เล่ม 9 ‘ติดกับ’
ลูกครึ่งหรือนกสองหัว
ตอน 5 บทครู
เฟตตูเลาะห์ กูเลน เป็นใคร เส้นชีวิตเขาน่าสนใจไม่เบา เก็บจากรายงานการวิเคราะห์สัมพันธ์ภาพระหว่างอเมริกากับตุรกี ที่ทำโดย CFR เมื่อค.ศ.2012 ได้ความว่า เฟตตูเลาะห์ กูเลน เป็นชาวตุรกี เกิดเมื่อปี ค.ศ.1941 ที่โครุคชุค (Koruchuk) หมู่บ้านเล็กๆ ของเออซูรัม (Erzurum) ซึ่งเป็นเมืองอยู่ทาง ชายแดนด้านตะวันออกของตุรกี การเรียนของเขาไม่ค่อยโดดเด่น เนื่องจากครอบครัวอพยพ ย้ายที่ไปเรื่อยๆ แต่เขาเป็นคนใฝ่ดี สนใจวิทยาศาสตร์ วรรณคดี ประวัติศาสตร์และปรัชญา โดยเฉพาะปรัชญา ของทางฝั่งตะวันตกเช่น อาลแบร์ กามูว์ (Albert Camus) และ ฌ็อง ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre)เขาศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามด้วยตนเอง โดยการสวดและท่องจำ (อืม ! ประวัติแบบนี้ คนเขียนแต่งได้น่าสนใจจริง)
ปี ค.ศ.1966 เขาได้เป็นผู้บริหารโรงเรียนทางศาสนาที่อิสเมียร์ (Izmir) เขาใช้วิธีสอน โดยเอาความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มาผสมผสานกับด้านศาสนา ซึ่งเขาบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากซาอิด นูร์ซี(Said Nursi) ซึ่งเป็นนักปฏิรูปใหญ่ของอิสลาม นูร์ซี (Nursi) เป็นผู้ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ตัวยง ส่วน กูเลนเอง ก็มีแนวโน้มไปในทางเป็นนายทุน คงเป็นเส้นทางที่ทำให้เขาคบกับอเมริกาได้อย่างไม่ขัดเขิน
ปัจจุบันกูเลนเป็นหัวหน้ากลุ่มฮิสเมต (Hizmet) ซึ่งเป็นขบวนการทางศาสนาและเกี่ยวข้องกับการเมือง มีเครือข่ายทั่วโลก เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนสอนศาสนา สื่อและองค์กรการกุศล มูลค่ารวมประมาณกว่า 20 พันล้านเหรียญ!
ฮิสเมต มีสาวกเฉพาะในตุรกีถึง 3 ล้านคน นี่ยังไม่ได้นับในอเมริกาและส่วนอื่นของโลก ฮิสเมต เน้นที่จะสร้างอิสลามยุคใหม่ เพื่อรัฐตุรกีใหม่ เป็นอิสลามที่มีการศึกษา เขาให้คุณค่ากับคนชั้นกลางที่ทำงานวิชา ชีพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ นอกจากนี้เขายังสนับสนุน พวกทำงานให้รัฐเช่น ผู้พิพากษาและตำรวจ เป็นกลุ่มคนที่เขาบอกว่าเหมาะสมที่จะสร้างสังคมใหม่ของอิสลาม ที่มอง เห็นคุณค่าของศาสนาต่างกับของเดิม (มันเขียนพิมพ์เขียว สร้างรูปแบบใกล้เคียงกันหมด แม้กระทั่งในบ้านเรา!)
กลุ่มผู้สนับสนุนกูเลน กับสนับสนุนพรรค AKP ของนายเอร์โดกาน ก็เกือบจะเป็นกลุ่มเดียวกัน และในช่วงแรกดูเหมือน นายกูเลนกับพวกหัวหน้าของ AKP รวมทั้งตัวนายเอร์โดกาน ก็ดูจะไปกันได้ดี เพราะมีแนวทางที่จะปฏิรูปศาสนาให้ทันสมัยขึ้นและนำมาปรับใช้ให้สอดคล้อง กับการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นแนวทุนนิยมเสรี (ชัดเจนดี)
แต่ไปๆ มาๆ อิทธิพลของนายกูเลน ชักจะแพร่กระจายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มตำรวจ ข้าราชการฝ่ายตุลาการและผู้พิพากษา (นี่ มันเรื่องในตุรกีนะครับ ขอย้ำอีกที) ในการเทศน์ออกโทรทัศน์ เมื่อ ค.ศ.1999 นายกูเลน กล่าวว่า
“พวกท่านจะต้องเจาะเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ของระบบ โดยไม่ให้มีการไหวตัว ถึงความมีอยู่และการกระทำของท่าน จนกว่าท่านจะเข้าไปถึงอำนาจที่อยู่ในใจกลาง… ท่านจะต้องคอย จนเมื่อท่านได้อำนาจของรัฐทั้งหมด มาอยู่ในมือแล้ว และเมื่อนั้นท่านจะได้อำนาจทั้งหมด ตามรัฐธรรมนูญของตุรกี” (ยังไงไม่ทราบ ผมเขียนข้อความนี้ แล้วทำให้นึกถึงเสียงและหน้าของนางนกแสก ทำไมมันให้ความรู้สึกเดียว กัน!?)
หลังจากการเทศน์อันเด็ดดวง นายกูเลนก็เก็บของอพยพไปอยู่อเมริกาในปีนั้นเอง โดยอ้างว่าจะไปรักษาตัว (ข้ออ้างสูตรสำเร็จ) แม้ว่าตอนนั้น จะยังไม่มีทีท่าว่าจะโดนจับ หรือโดนขู่แต่อย่างไร
เขาอยู่อเมริกามาตั้งแต่ ค.ศ.1999 จนถึงบัดนี้ก็ยังอยู่ ในคฤหาสน์ใหญ่โตมโหฬารบริเวณกว้างขวางที่ เซย์เลอร์สเบิร์ก (Saylorsburg) ทางตะวันออกของมลรัฐเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania) มีรั้วรอบขอบชิด มียามท่าทางขึงขัง ตลอดแนวบริเวณอาณาเขต
ครูสอนศาสนาจากบ้านนอกของตุรกีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ แถมอเมริกา ต้อนรับขับสู้อย่างดี ขาดแต่ปูพรมแดงรับ น่าจะมีเบื้องหลัง เบื้องหน้ามากกว่าที่ CFR เอามาเล่า
จากบันทึกความทรงจำของ ออสแมน นูริ กุนเดส (Osman Nuri Gundes) อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง Turkish Intelligence Service (MIT) ของตุรกี สาขาอิสตันบูล (Istanbul) ระบุว่านายกูเลน ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอยู่หลายบริเวณของโลก เช่นที่เอเซียกลาง (Central Asia) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากบังหน้า ให้แก่การปฏิบัติงานของ CIA ประมาณ 130 รายการ ที่อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) และคีร์กีสถาน (Kyrgyzstan) ครูสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียน ทำหน้าที่จารกรรมให้รัฐบาลอเมริกา ควบคู่ไปกับการสอนภาษา“Bridges of Friendship” เป็นชื่อรหัสของการปฏิบัติการเหล่านี้
เรื่องโรงเรียนของนายกูเลนนี้ ได้มีการเปิดเผยอีกมากมายโดย ซิบิล เอ็ดมอนด์ส (Sibel Edmonds) ซึ่งเขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเธอ ชื่อ Classified Woman : Sibel Edmonds Story (หมายเหตุ : ไปหามาอ่านกันนะครับ น่าสนใจมาก) เอ็ดมอนด์ส เป็นอดีต FBI ทำหน้าที่เป็นผู้ชำนาญด้านการแปล และต่อมาเป็นผู้ที่มีชื่อโด่งดังมาก รู้จักกันในนาม American Whistle blowers (อเมริกันผู้เป่านักหวีด) ในเรื่องความมั่นคงของประเทศ
เอ็ดมอนด์สเล่าว่า กุญแจสำคัญที่โยงกูเลน กับ CIA คือ นายเกรแฮม ฟูลเลอร์ (Graham Fuller) CIA ตัวใหญ่เป้ง ตำแหน่งนักวิเคราะห์ข่าวกรองประจำ Rand Corporation (หวังว่าท่านผู้อ่าน คงจะจำได้ ผมได้เล่าเรื่อง Rand Corporation นี่ไว้ในนิทานหลายเรื่อง ทบทวนสั้นๆ ว่า เป็นหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกัน ที่มีหน้าที่ดูแลด้านความมั่นคงของประเทศ ตั้งแต่วิเคราะห์วางแผน ไปจนถึงปฏิบัติการรวม ทั้งเก็บกวาดในบ้านคนอื่น ที่อเมริกาอยากทำลาย หรือไปทำรกในบ้านคนอื่น ที่อเมริกาอยากให้บ้านนั้นเละครับ)
นายฟูลเลอร์นั้น เป็นอดีตหัวหน้า CIA ในกรุงคาบูล (Kabul) และเป็นรองประธานของ National Intelligence Council นี่มันเหยี่ยวตัวใหญ่เลย น่ะนี่ และไม่ใช่เหยี่ยวตัวใหญ่ธรรมดา แต่เป็นเหยี่ยวกรงเล็บติดจรวดพิฆาตด้วย
นายฟูลเลอร์ อยู่ฝ่ายปฏิบัติการนานกว่า 20 ปี ในตุรกี เลบาบอน ซาอุดิอาระเบีย เยเมน อาฟกานิสถาน และฮ่องกง ในปี ค.ศ.1982 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลด้านข่าวกรองของ CIA ในแถบตะวันออกใกล้ (Near East) และเอเซียใต้ (South Asia) และในปี ค.ศ.1986 รัฐบาลเรแกน (Reagan) ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นรองประธานสภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council) ซึ่งรับผิดชอบการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อปี ค.ศ.2013 นี้เอง เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Boston Marathon bombs ในการวิ่งมาราธอนที่บอสตัน และมีการวางระเบิดที่เส้นชัย มีเด็กตาย 1 คน และคนเจ็บประมาณ 140 กว่าคน FBI จับตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน ชื่อ รัสลัน ซาร์เนียฟ (Ruslan Tsarnaev) ซึ่งมีลุงช่างพูดออกมาให้ข่าวต่างๆ ว่า หลานฉันไม่เกี่ยว คงจะพอจำลุงช่างพูดนั้นกันได้ ลุงคนนั้นบังเอิญแต่งงานกับ ซาแมนต้า (Samantha) ซึ่งเป็นลูกสาวของนายเกรแฮม ฟูลเลอร์ (Graham Fuller) ครับ
เอ็ดมอนด์ส ระบุไว้ในบทความของเธอว่า เมื่อนายกูเลน ยื่นคำขอเข้ามาอยู่ในอเมริกา ผู้ให้คำรับรอง นายกูเลน กับทางการอเมริกาคือ นายเกรแฮม ฟูลเลอร์ โดยนายฟูลเลอร์ เขียนจดหมายไปถึง FBI และUS Dept. of Homeland Security รับรองว่า กูเลน ไม่มีการกระทำที่เป็นภัยต่ออเมริกา ด้วยคำรับ รองนี้ กูเลนจึงอยู่ในอเมริกาได้จนทุกวันนี้
อีกคนหนึ่งที่ให้คำรับรองนายกูเลนคือ นายมอร์ตัน อับบราโมวิตซ์ (Morton Abramowitz) จำชื่อนี้กันได้ไหมครับ เขาเป็นอดีต CIA ฝ่ายปฏิบัติการประจำตุรกีและต่อมาได้เป็นทูตที่ตุรกี ช่วงปี ค.ศ.1989– ค.ศ.1991 ก่อนหน้านั้น เคยเป็นทูตประจำราชอาณาจักรไทย ช่วงปี ค.ศ.1978–ค.ศ.1981 ตำแหน่งหลังการเกษียณจากกระทรวงต่างประเทศอเมริกาคือ เป็นประธานของ Carnegie Endowment for International Peace (ค.ศ.1991–ค.ศ.1997)
สถาบันนี้ทำอะไร เคยเล่าแล้ว เขียนซ้ำเดี๋ยวโดยท่านผู้อ่าน Inbox เข้ามาต่อว่าอีกว่า ทำไมเขียนซ้ำ ไม่ชอบอ่านซ้ำ แหม ! ก็อ่านข้ามไม่ได้หรือครับ คนที่เขาจำไม่ได้อยากอ่านซ้ำก็มีนะครับ อยากอ่านเรื่องความเลวของนายอับบราโมวิตซ์ (Abramowitz) ยาวกว่านี้ ช่วยกลับไปอ่านนิทาน สิงโตหอน นะครับ แถมให้ว่าเขาเป็นนักล็อบบี้ยิสต์ (lobbyist) ตัวสำคัญ ให้ไอ้หมาในโจรร้าย ส่วนไอ้โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) มันแค่ระดับกระจอก ไม่ใช่ตัวใหญ่ ตัวสำคัญอะไร เอาไว้ออกแขกล่อให้สื่อไทยกับคนไทยด่าเล่น ผิดเป้าเท่านั้นเอง โยงกันมาให้เห็นถึงขนาดนี้ หวังว่าคงมองเห็นความเลวร้ายของอเมริกา ไอ้หมาใน และความสัมพันธ์ ของพวกมัน
เรื่องโรงเรียนของนายกูเลนยังไม่จบแค่นั้น ยังมีโรงเรียนของกูเลน ที่รัสเซีย เชชเนีย (Chechnya) และแถบดาเกสถาน (Dagestan) เพื่อเป็นฉากหน้าให้แก่กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง จีฮาดีสต์ (Jihadist) ตั้งแต่ค.ศ.1991 ต่อมาถูกคุณพี่ปูตินกวาดล้างเรียบ ไล่กระเด็นออกไปหมด ช่วงปี ค.ศ.2002–ค.ศ.2004 อีกด้วย
ปี ค.ศ.1999 อุซเบกิสถานปิดโรงเรียนกูเลน ที่มาดราสซา (Madrasas) และจับสื่อ 8 คน ที่จบจากโรง เรียนกูเลน ข้อหาจัดตั้งองค์การสอนศาสนาอย่างไม่ถูกต้อง และมีกิจกรรมส่อไปในทางสร้างความรุน แรง
เอ็ดมอนด์ส ได้เล่าถึงการปฏิบัติการของอเมริกาในเอเซียกลาง ว่ามันเริ่มมาหลายสิบปีแล้วอย่างผิดกฎ หมาย เพื่อเข้าไปให้ถึงแหล่งน้ำมันและกองทัพในเอเซียกลาง โดยใช้การปฏิบัติการณ์ของตุรกีร่วมมือกับพวกซาอุและปากีสถาน ใช้วัตถุประสงค์เรื่องศาสนาอิสลามบังหน้า และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของฉากและโรงแสดงก็คือ โรงเรียนของกูเลนนั่นเอง ซึ่งขยายไปจากตุรกีเข้าไปในเอเซียกลาง จนถึงรัสเซียและจีนเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนายกูเลน (Gulen)/ฟูลเลอร์ (Fuller) / อับบราโมวิตซ์ (Abramowitz) นี้ จึงเป็นเรื่องที่นายเอร์โดกานคงจะมองผ่านๆ ไม่ได้ เขาน่าจะเจอของแข็งจริงจากอเมริกา!