แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 8 ‘สู้ ’

รุกฆาต หรือ รุกคืบ

ตอน 2

คงจำกันได้ เมื่อปี ค.ศ.2011 อเมริกามีปัญหาถังแตก กระเป๋าฉีก (เป็นบ่อยเหมือนกันนะ ไหนว่ารวยไง) จะต้องมีการตัดงบประมาณรายจ่ายของประเทศเป็นการใหญ่ ฝ่ายรัฐบาลโอบามาจะให้ตัดงบด้านความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่และตัดงบประมาณด้าน สวัสดิการประชาชนน้อยกว่า เพื่อเลี้ยงฐานเสียง แต่พรรคฝ่ายค้าน บรรดาเหยี่ยวกระหายเลือด มีความเห็นตรงกันข้าม ไม่ยอมให้แตะงบด้านความมั่นคง แบบนี้จะไปมองหน้าพ่อค้าอาวุธนายทุนใหญ่ทั้งหลายได้ยังไง เลือกตั้งครั้งหน้าจะทำยังไง ทำให้รัฐบาลและฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้

ในที่สุด นายโอบามาวางสนุ้ก โดยลงนามใน Budget Control Act of 2011 ซึ่งมีผลเป็นการตัดงบ ประมาณทั้งกระดานเท่ากัน ซึ่งเรียกกันว่า “Sequestrations” ตัดอัตโนมัติ ตัดเท่ากัน ตัดเหี้ยน ไม่ว่าจะด้านความมั่นคง หรือสวัสดิการ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ ค.ศ.2013 ไปจนถึง ปี ค.ศ.2021 นายโอบามาหวังจะให้วุฒิสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ร่วมมือกันหาทางออก แต่จนถึงบัดนี้ยังหาประตูกันไม่เจอ ส่วนนายโอบามา ได้รับก้อนอิฐจากทุกสารทิศ ทั้งจากสภา และประชาชนปาใส่ยังไม่เลิก

ฝ่ายความมั่นคง โดยนายพาเนตตา (Panetta) รมว. กลาโหมขณะนั้น บอกว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ ตัดงบแบบนี้ ในส่วนของกลาโหม 10 ปี คิดแล้ว ไอ้งบหดไป 20 % นี่จะทำให้กองทัพหน้าตาเป็นแบบนี้

– มีทหารราบเหลือน้อยที่สุด นับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
– มีกองทัพเรือเล็กที่สุด นับแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
– มีหน่วยรบด้านกลยุทธที่เล็กที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพอากาศ
– มีกำลังพล ที่เป็นพลเรือนน้อยที่สุด ในประวัติศาสตร์ของกลาโหม
อเมริกาจะกระจอกอย่างนี้ได้เหรอ (วะ) เราเป็นอินทรีนะ (โว้ย)
การตัดงบประมาณ แบบตัดเหี้ยน Sequestration ก็ยังเดินหน้าต่อไป ตอนนั้นอเมริกาคงยังมองไม่เห็น แปลสัญญาณ การขยับหมากของรัสเซียและจีนไม่ออก

นางมิเชล ฟลาวนอย (Michele Flournoy) ตัวเก็งหมายเลขหนึ่ง ที่นายโอบามา ทาบทามมาให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหม หลังจากปลดนายชัค เฮเกล (Chuck Hagel) เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ ได้เขียนบทความ เกี่ยวกับการตัดงบประมาณแบบตัดเหี้ยนนี้ ซึ่งวอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) นำมาลงเมื่อวันที่19สิงหาคม ค.ศ.2014 ว่า

“ฤดูร้อนปีนี้ เราเห็นเหตุการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่การเกิดขึ้นของ Islamic State การรุกรานยูเครนของรัสเซีย สงครามระหว่างฮามาสกับอิสราเอล ความตึงเครียดในน่านน้ำเกาหลี และทะเลจีนใต้ เป็นการเตือนให้รู้ว่า อเมริกาอาจจะเจอกับการท้าทาย ด้านความมั่นคง ที่ซับซ้อน ผันแปรรวดเร็ว อย่างไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว

ทั้งนี้คณะทำงานของ The National Defense Panel ซึ่งตั้งโดยสภาสูง (ที่มีนางฟลาวนอย เป็นหนึ่งในคณะทำงาน) ได้ทำรายงานสรุปว่า Budget Control Act of 2011 เป็นยุทธศาสตร์ที่ “ผิดพลาดอย่างรุนแรง” ถ้าไม่มีการยกเลิก หรือผ่อนปรนโดยเร็ว กองทัพของอเมริกาจะตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างสูง และจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจ ตามยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศได้

นางฟลาวนอยแจงเพิ่มเติมว่า การตัดงบตามกฎหมายดังกล่าว ทำให้การฝึกของนักบินไม่สามารถทำได้ตามจำนวนชั่วโมงที่ต้องการ เพื่อรักษาความชำนาญ และกองทัพเรือไม่สามารถไปประจำอยู่ในบริเวณที่วิกฤติได้…

The National Defense Panel จึงขอให้สภาสูงพิจารณายกเลิก Budget Control Act ดังกล่าวทันที เพื่อให้กองทัพ สามารถยับยั้ง หรือหยุดความรุกรานในหลาย ๆที่ และรวมทั้งสามารถทำการรบ ในสงครามที่มีขนาดใหญ่ได้ (large-scale war) ซึ่งจำเป็นต้องมีการพิจารณาถึง ขนาด และรูปแบบของกองทัพเป็นการด่วน เพื่อเราจะได้ดำเนินการปกป้องผลประโยชน์ของเราที่มีอยู่ทั่วโลก และจัดหาวิธี การต่อสู้สงครามอย่างเหมาะสม ที่จะเป็นการรับประกันสถานการเป็นผู้นำของอเมริกา…”

นางฟลาวนอย ไม่ได้เป็นคนเดียวที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน อย่างไม่อ้อมค้อม

นายพลแกรี่ ชีค (Gen. Gary Cheek) รองปลัดกลาโหม ด้านแผนงานและนโยบาย ให้สัมภาษณ์ ในวันประชุมประจำปีของ AUSA Convention เมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ.2014 ว่า

“การยกเลิก Sequestrationเท่านั้นแหละ ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ขณะนี้ เราส่ง 7 กองกำลัง ไปประจำการณ์อยู่ต่างประเทศ จากจำนวน 10 กองกำลังด้านนี้ที่เรามี ถ้ามีการตัดงบประมาณต่อไป การหมุนเวียนกำลังพล ทำไม่ได้มาก กำลังพลที่ไปประจำการณ์ต่างประเทศนานๆ ก็จะอยู่ในภาวะเครียดหนัก

ตั้งแต่เริ่มรายการตัดงบเมื่อปี ค.ศ.2011 เป็นต้นมา กองทัพได้ยกเลิกไปแล้ว 21 แผนงานชะลอ 125แผนงาน และปรับปรุง 124 ที่แย่คือ งบวิจัยและปรับปรุง ถูกตัดไปแล้ว 1 ใน 3 และหลังจากรบยาวติดต่อกันมา 12 ปี เราต้องมีการปรับปรุงอาวุธและเครื่องมือ เครื่องใช้เรานะ”

หลังจากนั้นปลายเดือนตุลาคม ค.ศ.2014 ถึงคิวนายโรเบิร์ต เกตส์ (Robert Gates) อดีต รมว. กลา โหม อีกคนหนึ่งก็ออกมาพูดว่า “สภาสูง ทำให้เพนตากอนอยู่ในสภาพที่แย่ที่สุดในทุกทาง และเพื่อจะปกป้องพันธมิตร และผลประโยชน์ของอเมริกาในเอเซีย อเมริกาต้องมีระบบจรวดป้องกันทรัพย์สินของอเมริกาที่อยู่ในอวกาศ และเครือข่ายไซเบอร์ และต้องลงทุนในระบบการป้องกันระยะไกล อเมริกาไม่มีทางเลือก ที่จะไม่ลงทุน มันจำเป็นที่เราจะต้องรักษาขนาดของกองทัพ ความพร้อม และสมรรถนะ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเราทั่วโลก”

และล่าสุดนายบ๊อบ เวิร์ค (Bob Work) รมช. กลาโหม ออกมาพูดเมื่อ วันที่ 1 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันCenter for Strategic and International Studies ถังความคิดชื่อดังของวอชิงตันว่า การตัดงบแบบSequestration นี้ ทำให้ความชำนาญในการรบของกองทัพลดลง ถ้ากองทัพต้องปฏิบัติการณ์ ทำนองเดียวกับ Desert Storm สมัยขยี้ซัดดัม ฮุสเซน Saddam Hussein ตอนนี้บอกได้ว่าคงเหนื่อยแน่

นอกจากนี้ เขาบอกว่า สมัยช่วงก่อนปี ค.ศ.2001 นายทหารที่อยู่ในกองทัพมากว่า 10 ปี จะได้เข้ารับการฝึกแบบ full spectrum combat training หลายครั้ง ก่อนเลื่อนตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะตอนนี้กลาโหมเน้นการรบเป็นรูปแบบการรับมือการก่อความไม่สงบ ถ้าจะเป็นการรบใหญ่จริง ๆ เราต้องฝึกกันใหม่ และถ้ายังมีการตัดงบประมาณอย่างนี้ กว่าเริ่มฝีกใหม่ได้ ก็คงเป็นปี ค.ศ.2016 โน้นแน่ะ

รู้สึกฝ่ายกลาโหมของอเมริกา จะโหมโรงหนังเรื่อง ตัดเหี้ยน Sequestration อย่างพร้อมเพรียง ในจังหวะน่าสนใจ!

Scroll to Top