ย้อนกลับไประหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังขับเคี้ยวกันอยู่ ประธานาธิบดีอเมริกาวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) นั่งบนกำแพงดูทิศทางลม ทำท่าว่าไม่ต้องการมีส่วนร่วมในสงคราม พวกนักธุรกิจเห็นว่ามัวแต่นั่งดูทางลมแบบนั้น มันจะเข้าทางพวกเราหรือ …ว่าแล้วพวกเขาก็รวบรวมพรรคพวก ตั้งคณะกำหนดทิศทางลมแทนชื่อ “The Inquiry”เพื่อทำการศึกษา (ตามโผ!) และแนะนำประธานาธิบดี วิลสัน ว่าหากพระเจ้าไกเซอร์ (Kaiser) และจักรวรรดิเยอรมันล้มคว่ำ โลกนี้ควรจะมีทิศทางในการเดินเกมการเมืองอย่างไร
การเสนอแนะของ The Inquiry ทำผ่านผู้พันเอดเวิร์ด เอ็ม เฮาส์ (Col. Edward M. House) คนสนิทของประธานาธิบดีวิลสัน ผู้พันเฮาส์นี่ เป็นตัวสำคัญในการผลักดันให้เกิด Federal Reserve System
The Inquiry นี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของ The Council on Foreign Relations (CFR) ผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงสุด พวกเขาคือ คนถือเข็มทิศ กำหนดทิศทางเดินของอเมริกานั่นเอง
CFR เริ่มต้นจากการรวมตัวของนักวิชาการและนักการทูตจากอังกฤษและอเมริกา พวกเขาตกลงกันในที่ประชุมเมื่อพฤษภาคม ค.ศ.1919 ว่า พวกเราควรจัดให้มีสถาบันร่วมมือกัน ระหว่างอังกฤษกับอเมริกาเพื่อ “ดูแล” เกี่ยวกับเรื่องระหว่างประเทศ (International Affairs) หลังจากนั้น ใน ค.ศ.1921 พวกเขาก็ได้ขยายแนวร่วมไปยังกลุ่ม นักกฎหมายและนักการเงิน และร่วมกันตั้ง The Council on Foreign Relations ขึ้นในปี ค.ศ.1921
CFR มีเป้าหมายที่จะกำหนดที่ยืนของอเมริกา ในโลกเสียใหม่ จากที่ทำแต่อุตสาหกรรมโดยลำพัง อยู่โดดเดี่ยว ให้เปลี่ยนสภาพ เป็นหัวหน้ากลไกสำคัญ ในการที่จะนำพาให้อเมริกา ก้าวไปสู่การเป็นจักร วรรดิอเมริกา ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ การเงิน การเมืองระหว่างประเทศ การทหาร สื่อมวลชนและนัก วิชาการในสังคมระดับสูง และทิศทางดังกล่าวจะต้องทำเป็นนโยบายระดับนานาชาติ โดยมีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุนอยู่ข้างหลัง
เงินคืออำนาจ อำนาจคือเงิน …อย่าถามว่าพวกเขาจะสร้างอำนาจนี้ได้จริงหรือ และเมื่อมีอำนาจแล้วจะใช้อำนาจนี้ไหม จักรวรรดิอเมริกามีจริงหรือไม่ …เขาว่าถามแบบนี้ แน่นอน คนถามต้องไม่ใช่เป็นพวกCFR และไม่มีวันได้เป็น ฮา!
แต่ก่อนจะมีอำนาจ ต้องมีเงินก่อนตามสูตร แล้วนักเล่นกล ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่อเมริกาจะต้องมีธนาคารกลาง แต่เป็นธนาคารกลางที่พวกเขา ควรเป็น (เจ้ามือ) เจ้าของและควบคุม มันเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเงิน 2 ฝั่งคาบสมุทรแอตแลนติก
เจ พี มอร์แกน ร่ายมนต์ให้นักการเมืองฟังว่า เหตุการณ์วิกฤติทางการเงินของอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1907 น่ะ เพราะพวกคุณไม่มีระบบการเงินที่ดี รัฐบาลก็ไม่มีกระเป๋าเงินของตัวเอง ที่ใหญ่พอ ตอนเกิดเรื่องนะจำได้มั้ย เราน่ะ เจ พี เป็นคนให้รัฐบาลยืมเงินนะ จะเสียหน้าแบบนั้นอีกเหรอ
คำขู่ได้ผลประธานาธิบดีวิลสัน มือไม้สั่นรีบลงนามออก Federal Reserve Act ในปี ค.ศ.1913 ผลของ กฎหมายฉบับนี้ ทำให้อเมริกาถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจทางการเงิน Federal Reserve Bank หรือ“Fed” (เจ้ามือตัวจริง!) ซึ่งรัฐบาลอเมริกาไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็น Fed ที่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ ในการพิมพ์เงิน ดอลล่าร์ได้เอง โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา เยี่ยมจริงๆ !!!
เจ พี มอร์แกนไม่ได้นอนฝันแล้วคิดเรื่อง Federal Reserve Bank คนเดียวเองหรอก แต่มันเป็นการจับ มือกันเล่นกล ที่น่าสนใจมาก เจ้าของทฤษฎีเล่นกล บางทีมันก็โดนกลลวงได้เหมือนกัน เหมือนหมองู ตายเพราะงู
ท่านผู้อ่านนิทานคงรู้จักประวัติศาสตร์อเมริกาแล้วว่า อเมริกาก็เป็นหน่อไผ่ แยกกอมาจากอังกฤษนั่นแหละ เขาถึงพูดภาษาเดียวกัน แค่คนละสำเนียง อย่าไปนึกเป็นอันขาดเชียวว่า เขาคนละพวกกัน จะทำให้เข้าใจเรื่องราวไขว้เขวไปหมด เขาเพียงแต่ผลัดกันเล่น ผลัดกันตี(คนอื่น) จำได้ไหม ท่านที่เคยอ่านนิทานจิ๊กโก๋ปากซอยมาแล้ว
เมื่ออเมริกาตั้งบ้านเมืองใหม่ ระบบต่างๆ ก็แน่นอนลอกมาจากอังกฤษ แต่มันยังตั้งไข่ล้มอยู่เรื่อย โดย เฉพาะระบบการเงิน ตลอดเวลาตั้งแต่ ค.ศ.1800 กว่าจนถึง ค.ศ.1900 กว่า อเมริกาประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายรอบ และยิ่งเกิดวิกฤติช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ก็กว้างขึ้นทุกที พวกที่จนก็ถึง กับไม่มีจะกิน เดี๋ยวนี้ไปดูแถวเมืองนิวยอร์ก พวกเอาหนังสือพิมพ์ปูนอนก็ยังมีอยู่แยะ อย่านึกว่าเป็นมหาอำนาจแล้ว ประชาชนจะอยู่ดีมีสุขทั้งหมด นั้นมันในหนัง ของจริงเขาไม่ปล่อยให้เรารู้ง่ายๆ หรอก พวกที่รวยเอาๆ จากความ ฉ ห ของธุรกิจคือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller), เจ พี มอร์แกน (J P Morgan), แอสเธอร์ (Astors), แฟนเดอร์บิลท์ (Vanderbilt) และคาร์นากี้ (Carnegies) เป็นต้น
แล้วพวกเศรษฐีก็จับมือกัน จัดการแบ่งเค้กกัน เพื่อให้รวยขึ้นไปอีก เจ พี มอร์แกน รับประทานเค้กส่วนรางรถไฟกับธนาคาร ส่วนร็อกกี้หินร่วง บอกเรื่องน้ำมันเป็นของเรา แต่เสร็จแล้ว เขาก็ขยายตัวไปธุรกิจธนาคารด้วย ใครมั่งไม่ชอบนับเงิน… หอมจะตาย
เจ พี มอร์แกน แม้จะตั้งธนาคารของตนเอง เช่น First National Bank of New York และ National City Bank of New York แต่มันก็เป็นการร่วมมือกับร้อกกี้เฟลเลอร์ ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะพวกผู้ จัดการของ 2 ธนาคารน่ะ มันคนของร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาทั้งนั้นแหละ แต่ที่น่าสนใจตระกูลมอร์แกนเคยค้า ขายในอังกฤษมาก่อนตั้งแต่รุ่นพ่อ ดังนั้นเขาก็มีพรรคพวก อยู่แถวอังกฤษและยุโรปด้วย
อังกฤษในช่วงนั้น ยังเป็นยุคที่อังกฤษ ยังเฟื่องฟู มีอาณานิคมแผ่ไปทั่ว นักล่าชื่อนายเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) เข้าไปเผชิญโชคในอาฟริกา เขาตะลุยไปทั่วจนในที่สุด เป็นเจ้าของเหมืองทองและเหมืองเพชรที่มีชื่อคือ เดอ เบียร์ส (De Beers) เขาดังมากถึงขนาดโรดีเซีย (Rhodesia) ตั้งชื่อประเทศตามชื่อเขานั่นแหละ (Rhodesia) ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นซิมบับเว (Zimbabwe) คนส่วนใหญ่คิดว่าโรดส์เป็นเจ้าของบริษัทเดอ เบียร์ส แต่ที่จริงแล้วเศรษฐีล้มหล่น นาธาเนียล เดอ รอธไชลด์ (Nathaniel de Rothschild ต่างหากที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในเดอ เบียร์ส พวกรอธไชลด์ไม่ต้องไปออกแรงรบกับคนป่าอาแอฟริกาและฝรั่งชาติอื่น เช่น พวกดัทช์ พวกเขาใช้วิธีนั่งสบายอยู่ในลอนดอน แต่ส่งเงินสนับสนุนให้นายโรดส์ไปคลุกดินกินฝุ่นแทน ในปี ค.ศ.1899 จำนวนหุ้นของรอธไชลด์ในเดอ เบียร์สก็มีมากกว่านายโรดส์ถึงเท่าตัว
นายโรดส์นี้ เป็นแบบฉบับนักล่าของอังกฤษ เขาคิดว่า จักรภพอังกฤษควรต้องขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ และจะให้ดี ต้องเอาอเมริกากลับมาเป็นอาณานิคมเหมือนเดิม และมาร่วมสร้างจักรภพอังกฤษยุคใหม่ที่ใช้ระบบเดียว คุมทุกชาติภายใต้การปกครองของหนึ่งเดียว คืออังกฤษผู้เกรียงไกร (นี่ล่ะ กลุ่มนักล่าฝั่งขวาของมหาสมุทร) และแน่นอน ผู้ที่สนับสนุนความคิดนี้ และร่วมปฏิบัติการคือ พวกรอธไชลด์และธนาคารในเครือข่าย เมื่อประธานาธิบดีวิลสัน ลงนาม Federal Reserve Act มีเสียงสะท้อนข้ามมาจากอีกฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกบอกว่า เราเอาอเมริกากลับมาอยู่ในจักรภพอังกฤษ (ยุคใหม่) แล้ว โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารเลยล่ะ!
ปี ค.ศ.1969 อเมริกาเกิดอาการเศรษฐกิจชักกระตุก ทำท่าจะเดินถอยหลังอีก ในขณะที่เศรษฐกิจของยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันและญี่ปุ่น พัฒนาและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าเงินสกุลของ 2 ประเทศ สูงกว่าค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งผูกไว้กับราคาทองคำ ไอ้ที่แย่ อเมริกาเริ่มเสียดุลการค้า ทำให้มีการเททิ้ง ดอลล่าร์ ทองสำรองก็เหลือเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนหนี้ของประเทศ แล้วประธานาธิบดีนิกสัน ก็ตัดสินใจแบบหักดิบ ในปี ค.ศ.1971 ยกเลิกการผูกดอลลาร์ไว้กับทอง ยกเลิกการเปลี่ยนเงินกระดาษมาเป็นทอง คำ ปิดหน้าต่างลงกลอนการแลกเปลี่ยนอย่างถาวร
โลกช็อกกับมาตรการของคุณพี่นิกสัน คุณพี่เครียด หรือคุณพี่เมา !? คุณพี่นิกสันตอนนั้น ก็คงเหมือนคนพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก โดนบี้รอบข้างจากผลของการเข้าไปทำสงครามเวียดนาม ยังมาเจอเศรษฐ กิจเดินถอยหลัง และที่เห็นกำลังมาไว ๆ ก็คือ คดีวอเตอร์เกตอันลือชื่อของคุณพี่ เล่นเอาคุณพี่ไปไม่เป็น แล้วจะให้คุณพี่ทำยังไง แกก็ส่งใบลาไปนอนซมระทมทุกข์ ปล่อยให้นายคิสซิงเจอร์ ทำหน้าที่เหมือนเป็นประธานาธิบดีแทน มันเขาล่ะ!
แล้วโลกจะรู้ไหมว่า การตัดเชือกผูกดอลลาร์ไว้กับทองนะ มันเป็นแผนมายากลแบบสุดยอดของนักเล่น
กลเลย แผนนี้เขาวางกันเป็นขั้นตอนแบบบันได 7 ขั้น (3 ขั้น มันน้อยไป) ผู้แต่งเรื่องประกอบและผู้นำการแสดง มือระดับรางวัลโนเบิล ไม่ใช่รางวัลออสการ์
ค.ศ.1969 ภาคอุตสาหกรรมของโลกกำลังบูม อุตสาหกรรมต้องดื่มน้ำมัน ผู้ที่บูมไปด้วยคือ ชาติผู้ผลิตน้ำมัน แน่นอนกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน OPEC ก็อู้ฟู่ไปด้วย เขามีข้อตกลงกันตั้งแต่ตอนตั้ง OPEC ว่า การซื้อน้ำ มันจะต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์เท่านั้น ชาติไหนจะซื้อน้ำมัน ต้องไปซื้อดอลลาร์มาก่อน เพื่อเอาไปจ่ายน้ำ มัน
ประเทศผู้ค้าน้ำมัน เช่น ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน ฯลฯ เมื่อได้เงินค่าน้ำมัน ก็เอาไปฝากธนาคาร ธนาคารที่รับฝากก็แน่นอน เป็นพวก Anglo American ธนาคารไหนต้องให้บอกชื่อกันไหม
ปี ค.ศ.1973 เดือนพฤษภาคม สมาชิกสมาคมลับบิลเดอเบิร์ก (Bilderberg) นัดประชุมกัน มีข่าวสำคัญรั่วออกมาจากที่ประชุม แมลงวันวิ่งไล่ตอมข่าว สมาคมนี้ น่ะ มันลับอย่างไร สำคัญอย่างไรมา รู้จักกันหน่อย
บิลเดอเบิร์ก กรุ๊ป เป็นสมาคมลับสุดยอดของบุคคลลับสุดยอด มีสมาชิกโดยการเชิญประมาณ 100 กว่าคน จากอเมริกาและยุโรป เรียกว่าเป็นสมาคมผมทองของแท้ ไม่มีด่างดำน้ำตาลเหลืองมาปนเลย ผู้ที่จะได้รับเชิญเป็นสมาชิก หรือมาประชุมก็เป็นพวกอยู่ในระดับสูงสุดของประเทศ ถ้าเป็นขนมเค้กก็เรียกว่า เป็นพวกชั้นครีม (cream) อยู่ข้างบนสุดนั่นแหละ สมาคมนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1959 เพื่อจะประสานงานทางความคิด นโยบายและวัฒนธรรมระหว่างอเมริกากับยุโรป เพื่อสร้างความรวมมือกัน เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ ฟังดูหรูและน่าทึ่งจัง
คนที่เสนอความคิดตั้งสมาคมนี้คือนายโจเซฟ เรททิงเกอร์ (Jozef Retinger) ซึ่งไปคุยกับเจ้าชายเบิร์นฮาร์ด (Prince Bernhard) สวามีของพระราชินีจูเลียนนา (Julianna) แห่งเนเธอแลนด์ คุณเจ้าชายบีเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงกับลงมือไปคุยกับนายกรัฐมนตรีเบลเยี่ยมด้วยตนเอง รวมทั้งคุยกับหัวหน้า CIA ของอเมริกาขณะนั้น ว่าเราต้องร่วมมือกัน เพื่ออนาคตอันก้าวหน้าของพวกผมทอง
การประชุมครั้งแรกของสมาคมลับที่มีเจ้าชายบี เป็นโต้โผ มีผู้เข้าประชุม 50 คนจาก 11 ประเทศในยุโรปและอีก 11 คนจากอเมริกา
สมาคมลับนี้ยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ชื่อเด่นๆ ที่เข้าร่วมประชุมกับสมาคมอันนี้ มีตั้งแต่กษัตริย์ ฮวน คาร์ ลอส (Juan Carlos) และราชินีโซเฟีย (Queen Sofia) แห่งสเปน, ราชินีเบียทริกซ์ (Queen Beatrix) แห่งเนเธอร์แลนด์บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น IBM, Xerox, Royal Dutch Shell, Nokia และ Daimleและระดับผู้บริหารประเทศเช่น นายกรัฐมนตรีกรีก นายคอสตาส คาราแมนลิส (Kostas Karamanlis) นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ นายแมตตี้ แวนฮาเนน (Matti Vanhanen) รวมถึงนายทิโมธี ไกเนอร์ (Timothy Geithner) ของอเมริกา (และครีมขนมเค้กอีกหลายอัน เขียนไม่หวัดไม่ไหวครับ
ในปี ค.ศ.2013 มีการประชุมที่วัตฟอร์ด (Watford) ประเทศอังกฤษ รายงานแจ้งว่ามีผู้เข้าประชุม แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม อาจโผล่มาหลายคน (ลับจริงๆ !) สำหรับโต้โผใหญ่คือเจ้าชาย บี (B) นั้น เป็นประธานสมาคมอยู่จนถึงปี ค.ศ.1976 เป็นปีที่เขาโดนกล่าวหาเป็นข่าวไปทั่วโลก เกี่ยวกับเรื่องรับสินบนจากบริษัท Lockheed ซึ่งเป็นบริษัทขายอาวุธของอเมริกา บิลเดอเบิร์กถูกวิจารณ์ว่าเป็นสมาคมระดับ สูง ที่ใช้บุคคลระดับสูงทำหน้าที่เหมือน ล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) ในเรื่องระดับสำคัญอย่างสูง (หลายสูงเลยล่ะ) คงพอมองเห็นภาพ งานหลักของสมาคมนี้กันแล้ว
ข่าวสำคัญที่รั่วออกมาจากที่ประชุม เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1973 คือ มีการหารือกันในที่ประชุมว่า “หากว่า” น้ำมันเกิดขึ้นราคาไป 400 % เรามีแผนที่จัดการกับเงิน ดอลล่าร์ที่จะไหลมาท่วมหัวเรา จากที่น้ำมันขึ้นราคาอย่างบ้าเลือดนั้นอย่างไรดี สมาชิก (ลับ) ที่เข้าประชุม (ลับ) วันนั้นก็มี CEO จาก Royal Dutch Shell, British Petroleum (BP), Total S.A, ENI, Exxon รวมทั้งบรรดานายธนาคารใหญ่ และบุคคลที่น่าสนใจเช่น บารอน เอ็ดมุนด์ เดอ รอธไชลด์ (Baron Edmond de Rothschild) และนายเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ และที่น่าสนใจที่สุดคือนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รมว. ตปท. ของอเมริกาขณะนั้น
หลังจากนั้นก็มีคนแอบทำข่าวหล่นให้สื่อลือกันว่า เดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1973 ประเทศในกลุ่มอาหรับ มีแผนที่จะบุกอิสราเอล ในวันสำคัญทางศาสนาของอิสราเอล (Yom Kippur) ข่าวนี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด น้ำมันราคาพุ่งกระฉูด โลกตะวันตกที่ต้องใช้น้ำมันต่างไม่พอใจ แต่แล้วก็มีเสียงคล้าย ๆ กับพระเจ้าชาห์ของอิหร่าน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “…ก็ไม่แปลกนะ ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นสูง ในเมื่อพวกยู (โลกตะวันตก) ก็ขึ้นราคาข้าวสาลีที่ขายให้พวกไอ ตั้ง 300% รวมทั้งน้ำตาลและปูนซีเมนต์ พวกยูซื้อน้ำมันดิบจากประเทศไอไป แล้วยูก็ไปกลั่นเป็นปิโตรเคมี แล้วไปขายได้ราคาแพง 100 กว่าเท่าของราคาที่จ่ายให้พวกไอ มันก็ยุติธรรมแล้วนี่นะ ต่อไปนี้พวกยูก็จ่ายค่าน้ำมันดิบสูงขึ้นอีก 10 เท่าก็แล้วกันนะ”
แล้ววันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.1973 อียิปต์และซีเรียก็บุกอิสราเอลจริงๆ วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1973ประธานาธิบดีนิกสัน สั่งการให้ส่งอาวุธไปช่วยอิสราเอล ในขณะที่สหภาพโซเวียดส่งอาวุธให้อียิปต์และซีเรีย วันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ.1973 UN ออกมาเป็นกรรมการห้ามมวย สั่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติการหยุดยิง
ประเทศกลุ่มโอเปก OPEC ตอบโต้ ด้วยการประกาศงดส่งน้ำมันให้แก่อเมริกา ในฐานะเป็นประเทศที่ไม่ปรารถนาดีต่อกลุ่มประเทศโอเปก การประกาศงดส่งน้ำมันนี้ ลามไปถึงประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นด้วย แต่ 5 เดือนต่อมา 17 มีนาคม ค.ศ.1974 กลุ่มโอเปกก็ยกเลิกการห้ามส่งน้ำมันให้อเมริกา เอ๊ะ! ตอนแรกก็ขึงขังดีนะ ประเทศในกลุ่มโอเปกทำเป็นจะบุกอิสราเอล แล้วก็ขึ้นราคาน้ำมันไป 400 % และก็ประกาศจะงดส่งน้ำมันให้พวกเขา (อเมริกาแอนด์โก) น่ะ แล้วไง! ไม่ทันนกกระจอกกินน้ำ 5 เดือน กลับลำเกือบไม่ทัน
ทั้งหมดเป็นแผนที่ร่วมมือกันอย่างดี ของกลุ่มนักเล่นกล 2 คาบสมุทร เริ่มต้นตั้งแต่เล่นกลตัดเชือกผูกเงิน ดอลล่าร์กับทองเมื่อปี ค.ศ.1969 ตอนอเมริกาเกิดเศรษฐกิจชักกระตุก เดินถอยหลัง เงินดอลลาร์อ่อนเหมือนแป้งเปียก จะให้มันกลับมาแข็งปั๋ง พร้อมกับสร้างอำนาจให้อเมริกาน่ะ มันต้องวางแผนให้เนียนหน่อย
นายคิสซิงเจอร์ นักการทูตฝีปากดี แถมมีฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง การที่จะยุให้พวกกลุ่มอาหรับลุกขึ้นฮึด มาเอาดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนจากอิสราเอล คงไม่เกินความสามารถ ในการใช้ฝีปากของนายคิสซิงเจอร์ ขณะเดียวกันก็บอกกับอิสราเอลว่า ถ้าอาหรับทำท่าจะกรีฑาทัพเข้ามา บี้ ยู ไม่ต้องกลัวนะเพื่อน อเมริกาจะยืนบังลูกปืนให้ เขายุซ้ายทีขวาทีจนได้ที่ แล้วเขาก็จับหมากตัวสำคัญ คือ ซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านให้เดินต่อ ซาอุนั้น เป็นประเทศที่มีน้ำมันมากและเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของอเมริกา อเมริกาซื้อน้ำมันจากซาอุเป็นอันดับ 1 และซาอุก็ลงทุนกับอเมริกาเป็นอันดับ 1 เหมือนกัน ส่วนอิหร่านมีน้ำมันอันดับ 2 ก็จริง แต่อย่าลืมว่า พระเจ้าชาห์มานั่งครองบัลลังก์นกยูงได้อย่างไร ให้มาเล่นเป็นตัวประกอบประกอบ เดินไปเดินมา 2 รอบแค่นี้ เล่นไม่ได้หรือไง
แล้วสงคราม Yom Kippur มันก็เกิดขึ้นมาเพราะแบบนี้แหละ ถ้ามันของจริงน่ะ มันจะเลิกรบกันภาย ในไม่กี่วันเหรอ แล้วไอ้ Embargo ห้ามส่งน้ำมันน่ะ ถามจริงๆ เถอะ อาหรับมีทรัพย์สมบัติติดตัวอยู่อย่างเดียว คือ น้ำมัน ถ้าไม่ขายน้ำมันจะอยู่อย่างไร แล้วลูกค้ารายใหญ่นะใคร อเมริกาบวกยุโรปตะวันตกบวกญี่ปุ่นน่ะ มันกินน้ำมันเข้าไป 60% ของผู้ใช้น้ำมันทั้งโลกในตอนนั้น ถ้าคิดไม่ขายลูกค้ารายใหญ่ 60% แล้วจะไปขายใครประเทศจน ๆ ให้มันเป็นหนี้หรือไง!
ตกลงดูเขาเล่นกลกันทันไหมครับ ดูช้าๆ อีกที
เริ่มตั้งแต่ยิวไปอยู่อิสราเอลได้อย่างไร ใครจัดการให้ ใครสร้างระบบ Fed ขึ้นมา สร้างขึ้นมาเมื่อไหร่ เพราะอะไร หลังจากนั้นเขาก็เลิก ระบบดอลลาร์ผูกกับทอง ตัดทิ้งเสียดื้อๆ ผลคือไม่มีใครสามารถเอา เงินกระดาษมาแลกกับทองอีกแล้ว ทองเหลือเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรู้ และจะพิมพ์เงินกระดาษขึ้นมาอีกเท่า ไหร่ ก็ไม่มีใครรู้อีกเช่นเดียวกัน พิมพ์เข้าไปแยะๆ ก็ได้ เพราะไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครมาแลกเป็นทอง!
แล้วเอากระดาษที่พิมพ์ซะแท่นพิมพ์ร้อน น่ะ ไปซื้อน้ำมัน น้ำมันจะขึ้นราคาขายแพงเท่าไหร่จะเดือด ร้อนอะไร เพราะเงินที่ได้จากขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ มันจะเอาไปไหน มันก็ต้องมาฝากแบงค์เรา มาลง ทุนซื้อของในบ้านเราบ้านเพื่อนเรา แล้วเราก็เอาเงินพวกนี้ไปออกเป็นพันธบัตร เป็นตราสารไปแปลงเป็นหุ้นไป ขายในตลาด หุ้น ชาวบ้านก็ซื้อหุ้นไป เราก็ปั่นหุ้นไป เราก็รวยแล้ว รวยอีก เสกอากาศ เสกกระดาษมา แลกกับน้ำมัน โอ้ว! สนุก ไอ้พวกมีน้ำมัน มันนึกว่ามีน้ำมันแล้วจะเป็นใหญ่เหนือเราหรือ คอยไปชาตินู้นแล้วกัน ฮ่า ฮ่า
เอ้า นึกว่าแค่นี้ มันจะสะใจ จิ๊กโก๋หรือ ยัง ยังมีอีก บอกแล้วว่าแผนบันได 7 ขั้น เงินที่เราได้มาจากเงินฝากน้ำมันก่อนหน้านี้ เราก็เอาไปให้ประเทศจนๆ กู้นะ พอน้ำมันมันขึ้นราคา ประเทศพวกนี้มันก็หน้ามืด ถังแตกดังโพละ จะเอาอะไรมาใช้หนี้เราล่ะ เราก็ส่ง IMF ลูกกระเป๋งเราเข้าไปให้เงินกู้ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ วางเงื่อนไขให้มันสะบัดช่อ ยึดสมบัติมันอีกต่อ เฮ้อ! เหนื่อยจัง ว่ะ.. ขอกลับไปนับเงินต่อ!
อ่านนิทานมาถึงตรงนี้ คงเห็นวิธีเล่นกลของพวกโคตรรวย และนักการเมืองที่เป็นขี้ข้าของเขากันแล้ว เขาเลือกเวลาที่เหมาะสมทุกจังหวะ การเล่นกลเสกกระดาษแลกน้ำมัน ยังไม่จบ ที่เล่นกันคราวนี้เป็นตั๋วราคาถูก การเล่นกลแบบตั๋วราคาแพงยังมีอีก ที่สำคัญจำไว้ แม้จะมีน้ำมันเป็นอาวุธอยู่ในมือ นักเล่นกลยังสามารถเล่นกล ให้น้ำมันหายตัว ไปได้คอยดูต่อไป