ตอน 1 : ปั่นจิ้งหรีด
การเล่าข่าวกับการวิเคราะห์ข่าว โดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ ต่างกันนะครับ
การเล่าข่าวนั้น ข่าวมายังไง คนเล่าก็นำมาเล่าตามแนวและลูกเล่นของตัวเอง ใครเล่าเก่ง มีสีสรรลูกเล่นเพียบ คนดูคนอ่านก็ติดกันเกรียว ส่วนคนวิเคราะห์ข่าว ต้องเพิ่มความคิดเห็นของตัวเข้าไปด้วย แปลว่า จะวิเคราะห์ข่าวได้จริง ต้องมีภูมิหลัง คิดออก มองเห็น “เกิน” กว่าเนื้อข่าวนั้น
แต่ทั้ง 2 อย่าง ก็เริ่มต้นมาจากจุดเดียวกันคือ ต้องมี “ข่าว” มาให้เขียนให้เล่า และมี “ข่าว” มาให้วิเคราะห์
ที่น่าคิดคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ข่าว” นั้น เป็นข่าวจริง ข่าวปลอม หรือ ข่าวแต่ง หรือที่สมัยนี้เรียกกันว่า เต้าข่าว (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า ศัพท์นี้มาจากไหนแต่ฟังแล้วสยิวจัง) ข่าวแต่งนี้ ยังต้องตามดูอีกว่า ถ้าเป็นข่าวเกี่ยวกับต่างประเทศ ที่มักแปลมาจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งต้องดูอีกว่า แปลมาถูกไหม มีหลายครั้งที่ผมอ่านข่าวแปลแล้วมึนรับประทาน ไม่รู้ใครกำลังจะได้ หรือใครกำลังจะเสียกันแน่
แต่ที่สำคัญ ถ้ามันเป็นการแต่งข่าว หรือเต้า มาตั้งแต่ต้นตอ โดยมีเป้าหมายที่จะ “ลวง” คนอ่าน เราจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันเป็นข่าวลวง
คำตอบคือ รู้ยากครับ
อาจจะ “พอรู้” ถ้าเราตามข่าว และตาม”สถานการณ์” กันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องมานาน ก็จะพอจับทางได้ว่า มันมีความผิดสังเกต ผิดวิสัย ผิดเส้นทาง… เหมือนหมอที่เคย ตามอาการของคนไข้เจ้าประจำ ที่มาหาหมอด้วยอาการเจ็บคอ ถามไปถามมา แกไปคาราโอเกะเกือบทุกวัน หายไปพักใหญ่ เจ็บคอมาอีก แต่คราวนี้บอกว่าไม่ได้ไปร้องเพลงเลยนะหมอแต่ทำไมเจ็บคอ หมอแปลกใจ ทำท่าจะส่งไปเข้าเครื่องตรวจใหญ่ ซักไปซักมา ที่ไหนได้ แอบไปขึ้นเวที จ้อให้แม่ยกเป่านกหวีด …
ส่วนใหญ่ คนที่จะตาม “สถานการณ์” อย่างใกล้ชิดจนรู้ถึงความผิดปรกติต่างๆนั้นได้ มักจะเป็นผู้ที่มี “หน้าที่” ติดตามสถานการณ์ เช่นหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ งานข่าวกรอง งานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ครูบาอาจารย์ที่สอนทางด้านนี้ และสื่อที่จับงานด้านนี้มานานจนเป็นผู้ชำนาญ เราๆ ชาวบ้าน คงยากที่จะมีเวลา มีความสนใจและจดจำอาการต่างๆได้หมด
เข้าข่าย เป็นข่าวลวงแยะมาก ไม่บอกก็คงพอเดากันได้ว่า มาจากสื่อต่างประเทศใดบ้าง
เมื่อมีการออกข่าวลวงมากๆ มันก็เป็น “อาการ” ผิดปรกติอย่างหนึ่ง ที่ทำให้คิดว่า การลวง ในเรื่องและรูปแบบอื่นคงจะตามมา และ เมื่อเริ่มต้นด้วยการลวง ผลที่ตามมา คงไม่ใช่เรื่องดี…
ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกานั้น นอกเหนือจากผู้ที่มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ อย่างที่ผมเล่าข้าง ต้นแล้ว ยังมีคนอีก 2 กลุ่ม ที่ทำการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำการวิเคราะห์สถาน การณ์อย่างสม่ำเสมอ
กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่เขาเรียกกันว่า ถังความคิด think tank ที่คอยติดตามสถานการณ์ของ โลก รวมทั้งของแต่ละประเทศ โดยถังพวกนี้ จะทำการวิเคราะห์ เสนอวิธีการแก้ไขหรือนโยบาย ซึ่งก็มีทั้งถังที่ใช้ได้ และที่เหมือนถังขยะ
ถังความคิด มีทั้งที่เป็นของรัฐบาล และของเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งในรูปแบบของ สถาบัน หรือมูลนิธิ ที่อ้างว่าไม่แสวงหากำไร และไม่ฝักฝ่าย ฝ่ายใด แต่เป้าหมายจริง มักตรงกันข้าม คือ ไม่แสวงหากำไร แต่แสวงหาอำนาจ… และต้องการควบคุมทุกฝ่ายทั้งหมดในโลก ผ่านนโยบายที่ถังตัวคิดขึ้นมาเกือบทั้งนั้น
ถังหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีอำนาจและอิทธิพล เหมือนเป็นผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน และอาจจะกำกับโลกด้วยคือ ถังยี่ห้อ CFR Council on Foreign Relations ส่วนถังดังอื่นๆ อันดับต่อๆมา เช่นChatham House ของอังกฤษ ซึ่งเป็นถังแฝดกับถัง CFR, Rand Corporation ถังฝั่งอเมริกา ที่เชี่ยวเรื่องการทหาร, Center for Strategic and International Studies (CSIS) ไอ้ถังขยะใบนี้ถนัดเรื่องความมั่นคง และ ชอบเสือกเรื่องบ้านเรา
ยังมีถัง Brookings Institution, Heritage Foundation, Cato Foundation, American Enterprise Institute 4,5 ถังหลังนี่ เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง และออกแนวอเมริกามหาอำนาจ และเสือกเรื่องบ้านเราทั้งนั้น ยังมีอีกแยะครับ ท่านใดอยากรู้จักถังพวกนี้ กดคำว่า think tank หาอ่านในกูเกิลได้เลย
ผมเคยเล่า หรือเอ่ยถึง กลุ่มแรกนี้ค่อนข้างบ่อยในการเล่านิทานหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะถัง CFR ซึ่งเชื่อว่า หลายท่านคงคุ้นเคยกันดี วันนี้ จึงจะขอไปเน้นที่ กลุ่มที่ 2
กลุ่มที่ 2 ทำหน้าที่คล้ายๆ กลุ่มที่ 1 แต่เปลี่ยนจากถัง เป็นบริษัทที่ “รับจ้าง” และคิดค่าจ้างในดำเนิน การ ในราคาแพงมาก
งานที่บริษัทพวกนี้รับทำคือ การวิเคราะห์สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เกือบทุกแห่งทั่วโลก ให้แก่ลูกค้า ที่เป็นทั้งรัฐบาล ทั้งของอเมริกาเอง และของประเทศอื่น บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ
และบุคคลทั่วไป (ที่คงต้องกระเป๋าใหญ่ไม่น้อย) เช่น มหาเศรษฐี หรือ อดีตนักการเมืองเป็นต้น
เพื่อเอาข้อมูลจากการวิเคราะห์นั้น ให้ลูกค้านำไปคิดยี่ต๊อกให้ดีๆ ก่อนที่จะลงทุน ทำธุรกิจ หรือดำเนิน การอื่นใด เช่น คิดจะสร้างปฏิวัติ เปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลในบ้านเหยื่อที่เล็งเอาไว้ งานแบบนี้ รัฐบาลอเมริกันมักใช้บริษัทพวกนี้ทำการแทน อย่างที่ทำในหลายประเทศในช่วง เทศกาลอาหรับสปริง หรือเรื่องยูเครน เพื่อหลีกเลี่ยงการมีข่าวฉาว หรือสาวมาถึงตัว ถ้านึกถึงเหตุการณ์ไหนไม่ออก ลองนึกถึงเหตุการณ์ในบ้านเราก็ได้ครับ… ไม่ใช่ไม่เคยมี…
ผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ หรือเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทพวกนี้ ส่วนใหญ่ ก็เป็นผู้ที่ทำงานด้านข่าวกรอง ด้านความมั่นคงของรัฐบาลอเมริกานั่นแหละ มีทั้ง ทหารเก่าจากกองทัพ หรือสภาความมั่นคง รวมทั้งศิษย์เก่าซีไอเอ และ ศิษย์ปัจจุบัน
นับว่า เป็นการหากินของอเมริกา ที่ฉลาดร้ายมาก ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง เพราะทำให้รู้ข้อมูลของประ เทศอื่น หรือบริษัทใหญ่ ๆ รู้ทิศทางการเมือง และการทำมาหากินของเขา และใช้เป็นช่องทางที่จะแทรกข่าวลวงของตัว และ”กำกับ” ทิศทางการเมือง และการทำธุรกิจเหล่านั้นเสียอีกด้วย โดยผู้ใช้ บริการก็เดินตามอย่างไม่รู้ตัว
จะว่าไป ก็ดูเหมือนไม่ต่างกับเป็นการปั่นจิ้งหรีดอีกสายพันธ์ ตกลงมนุษย์ในโลกเรานี่ จะกลายพันธ์เป็นจิ้งหรีดกันหมดหรือไงนะ
นอกจากนี้ บริษัทที่รับจ้างทำงานอย่างนี้ มักมีเครือข่ายการทำงานแบบครบวงจร โดยรวมไปถึงการดู แลด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้า ที่ไปทำธุรกิจในบริเวณ ที่มีการวิเคราะห์ว่า อาจอยู่ในเขตอันตราย รวมทั้งมีสื่อในมือ ที่จ้างไว้ คอยออกข่าวแก้ และที่แน่มากคือ มี “หน่วยงานพิเศษ” ของตัวเอง ที่เอาไว้คอยแก้เกม เมื่อมีปัญหา หรือถูกต่อต้าน รวมทั้งเป็นหัวเจาะเข้าไปปฏิบัติการให้ด้วย
ส่วนงานแก้เกม มีการรับแก้ทุกระดับ ตั้งแต่ลอบบี้ให้ประเทศนั้น ออกกฎหมาย กฎระเบียบ แก้ไข ให้เป็นประโยชน์กับตัว จนถึง ” จัด” ให้มีการเคลื่อนไหวโดยคนในบ้าน และคนนอกบ้านเพื่อกดดัน
มันเป็นขบวนการที่ใหญ่โต มีขอบเขตการให้บริการกว้างขวาง เกือบจะเหมือนการเข้าไปยึดประเทศเขา ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะฝีมือการจัดตั้งนั้นแนบเนียน จนเหมือนเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถึงขนาดผู้ที่เข้าร่วมขบวนการอาจไม่รู้ตัว ว่ากลายเป็นพวกจัดตั้งให้กับเขา จึงน่าที่เราๆจะทำความรู้จักกันไว้
เขาว่า บริษัทที่ใหญ่ดังมาก ที่ให้การวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศมานาน ให้บริการครบวงจร รวม ทั้งดูแลด้านความปลอดภัย โดยศิษย์เก่าที่มาจากหน่วยรบพิเศษ ที่ผ่านงานมาจากหลายสนามชื่อบริษัทสตราร์ตฟอร์ (Stratfor) ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 โดยจอร์จ ฟรีดแมน (George Friedman) ชาวยิว ที่พ่อแม่อพยพหนีฮิตเลอร์จากฮังการี มาอยู่อเมริกา เขาจบรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล หลังจากนั้น ไปเป็นอาจารย์สอนในหลายสถาบันของอเมริกา โดยเฉพาะ US Army War College, National Defense University และ Rand Corporation เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของประเทศทั้งนั้น
ชื่อของ สตราร์ตฟอร์ (Stratfor) โผล่ให้ชาวบ้านได้รู้จักในปี ค.ศ.2012 เมื่อวิกีลีกส์ เอาเอกสารลับของอเมริกา ส่งให้สื่อเป็นของขวัญลงให้ชาวบ้านทั่วโลกอ่าน มีเอกสารชิ้นหนึ่ง แฉว่า สตราร์ตฟอร์ คือบริษัทหลังฉากของซีไอเอ ที่ไปทำงานข่าวกรองให้กับเอกชนทั่วโลก ทาง สตราร์ตฟอร์ ออกมาบอกว่า ไม่ใช่น่า เราเป็นแค่บริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจธรรมดาเท่านั้น แต่มีสื่อไปขุดว่า ค่าจ้างของสตราร์ตฟอร์แพงกว่าบริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจอื่นหลายร้อยเท่า วิเคราะห์ลิงอะไรวะ
ผมไม่ทราบว่า บริษัทนี้ มีลูกค้าในบ้านเราหรือไม่…
แต่ข่าวว่า ตอนนี้ สตราร์ตฟอร์ กำลังมีคู่แข่ง ที่มาแรง และน่าสนใจยิ่ง