วันหนึ่งนานกว่าสิบปีมาแล้ว ผมนั่งรถลงใต้ มันเป็นช่วงต้นหน้าฝนฟ้าครึ้ม อากาศกำลังสบาย ผมนั่งเหม่อ ๆ ดู 2 ข้างทางไปเรื่อย ๆ สัก 4 โมงเย็นรถก็ผ่านตรงช่วงเขาวัง เพชรบุรี ผมมองขึ้นไปที่พระราชวังบนยอดเขา เห็นแสงแดดกำลังส่องทะลุเมฆไปต้องพระราชวัง ทำให้พระราชวังงดงามเหลือเกิน ผมยกมือไหว้สักการะอย่างที่ทำทุกครั้งที่ผ่าน …ความรู้สึกผมตอนนั้น บอกไม่ถูก เหมือนข้ามเวลา ข้ามมิติ ผมนึกในใจนี่คงเหมือนเราเห็นสวรรค์ มังนะ …ยังไม่เคยไป ได้แต่เดา…
แล้วรถก็แล่นผ่านทุ่งนา กับต้นตาล ที่ยังพอมีให้เห็นชื่นใจ ดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสงออกมามากขึ้นมันเป็นเวลาที่เขาเรียกว่าแดดสวย ผมมองทุ่งนาสีเขียวสดผืนใหญ่ กับทิวเขายาวอยู่ไกล ๆ เมฆที่ยอดเขาสะท้อนกับแสงอาทิตย์ สีสวยจัด มันสวย สงบและรู้สึกอบอุ่น … เป็นภาพที่อยู่ในใจผมไม่มีวันจาง ทุกครั้งที่ผมนึกถึงวันนั้น ผมจะมีอาการตื้นตัน บอกตัวเองนี่ คือ … วาสนาของชาวสยาม
วาสนา…ที่บางทีเราลืมที่จะนึกถึงและรับรู้… เพราะถูกบดบังจากสิ่งลวงตา
เราอยู่ในแผ่นดิน ที่เคยได้รับคำกล่าวขานว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เราเคยมีความอุดมสมบูรณ์ เรามีศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ การศึกษา การอบรมเลี้ยงดู ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของบ้านเรามาเป็นเวลานานแล้ว … อ่านมาถึงตรงนี้ คนอ่านคงบอกว่า แล้วกัน… นึกว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเมืองโลก ที่กำลังร้อนระอุ …ที่แท้เป็นเรื่องคนแก่ กำลังพร่ำถึงของเก่า แบบคนอยู่หลังเขาเต่าล้านปี แบบนี้ไม่อ่านดีกว่า…
อย่าเพิ่งด่วนสรุปอย่างนั้นเลยครับ คนแก่พร่ำบพรรณนาจริง แต่เป็นการพรรณนาที่มาจากความรู้สำนึก… ถึงวาสนาของตนเอง ที่ได้เกิดมาอยู่ในแผ่นดินสยามนั่นแหละครับและสำนึกนี้ เป็นสิ่งที่นำพาผม มาเป็นคนเขียนนิทาน เล่าเกี่ยวกับการเมืองโลก ที่หวังว่าจะให้มีคนสนใจอ่าน
ผมตั้งข้อสังเกต ปนสงสัยมานานแล้วว่าเหตุการณ์ในบ้านเมืองเราที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจจะมีส่วนเกี่ยวโยงกับปัจจัยนอกบ้าน มากกว่าที่เราคิด ผมค่อย ๆ หาข้อมูลมาอ่านแก้ความสงสัยของตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่มันไม่ไปถึงไหนไกล เพราะเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการทำงานเพื่อดำรงชีพ และก็ไปทำเรื่องอื่น ๆ ที่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่ได้คำตอบมาแก้ข้อสงสัยที่ค้างอยู่นั้น
สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ในบ้านเราเกิดขึ้นมากมาย มีการพยายามแก้ปัญหา แต่เหมือนไม่ถูกจุด เหมือนเรามองข้าม หรือเรามองปัญหาไม่แตก มันทำให้ผมย้อนกลับมาคิดถึงข้อสงสัย เกี่ยวกับปัจจัยนอกประเทศ ที่ยังคาใจผมอยู่
และถ้ามันเป็นอย่างที่ผมสงสัยจริง ถ้าเราไม่ตื่นมารู้เรื่องด้วยกัน …อีกไม่นานหรอก ประเทศเราอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นอาณานิคมในรูปแบบใหม่ และวันนั้น สีของธงชาติเราไม่รู้จะยังอยู่ครบไหม วัดพระแก้ว เขาวัง ท้องนาสีเขียวและอีกหลาย ๆ อย่าง ฯลฯ ไม่รู้จะเหลืออยู่แค่ไหน แบบไหนและมันจะกลายเป็นอย่างหลาย ๆ เมืองที่เราเห็นในข่าวไหม
คำถามเกิดขึ้นในหัวเต็มไปหมด … ผมบอกตัวเองว่า มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าชาวสยามรับรู้ถึงวาสนาของตนเอง และทำความเข้าใจกับความเป็นไปทั้งนอกบ้านและในบ้านเมืองของเราให้มากขึ้น จะได้มีความหวงและห่วงใยบ้านเมืองของเรา…บ้านของเรานะครับ
ผมนึกถึงวันที่ผมเห็นแดดทอแสงสวยบนเขาวัง กับท้องนาที่เขียวชอุ่มกับเมฆสีสวย…
แล้วผมก็ตัดสินใจ เขียนนิทานเกี่ยวกับการเมืองโลก ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย ผมเล่ามุมมองของผม แบบอ่านง่าย ๆ และนำมาลงให้อ่านผ่านเพจนิทานเรื่องจริง ตำนานการลวงหลอกล่อฯ ทางเฟสบุ๊ก ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ผมเขียนไป อ่านข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ทุกวัน วันละกว่า 10 ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณ 3 ปี แล้ว จนถึงวันนี้มีเอกสารและหนังสือที่ใช้เขียนนิทาน 3 ตู้ใหญ่ กับอีก 20 กล่อง
มาถึงวันนี้ ผมมีความเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่า การล่าเหยื่อล่าอาณานิคมยังมีอยู่….เพียงแต่มีการพรางตัวเปลี่ยนรูปแบบการล่า มันไม่ใช่เป็นเพียงข้อสังเกต หรือข้อสงสัยอีกแล้ว สำหรับผมมันเป็นข้อเท็จจริง…บ้านเมืองเรา ตกเป็นเหยื่อของต่างชาติมานานเต็มทีแล้ว…
และผมเชื่อว่า โลกเรากำลังจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอีกไม่นานนัก หรืออาจจะมาเร็วจนเราตั้งตัว ตั้งสติไม่ทัน บ้านเรามีการเตรียมการอะไรไหม ผมตอบไม่ได้ ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศ …สิ่งที่ผมพอทำได้ในฐานะประชาชน และกำลังทำอยู่ คือ เล่านิทาน เพื่อให้ทำหน้าที่เหมือนเป็นนาฬิกาการปลุก ให้เพื่อนร่วมชาติตื่น มาสนใจเหตุการณ์นอกบ้านที่อาจกระทบกับบ้านเมืองเรา และเกิดความรู้สึกห่วงใย หวงแหนบ้านเมืองของเราบ้าง
นิทานแต่ละเรื่อง แม้จะเขียนเรื่องต่างประเทศ แต่ผมได้พยายามเขียนระหว่างบรรทัด ให้ข้อคิดเกี่ยวกับบ้านเมืองของเราไปด้วย ผมพยายามร้อยเรียงนิทาน เริ่มจากเรื่องในบ้านเรา ไล่ามาเรื่อย ๆ ถึง การล่า การตกเป็นเหยื่อ การต่อสู้ดิ้นรนของเหยื่อและการไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดจากปากของนักล่าและตัวละครสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะเขียนนิทานลงในเพจไปได้อีกนานเท่าไหร่ ทั้งจากสังขารของผมเองและปัจจัยอื่น ที่มันเกินการควบคุมของผม ประกอบกับมีท่านผู้อ่านนิทานแนะนำมานานแล้ว ให้ทำรวมเล่มเพื่อเก็บไว้อ่าน…ผมก็คิดนะแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จนวันหนึ่งได้มีโอกาสปรารภกับคุณต้อย สนธิญาณ ซึ่งแวะมาเยี่ยมเยียนผมเสมอ เมื่อมีเวลาว่าง เราเป็นคนต่างวัยที่คุยกันถูกคอ ถูกอัธยาศัย ถูกใจ ผูกพันกันอย่างมาก เราคิดถึงและห่วงใยบ้านเมืองไม่ต่างกัน
ผมบอกกับคุกต้อยว่า ผมอยากรวบรวมบทความนิทานที่เขียน เผื่อจะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมบ้างแต่ไม่รู้จะดำเนินการอย่างไรดี
คุณต้อยแสนจะน่ารักบอก ผมจัดการให้เอง ลุงนิทานอยากได้อย่างไรก็บอกมา แล้วคุณต้อยก็ส่งทีมงานของคุณต้อยมาคุยหลายรอบ ทั้งๆที่ทุกคนก็มีตารางงานอื่นเต็มเอี๊ยดกัน ระหว่างนั้นผมก็ดันป่วยอีก แต่ผมโชคดีจัง นอกจากมีคุณต้อยและทีมงานแล้ว ผมยังได้ลูกหลานกองกำลังที่อาสามาช่วยจัดการให้ผมอย่างเต็มที่อีก การพิมพ์หนังสือเป็ชุดทีเดียวพร้อมกัน 10 เล่ม และค่อนข้างเร่งด่วน เป็นงานที่มีขั้นตอนและรายละเอียดมากมาย ที่ต้องประสานงานกัน ….ลำพังตัวผมไม่มีทางทำสำเร็จหรอกครับ
ในที่สุด ในการพิมพ์ครั้งแรกนี้ ก็เอานิทานและบทความทั้งหมดประมาณ 80 ชิ้น มาทำเป็นเล่ม ได้ 10 เล่ม ดังนี้
เล่ม 1 จิ๊กโก๋ปากซอย (เป็นนิทานเรื่องแรกที่เขียน เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านเรา)
เล่ม 2 ต้มข้ามศตวรรษ (เกี่ยวกับรัสเซีย)
เล่ม 3 ไม่ตกสะเก็ด (เกี่ยวกับ จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา)
เล่ม 4 ต้มไม่เสร็จ (เกี่ยวกับตะวันออกกลาง)
(เล่ม 1 ถึง 4 เป็นเรื่องของการล่าและการตกเป็นเหยื่อ)
เล่ม 5 นักล่า (เป็นการทำความรู้จักกับนักล่าตัวใหญ่)
เล่ม 6 แผนล่า 1 (ลองเดานะครับ ว่าเป็นแผนของใครบ้าง)
เล่ม 7 แผนล่า 2 (ความที่แผนล่า มันมีแยะ เลยต้องมีเล่ม 2 หวังว่าไม่มี 3, 4, 5,)
เล่ม 8 สู้ (เหยื่อสู้กลับ)
เล่ม 9 ติดกับ (ไม่รู้ใครติดกับใครบ้าง)
และกำลังรวบรวมเรื่องสั้นๆ ของบรรดาเหยื่อที่กำลังดิ้นกันอยู่กลางสนามไว้อีก 1 เล่มให้ ถ้าเสร็จทันก็จะออกมาพร้อมกันครับ
ผมขอบคุณ คุณสนธิญาณและคณะ และ “กองกำลังเงา” ที่ช่วยให้การจัดพิมพ์เป็นหนังสือ สำเร็จตามความตั้งใจ ทุกท่านมาช่วยด้วยจิตใจเดียวกันคือ ความรักชาติและห่วงใยบ้านเมือง
ทุกท่าน ตั้งอกตั้งใจอย่างยิ่งในสิ่งที่ทำ และมีความอดทนต่อความหลงลืม และการใช้เกียร์หนึ่ง สลักกับเกียร์สี่ตามนิสัยของผม และก็ช่วยกันทำให้หนังสือชุดนี้ คลอดออกมาได้
และผมขอบคุณที่สุดคือ แฟนเพจที่ตามอ่านนิทานมาตลอดที่ต่างก็ให้ความเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูล เพิ่มเติมสติปัญญาให้แก่กัน สร้างคุณค่าและสีสันให้กับเพจนิทานฯ นอกจากนี้ ยังเมตตาให้กำลังใจและห่วงใยลุงนิทานเสมอ บางท่านมีความเป็นห่วงทั้งสุขภาพและสวัสดิภาพ อุตส่าห์ส่งข้าวปลาอาหารและพระเครื่องมาให้ ….นี่คือน้ำใจของชาวสยามที่หาไม่ได้ง่ายในชาติอื่นครับ
ขอบคุณครับ
จากคนเล่านิทาน