หลังจาก เชอร์ทอฟฟ์ จับมือกับเอเดลแมนแล้ว แนวทางการทำธุรกิจของเชอร์ทอฟฟ์ ก็ดูเหมือนจะแตกแขนง ไปทางระบบป้องกันด้านไซเบอร์มากขึ้น เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.2015 เชอร์ทอฟฟ์ไล่ซื้อหุ้น จนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ของบริษัทเดลต้า ริคส์ (Delta Risk) ซึ่งรับสร้างระบบป้องกันด้านไซเบอร์ให้แก่บริษัทการเงินใหญ่ๆ เดลต้า ริคส์เป็นบริษัทขนาดไม่ใหญ่นัก แต่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลบริษัทการเงินใหญ่ๆ ได้นับเป็นวิธีเดินทางลัดที่น่าสนใจของเชอร์ทอฟฟ์
แต่การซื้อเดลต้า ริคส์ ก็น่าจะเป็นแค่การซ้อมมือ
เดือนกันยายน ในปี ค.ศ.2015 นั้นเอง เชอร์ทอฟฟ์ก็ประกาศจับมือกับคาร์ไลล์ กรุ๊ป (Carlyle Group) เพื่อซื้อหุ้นใหญ่ของโคล ไฟร์ ซิสเตมส์ (Coalfire Systems) ซึ่งเป็นเจ้าพ่อของตลาดไซเบอร์ระดับหัวแถวของโลก
ชื่อ โคด์ล ไฟร์ ก็น่าสนใจจะแย่แล้ว แต่ชื่อคาร์ไลล์ ก็ทำเอาผมตื่นเต้น และเกิดความสงสัยอย่างมาก ชื่อมันกลับมาหลอนในจังหวะเวลาเหมาะเจาะเกินไป เลยเป็นที่มาของการตัดสินใจเขียนนิทานเรื่องนี้…
ต้องให้ทวนความจำกันไหมครับ คาร์ไลล์ กรุ๊ป คืออะไร
ช่วงที่เรามีอัศวินควายดำ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาชื่นชมบริษัทนี้อย่างยิ่ง เขาเชื้อเชิญให้มาทำธุรกิจกับแดนสยาม หรือตั้งใจจะขายยกเข่งแดนสยามให้กับคาร์ไลล์ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะไอ้คาร์ไลล์ กรุ๊ป นี่ เป็นบริษัทใหญ่ทุนหนามาก รายงานประจำปี ค.ศ.2015 ของบริษัทแจ้งว่า เป็นเจ้าของกองทุน (ใหญ่ยักษ์)159 กองทุนและบริหารกองทุนอื่นอีก 128 กองทุน เป็นกองทุนที่ลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจทั่วไป กองทุนเปิดและกองทุนปิด การตลาด โดยเฉพาะ ในอาฟริกา เอเซีย ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง อืม…
นอกจากนี้ คาร์ไลล์ กรุ๊ป บอกว่า ตนยังมีความชำนาญในธุรกิจเกี่ยว กับความมั่นคง ธุรกิจด้านอวกาศ การสื่อสาร พลังงาน การเงิน การสุขภาพ การให้บริการกับรัฐ ฯลฯ แยะมากครับ เขียนไม่ไหว ดูๆ เหมือนทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเงา หรือไงไม่รู้ มีพนักงานมากกว่า 1,600 คน 35 สำนักงาน ใน 6 ทวีป
จำได้หรือยังครับ ใครเป็นตัวแทน คาร์ไลล์ กรุ๊ป มาเยี่ยมแดนสยาม พ่อไอ้คาวบอยบุชไงครับ ที่อัศวินควายดำแทบคลานไปจูบตีน และยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีของแดนสยามอีกท่านไปร่วมรับรอง ประทับ ตราถึงความยิ่งใหญ่ของคาร์ไลล์ด้วย
ส่วนโคด์ล ไฟร์ นั้น เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ที่ชำนาญในการวางระบบไอที ให้กับภาค
รัฐ และภาคเอกชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบป้องกันการขโมยข้อมูล และการป่วนทางด้านไซเบอร์ แปลว่า น่าจะรวมดาราแฮกเกอร์เอาไว้ในค่ายแยะ
ตกลง พวกเขากำลังคิดทำอะไรกันแน่
ในต่างประเทศ เขามีสื่อที่เรียกว่า Investigative Journalist หรือ Whistle Blower ตามเจาะข่าวที่น่าสนใจ (เป่านกหวีดจริงๆนะครับ ไม่ใช่เป่าเฉพาะตอนลุงกำนันขึ้นเวที) แล้วเอามาเล่าให้ชาวบ้านรู้ ส่วนใหญ่เป็นข่าว ที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ความอยุติธรรม การทุจริต โดยเฉพาะจากการกระทำของฝ่ายรัฐ หรือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ชาวโลกควรให้ความสนใจ ก็มักจะมีสื่อคอยตามจิกตามคุ้ย เอามาแฉให้ชาวบ้านรู้ แบบกรณีวอเตอร์เกทที่โด่งดัง แต่สื่อที่ทำหน้าที่อย่างนี้ ในบ้านเราหายากจัง รู้สึกจะมีแต่ที่ชอบตามสืบ ประเภทเรื่องมือที่สามมือที่สี่ ของดารามากกว่า หรือเรื่องฉาบฉวย ที่มาเป็นกระแส อย่างตุ๊กตาเทพ สาวตาบอดโพสต์ด่าคนอะไรทำนองนี้ แล้วก็หายเงียบไป แล้วเมื่อไหร่เรา ๆชาวบ้าน จะรู้เรื่อง จะเข้าใจเรื่องที่มันเป็นสาระ หรือสำคัญต่อบ้านเมืองเรา
ผมก็ไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ได้ทำงานด้านความมั่นคง เป็นแค่ลุงแก่ๆ ช่างสงสัย ผมสะกิดใจจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องบริษัทใหม่ๆ กับธุรกิจของพวกเขา และการไปจับมือกับอำนาจและทุนเก่าอย่าง คาร์ไลล์แต่ไม่เห็นมีใคร พูดถึง หรือติดตามกัน หรือมี แต่ผมอ่านไม่เจอก็ได้นะ ความสงสัยเลยยังค้างคาใจอยู่ว่า เรื่องที่กำลังเล่านี้ มันจะไปถึงไหน มันจะเหมือนพฤติกรรมของ เจ พี มอร์แกน, รอธไชลด์, ร้อกกี้หินร่วง พวกบรรดาโคตรรวย และพวกเขี้ยวลากแถววอลสตรีท ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1, 2 และระหว่างสงครามโลกไหม?!?
ไม่มีใครค้น ก็คงต้องค้นเอง ใครสนใจก็ตามอ่านกันต่อนะครับ ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเจอกระป๋องเปล่า หรือถังขยะ หรือเจอตอ ….จนทำให้เพจนิทาน ถูกบีบจนแบนแต๊ดแต๋ หรือจอว่าง ขาวค้างอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า…
วันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.2011 The Washington Post ลงบทความชื่อ ” A new line of defense in cyber security, with the help from SEC”
บทความนี้ เขียนสรุปความว่า บรรดาผู้มีหน้าที่ดูแลงานความมั่นคงของชาติ ในสมัยรัฐบาลบุช จนมาถึงรัฐบาลโอบามา ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในระยะยาว การโจมตีทางไซเบอร์ จะเป็นภัยที่น่าเป็นห่วงของอเมริกา …
…นายพลไมค์ มูลเลน (Mike Mullen) อดีตประธานคณะทำงานร่วม ยังบอกเพิ่มว่า ภัยที่จะคุกคามอเมริกาอย่างน่าเป็นห่วง มีอยู่ 2 เรื่องเท่านั้น เรื่องหนึ่งคือ นิวเคลียร์ของรัสเซีย อีกเรื่องคือ การคุกคามทางโลกไซเบอร์ และท่านนายพลบอกว่า เรื่องนิวเคลียร์ของรัสเซีย เรายังควบคุมได้มากกว่าเรื่องไซเบอร์…
… ทุกวันนี้ เรา (อเมริกา) มีชีวิตอยู่กับระบบคอมพิวเตอร์ เกือบทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้สาธารณูปโภค น้ำไฟ ถนนหนทาง การเดินทาง การติดต่อ การเงิน การรักษาพยาบาล สังคมเราเป็นสังคมที่อาศัยอยู่กับสิ่งนี้ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามีการทำให้มันสะดุด หยุดลง…
… การโจมตีระบบจากภายนอก เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง และน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง การพยายามขโมยข้อมูล และเจาะเข้ามาในระบบของเราทั้งของฝ่ายรัฐ และฝ่ายเอกชน เกิดขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาชญากรรมทางไซเบอร์มีจำนวนสูงเพิ่มขึ้นทุกปี แต่การป้องกันความเสี่ยงของอเมริกาในเรื่องนี้ ยังไม่เพียงพอ และผู้ที่เสียหาย ถูกขโมยข้อมูล ก็ไม่อยากแจ้งให้ทางการทราบ เพราะกลัวความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ถ้าประชาชนรู้…
… เรากำลังถูกโจมตีทางไซเบอร์นะ และความมั่นคงของประเทศ และเศรษฐกิจกำลังอยู่ในความเสี่ยง…
… เราต้องมีการออกกฎหมาย ที่ให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีระบบที่จะป้องกันความเสี่ยงจากการถูก ขโมยข้อมูล … เราคิดว่า SEC น่าจะดำเนินการได้แล้ว…
ผมเอามาแบบย่อๆ นะครับ ความน่าสนใจของบทความนี้ ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของบทความความอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่คนเขียนด้วย
บทความนี้เขียนร่วมกันโดยวุฒิสมาชิกเจย์ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Jay Rockefeller) และ ไมเคิล เชอร์ทอฟฟ์ (Michael Chertoff) ….
เรารู้จักเชอร์ทอฟฟ์กันแล้ว งั้นต้องแนะนำให้รู้จัก คุณเจ ร้อกกี้ กันหน่อย
คุณเจ หรือ จอห์น เดวิดสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ 4 เขาเป็นลูกของจอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ 3 และเป็นหลานอาของเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ หรือ ท่านร้อกกี้ the great ของผม คนเก่ง คนดัง คนโคตรรวย และโคตรใหญ่ของ CFR ..เดวิดเป็นน้องคนสุดท้องของพวก ร้อกกี้รุ่น 3 แต่คุมพี่ทั้งหมด และอาจจะคุมโลกด้วย
และเป็นเดวิดที่เป็นคนกำกับการสร้าง War and Peace Studies ที่เป็นเหมือนพิมพ์เขียว ของนโยบายแม่บทให้อเมริกานำไปใช้ ในการจะขึ้นครองโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอเมริกา ก็ดูเหมือนจะทำตามนโยบายนั้นเกือบทั้งหมด และครองโลกได้จริงๆ เสียด้วย อย่างน้อยก็ยังครองถึงวันนี้ แต่จะครองตลอดไปหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป
ส่วนคุณเจ นั้น เกิดเมื่อปี ค.ศ.1937 ตอนนี้ก็อายุไม่ละอ่อนแล้วละครับ เรียนระดับปริญญาตรีที่มหา วิทยาลัยฮาร์วาร์ดตามฟอร์ม ระหว่างเรียน ครอบครัวให้โดดข้ามไปเรียนหนังสือและภาษาญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่น ช่วงปี ค.ศ.1957- ค.ศ.1960 และกลับมาจบปริญญาตรี ที่ฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ.1961 หลังจากนั้นก็ข้ามไปเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยเยล เห็นความมองการณ์ไกลของท่านร้อกกี้ the great ซึ่งเป็นผู้กำกับครอบครัว ร้อกกี้ ไหมครับ
จากเยล คุณเจก็ไปทำงานในโครงการ Peace Corp หรือซีไอเอภาคชาวบ้าน ที่สำนักงานใหญ่ที่วอชิงตัน ก่อนจะไปเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ Peace Corp ที่ฟิลิปปีนส์ ซึ่งเหมือนบ้านที่ 2 ของท่านร้อกกี้หินร่วง
เสร็จกิจก็กลับบ้าน มาเข้าวงการเมือง ด้วยการสมัครเป็นผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จีเนีย ครั้งแรกสอบตก …เนียนจัง… ครั้งที่ 2 สอบได้ หลังจากนั้น ก็ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกของเวสต์เวอร์จีเนียอย่างฉลุยทุกครั้ง และเหมาตำแหน่งนี้คนเดียวอยู่ 30 ปี
เพิ่งมาบอกลาว่า จะไม่เป็นแล้วนะ เมื่อปีกลายนี้เอง
คุณเจย์เป็นสมาชิก CFR ตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 …ไม่เป็นได้ยังไง ท่านร้อกกี้ the great ได้ตบกะโหลกประธาน CFR แหลกย้อนหลังหมด คุณเจย์ นี่แกจบจากฮาร์วาร์ดทางด้านภาษาตะวันออกไกล (ญี่ปุ่น จีน) แต่เขาว่า แกเป็นผู้ชำนาญด้าน cyber security อย่างหาตัวเทียบยาก…. ไม่รู้เป็นป้ายลวงหรือเปล่า ฮา
หลังจากเลิกเล่นบทวุฒิสมาชิก ข่าวว่า คุณเจย์ จะมานั่งประจำทำงานที่ สนง. CFR ปี ค.ศ.2015 หรือค.ศ.2016 นี่แหละ… หรือมานานแล้วก็ไม่รู้ทาง CFR เขาไม่ได้แจ้งผม ฮา
ตกลงไอ้โม่ง แพลมหัวออกมาแล้วหรือ… อย่างน้อยเราพอได้เค้าแล้วว่า เชอร์ทอฟฟ์ ไม่ได้แสดงเดี่ยว นอกจากจับมือกับคาร์ไลล์ กรุ๊ปแล้ว เขาอาจจะมักคุ้นกับคนระดับครอบครัวของพวก ร้อกกี้ the great อีกด้วย แต่จะคุ้นกันในฐานะ ที่มีความสนใจในเรื่องโลกไซเบอร์ด้วยกัน เฉพาะกับคุณเจย์ หรือจะยาวไปไกล เป็นวงใหญ่ … เป็นเรื่องเราคงต้องติดตาม…
ภัยไซเบอร์ เป็นเรื่องที่พวกเขาห่วงกันจริง หรือพวกเขากำลังตีปี๊บ ทำการตลาดให้บริษัท เชอร์ทอฟฟ์ หรือมันเป็นป้ายลวงเราอีกที…
เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2012 มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ออกหนังสือแจ้งสื่อว่า สิ้นปี ค.ศ. 2013 นี้ มูลนิธิจะมีอายุครบ 100 ปีแล้วนะ เพราะท่านปู่ ร้อกกี้ ของท่านวุฒิ เจย์ Jay ตั้งมูลนิธิเมื่อปี ค.ศ. 1913 …..มูลนิธิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ..แก้ไขปัญหาโลก บลา บลา …เขียนเสียสวยหรูยาวเหยียด ขี้เกียจอ่าน
ครับ เอาตรงที่เรากำลังขุดคุ้ยดีกว่า
มูลนิธิบอกว่า ในการฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของมูลนิธิ เราจะมีการพูดคุยกันในหัวข้อ “Embracing Change , Building Social, Economic and Environment Resilience” การเตรียมรับความเปลี่ยน แปลง โดยการสร้างสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ถาวร โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ มีความคิดก้าวหน้า มาพูดคุยกันในหัวข้อดังกล่าว ประมาณ 12 คน … มีรายชื่อมาด้วยนะ และ 1 ในรายชื่อก็คือ ไมเคิล เชอร์ทอฟฟ์…
แบบนี้ เชอร์ทอฟฟ์ คงไม่ใช่คนแปลกหน้าในแวดวงของพวกร้อกกี้ the great และคงไม่ใช่จะสนิทอยู่แค่กับคุณหลานเจย์ ร้อกกี้ งานฉลองครบ 100 ปี ของมูลนิธิที่สำคัญระดับโลก เชิญคนพูดแค่ 12 คน มี เชอร์ทอฟฟ์ อยู่หนึ่งใน 12 นี่ถ้าเป็นการทำตลาดให้สินค้าตัวที่ชื่อ เชอร์ทอฟฟ์ สินค้านี้ คงมีการตั้งเป้าไว้สูง
ถัดมาวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.2014 สื่อชื่อ New America ลงข่าวว่า ไมเคิล เชอร์ทอฟฟ์ อดีตผู้อำนวย การ Homeland Security บอกว่า ไซเบอร์สเปซ และอินเตอร์เน็ต นั้น เป็นพื้นที่ของโลก ที่ชาวโลกใช้ร่วมกัน เหมือนท้องทะเล ผืนแผ่นฟ้าและอวกาศ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ควรมีกฎกติกาในการใช้ เพื่อรักษาเสรีภาพในการใช้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการป้องกันให้การใช้นั้น มีความมั่นคง และรักษาคุณภาพของข้อมูลกับทุกชาติ ดังนั้นมันควรอยู่ในความดูแลของสหประชาชาติ …. พูดฟังดูดี เหมือนเวลาใครหลอกจะเอาอะไรจากเรา
มีสื่อสงสัย ….ท่านหัวหน้า Homeland กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คร้าบ… ก็ตั้งแต่เชอร์ทอฟฟ์ กรุ๊ป ซื้อกิจการโคล ไฟร์ นั่นกระมังคุณสื่อ
ก่อนหน้าที่เชอร์ทอฟฟ์ จะออกมาพูด เมื่อต้นปี ค.ศ.2014 Chatham House ถังความคิด คู่แฝดซีกอังกฤษของ CFR ก็ออกข่าวมาแล้วว่า คาร์ล บิลด์ท (Carl Bildt) รัฐมนตรี ตปท. ของสวีเดนก็สนับสนุนความคิดของ เชอร์ทอฟฟ์
สื่อแย้งอีก …เอ๊ะ ….คาร์ล บิลด์ท เป็นกรรมการที่ปรึกษาของ CFR ไม่ใช่หรือครับ งั้นแฝด Chatham ก็เชียร์กันเองล่ะสิ และสื่อยังแฉอีก… มันไม่ใช่แค่นั้นนะ ตัวนายเชอร์ทอฟฟ์เอง ก็เป็นสมาชิก Trilateral Commission ซึ่งเป็นเครือของ CFR อีกด้วยนะ รู้กันหรือเปล่า คร้าบ…
ผมเพิ่งถึงบางอ้อ … ตกลงนี่เขาเล่นกันเป็นวงเลยหรือไง
แล้วหัวหน้าวงเป็นใครล่ะ…. คงจำกันได้นะครับ เขียนเล่ามาหลายรอบ ในนิทานหลายเรื่อง เขาว่า
หัวหน้าใหญ่ของ CFR น่าจะเป็นท่านร้อกกี้ the great เพราะท่านส่งเด็กของท่าน ไปเป็นใหญ่ หรือคุมรัฐบาลทุกสมัย ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกหมาดๆ จนถึงรัฐบาลบุช คนพ่อ
ส่วน Trilateral Commission ก็ตั้งขึ้นมาจากความคิดของท่านร้อกกี้ the great มีคนใหญ่คนโตบ้านเราเข้าเป็นสมาชิกของเขาด้วย ตอนหลังๆ ข่าว ท่านร้อกกี้ ก็เหมือนเงียบๆ ไป เขาว่า ไปผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจถึงดวงที่ 6 แล้ว ผมก็หลงนึกว่า ท่านใกล้จะหมดลมเบ่ง ที่ไหนได้ ยังมีแรงเล่น แค่เปลี่ยนเสื้อคลุม เป็นรุ่นใหม่ แต่ไส้ใน สงสัยจะไม่เปลี่ยนแปลง….