“มหาอำนาจ”
ตอน 13
ในที่สุด สงคราม7 ปี… เลยทำให้ รัสเซีย ก็ต้องไปรบ กับปรัสเซีย ด้วย
ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว… ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้ มีข้อขัดเคืองกันโดยตรง
แต่เพราะ ความ บ้าจี้ …ของ เครือ ออสเตรีย กับ ฝรั่งเศส …
ที่ทำให้ ทั้ง 2 เครือ นั้นเอง …ตกเป็น “เหยื่อ” ของอังกฤษ
ที่ มีแผนลึกยาว มี วิธีแหย่ วิธีแยง จนทำให้ทุกประเทศ
ในยุโรป …ปั่นป่วนไปหมด
รัสเซีย กับ ปรัสเซีย สู้รบ กันหลายสนาม
ส่วนใหญ่ ปรัสเซีย จะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ …แต่ กว่า จะ ชนะก็ หืดขึ้น
ทำนอง ชนะการรบก็จริง แต่ …กองทัพก็ฉิบหายแยะ
ฝ่ายรัสเซียเอง …แม้จะรบแพ้ แต่ ก็ไม่ได้เสียดินแดนใดให้ แก่ปรัสเซีย
แถม มีเสียงร่ำลือว่า … รัสเซีย ก็มีฝีมือเหมือนกันนะ ที่ต้านปรัสเซียได้
แต่ รัสเซีย กลับปิดเงียบไม่เปิดเผยให้ชาวบ้านรู้ …นี่ คือ รัสเซีย
สรุปว่า การสู้รบ ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย นับว่าเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ
และในที่สุด ทั้ง 2 ฝ่าย จึงทำสัญญาสงบศึกกัน… แล้วก็เจ๊ากันไป
และ ก็ทำให้ ฝรั่งเศส ที่ไปลากรัสเซียเข้ามาเป็นพวกด้วย
ยอมถอยตัว ออกจากเรื่องโปแลนด์
คือ รัสเซีย อยากได้ …ก็ มาตีเอาไปเอง …ให้โปแลนด์ สู้เอง
ฝรั่งเศส เอามือซุกกระเป๋า …แค่นี้ รัสเซียก็พอใจแล้ว
แต่ ที่รัสเซียได้มาจากการรบ… โดยรัสเซียคงไม่ได้บอกใคร
คือ ทำให้รัสเซีย รับรู้ … ว่า ตนเองจะต้องปรับปรุงกองทัพอย่างไร
เพราะ จริงๆ แล้ว ระดับแม่ทัพใหญ่ ของรัสเซียนั้น
มีความสามารถสูงทั้งนั้น …ที่สำคัญ คือ …อึดมาก…
(สะกด ด้วย สระอึ นะครับ …ไม่ใช่ สระอือ)
คนรัสเซีย ไม่ใช่ประเภท ยอมแพ้ง่ายๆ
แต่ ทหารเกณท์ ในกองทัพ ยังรบสู้ปรัสเซียไม่ได้ …
เพราะมาจากการเกณท์ จากเมืองในปกครองของตัว
ที่ ไม่มี ชั่วโมงบิน หรือ มี แบบแบตอ่อนมาก
ที่สำคัญ การไปรบนอกบ้าน ทำให้ รัสเซีย มองเห็นความสำคัญ
ของการส่งกำลังบำรุง ระหว่างการรบ …
โดยเฉพาะ จาก ดินแดนที่กว้างใหญ่ของรัสเซีย
จึงได้มีการวางแผน ปรับปรุง …และ นำการปรับปรุงทั้งหลายนั้นมาใช้ …
ในตอนที่ท่านโป ยกกองทัพใหญ่ ของฝรั่งเศส เตรียมมากระทืบรัสเซีย
ในที่สุด สงคราม 7 ปี …ก็ จบลง เหมือนเคย
คือ การ ทำสัญญา สงบศึก ระหว่างคู่รบ ไม่รู้กี่สัญญา
สัญญา ที่สำคัญ …คือ Treaty of Hubertusberg (คศ 1763)
ระหว่าง ออสเตรีย กับ ปรัสเซีย…
เกี่ยวกับการสู้รบ ในบริเวณส่วนกลาง ของยุโรป
ซึ่งออสเตรีย พยายามจะเอาแคว้น Selesia
คืนกลับ มาจากปรัสเซียให้ได้ …แต่ไม่สำเร็จ
หลังจากรบติดพัน เรื่องเมืองนี้ อยู่นาน
ขณะเดียวกัน ปรัสเซีย ก็เลยยิ่งรุก
เข้าไปถึงแคว้น แซกโซนี่ (Saxony) ของออสเตรีย และ ยึด ได้เกือบทุกเมือง
แต่ เอา เมืองเดรสเดน (Dresden) ที่เป็นเมืองหลวง ของ แคว้น แซกโซนี่ ไปไม่ได้
หลังจากบุกตีอยู่นาน จน ทุน ชักร่อยหรอ
เพราะ ตอนนั้น …อังกฤษที่ได้อาณานิคม ของฝรั่งเศส
มามาก จนเป็นที่พอใจแล้ว …
ก็หยุดส่งเหรียญทอง ตราม้าทองคำ ให้ปรัสเซีย
อังกฤษ มันเค็มจริง…จ้าง คือ จ้าง …ไม่ได้ทำการกุศลโว้ย
ปรัสเซีย คิดอยู่นาน …จริงๆ ยังมีม้าทองคำเหลืออยู่บ้าง
แต่ เฟรเดอริด คิดว่า เก็บไว้พัฒนา เมืองของตัว น่าจะดีกว่า
ไปไล่ต้อนให้ออสเตรียจนมุม …แล้วก็จนกรอบไปด้วยกันทั้งคู่
ปรัสเซีย เป็นนักรบ ที่รบเก่ง และ รู้จัก คำว่า “พอ”
และ ก็ เข้าทาง กับ ความต้องการของออสเตรีย เหมือนกัน
พระนางเธอ ก็อยากเลิกรบเต็มทีแล้ว …เพราะ ก็ เจ๊ง เสียจนท้องพระคลังแห้ง
พระนาง ถึงกับต้องเอาเครื่องเพชร ไปจำนำ
(ประวัติศาสตร์ เขียนอย่างนั้นจริง ๆ แต่ไม่ระบุชื่อ ผู้รับจำนำ
แต่ อ่านนิทานนี้ไปเรื่อยๆ ท่านผู้อ่าน ก็คงจะเดาได้เอง ว่า ใคร เป็นผู้รับจำนำ)
ในที่สุด ออสเตรีย กับ ปรัสเซีย ก็ ขอยุติการสู้รบต่อกัน
โดย ปรัสเซีย ได้ครอบครอง แคว้น Selisia ต่อไป
และ ออสเตรีย ยังต้องคืน เมือง Glatz กลับให้ปรัสเซีย
โดยแลกกับ การที่ปรัสเซีย ต้องเคลื่อนย้ายกองทัพ ออกไป
จากการครอบครอง แคว้นแซกโซนี่ …
ออสเตรีย ไม่คืน …ปรัสเซีย ก็ ยังไม่ย้ายออก
ข้อสำคัญ ที่ออสเตรีย ขอ ให้ ปรัสเซียยอม
คือ ยอมรับ ให้ ลูกชายของพระนาง คือ โจเซฟ ที่ 2 (Joseph II)
ได้ รับตำแหน่ง เป็นจักรพรรดิ ของ Holy Roman Empire
ซึ่ง ปรัสเซีย ก็ ยอมรับ … และ แถม ให้ว่า ราชวงศ์ Hapsburg
ยังเป็นผู้นำ ของ Holy Roman Empire
โถ รบ กัน เกือบตาย …เพื่อ จะให้ลูกชาย ครองบัลลังค์ต่อ
มันเป็นเรื่องของเกียรติยศศักดิ์ศรี… ซึ่งคนสมัยนี้ …คงไม่ค่อยรู้จัก
เมื่อ ปรัสเซีย ก็ยอมรับปาก …บท นี้ จึงได้ใจ ชาวบ้าน (รุ่นเก่า) มาก
ขณะเดียวกัน รัสเซีย ก็ ทำสัญญา สงบศึก กับปรัสเซีย
และ ถอนตัวจากการรบ ไม่ว่ากับฝ่ายไหน
หลังจากนั้น รัสเซีย ก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ปกครองประเทศของตัวเอง
เนื่องจาก ซาร์ปีเตอร์ (Peter the Great) ของ รัสเซีย
ถูก แคทเธอรีน มหาราชินี ของตัว (Catherine the Great)โค่นลงจาก บัลลังค์
โดย แคทเธอรีน ผู้ครองรัสเซีย คนใหม่
ได้ประกาศ ว่า ไม่รบแล้ว กับ พวก ยุโรป …น่าเบื่อ
(Cathrine the Great เป็น สมเด็จย่า ของ ซาร์ อเล็กซานเดอร์)
ตกลงรัสเซีย ไม่แพ้ ปรัสเซีย …แต่ แพ้ พระราชินี ของตัวเอง
(ผู้หญิง สมัยก่อน นี่ ไม่ธรรมดา นะครับ
สมัย นี้ ก็ ดูเหมือน …จะ…ไม่เปลี่ยนจากสมัยก่อน…ใช่ไหม ครับ
เป็นเท้าหลัง …ที่ สามารถทำให้ เท้าหน้า …ก้าวไม่ออก หัวขมำ ได้ง่ายๆ
อย่า ประมาท เชียว)
ส่วน อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส ก็ ตกลง ทำสัญญา สงบศึกกันเหมือนกัน
ตาม Treaty of Paris (คศ 1763)
โดยอังกฤษ ได้ ดินแดนที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
ในอเมริกาเหนือ และ ทะเลแคริบเบียน ไปเกือบหมด
(ตามที่เล่า ในตอนที่แล้ว)
ส่วนฝรั่งเศส จบแบบ มือเปล่า ถังแตก …ท้องพระคลัง แห้งสนิท
หลังสงคราม 7 ปี สิ้นสุดลง
สัมพันธภาพ และ สถานะ ของมหาอำนาจในยุโรป ก็ มีการปรับใหม่
(Diplomatic Revolution) ใน ปี คศ 1765
เลือก จับมือ ปล่อยมือ กัน อย่างเปิดเผย รู้แล้ว รู้รอดไป
อังกฤษ ประกาศตัวชัด …
เรา เป็นพันธมิตร กับ ปรัสเซีย …มหาอำนาจ ที่เกิดใหม่
โดยพ่วงเอา แคว้น Hanover คู่แข่ง ของ ปรัสเซีย เข้าไปด้วย
(อังกฤษ ยัง ถ่วงอำนาจ ปรัสเซีย เหมือนเดิม )
และ อังกฤษ ยังบอกใบ้ให้ ออสเตรีย รู้ว่า …แม้เราจะเป็นพันธมิตรกัน
แต่ เราเป็นมิตร แบบ ห่างๆ กับท่าน แล้วนะ… ออสเตรีย
แต่ที่น่าตื่นเต้น ปน น่าประหลาดใจ …คือ คู่ ฝรั่งเศส กับ ออสเตรีย
ที่ประกาศ ยุติ การขบเขี้ยวใส่กัน …ที่ดำเนินมาหลายร้อยปี…
และ ประกาศ เป็น พันธมิตรกันแทน
มาอยู่ ทีมอกหักด้วยกัน …เพราะ ถูกไอ้นิ้วก้อย มันหักหลัง หักอก …เรียบ
รวมทั้ง แซกโซนี่ , สวีเดน , สเปน และ รัสเซีย
ก็ ประกาศ เป็น พันธมิตร กับฝรั่งเศส
แปลว่า ในตอนนั้น อังกฤษ เหลือเพื่อน อยู่ เพียงรายเดียว คือ ปรัสเซีย
แต่จะเหลือนานเท่าไหร…ก็ คงขึ้นกับว่า ใช้ ปรัสเซียได้ “แค่ไหน”
ก่อน ที่จะจัดการ หักหลัง หรือ เก็บ …
เหมือนกัน กับ ที่อังกฤษ ทำกับ พันธมิตร ทั้งหลายของตัว
อังกฤษ นั้น …หลอด เชอร์ชิล คนสำคัญของอังกฤษ ยังพูดเอง
ว่า สำหรับ อังกฤษ …ไม่มีคำว่า “มิตรภาพ” มี แต่ เรื่อง “ผลประโยชน์”
ชัดเจนดี ว่า เลว จริง
ดูเหมือน เป็น คติธรรม ประจำใจอังกฤษ …ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
และ อังกฤษ … ก็ ผงาด ขึ้นมา อย่างหน้าเชิด
เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง ของยุโรปในขณะนั้น
ด้วย การแสดงให้เห็น ว่า “ ทุน” สามารถ “สร้างอำนาจ “ ได้ จริง
ถ้า ใช้เป็น ทำเป็น และ มี ยุทธศาสตร์. …ที่ชาญฉลาด
และ อังกฤษ ยัง แสดงให้เห็น ว่า …ตัวเอง กูเอง นิ้วก้อยใหญ่นี่แหล่ะ
เป็น มหาอำนาจทางทะเล “ตัวจริง” ที่ ไม่มีใครเทียบ
หลังจากโค่น ฝรั่งเศส คู่แข่ง เดิม ล้มกลิ้งไปแล้ว
และ หลังจากนั้น ฝรั่งเศส ก็ ใช้เวลาเลียแผล อยู่นานหลายปี
จนเกิดปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี คศ 1789 …
และ เกิด นโปเลียน โปนาปาร์ต …คนนั้น
และ อำนาจ ในยุโรป ก็ เกิดอาการกระทบกระเทือน
และ มีการเปลี่ยนแปลง …อีกรอบ
แต่ ยัง คง ไม่ใช่ รอบสุดท้าย…
21 กุมภาพันธ์ 2565