แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 5 ‘นักล่า’

เขี้ยวงอก

ตอน (1) พี่เลี้ยง 

อเมริกาพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลกที่วันนี้กำลังถูกท้าทาย จะรักษาตำแหน่งหมายเลขหนึ่งได้หรือไม่ ได้อีกนานเท่าไร ชาวโลกกำลังจับตามอง ไม่ว่าอเมริกาจะทำอะไร แหกปาก ขยับแขน ยกขา ข่าวไปทั่วโลก แต่เป็นข่าวในทางร้ายมากกว่าดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีชาวโลกสวยชื่นชอบอเมริกา ผู้นำความเจริญมาสู่โลก ผู้นำเศรษฐกิจเสรี โลกาภิวัฒน์มันไปทุกอย่าง ไม่ว่าการค้า การศึกษา วัฒนธรรม ฯลฯ ไม่มีอเมริกาเป็นเพื่อน ไม่มีอเมริกาตบหัวลูบหลัง หรืออเมริกาไม่เห็นด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไร จะเป็นจะตายเสียให้ได้

แต่ถ้าถามชาวแหกคอก ไม่ว่าพันธุ์เทศพันธุ์ไทย ต่างบอก ถุด ! อเมริกา มันก็แค่นักล่า (อาณานิคม) รุ่นใหม่ กระสันอยากจะเป็นจักรวรรดิอเมริกา แต่ใจไม่ถึงที่จะประกาศให้โลกรู้ ได้แต่ทำตัวหน้าไหว้หลังหลอก อย่างงี้นักเลงจริงเขาดูถูก (โปรดนึกถึงหน้าพี่ปูตินเวลาพูดกับนายโอบามาก็แล้วกัน) แล้วสมันน้อยว่าไงจ๊ะ มองอเมริกาเป็นพี่เบิ้ม ผู้นำ ผู้พิทักษ์ ผู้ปกครอง ฯลฯ หรือเป็นนักล่ารุ่นใหม่ ที่พฤติกรรมไม่ต่างกับจิ๊กโก๋ปากซอย กล้าเบ่งและรังแกแต่กับผู้ที่อ่อนแอกว่า เจอนักเลงใหญ่อย่างพี่ปู หรือแค่อาเฮียยืนหน้าเฉย อย่าติดเบรคใส่เกียร์ว่างก็แล้วกัน

แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งลงมติ นี่ยังไม่ถึงตีสี่ มีเวลาตัดสินใจ อ่านนิทานกันไปเรื่อยๆ ก่อนแล้วกัน อ่านๆ ไปก็จะมองออกเองแหละว่า อเมริกาเป็นพี่เบิ้มผู้พิทักษ์ของโลกสวย หรือเป็นนักล่าของชาวแหกคอก รู้จักเขาให้ชัด เจน จะได้รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวเอง หรือปฏิบัติกับอเมริกาอย่างไร

นักวิเคราะห์การเมืองรุ่นใหม่ (สมัยนั้น) ต่างประสานเสียงเชียร์ บอกว่า อเมริกาเป็นนักล่าแน่นอนที่สุดและไม่ได้เป็นนักล่าแบบอุบัติเหตุนะ ไม่ใช่ประเภทเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครเลี้ยงดู เลยต้องปากถีบตีนกัด ออกมาล่าเหยื่อเลี้ยงตัวเองตั้งกะเด็ก ไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาด …อเมริกาเป็นลูกคนรวยที่ถูกเลี้ยง ถูกฝึก ถูกเลือกให้เป็นนักล่าเหยื่อต่างหาก ถูกเลือก เข้าใจไหม (America was chosen to be an empire) มันมีการวางยุทธศาสตร์ หารือ วางแผนและปฏิบัติการให้อเมริกาเป็นนักล่า เป็นจักรวรรดิ American Empire!

ใครล่ะที่เป็นพี่เลี้ยง เป็นคนฝึก เป็นคนวางแผนให้อเมริกาเป็นนักล่า จะรู้ให้แน่ต้องแกะรอยเก่าของ นักล่าย้อนไปให้เห็นภาพตั้งแต่ยังเป็น ละอ่อน เริ่มตั้งไข่ ดูว่าเขาหัดเดิน หัดคลานอย่างไร ใครเป็นพี่เลี้ยง เป็นพี่เลี้ยงแบบไหน ประเภทวิ่งไปตามเนินเขา แล้วร้องเพลง The Sound of Music หรือเปล่า (ท่านที่เกิดไม่ทันหนังเรื่องนี้ ขออำไพนะครับ ถึงไม่เคยดู ก็น่าจะเคยได้ยินเพลงบ้างน่า พระเอกมีลูกเป็นพรวน  เมียตาย หรือไงเนี่ย ผมก็จำไม่ค่อยได้ จ้างนางเอกมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ดูแลเด็ก ในที่สุดพระ เอกก็รักกับคุณพี่เลี้ยง ตามฟอร์ม เด็กก็ดีใจไชโย เรื่องแสนจะธรรมดา สมัยนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนจนแบบเดาไมได้  ไม่ใช่หนังจบแล้ว หันหน้ามองกัน เลิกลั่ก มึนไปหมด ไม่มีครับ) หรือถ้าไม่เป็นพี่เลี้ยง แต่เป็นแม่เลี้ยง แบบแม่เลี้ยงใจร้ายของหนูน้อยซินเดอเรลลา (Cinderella) หนังการ์ตูนยอดฮิตของวอล์ท ดิสนี่ย์ (Walt Disney) ก่อนมาทำเป็นหนังใหญ่ เห็นไหมครับ ขนาดจะอธิบายเรื่องพี่เลี้ยง แม่เลี้ยง ยังต้องยก ตัวอย่างหนังฮอลลีวู้ดเลย เห็นอิทธิพลของเขาไหม จะให้ยกตัวอย่างเป็นปลาบู่ทอง จะมีใครรู้เรื่องบ้าง

ผู้ที่ร่วมมือกัน ทำหน้าที่พี่เลี้ยง ป้อนนม ป้อนน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม จับอเมริกาตั้งไข่ หัดเดิน ซ้อมให้เป็นนักล่า ไม่ใช่พวกไม่มีหัวนอนปลายตีนนะ  พวกเขาเป็นกลุ่มชนชั้นนำในสังคมอเมริกา หรือ เรียกว่าเป็นพวกอีลิต(Elites) นั่นแหละ ที่ประกอบด้วยนายธนาคารและบรรดาบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหลัง จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอเมริกา (Americas Industrial Revolution) ในปลายศตวรรษที่ 19 รวมทั้งพวกมูลนิธิที่อ้างตัวว่า ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ Philanthropic Foundations (พวกมูลนิธิแบบนี้น่ะ ในบ้านเราก็มีนะครับ จับตากันให้ดี สอดไส้กันง่ายเหลือเกิน)

สถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ และสถาบันที่เป็นถังความคิด (Think Tank) รวมทั้งกลุ่มทุนธุรกิจ ซึ่งเดินกร่างอยู่บนเส้นทางของอำนาจ สรุปง่ายๆ ว่า เป็นกลุ่มคนที่ถ้าเปรียบแบบฝรั่ง เขาก็จะบอกว่าเป็นเหมือนพวกครีม(cream หรือ topping) ที่อยู่ชั้นบนสุดของขนมเค้กนั่นแหละคือ กลุ่มผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้นักล่า

ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้น พี่เลี้ยงนักล่าที่ร้องเพลงเชียร์นำมาก่อน คือพวกนักยุทธศาสตร์อเมริกัน เริ่มถามหาจักรวรรดิอเมริกา New Global American Empire ที่จะครองโลกมีหรือเปล่า อยู่ที่ไหนเป็นการร้องนำโดยเฮนรี่ อาร์ ลูซ (Henry R. Luce) บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยล ผู้ก่อตั้งหนังสือ Time Magazine, Life และ Fortune ซึ่งเป็นลูกพี่ใหญ่ในวงการสำนักพิมพ์ ที่มีอิทธิพลในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 และเป็นหัวหน้ากองเชียร์ เสียงดังของพรรครีพลับลิกัน (Republican) ซึ่งต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย ขนาดไปเป็นที่ปรึกษาให้กับพวกนักการเมืองเผด็จการทางฝั่งยุโรปเช่น มุสโสลินี (Mussolini) ของอิตาลีและพวกนาซีของเยอรมัน ด้วยความเชื่อว่าวิถีของเผด็จการ จะหยุดการแพร่พันธ์ของคอมมิวนิสต์ได้

ในปี ค.ศ.1941 นายลูซ (Luce) เขียนบทความดังเป็นพลุแตก (แบบนิทานจิกโก๋ปากซอย ฮา) ลงในนิตยสารLife ชื่อ The American Century ศตวรรษของอเมริกา เขาบอกว่า ศตวรรษที่ 20 นี้จะเป็นเวลาของอเมริกาแล้ว เป็นช่วงเวลาที่โลกจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้นำโลกตัวจริงมาแล้ว มันไม่เหมือนกับการเป็นจักรวรรดิแบบโรม หรือเจงกิสข่าน หรือ จักรภพอังกฤษ นั่นมันทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่อเมริกาจะเป็นจักรวรรดิ เพื่อมวลมหามนุษย์ชาติทั้งปวง ไม่ใช่เฉพาะแต่มหาอเมริกันชนเท่านั้น … เว่อชะมัด พูดแบบอเมริกันแท้ ไม่มีเทียมเลยคุณพี่ คุณพี่ลูซ นี่นอกจากเชียร์สุดลิ่ม และยังเป็นนักฝันดีอีกด้วย

ในขณะที่นายลูซ รับบทเป็นนักร้องนำ และเขียนบทนำสรรเสริญอเมริกา แต่ผู้ที่ลงแรง ลงมือ ลงขัน จัดการให้ ศตวรรษอเมริกาเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด มาจากความคิดริเริ่มและการผลักดันของ the Council on Foreign Relations (CFR) กลุ่มนักคิด นักวางแผนโคตรชั่วตัวแสบนั่น เองและนักยุทธศาสตร์คนสำคัญของ CFR ที่เป็นหัวรถจักรของรถไฟสายพี่เลี้ยง คือนายดีน แอชชิสัน (Dean Acheson) นายแอชชิสันนี้ มีประวัติน่าสนใจ เขาเป็นทนายความ ต่อมาเปลี่ยนเส้นทางมาเข้าวงการเมือง ไต่กระไดขึ้นมาเรื่อย จนในที่สุดได้เป็น รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ช่วงปี ค.ศ.1949– ค.ศ.1953 สมัยนายทรูแมน (Truman) เป็นประธานาธิบดี เขามีส่วนสำคัญในการร่างนโยบาย ตปท. ของอเมริกาในช่วงสงครามเย็น (จากทนายหน้าหอ มาเป็น รอ มอ ตอ ต่างประเทศ เอ! ใครเอาอย่างนะ)

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์ นายแอชชิสันเขียนหนังสือเรื่อง An American Attitude เป็นใบสั่งล่วงหน้าว่า หลังสงครามโลกจบ อเมริกาจะต้องทำอะไรบ้าง (จริงๆ เขาสั่งกันไว้ ตั้งแต่ก่อนเข้าไปร่วมทำสงครามด้วยซ้ำ) สิ่งที่สำคัญอเมริกาจะต้องทำคือ ทำให้โลกมีเสรีภาพในทางเศรษฐกิจการ ค้า หลังจากนั้นนายแอชชิสัน ก็เป็นหนึ่งในคณะผู้ทำงานของ CFR ในการวางแผน ตั้งไข่ ให้แก่นักล่า หลังสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง

แม้ว่าอเมริกาจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ CFR วาง แผนไว้ล่วง หน้าแล้วว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก ยืนกอดอกดูอยู่ข้างสนามแบบนั้นมันจะไปได้เรื่องอะไร เลิกยืนดูแล้วกระโดดลงไปในสนามรบได้แล้ว อันที่จริงพวกเขาวางแผนตั้งแต่ก่อนสงครามโลกจะเกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ที่จะให้อเมริกากระโจนลงไปในสนามรบ

CFR แอบทำโครงการลับๆ อย่างเงียบๆ และต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1939 ถึงค.ศ.1945 ชื่อ War and Peace Studies ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมมือกันระหว่างสมาชิกของ CFR กับกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา State Department แต่เงินทุนที่ใช่ในการทำโครงการนี้ทั้งหมด ไม่ต้องบอกก็คงเดากันออก มาจากนายทุนโคตรรวย กระเป๋าของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller) ทั้งหมด (อย่าเพิ่งเบื่อชื่อนี้นะ ครับ ถึงเบื่อ ก็ต้องทนเอา เพราะเขาเป็นตัวจริงเสียงจริง ในการกำกับพวกพี่เลี้ยง หรือเรียกให้ถูก น่าจะต้องใช้คำว่า เขาเป็น เจ้าของ คงไม่เป็นการแดกดันเขาเกินไป)

โครงการ War and Peace Studies นี้ วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อสร้างให้อเมริกาเป็นจักรวรรดิอเมริกา เช่น เดียวกับ จักรวรรดิหรือจักรภพอังกฤษ เพียงแต่จะเป็นจักรวรรดินักล่า ที่มีวิธีการล่าต่างกัน

อังกฤษเป็นนักล่าอาณานิคมที่ต้องการขยายดินแดน เพราะประเทศตัวเองเป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เลยต้องการเอาประเทศของคนอื่นมาเป็นอาณานิคม เพื่อขยายอาณาจักรตัวเอง เพื่อปกครองและเพื่อใช้ทรัพยากรของเขา เพื่อสร้างความเจริญและความยิ่งใหญ่ของตนเอง แหม ! ให้ใครๆ เรียกว่าEmpress of India หรือ Viceroy of Burma  มันถึงจะสมเป็นนายเหนือของอาณานิคม ใหญ่ กร่างดีออกอังกฤษภูมิใจนักหนา กับประโยคที่พูดซ้ำซากว่า ดวงอาทิตย์ไม่มีวันตกในจักรภพอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล

แต่ผู้คิดสร้างจักรวรรดิอเมริกา กลับบอกว่า คิดแบบนั้นมันไม่ฉลาดเท่าไหร่หรอกนะ เอาไปทำไมประเทศคนอื่น ต้องไปเลี้ยงดูประชาชนพลเมืองเขาอีก ตัวเล็ก ตัวดำ ตัวเหลือง พูดกันไม่รู้เรื่อง คิดก็ต่างกัน ไม่เอาหรอก เราอย่าไปคิดเอาประเทศเขามาเป็นอาณานิคม เลยนะ ภาระมันแยะ เราแค่คิดวิธีที่จะ “ทำอะไรก็ได้” ในแผ่น ดินเขาดีกว่า ใช้ทรัพยากร ใช้คน ใช้เงิน ใช้กลอุบายทุกอย่าง ให้ผู้คนในแผ่นดินนั้น มันตกหลุมเราทุกประการ โดยเราไม่ต้องไปรับผิดชอบว่า เขาเป็นคนของเรา มันจะเป็นจะตาย จะอยู่อย่างไรช่างหัวมัน อย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ

….เราแค่อ้างว่า เราจะนำความเจริญมาให้เขา เราทำเพื่อความเจริญของโลก แค่นั้น เขาก็รีบเปิดประตูเมืองรับเรามือไม้สั่นไปหมดแล้ว…

แล้วเราอย่าไปเรียกตัวเองว่า จักรวรรดิอเมริกาด้วย มันล่อแหลม(ต่อความล้มเหลว !) ในทางตรงกันข้าม เรากลับต้องปลอมตัว (ลวงโลก) ว่า อเมริกาต่างหากที่เป็นผู้สนับสนุนให้เสรีภาพ อิสรภาพให้เกิดขึ้นกับประเทศอาณานิคม (ถือโอกาสตบหน้าอังกฤษแถมให้) ให้มีประชาธิปไตยเกิดขึ้นในโลกอันสวยงามใบนี้ และให้มีเสรี ภาพในการทำมาค้าขาย ไม่มีการปิดกั้น โดยเราจะใช้กลไกที่จะเราจะตั้งขึ้นใหม่ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่โลกจะดูไม่รู้ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ดีมั้ย

มันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ที่สวยหรู ที่บิดเบือนความจริง ลวงโลก ที่ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมที่สุดแห่งศตวรรษ จนบัดนี้ยังไม่มีโฆษณาชวนเชื่อใดมาลบล้างได้!

ตราบใดที่เศรษฐกิจของอเมริการุ่งเรือง ธนบัตรดอลล่าร์สีเขียวของอเมริกา ยังเป็นแผ่นกระดาษที่โลกยอมรับและต้องการ การลวงโลกแบบนี้จะบอกว่าไม่สำเร็จ ได้อย่างไร และตราบใดที่ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และเอเซียตะวันออก เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ยังต้องพึ่งพากองทัพ (ที่อ้างว่า) เกรียงไกรของอเมริกาให้มาปกป้องภูมิภาคของตน …นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า จักรวรรดิอเมริกามีจริงเป็นจริง จักรวรรดิอเมริกา พี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก ใหญ่อย่างชนิด ไม่มีใครกล้ามาท้าทาย (แน่ใจหรือเปล่า)

นอกจากนี้โครงการ War and Peace Studies นี้ ยังเสนอความคิด และแนวทาง (shopping list)  

เพื่อให้อเมริกาปฏิบัติการอีกมากมาย ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุด ที่สำคัญคือ โครงการนี้กำหนดบริเวณของโลกใบนี้ที่อเมริกาจะต้องประทับตรา ควบคุมหรือครอบครอง เพื่อส่งเสริมให้อเมริกามีเศรษฐกิจที่แข็งแรง บริเวณที่อเมริกาจะควบคุมนี้ พวกเขาเรียกกันว่า “Grand Area” ทุ่งใหญ่สำหรับนักล่า ซึ่งอยู่ในบริเวณต่อไปนี้

– ลาตินอเมริกา (ดินแดนกว้างใหญ่ ทรัพยากรแยะ นักล่าจะเอาไว้ทำอะไร ถ้าจำไม่ได้ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่องมายากลยุทธอีกรอบนะครับ)

– ยุโรป ซึ่งจะต้องยับเยินหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด (เป็นพี่เลี้ยงที่สุดเจ๋งจริงๆ คาดการณ์ได้แม่นยำเหมือนลงมือจัดการเอง!! เป็นการควบคุมให้ล้มอย่างมีระเบียบ ฮา)

– เหล่าอดีตอาณานิคมของจักรภพอังกฤษ (นายเหนือเจ๊ง แล้วขี้ข้าจะทำยังไง ไม่ฉวยโอกาสฉกมาตอนนี้ แล้วจะไปรอหลังสงครามโลกครั้งหน้าหรือไง)

– เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (มาแล้ว ทุ่งหญ้าของพวกเราไง ที่เหล่าสมันน้อยอยู่แบบกินอิ่ม นอนหลับ ตื่นมาก็วิ่งเล่นเต๊าะแต๊ะน่ารัก) เพราะบริเวณนี้ ยังอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบ ที่ญี่ปุ่นจะได้เอาไปใช้สอย ในฐานะผู้ผลิต และเหล่าสมันน้อยในทุ่งหญ้านี้จะได้ใช้สอย ในฐานะผู้บริโภคผลผลิตของญี่ปุ่น (โอ! นายท่าน ช่างเก่งจริงๆ อ่านขาดล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก แบบนี้ ถ้านักการ เมืองไทยมันรู้ว่า CFRมันเยี่ยมขนาดนี้นะ หมอดูอีที เห็นทีจะหมดอาชีพ มิน่าเล่า ไอ้หมาไนโจรร้าย มันถึงไปใช้บริการของไอ้ก๊วนพวกนี้ !)

ดังนั้นโปรดเข้าใจด้วย เวลาเขาพูดถึงผลประโยชน์ของอเมริกา เขาบอกว่า จะต้องนับเอาทุ่งใหญ่ (Grand Area) รวมทั้งการปกป้อง คุมครองดูแลทุ่งใหญ่นี้ เข้าไปด้วย …อ้าว! สมันน้อยกลายเป็นผลประโยชน์ของเขา ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยนะ รู้ตัวกันบ้างหรือเปล่า และในที่สุดจะรวมไปถึงโจทย์ที่ว่า จะพิจารณาปกป้องเวียดนาม ให้พ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วยหรือไม่ นี่เขียนไว้ตั้งแต่ ค.ศ.1939 นะเนี่ย!

CFR นี่ไม่ใช่พี่เลี้ยงธรรมดาเลยนะ ศักดิ์สิทธิ์แบบหลวงพ่อดังๆ เลย สงสัยผมต้องเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหลวงพ่อแล้ว เพราะการวิเคราะห์ แบบนี้ หมอดูคนไหนก็ไม่มีทางสู้หลวงพ่อ CFR ได้แน่นอน

Scroll to Top