“มหาอำนาจ”
ตอน 11
เรื่องนโปเลียน ยกทัพใหญ่ โดยมีเป้าหมาย …จะไปขยี้รัสเซีย
ให้แหลกละเอียด… แต่แล้ว เรื่องมันกลับหักมุม …
กลายเป็นตัวนโปเลียน…ที่กลับแหลกไม่เหลือเสียเอง
และ ทำให้ฝรั่งเศส ที่กำลังโด่งดังเป็นพลุ
กลับพุ่งหลาว หัวปักดิน อย่างไม่เป็นท่า
แม้ เรื่องดังกล่าว จะเกิดขึ้นมาเกือบ 200 ปี แล้ว
แต่ก็เป็นเรื่อง ที่ผู้มีความสนใจ เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์การเมือง
และ การสู้รบระหว่างประเทศ รวมทั้งด้านยุทธศาสตร์ ในสมัยก่อน
ยังติดตาม ศึกษา ค้นคว้า ทบทวน คัดค้าน แก้ไข และ นำมาอ้างอิงกันอยู่เสมอ
เพราะมันเป็น เหตุการณ์สำคัญ …ของการเมืองระหว่างประเทศ
ที่เกี่ยวพัน กันหลายประเทศ ที่เป็นระดับมหาอำนาจ
มัน น่าสนใจ และ น่าคิด …
ว่า เรื่องนโปเลียน โดนรุมขึงผืด นั้น… สาเหตุ จริง คืออะไรกันแน่ …
เพราะ เหตุการณ์นั้น มันเป็นการเปลี่ยน สถานะ ( ชะตา และ วาสนา)
ของหลายประเทศในยุโรป
ที่ โยงมาถึงการเปลี่ยนชะตา (กรรม) ของโลกใบนี้ ไปด้วย
ใครสนใจ ลองไปศึกษา ค้นคว้า อ่านเหตุการณ์ เกี่ยวกับยุโรป ในช่วงนั้น
เพิ่มเติมนะครับ จะช่วยให้เข้าใจการเมืองระดับโลก ในปัจจุบัน ได้ง่ายขึ้น
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาติดตามข่าวทุกวัน ๆ ละ หลายรอบ
เพื่ออ่านข่าว ประเภท ที่ “เขา” ปล่อยออกมา …
เพื่อ “เบี่ยงเบน” ความเป็นจริง
ก่อนจะเดินหน้าต่อ …ผมขอย้อนเวลา กลับไป
ถึงความชุลมุนวุ่นวายในยุโรป ที่เกิดขึ้น ใน ช่วง ประมาณ 50 ปี
“ก่อน” การเกิด ปฏิวัติ ตัดหัวเจ้า
หรือ ปฏิวัติฝรั่งเศส (คศ 1789-1893) … อย่าง คร่าวๆ
เพื่อให้ท่านผู้อ่าน ทำความ รู้จัก กับ บางเหตุการณ์
ที่จะมีผลต่อเนื่อง กับเรื่องของนโปเลียน
ไปจนถึงการเกิด ของ สงครามโลก ครั้งที่ 1
และ ตัวละครสำคัญๆ ที่ จะ เข้าฉาก แสดงนำ ต่อไป สักหน่อย นะครับ
ยุโรป ในช่วง ปี คศ 1740 …
ทุกประเทศ ปกครอง โดย “ผู้เป็นเจ้าของ” แผ่นดิน หรือ ดินแดน
โดยเจ้าของแผ่นดิน ต่างก็เรียก ตำแหน่งของตัวเอง ต่างกัน
ตาม ขนาด ของแผ่นดิน ที่ตนเองเป็นเจ้าของ หรือ ตามความมีอำนาจ
หรือ ตามการได้รับความยอมรับ โดยทั่วไป …
ประเทศขนาดใหญ่ …หรือ ประเทศ ที่มีเมืองขึ้น เมืองในอาณัติ
เมืองในสังกัด เมืองบริวาร ฯลฯ มาก …ก็ มักเรียกว่า เป็น จักรวรรดิ
และ ผู้ปกครอง จักรวรรดิ ก็ มักเรียก เป็น จักรพรรดิ
เช่น จักรวรรดิ ออสตรีย ปกครอง โดย จักรพรรดิ ออสเตรีย
หรือ Archduke of Austria เป็นต้น
หรือ รัสเซีย ที่มีบริเวณดินแดนใหญ่ที่สุด ในยุโรป
แม้จะ เรียกว่า จักรวรรดิรัสเซีย
แต่เรียก ผู้ปกครองประเทศ ของตน ตามภาษาของตัว ว่า ซาร์ (Tsar)
และ ดูเหมือน ทุกประเทศในยุโรป ก็ เรียกผู้ปกครองรัสเซีย ว่า ซาร์
ตามไปด้วย …ก็ ประเทศ เขาใหญ่มากนะ
ส่วน อังกฤษ ที่มีบริเวณประเทศของตัว … เล็กกระจิ้ด
แต่มี เมืองขึ้น หรือ อาณานิคม เยอะแยะมาก
เลย เลี่ยง ไปเรียกประเทศของตัว (ในสมัยนั้น)
ว่า อังกฤษใหญ่ หรือ Great Britain
(นิ้วก้อย ที่ยิ่งใหญ…หรือ นิ้วก้อยบวม (ฮา)
เพราะ สมบัติชาวบ้านหล่นใส่เพียบ …)
และ ผู้ปกครองประเทศ ก็ ไม่เรียกตัวเอง เป็น จักรพรรดิ
เรียกเป็น กษัตริย์ ธรรมดา …แต่ อังกฤษใหญ่ หรือ นิ้วก้อยบวม
ดูเหมือน จะสั่ง …หรือ ต้ม พวก จักรพรรดิ ได้ ก็ แล้วกัน
และ ฝรั่งเศส ที่ ก็เป็นประเทศ ที่ คิดว่าตัวเอง ก็ไม่ด้อยกว่า ออสเตรีย
แต่ก็ ไม่เรียก ประเทศตัว ว่า จักรวรรดิ
และ ไม่เรียก ผู้ปกครองประเทศ ว่า จักรพรรดิ …
เพิ่งมีผู้มานึกว่า ควร จะ เป็น จักรพรรดิ …ก็คือ ท่านโป ของผม นั่นแหล่ะ
ชีวิต เลย หักเห ลงเหว…
(เรื่องแบบนี้ พวกผู้ฒ่าผู้แก่ แถวบ้านผม เขามักจะเตือนกัน
ว่า ถ้าบุญบารมีไม่ถึง …มึง อย่า เสือก เชียว)
ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน ขนาดเล็กลงมา เช่น เป็น นคร รัฐ หรือ แคว้น
ก็มักจะเป็น เมืองในความปกครอง หรือ เป็นเมืองบริวาร ของ ประเทศ หรือ
ของ จักรวรรดิ …ก็ มักเรียก ตำแหน่ง เป็นกษัตริย์ บ้าง เจ้าชาย ท่านชาย …
ตามภาษาของเขา
บรรดา เจ้าผู้ปกครองแผ่นดิน ในยุโรป
มักจะนิยม ให้ลูกหลาน แต่งงาน ระหว่างพวกกัน …
เพราะ เป็นความผูกพันธ์ ชื่นชมกัน ระหว่างพวกเจ้าด้วยกัน
และ เป็น ทั้งผลประโยชน์ทางการเมือง …
เป็นทั้ง การขยายอำนาจ หรือ คานอำนาจ ระหว่างกัน อีกด้วย
ราชวงศ์ ที่ปกครอง ยุโรป ที่ มี เครือใหญ่ แขนงแยะ ที่สุด
คือ ราชวงศ์ แฮบสเบิร์ก (Habsburg) หรือ ฮาพส์บวร์ค (Hapsburg) ) ของออสเตรีย
ที่มี ลูก หลาน เป็นเขย เป็นสะไภ้ ของ ผู้ปกครองประเทศต่างๆ
ในยุโรป มากที่สุด จึงมีแขนงวงศ์ แผ่ไปทั่ว
รองลงมา คือ ราชวง์ บูร์บง (Bourbon) ของฝรั่งเศส …ที่ก็แผ่ไปทั่ว เหมือนกัน
แต่ก็ คงไม่แยะพอ ที่จะไปทาบ กับ ความเป็นเครือใหญ่ ของ แฮบสเบิร์ก ได้
แต่เรื่องการ มีเครือใหญ่ (มากไป) ของออสเตรีย…
บางทีก็ เป็นเรื่องน่ากลุ้ม ได้ เหมือนกัน
อะไร ที่มันมากไป …บางที มันก็มีผลสท้อนกลับ อย่างคาดไม่ถึงได้
ความเพียงพอ ความพอดี … จึง เป็นเส้นทาง ที่ ทำให้ โอกาส
ที่จะ เกิดความหักเห หักมุม หัวทิ่ม …น้อยที่สุด
ในปี คศ 1740 …จึง เกิดศึกสงคราม ระหว่าง สองเครือใหญ่ ของยุโรป
ตอนนั้น ประเทศมหาอำนาจ ในยุโรป มี 4 ประเทศ
คือ ออสเตรีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และ รัสเซีย
ปรัสเซีย ยังไม่เป็นมหาอำนาจ …แต่ ก็ เป็นประเทศ ประเภทดาวรุ่ง
กำลังจะมาแรง
รัสเซีย เป็นมหาอำนาจ ก็จริง …แต่ ความที่มีบริเวณ อยู่ไกลออกไป
จากใจกลาง ของยุโรป มาก … ก็เลยไม่ค่อยยุ่งกับใครนัก
จุดกวนใจสำคัญ ของรัสเซีย …คือ อาณาจักร ออตโตมาน
ที่มีเขตแดน ติดต่อกับ รัสเซีย หลายจุด
และ ผู้ปกครอง ออตโตมาน …ก็ มีอุปนิสัย คล้าย ผีเข้า ผีออก
เดี๋ยว พูดกันรู้เรื่อง …เดี๋ยว ลืมไปแล้ว ว่าพูดอะไร …ทำนองนั้น
แต่ลึกๆ …ผมว่า ออสเตรีย …ก็น่าจะเป็น จุดกวนใจรัสเซีย เหมือนกันนะ
เพราะ ก็ มีเขตแดน ติดต่อกัน
และ แม้ ราชวงศ์ ทั้ง 2 ฝ่าย จะ มีความใกล้ชิดกัน ตามธรรมเนียมสมัยนั้น
แต่ ดูเหมือน ไม่ได้ไว้ใจกัน อย่างเต็มที่
พวกเขา เลยต้อง “ฝืน” ยิ้มให้กัน และ บางครั้ง ก็ร่วมมือกัน แบบฝืดๆ
ส่วนเกาะนิ้วก้อยใหญ่ … แน่นอน เขาวางท่าใหญ่ และ เขาคิดการใหญ่
เขาคิดลึก และ เขาเหลี่ยมแยะ ฯลฯ
สรุปว่า …เกาะเล็กจริง …แต่ใหญ่น่ะ
ไม่งั้น มันจะกร่าง เรียก ตัวเอง ว่า อังกฤษใหญ่ (Great Britain) ได้ยังไง
สงคราม ระหว่างสองเครือ
หรือ War of Austrain Succession (คศ 1740-1748)
เกิดขึ้น เนื่องมาจาก จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า (Empress Maria Theresa)
ซึ่งเป็น ลูกสาวของ จักรพรรดิ ชาร์ลส ที่ 6 (Emperor Charles VI) ของออสเตรีย
จะขึ้นครองราชย์ หลังจาก พ่อตาย
โดยอาศัย กฏการครองราชย์ ที่พ่อตัว วางเอาไว้ …
คือ เป็นกฏ ที่เพิ่มข้อยกเว้น… ว่า เป็น ผู้หญิง ก็ ขึ้น ครองราชย์ได้
โดยตอนที่ พ่อ วางกฏใหม่นี้ …ลูกสาวยังไม่เกิด …
(พ่อ คงมี ตา ทิพย์)
แต่แล้ว เกิด มีผู้โต้แย้ง …ว่า กฎนี้ ย้อนหลังไหม
ลูกสาว ของ ลุง …ควรได้ครองราชย์ ก่อน มาเรีย เทเรซ่า ไหม
เพราะ ลุงก็ มีลูกสาว… เลยไม่ได้ครองราชย์
แล้ว น้องชายลุง คือ ชาร์ลส ที่ 6 น่ะ เลยได้ขึ้นครองแทนไงล่ะ
(จริงๆ แล้ว ลูกสาวลุง ก็แต่งงาน กับ เจ้าเมืองอื่นไปแล้ว
และ ก็ หมดสิทธิ ในการครองราชย์ ไปแล้ว ก่อนกฏใหม่ออก)
ผู้ที่โต้แย้ง…คือ กษัตริย์ หลุยส์ ที่ 15 (King Louis XV )
แห่ง ราชวงศ์ Bourbon ของฝรั่งเศส…
ซึ่งไม่ได้ เกี่ยว และ ไม่มี มีสิทธิ …ใน บัลลังค์ของออสเตรีย กับเขาด้วยเลย
แต่เห็นเป็นโอกาส อันดี …ที่จะ ทดสอบ ความเป็น “มหาอำนาจ”
ของ ออสเตรีย …ว่า ผู้หญิง จะเอาบ้านเอาเมือง อยู่ไหม
และ ลูกสาวลุง ที่ ตัวเองทะลึ่งออกหน้าเชียร์
ก็เพราะ ไปแต่งงาน กับพรรคพวก ของตัว ……ก็เผื่อฟลุ๊ก น่ะ
ก็เลยเป็นเรื่อง เหมือนเป็นการ ทดสอบ “อำนาจ” กัน
ระหว่าง เครือ Bourbon กับ เครือ Habsburg
ทดสอบกันไปมา ก็เลยเถิด ถึงขั้น ต้อง รบกัน จริงๆ …
ต่างฝ่าย ต่างรวบรวมสมัครพรรคพวก ยกทัพ ไปตี อีกพวก เล่นกันยาว
ระหว่าง นั้น เฟรเดอริค (Frederick) ลูกชาย เจ้าผู้ปกครองปรัสเซีย
ซึ่ง ไม่เกี่ยวกับ 2 เครือนั่น …แต่ ได้ แอบสร้างกองทัพ ของปรัสเซีย
อย่างเงียบๆ มาหลายปี โดยไม่มีใครสนใจ …
เกิดฟิตขึ้นมา… อยากทดสอบ ศักยภาพกองทัพ ที่ตัวเองสร้าง
ฉวยโอกาส ตอนที่เบอร์ใหญ่ๆ เขาตีกัน แบบสะเปะสะปะ
เฟรเดอริค เลย ยกทัพของปรัสเซีย …ดอด ไปตี หลายเมือง ของออสเตรีย
ที่ก็ไม่ค่อยกินเส้น กับ ปรัสเซีย เท่าไหร่นัก
และ ตีได้ แคว้น Selesia …ของออสเตรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่
และ ร่ำรวยมาก นับ เป็นหน้าตา และ อู่ข่าว อู่น้ำ ของออสเตรียเลยทีเดียว
การ ที่เฟรเดอริค ตีแคว้น Selesia มาได้ นั้น
ก็เข้าสูตร ยุทธศาสตร์ เวลา โอกาส สถานที่ อย่างครบถ้วน
คือ เล็ง สถานที่ ไว้แล้ว …รอเวลา ที่ เจ้าของเผลอ
โอกาส มี… ก็ บุกยึดมาเลย
(เฟรเดอริค นี้ ต่อมา เขาคือ เฟรเดอริค มหาราช (Frederick the Great)
ของ ปรัสเซีย … ซึ่งเป็น ที่เคารพนับถืออย่างมาก ของชาวปรัสเซีย
รวมทั้ง ผู้คนทั่วไป ใน ความเป็นนักรบผู้เก่งกล้า เป็นนักยุทธศาสตร์ ที่สามารถมาก
และ มีความมุ่งมั่น อย่างมั่นคง ในการพัฒนาประเทศและกองทัพ
จน ปรัสเซีย ได้ขึ้นชั้น …เป็นมหาอำนาจ รายที่ 5 ของยุโรป
เป็นมหาอำนาจ ที่ แม้จะมีขนาดประเทศเล็กที่สุด …แต่มีกองทัพที่แกร่ง จน ลือชื่อ)
ฝรั่งเศสเห็นอย่างนั้น ก็เลยคว้า ปรัสเซีย มาเป็นพวก
โดยปรัสเซีย พ่วงเอา พวกบาวาเรีย (Bavaria) ซึ่งมีเขตแดน อยู่ ติดกับปรัสเซีย
มาร่วมด้วย (ปรัสเซีย บาวาเรีย …ซึ่ง ต่อมา ก็ ได้รวมตัวกัน เป็น เยอรมัน)
แบบนี้ ออสเตรีย ก็ควันออกหู …
หันไปคว้า มหาอำนาจอีกราย คือ อังกฤษ ให้มารวมกลุ่มกันบ้าง
อังกฤษ ก็ มา …เพราะ หวัง ฟลุ๊ค… เรื่อง ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์
ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ …เป็นบริเวณ สำคัญ ที่คุมทางเข้ายุโรป
จาก ด้านทางแอตแลนติก
ที่ทั้งอังกฤษ และ ฝรั่งเศส …ต่างจ้องกันตาเป็นมัน น้ำลายหยด
อยากได้เมืองนี้ใจจะขาด และ ต่าง พยายามทำทุกอย่าง
ที่ฝ่ายตัว จะได้ไปครอบครอง “ก่อน” อีกฝ่าย
ระหว่างนั้น มีกลุ่มเสมอนอก คือ ไม่เกี่ยวกับเครือไหน พวกไหนโดยตรง
ก็ รอดูท่าทีบ้าง ร่วมรบบ้าง
เช่น สเปน ซาดิเนีย (Sardinia) ซักโซนี (Saxsony) และ รัสเซีย
การรบ ระหว่าง 2 เครือ …ดำเนิน ไปถึง 7 ปี กว่า
ในที่สุด ก็จบลงด้วยความบอบช้ำ ของ ทั้ง 2 ฝ่าย
จนต้อง ทำสัญญา สงบศึก Treaty of Aix-la-Chapelle (คศ 1748)
โดย มีการยอมรับ ว่า มาเรีย เทเรซ่า เธอมีสถานะ
เป็น Archduchess หรือ เป็น จักรพรรดินี ของ ออสเตรีย
รวมทั้ง เป็น ราชินี ของ ฮังการี ด้วย
รบเกือบตาย …ออสเตรีย ได้มาเท่านั้นแหล่ะ
ส่วนเรื่อง ขัดแย้ง ที่ บานปลายจากการรบ …ก็ยังบานอยู่
ฝรั่งเศส ซึ่ง (เสือก) ไปขัดคอ ลองของ …ได้กำไร บ้าง ขาดทุน บ้าง
ที่ได้กำไร …คือ ได้ ออสเตรียเนเธอร์แลนด์ …ที่อยู่ ใกล้บ้านมาครอง
ก็นับเป็นรางวัลใหญ่มาก ของฝรั่งเศส
เพราะ นอกจากเป็นโอกาส ที่เอาไว้ใช้ ขัดขา อังกฤษแล้ว
ยังได้ทำให้ อังกฤษ อกหักหนักหนา ต้องซ่อมอยู่นาน …สะใจไอ้หรั่งเศสมันสิ
และ ทำให้อังกฤษ หมดโอกาส ที่จะยกทัพขึ้นบก
มาทำกร่าง อยู่กลางแผ่นดินยุโรป ไปเลย
และ นี่ ก็ น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ…
ที่ทำให้อังกฤษ มุ่งมั่น คิด ยุทธศาสตร์ ใช้ทุน สู้ อำนาจ ได้สำเร็จ
ส่วนฝรั่งเศส ก็เหมือนเป็นทดสอบ ความสามารถในการรบของตัว
ในบริเวณยุโรปกลาง พร้อมกับทำความรู้จัก เส้นทางเดินทัพ และ สนามรบ
ที่ทำให้ นโปเลียน ได้มาใช้ ในภายหลัง
แต่ ฝรั่งเศส ก็ กระเป๋าฉีกไปแยะ …เพราะ การรบนาน
วิ่งพล่านไป พล่านมา ในแผ่นดินยุโรป อยู่ 7 ปี
และ ต้องแบ่งกำลังพล เป็น 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง …ทุ่มหนัก เพื่อยึดเอาออสเตรีย เนเธอร์แลนด์
อีกด้าน คือการรบ กับพวกรัฐต่างๆ ในดินแดนกลางยุโรป
ทำให้ เสียค่าใช้จ่าย เรื่อง การส่งกำลังบำรุง อย่างมาก
เนื่องจาก ฝรั่งเศส ไม่สามารถ ส่ง กำลังบำรุงให้กองทัพ …
ผ่านเส้นทางทะเลได้… เพราะ ถูก อังกฤษ ดอดไล่เซิ้งตลอดเวลา
แต่ ดูเหมือนฝรั่งเศส ก็ ไม่จดจำบทเรียน เรื่องการส่งกำลังบำรุง
นโปเลียน จึงไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่นกัน
ถึงไปหวังเอาน้ำบ่อหน้า ของรัสเซีย …เลยได้กินขี้เถ้าแทน
(ในการรบ ไม่ว่าสมัยไหน การส่งกำลังบำรุง ให้กองทัพ
เป็นเรื่องสำคัญมากนะ ครับ
เมื่อ อเมริกา คิดจะทำสงครามเวียตนาม…
อเมริกา คิดเรื่องนี้ ไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าจะใช้ที่ไหน เป็นสถานีส่งกำลังบำรุง
และดำเนินการล่วงหน้า… เช่น สร้างถนน สนามบิน สถานีเรดาร์
ไปจนถึง ปรับปรุงสาธารณูปโภค ให้ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดีฯลฯ
รอเวลาใช้ ด้วยซ้ำ …นึกออกกันไหมครับ …ว่า ที่ไหน ?
หวังว่า ประวัติศาสตร์ … จะไม่ซ้ำรอย !!
อย่านึก ว่า สมัยนี้ ใช้ยิงบ้องข้าวหลามใส่กันได้แล้ว ไม่ว่าระยะไหน
ไม่จำเป็นแล้ว ที่จะต้องกองทัพมาประกบ …ไม่ต้องส่งกำลังบำรุง
ไม่ใช่นะครับ ก่อน ยิงบ้อง … เจ้าของบ้อง ก็ต้องมาคุม …
ยิงสำเร็จแล้ว ก็ต้องยึดบริเวณฐาน บริเวณที่ยิงให้อยู่หมัด เอาเชือกผูกเงื่อนตายไว้
ไม่ให้ใคร มาแย่งเอาไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเดิม หรือ ใคร
ไม่งั้น มันจะยังซ้อมรบ กันไปทำไม …ยิ่งตอนนี้ มีการซ้อมรบ ดก มาก
แต่ใครจะซ้อมที่ไหน ก็เรื่องของมัน …แต่เรื่องมาซ้อมในบ้านเรานี่สิ
ใครมาร่วมซ้อมบ้าง ซ้อมนานเท่าไหร่ หัวข้อการซ้อมรบเรื่องอะไร …
เราๆ ประชาชน ได้รู้เรื่องกันบ้างไหมครับ
ซ้อมแล้ว เสือกติดใจอยู่ยาว …ไม่ออกไป จะว่ายังไง)
ส่วน อังกฤษ พยายามเลี่ยง “การรบกับศัตรูทางบก” ที่ตัวเองไม่พร้อม
จึงใช้ วิธี ดอด ตีหัว ฝรั่งเศส ทางทะเล…
ด้วยการ ถล่มท่าจอดเรือของฝ่ายฝรั่งเศสบ้าง เอาเรือรบของตัว
มาขวางเส้นทางเดินเรือ ของฝรั่งเศสบ้าง …
ร่วมทั้งใช้ พวกอาณานิคม ของตัว …คอย ปิดกั้น เส้นทาง
ส่งเสบียง หรือ สินค้าสำคัญ สำหรับฝรั่งเศส
และ นั่น ทำให้ อังกฤษ เห็น จุดอ่อนของฝรั่งเศส
และ เห็น “หนทาง” ที่จะ เอาชนะ ฝรั่งเศสได้ ในการรบทางทะเล
รวมทั้ง เห็น โอกาส ที่จะทำการรบ ภาคพื้นดิน กับฝรั่งเศสได้อีกด้วย
โดยการคิดยุทธศาสตร์ ทุน สู้ อำนาจ (การรบ) ได้
อังกฤษ จึงตีตั๋วจอง ปรัสเซีย เอาไว้ล่างหน้า
ด้วยการใช้สถานะที่มาร่วม เป็นพันธมิตรกับออสเตรีย …
หว่านล้อม …ให้ออสเตรีย ยอมปล่อย Silesia ให้กับ ปรัสเซีย …
อังกฤษ ไม่เสียเวลารบ เอาเมืองเล็กเมืองน้อย
อังกฤษ มองข้ามช็อต ไปเลย
19 กุมภาพันธ์ 2565