แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม ๕ ‘นักล่า’

แกะรอยเก่า

ตอน (1) บทนักเทศน์ 

เมื่อตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ.1942 อเมริกาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่จะไปทำสงคราม แต่เป้าหมายของอเมริกาไกลกว่านั้น เขามองถึงการเป็นพี่เบิ้มใหญ่ของโลกหลังสงคราม และอเมริกาก็ทำได้ตามเป้าหมายมาตลอด ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน กลยุทธใด แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นนักล่าหน้าใหม่ แต่ฝีไม้ลายมือในการล่าไม่เบา 

หลังจากเป็นผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกามองตัวเองว่าเราก้าวขึ้นเป็นจักรวรรดิอเมริกาแล้ว เพราะจักรวรรดิต่างๆ ได้ล่มสลายหายไปหมด เหลือไว้แต่ซากกับประวัติ อเมริกาหมดคู่แข่งชั่วคราว  จึงผงาดตัวมาเป็นนักล่าหมายเลขหนึ่ง แม้ตอนนี้ แท่นยืนของนักล่าหมายเลขหนึ่ง จะยังดูง่อนแง่น แท่นเอียง ขาเก เพราะโดนทั้งปลวกทั้งด้วงแมงแทะในบ้านอยู่ แถมหลายประเทศ ที่อเมริกาเคยใช้กลยุทธ โกหก ตอ แหล สร้างเรื่องสารพัด เพื่อหลอกลวงโลกและใช้หน่วยงานที่ตนเองชักใย ถล่มจนประเทศเหล่านั้น แตกเป็นเสี่ยงจากกองทัพอันเกรียงไกรของพี่เบิ้มบุกเข้าประเทศเขา ประหนึ่งขี่ช้างเข้าไปจับตั๊กแตน หรือประเทศที่อเมริกา เคยมองพวกเขาอย่างหยามเหยียดด้วยหางตา ประเทศเหล่า นั้นเริ่มขยับตัวขึ้นมาเสมอ เผลอๆ จะจับมือกันร่วมหัว ร่วมท้าย ช่วยกันเบียดให้อเมริกา ตกจากแท่นยืนในฐานะหมายเลขหนึ่งเอาเสียด้วยซ้ำ

แต่เกมการล่า การแข่งขันชิงแชมป์โลก ต้องมองกันนานๆ ดูกันไปยาวๆ อย่าเพิ่งตัดสินแค่ยกสองยก มวยใหญ่มันอึด มีท่วงทีลีลาน่าศึกษา แต่ที่สำคัญอยู่ที่ชั้นเชิง ไม่รู้ปล่อยกันออกมาหมดหรือยัง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าสู่ยุคสงครามเย็น ระบอบคอมมิวนิสต์ออกดอกแพร่พันธ์ ไปหลายแห่งในโลก สายหนึ่งไปทางสหภาพโซเวียด สายหนึ่งมาทางเอเซีย สู่จีนและเวียดนาม ใครเป็นคนเอาพันธ์มาแพร่ ก็รู้ๆ กันอยู่ อเมริกาทำเป็นทนดูไม่ได้ แบบนี้เสียหน้าผู้พิทักษ์โลกสวยใบนี้หมด(แหม! ใช้ศัพท์สมัย ใหม่เป็นเหมือนกันเหรอลุง ฮา!) ดังนั้น อเมริกาจึงทำทุกอย่างเพื่อหลอกให้ชาวโลกเชื่อว่า สงครามเท่า นั้นแหละ ที่จะเป็นยาขจัดการแพร่พันธ์คอมมิวนิสต์อย่างชะงัด

เมื่ออเมริกาตัดสินใจทำมาหากินกับสงครามเวียดนาม ก็จำเป็นต้องมีเหยื่อเข้ามาร่วมกิจกรรม จะไปรบคนเดียวได้ยังไงเหงาตาย  ไทยแลนด์สมันน้อยจึงถูกผู้กำกับคัดตัวให้ไปเล่นบทตัวเอก แต่สมันน้อยอ่านบทไม่แตก ไม่ตัดสินใจเสียที อเมริกาจึงลงทุนประคองคุณป๋าสฤษดิ์บินไปอเมริกาเพื่อไปรักษาตัวตอนคุณป๋าป่วย พอไปถึงคุณป๋า นอกจากจะถูกบรรดาหมอรุมกันรักษาแล้วคุณป๋ายังถูกอุ้มลง เปลเห่กล่อม ติวเข้มเกี่ยวกับภัยคอมมี่ กลับมาคุณป๋าร้องเฮ้ยเว้ย เอาไง เอากัน จะปล่อยให้คอมมี่มันบุกบ้านเรา บ้านพี่เมืองน้องเราได้ยังไง(ท่านที่ยังไม่เคยอ่านนิทานจิกโก๋ปากซอย ตอนนี้เป็นโอกาสดี เชิญแวะไปอ่านหน่อยนะครับ ทำลิงค์ไว้ให้แล้ว หาไม่เจอบอกมาจะลงให้ใหม่ จะได้อ่านนิทานเรื่องนี้แบบไม่ขาดลอย เพราะมันเกี่ยวเนื่องกันครับ แหม ! เอาใจคนอ่านจังนะลุง กลัวแฟนเพจไม่ถึงหมื่นหรือไง ฮา!) 

ขบวนการล่อเหยื่อ จับลงเปลเห่กล่อมเขาน่าสนใจ อเมริกาจะทำอะไร ไม่ใช่ทำวันนี้คิดพรุ่งนี้ วันนี้เขาคิดมา 20-30 ปีก่อนหน้าแล้ว วางแผนซับซ้อน วิธีการวางแผน หาข้อมูล ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ เหมือนพวกไอ้ป๊อด ไอ้แป๊ด มันออกรุ่นใหม่ มีลูกเล่นมาหลอกให้เราซื้ออยู่เรื่อย แต่ลูกหลักมันก็ไม่ต่างกันหรอก เพราะฉะนั้นถึงแม้นักล่าจะเปลี่ยนลูก เล่นอยู่เรื่อย แต่ลูกหลักมันก็พอมองออก ถ้าหมั่นติดตามแกะสะเก็ด แกะรอยเก่า รอยใหม่ เอาแว่นมาส่องดู ก็คงพอจะตามรอยมันได้บ้าง ตอนนี้นักล่าประกาศไปทั่วโลก ว่าจะกลับมาวิ่งเล่นลิงชิงหลักอยู่แถวเอเซีย ตามนโยบาย Rebalancing ไทยแลนด์แดนสมันน้อยก็ไม่แคล้วจะถูกคัดตัว มาเข้าฉากอีก แต่คราวนี้จะได้รับบทตัวเอก ตัวประกอบ หรือบทไหน เรายังไม่รู้แน่ แต่จะไปรอรู้เอาตอนจบ นอนนับศพนับซากในบ้านเรา มันจะไหวหรือครับ สมันน้อยหัดตื่นตัว ตามศึกษาแกะรอยนักล่ากันหน่อยน่า  อย่าดูแค่ที่เห็นข้างหน้า หัดเหลียวหลังแลข้างบ้างน่าจะดีกว่านะ

มารู้จัก ผอ มอ ผัวเมียคู่หนึ่งกันหน่อย นายเคนเนธ (Kenneth) และนางมาการ์เรต (Margaret) แลนดอน (Landon) เขา 2 คนนี้ น่าสนใจมาก เขาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของไทยกันอเมริกาช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้าง เครื่องมือการล่าเหยื่อของอเมริกาในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในเมืองไทย และเครื่องมือการล่าเหยื่อชนิดนี้ ก็ยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ ใช้สูตรอุปกรณ์หลักเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนอุปกรณ์เสริม ให้ทันตามสมัยนิยมเท่านั้นเอง

นางมาการ์เรต มีชื่อเสียงเพราะเป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง Anna and the King ซึ่งตอนหลัง ฮอลลีวู้ด (Hollywood) เอาไปสร้างหนังเรื่อง The King and I นำแสดงโดย เร็กซ์ แฮริสัน (Rex Harrison) ตอนรุ่นแรก แต่มาดังตอนสร้างครั้งที่สอง โดยเอานายยูล บรีนเนอร์ (Yul Brynner) หัวโล้นมาดนิ่ง มารับบทเป็นThe King  แต่หนังเรื่องนี้ถูกห้ามฉายในประเทศไทย นอกจากนั้นหนังสือเรื่องนี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นละคร บรอด์เวย์ (Broadway) ดังระเบิด เพลงเพราะฉากสวย แต่เนื้อเรื่องแต่งตามความคิดของฝรั่งมองไทย ที่รู้จักไทยอย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่คิดเอาเองว่ารู้จักหมด แต่นิทานเรื้องนี้จะไม่เล่าเกี่ยว กับนางมาการ์เรตนะครับ แต่จะเล่าเกี่ยวกับผัวนางมาการ์เรต ที่ชื่อ นายเคนเนธที่ไม่มีใครรู้จักเขานัก แต่จริงๆ เขาเป็นคนสร้างรอยเก่า ที่น่าสนใจตามแกะดู

นายเคนเนธ เพอร์รี แลนดอน (Kenneth Perry Landon) เป็นมิชชันนารี หมอสอนศาสนา แต่ไม่ใช่มิชชันนารี ประเภทเดินหน้าเซียวเที่ยวเคาะประตูบ้าน เหมือนคนขายหนังสือพจนานุกรมสมัยก่อน เขาเป็นนักสอนศาสนาระดับจบปริญญาตรีทางเทววิทยา (Theological Seminary) จากมหาวิทยาลัย พรินสตัน (Princeton) (วิชานี้เขาว่านักบวชสมัยก่อนที่เดิน ทางมาเผยแพร่ศาสนา แถวเอเซีย ลาตินอเมริกา ล้วนจบวิชานี้ทั้งนั้น นอกเหนือจากเรียนหลายภาษาแล้ว หนึ่งในหลักสูตร เขาว่าต้องเรียนฟันดาบและต่อสู้ป้องกันตัวด้วย) หลังจากนั้นนายเคนเนธก็เรียนต่อ จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชิคาโก เขาเดินทางมาเมืองไทยพร้อมเมีย เมื่อประมาณ ค.ศ.1927 (อย่าเพิ่งโว้ยว่า เล่านิทานโบราณจัง ตอนนี้ใครๆ เขาเขียนเรื่องเรือบินหาย หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 กันทั้งนั้น ใจเย็น อ่านต่อไปก่อนน่า เดี๋ยวมันก็อธิบายมาถึงปัจจุบันได้เองแหละ)

2 คนผัวเมีย เดินทางมาทางเรือ จากด้านตะวันออกของอเมริกา ผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก มาโผล่เอาที่สิงคโปร์ ตลอดทางที่เรือแวะจอดท่าต่างๆ เขานั่งเบิ่งตา หูตั้ง มองทุกอย่าง ฟังทุกเรื่อง จัดเก็บข้อมูลเรียงแน่นอยู่ในหัว (ใบสั่งมันคงระบุชัดเจนดี) จนเมื่อเรือแล่นจากสิงคโปร์ขึ้นมาบางกอก เมียก็ถามเขาว่า นี่เธอรู้จักเมืองไทยดีแค่ไหนนะเนี่ย เขาตอบว่า ฉันรู้แต่ว่าคนไทยส่วนมากเป็นฝาแฝดตัวติดกัน แล้วก็มีช้างเผือกแยะมาก และที่เมือง ไทยฝนน่าจะตกชุก เพราะฉันเห็นรูปถ่ายพระเจ้าแผ่นดินของไทย นั่งอยู่ใต้ร่มอันใหญ่มาก หน้าตาเหมือนน้ำพุ9 ชั้น (อืม! ชั้นเชิงใช้ได้ ตอบเมียตัวเองได้แบบนี้อนาคตไกล)

นายเคนเนธกับนางมาการ์เรต เมื่อแรกมาถึงเมืองไทยก็พักอยู่ที่เมืองบางกอกก่อน อยู่ประมาณ 1 ปี ตลอดเวลา 1 ปี เขาถูกพาไปป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ในสังคมฝรั่ง ที่มีทั้งพวกมิชชั่นนารี พวกทูตและพ่อค้าฝรั่ง แล้วฝรั่งพวกนี้ก็พาเขาไปเข้าสังคมคนไทยชั้นสูง ทำให้เขามีโอกาสรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองไทย รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ระดับสูงเช่น กรมพระยาดำรงเดชานุภาพ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นต้น (อย่าลืมว่าเมื่อนายเคนเนธ มาถึงเมืองไทย ช่วงนั้นยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ น่าสนใจวิธีการนำตัวเข้าสังคมของนักสอนศาสนารายนี้จริงๆ)

นายเคนเนธ ไม่ได้ใช้เวลาเดินเล่นอยู่ในวงสังคมชั้นสูงอย่างเดียว อีกอย่างที่เขาทำอย่างเอาจริงเอาจัง และไม่ให้ใครรู้คือ เขาตั้งใจเรียนภาษาไทย เขาจ้างครูมาสอน เขาและเมีย เรียนภาษาไทยกับครูทุกวันๆ ละ3 ชั่วโมง และทำการบ้านเตรียมตัวอีกวันละ 3 ชั่วโมง สำหรับการเรียนในวันรุ่งขึ้น เป็นการเรียนแบบหลัก สูตรเร่งรัดเลยละ (มันทำไมต้องเร่งรัดกันขนาดนี้นะ?) เขาฝึกบทเรียนภาษาไทยที่เขาเรียน ด้วยการออกไปเดินเที่ยวเล่นในตลาด ไปเดินซื้อของและถามแม่ค้า เป็นภาษาไทยว่า “เท่าไหร่”และไม่ว่าแม่ค้าจะตอบว่าอะไร และไม่ว่าเขาจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ เขาก็จะตอบกลับเป็นภาษาไทยว่า “แพงไป”แล้วก็เดินไปหาแม่ค้าเจ้าอื่นต่อไป

เห็นลีลาสายลับรุ่นโบราณไหมครับ น่าทึ่งไหม สมัยนี้ก็ยังทำแบบนี้ แต่แทนที่จะเดินเล่นตามตลาด เขาไปเดินเล่นตามห้าง ตามงานสังคมชั้นสูง ตามที่มั่วสุมของคนชั้นสูงเช่นที่ สปอร์ตคลับ และตามบ้านคนใหญ่คนโตทั้งหลาย ฯลฯ เสร็จแล้วพวกเขาก็ไปรายงานข้อมูลที่ได้ยินมาจากที่ไปเดินเล่น ตามที่ตัวเองเข้าใจ แบบงูๆ ปลาๆ ต่อนายเหนือ เรื่องมันถึงได้วุ่น!

จากการเรียนภาษาไทยอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้เขาเข้าใจว่า ภาษาไทยเป็นภาษาที่ลึกซึ้ง แสดงถึงความละเอียด อ่อนของความเป็นคนไทย

เขายกตัวอย่างคำว่า ฉัน ภาษาอังกฤษ ใช้ I หรือ me แค่ 2 คำ แต่ภาษาไทยมีให้เลือกใช้ถึง 15 คำ แต่ละคำแสดงถึงสถานะทางสังคมของ ผู้พูด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและยังแยกเพศได้อีก

สิ่งเหล่านี้ไม่มีในภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นคำเดียวกันนั้น ถ้าใช้คู่กับอีกคำ ระหว่างบุรุษที่ 1 กับบุรุษที่2 ยังแสดงถึงอารมณ์ ความสนิทสนมของผู้ใช้อีกด้วย รวมทั้งแสดงได้ถึงฐานะที่สูงต่ำกว่ากัน เช่นคำว่า“มึง” และ “กู” ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ชาวต่างชาติจะเข้าใจคนไทย และสังคมไทยถ้าไม่เข้าใจภาษา ไทยให้แตกฉานเสียก่อน

อยากรู้ว่าไอ้พวก app รุ่นใหม่ที่ไปเดินเล่นตามสังคมนั้น มันจะเข้าใจความละเอียดอ่อนของคนไทยได้แค่ไหนกัน

นอกจากนี้จากการเรียนภาษาไทย ทำให้นายเคนเนธเข้าใจว่า กว่าครึ่งของภาษาไทยมีรากมาจากภาษาสันสกฤตและบาลี ซึ่งเป็นภาษาโบราณของอินเดีย และเกี่ยวพันกับพุทธศาสนา ซึ่งเป็นทั้งศาสนาและ     วัฒนธรรมของคนไทย เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าจะเข้าใจคนไทยให้ลึกซึ้ง เราต้องเข้าใจภาษาไทยและควรจะศึกษาเกี่ยวกับอินเดียด้วย เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปของคนไทย ประเพณีและวิธีการคิดของคนไทย ภายหลังเขาจึงกลับไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยชิคาโก เพื่อเรียนภาษาสันสกฤต บาลี รวม ทั้งเรียนวิชาเกี่ยวกับอินเดียด้วย

เขาหาอุปกรณ์เสริมได้เก่ง ต้องยอมรับ นักสอนศาสนาคนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ แสดงว่า คงไม่ใช่มาเพื่อสอนศาสนา?!

เคนเนธ เรียนภาษาไทยแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างที่อยู่บางกอก เขาทดสอบความแตกฉานของตัวเองด้วยการ เริ่มเทศน์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์เป็นภาษาไทย ช่วงแรกๆ เวลาเขาเทศน์ เมื่อพูดถึงพระเยซูถูกตรึง“กางเขน”เขาออกเสียงภาษาไทย เป็นพระเยซูถูกตรึง “กางเกง”และนั่นทำให้เขาเป็นทีชอบใจของคนไทยว่า เขาเทศน์ได้ตลกดี และทำให้มีคนมาฟังเขาแยะ แม้จะไม่รู้จักพระเยซูและศาสนา คริสเตียนเลยแม้แต่น้อย แต่ก็พากันมาดูฝรั่งนักเทศน์เป็นภาษาไทย แบบดูการแสดงตลก โดยไม่คิดอะไรมาก นี่คือ นิสัยชอบสนุกของคนไทย

Scroll to Top