเลว จนเทวดาบอกมีเงินมากมายมหาศาลแค่ไหน ก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นในบ้านเรา!)
นายแครอล ควิกลี่ย์ (Carroll Quigley) นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎี เจ้าความคิดกำเนิดแห่งความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown) เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งบรรดาสาวกทั้งหลายถือเป็นคัมภีร์ ชื่อ Tragedy and Hope บอกว่าในช่วง ค.ศ.1810–ค.ศ.1850 พวกวาณิชธนกิจในลอนดอนได้สร้าง ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ตลาดหุ้นและตลาดเงินแห่งลอนดอน และไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ขยายธุรกิจ โดยการสร้างธนาคารย่อยในระดับเมืองต่างๆ ดำเนินกิจการ ในรูปแบบของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารออมสิน รวมทั้งทำธุรกิจประกันภัย… ธุรกิจ 3 อย่างนี้ มันหมุนเงิน สร้างเงินในตัวของมันเองตามวงจร …เขาจึงรวมธุรกิจพวกนี้ไว้ด้วยกัน… ในระดับที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จากเมืองไปสู่ประเทศ จนเป็นระดับระหว่างประเทศ … และด้วยวิธีนี้พวกเขาสามารถชักใย ควบคุมการไหลเข้าออก ของเงินระหว่างประเทศ แน่นอนการดำเนินการแบบนี้ ถึง แม้ในบางครั้งอาจจะควบคุมไม่ได้เบ็ดเสร็จ แต่ก็เรียกว่ามีอิทธิพล เหนือทั้งรัฐบาลและธุรกิจอุตสาห กรรม … เงินไม่มี กิจการต่างๆไม่ว่าทางการเมืองหรือธุรกิจ ก็เป็นง่อย ตรงไปตรงมา ไม่ต้องฉลาดมากก็คิดได้ ขอให้มีเงินไว้ก่อน !
ในขณะเดียวกัน ทางอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ในอเมริกาก็มีการรวมตัวของกลุ่มธนาคารและธุรกิจอุตสาหกรรมในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน โดยพวกมอร์แกน, เอสเตอร์ส (Astors), แฟนเดอบิลท์ (Vanderbilt), ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller) และคาร์เนกี้ (Carnegie) กลุ่มทุนพวกนี้ก็เริ่มครอบงำอุตสาหกรรมทั้งหมด ตลอดศตวรรษที่ 19 และต่อมาผลประโยชน์ของนายทุนทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอต แลนติกก็เชื่อมโยงกัน คนมีเงินก็ย่อมเลือกที่จะคบกับคนมีเงินด้วยกัน Anglo American Establish ment ก็เกิดขึ้น
คนรวย มีเงินแล้วก็อยากมีอำนาจ เป็นโรคเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีใครพ้นโรคนี้
กลับมาดูคนรวยที่อังกฤษ พวกคนรวยในอังกฤษเริ่มจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อแสดงอิทธิพลของตนในระดับชาติ ช่วงนั้นนักล่าแถบนั้น กำลังรุมทิ้งเหยื่ออยู่แถวอาฟริกา ซึ่งเกือบทุกประเทศในอาฟริกา ยก เว้นเอธิโอเปีย ตกเป็นอาณานิคมของนักล่าผมทองจากอังกฤษและยุโรปทั้งสิ้น
นักล่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นคือ นายเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) นักล่าชาวอังกฤษ เป็นคนลงไม้ลงมือล่า แต่กระเป๋าที่อุดหนุนให้เขาปฏิบัติการล่าคือ ตระกูลรอธไชลด์ ซึ่งในช่วงนั้น เป็นแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นายเซซิล โรดส์ เป็นคนสุดโต่งอีกคนหนึ่ง เขามองว่าอเมริกายังเป็นอาณานิคมของจักรภพอังกฤษอยู่ จะปล่อยให้มาทำท่ารวยยโส เดินหน้าเชิด เทียบชั้นกับอังกฤษ เจ้านายเก่าแบบนี้น่ะ มันจะมากไปหน่อยไหม นายโรดส์ มองตัวเอง เขาไม่ใช่เป็นนักล่าเงินรางวัล แต่เขาเป็นนักสร้างอาณาจักร empire builder อย่าลืมเขาสร้างเมืองโรดีเซีย (Rhodesia) ในอาฟริกา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นซิมบับเว (Zimbabwe)
แครอล ควิกลี่ย์ เล่าต่อไปว่า ค.ศ. 1891 คนโคตรรวยอังกฤษ 3 หนุ่มแอบพบกัน เพื่อสมคบกันสร้างสมาคมลับ
3 หนุ่มคือ นายเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes), วิลเลี่ยม ที สเตด (William T. Stead) พี่เบิ้มแห่งวงการหนัง สือพิมพ์สมัยนั้น (น่าสังเกตว่า ถ้าจะทำอะไรให้ดังต้องมีสื่อยักษ์มาร่วม มิน่าเล่า มันถึงอยากเป็นสื่อใหญ่กันทั้งนั้น ถีบตัวเองขึ้นมา จนลืมจรรยาบรรณฐานันดรที่ 4) และนายเรจินัล เบเลียว เบร็ทท์ (Reginald Baliol Brett) ซึ่งเป็นพระสหาย ผู้ได้รับความไว้วางใจจากราชินีวิกตอเรีย แห่งจักรภพอังกฤษ และต่อมาก็ได้เป็นที่ปรึกษาผู้มีอิทธิพลต่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 (Edward) และกษัตริย์จอร์จที่ 5 (George) ปู่ของราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษคนปัจจุบัน
สมาคมลับนี้มีนายโรดส์ เป็นหัวหน้าและพระอันดับอีก 3 คน คือ นายสเตด (Stead), นายเบร็ทท์ (Brett) และคนสุดท้ายแต่มาแรง คือ นายอัลเฟรด มิลเนอร์ (Alfred Milner)
วัตถุประสงค์ของสมาคมลับนี้ ซึ่งต่อไปจะนำฝูงโดยนายอัลเฟรด มิลเนอร์ คือ จัดการให้อังกฤษปกครองไปทั่วโลก ด้วยระบบของอังกฤษ ไม่ว่าจะในด้านปกครองประชาชนหรือทำการค้า พูดให้ชัด เป้าหมายคือ จัดการให้อเมริกากลับมาอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ใช้ระบบอังกฤษดำเนินชีวิต และอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มรอธไชลด์ และกลุ่มธนาคารต่างๆ เต็มที่อย่างลับๆ