เล่ม 5 ‘นักล่า’
เขี้ยวงอก
ตอน (6) นักวิ่ง
มีกลุ่มนักคิดแล้ว จะให้ดี ก็ต้องมีกลุ่มคนพูด คนดำเนินการ คนวิ่งเต้นเหมือนเป็น lobbyist แต่เป็นlobbyist ระดับ cream หน้าขนมเค้ก แต่คราวนี้ไม่ใช่เค้กธรรมดา เป็นขนมเค้กประดับมงกุฎเสียด้วย
ปี ค.ศ.1954 พวกคนในสังคมระดับสูงถึงสูงมากๆ ในยุโรป อังกฤษและอเมริกา จึงรวมตัวกันจัดตั้งเดอะ บิลเดอเบิร์ก กรุ๊ป (the Bilderberg Group) ขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) หลังจากนั้นทุกปี กลุ่มนี้จะจัดประชุมลับ มีคนเข้าร่วมประมาณ 100 กว่า คน จากบุคคลชั้นสูงในวงการเมือง ธุรกิจการเงินการธนา คาร การทหาร บรรษัทข้ามชาติใหญ่ นักวิชาการ สื่อจากอเมริกา (เหนือ) และยุโรปตะวันตก เป็นเครือข่ายของผู้ทรงอิทธิพลรวมถึงพวกราชวงศ์ในยุโรป ซึ่งสามารถจะคุยกันได้อย่างเปิดอก และไม่ต้องเกรงว่าจะมีการรั่วไหลของการคุย ขาประจำจะเป็นพวกหัวหน้าผู้บริหาร หรือประธานของบรรดาบรรษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ในโลก บริษัทน้ำมันเช่น Royal Dutch, British Petroleum, Total SA รวมทั้งพระราชวงศ์ในยุโรป นายธนา คารระดับนานาชาติ เช่น (แน่นอน) นายเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ (David Rockefeller) ประธานาธิบดี นายก รัฐมนตรี และพวกธนาคารกลางของโลก
บิลเดอเบิร์ก (Bilderberg) เป็นถังความคิด แบบเปิดฝา แต่ปิดตัว ตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเป็นห่วงคล้อง (ชักใย) รัฐบาลกับเศรษฐกิจของยุโรปกับอเมริกา ในระหว่างสงครามเย็นให้ไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีผู้โยงว่า บิลเดอร์เบิร์กนั้น ทำหน้าที่มากกว่านั้น โดยเชื่อมโยงกับพระสันตะปาปา ศาสนาโรมันคาทอลิก และนโยบายการปกครองโลกด้วย เพราะผู้ที่เป็นต้นคิด บิลเดอเบิร์กนั้น เป็นชาวโปแลนด์ ชื่อ โจเซฟ เรตทิงเกอร์ (Jozef Retinger) ซึ่งมีชื่อว่าเป็นนักคิด มีอิทธิพลมากในยุโรป และมีสมญาว่า the Grey Eminence สาธุคุณชุดเทา ซึ่งสังกัดกลุ่มเยซูอิต (Jesuit) สังฆราชดำ หรือกลุ่มผู้พิทักษ์วาติกัน เป็นคนแนะ นำเจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (Bernhard) สวามีของราชินีจูเลียน่า (Juliana) แห่งเนเธอร์แลนด์ ให้เป็นผู้ก่อตั้งบิลเดอเบิร์กในปี ค.ศ. 1954
ปี ค.ศ.1970 เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นประธานของ CFR และเป็นประธานกรรมการและประธานผู้ บริหารของ Chase Manhattan Bank ไปเชิญนักวิชาการเข้ามาร่วมอยู่ใน CFR (ใช่แล้วครับ เจ้าเก่า) นายสบิกเนียฟ เบรซินสกี้ (Zbigniew Brzezinski) ซึ่งเขียนหนังสือ Between Two ages : Americans Role in the Technetronic Era บอกว่าปัจจุบันนี้ ความสนิทสนมกลมเกลียว ความร่วมมือระหว่างรัฐประเทศมันน้อยลง แทนที่จะหันหน้าเข้ามาหากัน ดันตะแคงข้างหรือหันหลังใส่กัน ขณะเดียวกันความร่วมมือระหว่างบรรษัทข้ามชาติด้วยกัน กลับมีมากขึ้น… เงินมันมีแรงดึงดูดสูงกว่า…. ดังนั้นจึงควรมีการรวมตัวกันระหว่าง ประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ประเทศในยุโรปตะวันตก อเมริกา และญี่ปุ่น เพราะต่อจากนี้ไป ธนาคารและบรรษัทข้ามชาติทุนใหญ่ เช่น ธนาคาร บริษัท หรือ องค์กรระหว่างประเทศ จะเป็นผู้มีบทบาทใหญ่ขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเมืองของโลกนี้
แล้วในปี ค.ศ.1972 เดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ และนายเบรซินสกี้ (Brzezinski) ก็เสนอความคิดนี้ในที่ประชุมประจำปีของบิลเดอเบิร์ก หลังจากนั้นผู้ทรงอิทธิพลรุ่นใหญ่เกือบ 20 คน ก็พากันยกโขยงมาพบนายเดวิดที่บ้าน แล้วก็บอกว่า พร้อมแล้วครับท่าน พวกเราเห็นพ้องกันตามที่ท่านเสนอ (สั่ง !) ค.ศ.1973 Trilateral Commission ซึ่งถือเสมือนเป็นน้องน้อยของบิลเดอเบิร์กก็คลอด เป็นการเชื่อมผู้ครองโลกใน 3 ทวีป เข้าด้วยกัน ยุโรปตะวันตก อเมริกาและญี่ปุ่น
ขอแจ้งข้อมูลปัจจุบันหน่อยครับ ผมเคยเขียนเกี่ยวกับ Trilateral Commission นี้ เมื่อตอนเขียนนิทานเรื่องมายากลยุทธ์และผมได้แพลมออกไปว่า มีสมาชิกของ Trilateral Commission เป็นคนไทยด้วย ผมนำชื่อมาลงทั้งหมด ปรากฏว่าหลังจากลงไปได้ไม่เท่าไหร่ เพจผม (บังเอิญ?!) ออกอาการเหมือนถูกกวนจนเละ หน้าจอเดี๋ยวดับบ้าง เปิดไม่ได้บ้าง ข้อความที่ลงก็หายเป็นตอนๆ โดยเฉพาะตอนที่มีรายชื่อสมาชิกคนไทยที่โด่งดัง หายแล้วหายอีก ต้องลงซ้ำลงซาก คราวนี้ขอไม่เขียนถึงรายชื่อน่าทึ่งดังกล่าวอีกนะครับ โปรดไปอ่านจากนิทานเรื่อง มายากลยุทธ์ เอาก็แล้วก็แล้วกันครับ