เล่ม 5 ‘นักล่า’
เขี้ยวงอก
ตอน (8) ฟอกย้อม
ปี ค.ศ.1913 เกิดเหตุการณ์ที่เหมืองถ่านหินในรัฐโคโลราโด (Colorado) รู้จักกันในชื่อ เหตุการณ์ฆ่าโหดลัดโลว์ (Ludlow Massacre) กรรมกรในเหมืองถ่านหินประมาณหมื่นกว่าคน พร้อมใจกันประท้วงนายจ้าง เนื่องจากหัวหน้ากรรมกรถูกฆาตกรรม กรรมกรพวกนี้เป็นคนต่างชาติเช่น พวกกรีก อิตาเลียนและเซิร์บ ที่อพยพมาอยู่ในอเมริกาในช่วงอุตสาหกรรมบูม การประท้วงลามไปถึง Colorado Fuel & Iron Corporation ซึ่งเป็นของตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ กรรมกรขอขึ้นค่าแรง เนื่องจากสภาพความเป็น อยู่สุดห่วย แถมยังมีการกดขี่จากนายจ้าง และฝ่ายรัฐซึ่งเป็นเสมือนขี้ข้าของนายทุน (เพราะรับเงินส่วย!) ที่เป็นเจ้าของเหมือง… นายทุนบอกโง่มากนะ… คิดว่าเอากำลังคน… มาขู่กำลังเงินจะสำเร็จหรือ… ว่าแล้วก็ไล่กรรมกรและครอบครัวกระเจิงออกไปจากเหมือง กรรมกรคอตกไม่มีที่ไปจัด การกางเต็นท์ตั้งมันอยู่ที่นอกเมืองนั่นแหละ
นายทุนร้อกกี้เฟลเลอร์บอกว่า เมื่อพูดด้วยปากไม่รู้เรื่อง ก็เอาปืนมาพูดแทนแล้วกัน แล้วเขาก็ไปจ้างพวกมือ ปืนรับจ้าง ซึ่งมีทั้งปืนกลและปืนไรเฟิล มายิ่งถล่มใส่เต็นท์กรรมกร
ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด(Colorado) รู้เรื่องเข้าก็บอก นายท่านจัดการเองแบบนี้ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกระ ผม แล้วขี้ข้าก็ไปรวบรวมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งแน่นอน กินเงินเดือนของนายทุนร้อกกี้เฟลเลอร์ มากวาดเต็นท์จนราบ
ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1914 ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า กรรมกรที่รวมกลุ่มกันตั้งเต็นท์กลุ่มใหญ่ที่สุด มีคนรวมกันประมาณพันคน มีทั้งผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก ถูกปืนกลของเจ้าหน้าที่รัฐ รัวใส่บาดเจ็บล้มตายระเน ระนาดไปหมด และเมื่อกรรมกรยกธงขาวเดินเข้ามาขอเจรจาสงบศึก เขาก็ถูกปืนกลรัวใส่ตายคาที่เรียบร้อยอยู่บนพื้นถนน หลังจากนั้นปืนกลก็รัวต่อจนถึงค่ำ ตามต่อด้วยเจ้าหน้าที่จุดไฟเผาเต็นท์จนไม่เหลือ กรรมกรตายเรียบ ในจำนวนผู้ที่ถูกไฟเผามีทั้งผู้หญิงและเด็ก
ชื่อของฆ่าโหดลัดโลว์ (Ludlow) ก็เป็นที่รู้จักดังไปทั่วตั้งแต่นั้นมา หนังสือพิมพ์ลงข่าวทุกวัน พร้อมคำด่ามาจากทุกสารทิศ
นายทุนร้อกกี้เฟลเลอร์ บอกว่าเรื่องแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
…ขอโทษ …อย่าเข้าใจผิดว่า เรื่องสาดปืนกลและเอาไฟเผาจะไม่เกิดขึ้นอีก… เขาหมายความว่า การที่สื่อประโคมข่าวด่าแบบไม่เลิกนี้ จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่างหาก ดังนั้นมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) จึงได้รับมอบหมายให้ทำการวิจัย เกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) เพื่อหาวิธีปิดปากสังคมเกี่ยวกับความไม่สงบทางสังคมและการเมือง …ไหนๆ จะวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับเรื่องการ บิดเบือนข้อเท็จจริงแล้ว มันก็ควรจะทำกันให้ครบถ้วนไปเลย โดยหาวิธีคิดหลักสูตรเพิ่มคือ เอาให้ถึงวิธีชี้นำสังคมว่า …ความจริง (truth) เป็นอย่างไรไม่สำคัญ สำคัญว่า… จะทำให้สังคมคิดอย่างไรกับความจริงนั้นต่างหาก…หาวิธีใส่ความคิดเข้าในหัวเรา!
วิธีการนี้มาจากการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งได้มีการทดลองใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว โดยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ได้ตั้งหน่วยงาน US Committee on Public Information (CPI) เพื่อให้ประชา ชนสนับสนุนการทำสงคราม
ก่อนทำสงครามประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะชนชั้นกรรมกร ไม่มีใครอยากให้ทำสงคราม เพราะมีแต่ความอดอยาก ชาวบ้านบอกว่า สงครามเป็นเรื่องของคนรวย แต่นายวอลเตอร์ ลิปป์แมน (Walter Lippman) นักคิด นักเขียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) ผู้ซึ่งประธานาธิบดีรูสเวลท์ (Roosevelt) ปลื้มมาก บอกว่า เป็นคนหนุ่มที่ฉลาดที่สุดในพวกวัยเดียวกับเขา (ตอนนั้นเขาอายุ 25 ปี)
นายลิปป์แมน (Lippman) บอกว่า ที่ทำสงครามเพื่อทำให้ประชาธิปไตยเราปลอดภัย เป็นการพูดที่ฟังแล้วดูสวยหรู แต่เป็นตรรกะที่ห่วยมาก แต่คนก็พากันเชื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอ้หนุ่มน้อยนี้เป็นที่ชื่นชมของประธานา ธิบดีหรือเปล่า ฝรั่งก็สอพลอเป็น
นายลิปป์แมนยังมีความเห็นอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมีความเห็นชอบหรือไม่ชอบ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ว่างั้นเถอะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล (ด้วยเหตุว่า) คนพวกนี้ไม่ค่อยมีความเฉลียวฉลาดมากนัก และไม่มีความคิดที่มั่นคง แถมเป็นพวกที่ไม่ชอบใช้ความคิด หรือไม่ใช้เวลามานั่งคิดว่าอะไรเกิดขึ้นในโลกนี้บ้าง คนพวกนี้คือคนส่วนใหญ่ของสังคม (พวกโลกสวย?!) เป็นมวลชน เป็นกลุ่มชน ที่ควรจะต้องมีการชี้นำ กำกับ โดยผู้นำ ซึ่งก็อาจจะชี้นำถูกหรือผิดก็ได้ ดังนั้นในความเห็นของนายลิปป์แมน คือ ควรจะมีผู้ เชี่ยวชาญ ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแนะนำ ให้แก่ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจ
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ เป็นผู้ที่มีความคิดเฉลียวฉลาด มีปัญญามองอะไรทะลุปรุโปร่ง ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้ บริหารชั้นสูง คนระดับสูงของประเทศ หรือผู้นำกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งเขาเหล่านี้มักจะอยู่ในระดับสูงสุดของสังคม (นี่มันไม่ใช่ แค่แบ่งชนชั้นทางสังคมนะ เป็นการแบ่งชนชั้นทางปัญญาอีกด้วย … นี่ไง ที่มาของปัญญาชน เห็นไหมครับ มันย้อมเนียนจนเราไม่รู้ตัว เชื่อ ไอ้พวกที่ (ถูกย้อม) ว่าเป็นปัญญาชน ไปอีกต่อ … เราก็มีความคิด สติ ปัญญากัน ดึงออกเอามาใช้บ้าง อย่าใช้แต่ ตาดู หูฟัง นิ้วจิ้มแป้นแค่นั้น)
นายร้อกกี้เฟลเลอร์ถูกใจมาก เขาเห็นด้วยอย่างยิ่ง บอกใช่แล้วพ่อหนุ่ม เราควรนำมาใช้ในทุกเรื่องเลย โดย เฉพาะใช้ในการครองโลก รวมทั้งด้านธุรกิจสังคมและการเมือง เพื่อชี้นำประชาชน (ฟอกย้อมความ คิดแบบสมบูรณ์) และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการคิดสร้างถังความคิด (Think Tank) CFR ซึ่งแน่นอนภาย หลังนายลิปป์แมน เป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญของ CFR ด้วย
วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) พัฒนามาจนถึงปี ค.ศ. 1928 เอ็ดเวิร์ด เบอร์เนส์ (Edward Bernays) ซึ่งเป็นหลานของซิกมุนด์ (ซิกมันด์) ฟรอยด์ (Sigmund Freud) และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้วาง แผนโฆษณาชวนเชื่อให้กับประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ในสำนักงาน CPI เขียนหนังสือชื่อ Propaganda การโฆษณาชวนเชื่อ ถือเป็นตำราที่ผู้นำทั้งหลายนำไปใช้ ในการต้อนประชาชนเข้าคอก เขาบอกว่า ประชาชนสามารถถูกชี้นำได้โดยคนไม่กี่คน ที่เข้าใจขบวนการนึกคิดและรูปแบบของมวลชน คนไม่กี่คนนี้สามารถทำหน้าที่เป็นคนกระตุกเชือกในการคุมและชี้นำความคิดของมหาชน เหมือนเวลาจะต้อนสัตว์เข้าคอกนั่นแหละ
วิธีการเช่นนี้ปรากฏว่า ได้ผลไปในทุกวงการและทั่วโลกและยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ เพียงแต่เขาเรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ว่า engineering consent หรือ constructing consent กระบวนการจัดการให้ได้รับความยินยอมความเห็นชอบ ที่นักล่าเอาไว้ใช้ในการล่าเหยื่อ โดยไม่ต้องออกแรงใช้อาวุธ เพียงแค่หาวิธีย้อมความคิดเหยื่อ จนเหยื่อหลงเชื่อคล้อยตาม และเต็มใจเดินเข้าปากนักล่าให้เคี้ยวแบบสบายๆ
60 กว่าปีมานี้ สมันน้อยเต็มใจเดินเข้าปากนักล่า ให้เคี้ยวอย่างสบายใจกันเกือบหมด แล้ว… เศร้าครับ
แล้วเขาสร้าง engineering consent นี้กันอย่างไร จะสร้างคอกล้อมคนยาวไปทั่วโลก มันต้องเตรียมเครื่อง มืออุปกรณ์ให้พร้อม คอกมันจะได้มั่นคง เดี๋ยวจะแหกกันง่ายๆ
ประมาณปี ค.ศ.1889 ตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ ได้ตั้งมหาวิทยาลัยชิคาโก (Chicago) ขึ้น โดยเจรจาให้นายเฟรเดริก ที เกตส์ (Frederick T. Gates) ซึ่งเป็นนักวิชาการ และเป็นสาธุคุณของโบสถ์แบ๊บติสท์ (Baptist Church) มาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย และคิดโครงการที่จะนำวิธีสร้างความเชื่อความศรัทธาที่ใช้ในการเผย แพร่ศาสนา มาปรับใช้ในการเผยแพร่กิจกรรมทางสังคม เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ พูดง่ายๆ ก็คือใช้วิธีที่หมอสอนศาสนาใช้ในการเผยแพร่ศาสนา เปลี่ยนเป็นเผยแพร่ลัทธิใหม่ของนักล่า (CFR!?) การจัดระเบียบสังคมใหม่นั่นแหละ เฉียบแหลมจริงๆความคิดของพวกเขา
ปี ค.ศ. 1892 มหาวิทยาลัยชิคาโก ก็ตั้งแผนก Sociology Department สังคมวิทยาขึ้นเป็นแห่งแรกในโลก แผนกสังคมวิทยานี้ ได้สร้างนักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับรุ่นแรกๆ คือ จอร์จ เฮอร์เบิร์ต มี้ด (George Herbert Mead) และ ดับเบิ้ลยู ไอ โธมัส (W.I. Thomas) ทั้งสองคนนี้เป็นบรมครูในการศึกษาวิธีควบคุมสังคม Social Control นอกจากนี้มหาวิทยาลัยชิคาโก ยังออกวารสาร The American Journal of Sociology ในช่วงปี ค.ศ.1915–ค.ศ.1940 แผนกสังคมวิทยาของมหา วิทยาลัยนี้โดดเด่นมาก ได้ผลิตหลัก สูตร แนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาและควบคุมพฤติกรรมสังคมอย่างต่อ เนื่อง เป็นที่ยอมรับและใช้แพร่ หลายในมหาวิทยาลัยต่างๆ ถือเป็นตัวจักรสำคัญที่สุดในการสร้างคอกล้อมความคิดและพฤติกรรมสังคม
ระหว่างที่มหาวิทยาลัยชิคาโก เดินหน้าขยายหลักสูตรในแผนกสังคมวิทยา มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็ให้เงินทุนสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยเยล เพื่อตั้ง Yale Institute of Human Relations (HR) ประมาณปี ค.ศ.1929 เพื่อสร้างหลักสูตรต่อเนื่องในการดูแลสังคม เพื่อให้สังคมเข้าใจในสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคม (การจัดระเบียบโลกใหม่ การเปลี่ยนตัวเองจาก สังคมแบบสันโดษของอเมริกา เป็นสังคมโลก) ว่ามันเป็นอย่างไร นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศและคนอเมริกันและประชาคมโลกขนาดไหน
แม้จะคิดหลักสูตรการศึกษาใหม่ๆ สร้างตำรา พิมพ์หนังสือ แจกสิ่งพิมพ์ แต่สิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เร็ว ถ้าไม่มีเครื่องมือสำคัญอีกอย่างมาช่วย มันต้องมีสื่อมีกระบอกเสียง ค.ศ.1930 Princeton Radio Project ก็เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (อย่างเคย!) เขาไปเอานายแฟรงค์ สแตนตัน (Frank Stanton)ซึ่งเดิมทำงานอยู่ในวงการโฆษณา มาทำการวิเคราะห์รายการวิทยุว่า คนชอบฟังวิทยุรายการใด เพราะอะไร และจะทำให้คนชอบรายการใด ได้อย่างไร (ทำให้นึกถึงการทำข่าวบ้านเรา ประเภทเล่าข่าว ที่ชาวโลกสวยติดใจนั่งฟังกันอ้าปากหวอ เชื่อฟังแบบต้องมนต์ ทำเอาหัวกลวงกันเป็นแถวๆ)
หลังจากควบคุมสื่อทางวิทยุแล้ว พวกพี่เลี้ยงนักล่าก็เข้าไป ซื้อบริษัทสร้างหนังใหญ่ ในหนังสือ Money Behind the Screen ระบุว่า ประมาณปี ค.ศ.1930 บริษัทสร้างหนังใหญ่ๆ สมัยนั้นเช่น Paramount, Warner, 20th Century Fox, MGM, United Artist, Universal, Columbia, และ R.K.O. ถูกถือหุ้นหรืออยู่ในอิทธิพลของกลุ่มทุนใหญ่เช่น ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller), มอร์แกน (Morgan) รวมทั้งเลห์แมน บราเธอร์ (Lehman Brother) จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ๆ ก็เข้าไปครอบงำสื่อทางด้านสิ่งพิมพ์และโทร ทัศน์ต่อไป ประมาณปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมา สื่อยักษ์ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ล้วนตกอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่นี้เกือบทั้งหมด
ด้วยการวางแผนทางด้านระบบการศึกษา การใช้กระบวนการย้อมความคิดของสังคม ผ่านมูลนิธิที่อ้างว่า ทำเพื่อมนุษยชาติ การโฆษณาชวนเชื่อ การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การตลาด และใช้สื่อทุกรูป แบบ เพื่อสร้างให้เป็นจักรวรรดิอเมริกา นักล่าผู้ครองโลกรุ่นใหม่ เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่โดยการ สร้างวงล้อมอุบาทว์ที่ใช้ระบบและรูปแบบที่ดูเหมือนซับซ้อน หลอกให้เราเป็นเหยื่อ โดยการฟอกย้อมความคิดเรา ให้เราเห็นดีเห็นงามกับระบบ และรูปแบบใหม่นั้น จนทำให้ทัศนคติของเราที่มีต่อ ความเชื่อในคุณ ธรรม คุณค่าของสังคม ความผูกพันต่อแผ่นดินเกิด ความภูมิใจในประเทศชาติและประวัติ ศาสตร์ชาติของตน การเห็นคุณค่าของสถาบันและศาสนา ฯลฯ หลายๆอย่างถูกบิดเบือนไปจนเกือบหมดสิ้น นี่ยังไม่นับรสนิยมความชอบด้านวัฒนธรรม และระดับของศีลธรรม ที่เปลี่ยนไปเพราะถูกฟอกย้อมความคิดนั้น มันเป็นเรื่องน่าเศร้า น่าสลดใจอย่างยิ่ง
อ่านนิทานมาถึงตรงนี้ คงตัดสินใจกันได้เอง ตกลงอเมริกาเป็นพี่เบิ้มผู้พิทักษ์โลกสวย ที่เราจำเป็นต้องคอยจูบมือ ให้เขาตบหัวลูบหลัง สั่งให้ยิ้มให้กลิ้งตามใจเขา
หรือเห็นเขาเป็นนักล่าโคตรเหี้ยม ที่เราต้องทำความรู้จักกันให้ดี และระวังตัวรักษาบ้านรักษาเมืองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเขา
…หากยังตัดสินใจไม่ได้ ยังไม่อยากเชื่อ หรือ ไม่เชื่อเอาเลย… ก็อย่าพึ่งโยนนิทานนี้ทิ้งไปจากสมอง ไปลองคิดต่อ ศึกษาต่อกัน เองบ้าง บ้านเมืองนี้ก็ของเราทุกคน… คนเล่านิทานทำหน้าที่พลเมืองอาสา ค้น คว้าหาเอกสารข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง เพียงหวังให้นำไปคิด ทำความเข้าใจ ช่วยให้บ้านเมืองเราหลุดพ้นจากการเป็นเหยื่อ หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์
มาช่วยกันแหกคอกเถอะครับ
หมายเหตุ : โพสต์ลงเพจนิทานเรื่องจริงฯ เมื่อวันที่ 29 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557
ปรับปรุง แก้ไขใหม่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559
(ตีพิมพ์ในนิทานเรื่องจริง เล่ม 5 ‘นักล่า’ หน้า 81)