แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

หลังจากปี ค.ศ.2008 คาร์ไลล์ดูเหมือนจะเพลามือด้านทางธุรกิจเงินทุนลงไป เพราะธุรกิจด้าน capital fund เจ๊งไม่เป็นท่าจากวิกฤติซัพไพร์ม (subprime) ส่วนการค้าอาวุธยังดำเนินอยู่อย่างเงียบๆ แต่ที่เป็นข่าวออกสื่อบ่อยคือ การไล่ซื้อบริษัทที่ทำธุรกิจ ให้คำปรึกษาในการวางระบบไอที และบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ไอทีในระดับละเอียดอ่อน เช่น L Discovery, PT Solusi Tunas Pratama TKB (STP) ใน อินโดนีเซีย , Novetta, Varitas, Computer Sciences Corporation (CSC), Monument Capital Group Holding, Telvent Global Services (Madrid) ฯลฯ

ขณะที่มีข่าวว่าคาร์ไลล์ เก็บธุรกิจไอทีทุกรูปแบบเข้าพอร์ทตัวเอง แต่วันที่ 2 มีนาคม ค.ศ.2015 Bloomberg Business ก็ออกข่าวใหญ่

“… NXP Semiconductors บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ผลิตแผงวงจรคอมพิวเตอร์ จะซื้อบริษัทฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์ (Freescale Semiconductors) ยักษ์ใหญ่อีกตัวหนึ่ง ในราคา 11.8 พันล้านเหรียญ…”

ทั้ง 2 บริษัทต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจไอที ผลิตอุปกรณ์ระบบชนิดชั้นนำทั้งนั้น หากจะจับมือควบรวมกันในเชิงธุรกิจ คงไม่ใช่เป็นเรื่องน่าประหลาดอะไร แต่ผู้ขายดันเป็นคาร์ไลล์ เจ้าของที่ฟูมฟัก ฟรีสเกล มานานหลายปี.. เอ๊ะ มันยังไง

และที่ทำให้งงเข้าไปอีกคือ ข่าวบอกว่าฟรีสเกลนั้น ถือหุ้นโดยกองทุนส่วนบุคคล 3 ราย คือ คาร์ไลล์ กรุ๊ป, แบล็คสโตน กรุ๊ป (Blackstone Group) และ TPG Group Holdings…ไม่ใช่คาร์ไลล์ เป็นเจ้า ของฟรีสเกลทั้งหมดอย่างที่เคยให้ข่าว

บริษัทฟรีสเกล ที่เขาจะขายออกไปนั้น มันเป็นบริษัทธรรมดาที่ไหน เป็นบริษัทที่มีของดีซ่อนอยู่ แล้วจะขายของดีทิ้งไปทำไม แถมเรื่องของเขาก็กระฉ่อนโลกเชียว

โห …. แบบนี้ป้ายลวงถ้าจะเพียบ แล้วผมจะเล่าให้รู้เรื่องได้ไหมเนี่ยะ

ท่านผู้อ่านคงจำเรื่อง เครื่องบินของ Malaysian Airlines MH 370 ที่หายตัวไปกลางทางเมื่อประมาณวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2014 ได้นะครับ และมีข่าวว่า ที่เครื่องบินมันหายตัวไป อาจจะเป็นเพราะเครื่อง บินเจ้ากรรมเครื่องนั้น มีผู้โดยสารที่เป็นพนักงานของฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 20คนนั่งมาด้วย เป็นชาวมาเลเซีย 12 คน และจีนจากแผ่นดินใหญ่อีก 8 คน กลุ่มนี้ทำงานให้ฟรีสเกล ที่ออสติน เท็กซัส และส่วนใหญ่เป็นวิศวกรออกแบบอุปกรณ์ไอที กับเป็นโปรแกรมเมอร์

มาทบทวนเกี่ยวกับฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์สักหน่อยว่า ทำไมบริษัทนี้ถึง “ร้อน” นัก เผื่อท่านผู้อ่านที่
อาจจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หรือไม่ได้ตามข่าวนี้

ฟรีสเกล เป็นบริษัทรุ่นแรกๆ ที่ทำการผลิตอุปกรณ์ทางด้าน เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) โดยเริ่มแรก เป็นหน่วยงานหนึ่งของโมโตโรล่า (Motorola) ที่คิดวิทยุทรานซิสเตอร์รุ่นแรกสำหรับติดรถยนต์ จนถึงทำมือถือรุ่นแรก ในช่วงประมาณ ค.ศ.1973 ที่เราเรียกรุ่นกระดูกหมา ทั้งใหญ่ทั้งหนัก แต่สมัยนั้นใครมีกระดูกหมาใช้ ก็เดินยืดถือโชว์เหมือนกัน ทั้งๆที่หนักจะตาย

นอกจากนั้น ฟรีสเกล ยังรับงานใหญ่จากกองทัพของอเมริกา เพื่อผลิตแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเส้นทางเดินเรือ กล้องส่องของเรือดำน้ำ การหาเป้าหมายด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ จรวดล็อกเป้า และระบบของอาวุธต่างๆ ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม

ฟรีสเกลยังคิดอะไรใหม่ๆ ทางด้านชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อีกแยะ และทำให้ผู้ออกแบบอาวุธทั้งหลาย ทั้งในฝั่งเดียวกันเช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ และคนละฝั่งอย่าง รัสเซีย จีน รวมทั้งอิหร่าน ต่างพยายามปรับ ปรุงสมรรถนะอาวุธของตน และอยากจะได้ “ของ” อย่างที่ ฟรีสเกลผลิต เพื่อให้ตัวเองล้ำหน้าทางอาวุธกันทั้งนั้น

ต้นปี ค.ศ.2014 ฟรีสเกลออกข่าวว่า สามารถผลิตชิ้นส่วนไมโครชิพจิ๋ว ขนาด 1.9 มม. x 2 มม. ได้แล้วที่ภายในแม้เล็กขนาดนั้น แต่มันมีทั้ง Ram ทั้ง Rom รวมทั้งตั้งเวลาได้ด้วย ชิ้นส่วนนี้ เล็กขนาดกลืนเข้าไปได้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือการแพทย์ที่มีอานุภาพสูงมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดที่ใช้เครื่องมือสอดเข้าไป

แต่หลายฝ่ายไม่ได้มอง เจ้าจิ๋วแค่นั้น มีคนสายตาไกลมองว่า เจ้าไมโครจิ๋วนี่ สามารถพัฒนาเป็นอาวุธ เป็นโดรน เป็นดาวเทียม เป็นหุ่นยนตร์ ที่เคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ และมีขนาดที่เล็ก จนมองแทบไม่เห็น และเป็นการยากแก่การทำลาย เพราะยังไม่น่าจะมีใครสร้างเครื่องมือสกัดเจ้าจิ๋วได้ แปลง่ายๆ ว่า ใครมีเจ้าจิ๋ว ก็ได้เปรียบเกือบทุกทางโดยเฉพาะด้านอาวุธ และความมั่นคง

ลองคิดถึงโดรน ที่มีขนาดเล็กกว่าแมลงวัน ที่สามารถบินเองได้ โดยไม่ต้องมีตัวบังคับ ใช้สำหรับการสำรวจ หรือการติดตาม หรือพกเอาไวรัส หรือพิษร้ายติดตัวไปด้วย ด้วยน้ำหนักเบาอย่างนั้น โดรนจิ๋วนี่ก็อาจจะบินได้นาน หรือนานมาก ถ้าปรับปรุงให้ใช้พลังแสง

เจ้าจิ๋วที่ว่านี้ มีชื่อว่า KL02 คือ เป็นรุ่น 2 และผลิตที่โรงงานที่อยู่ที่กัวลาลัมเปอร์

ฟรีสเกลมีโรงงานหลายแห่ง ส่วนรุ่น 3 ผลิต ที่โรงงานที่อยู่ที่เทียนจิ้น ในจีน… แบบนี้เจ้าของบริษัทที่ผลิตเจ้าจิ๋วได้ จะอยากขายบริษัทไหมครับ มันน่าจะกกให้แน่นมากกว่า …เรื่องมันถึงทะแม่ง

Research Project Agency (DARPA) ของอเมริกา ที่คงไม่ปล่อยให้เจ้าจิ๋วออกมาฉุยฉาย ในขณะที่ตัวเองยังสร้างเครื่องสกัด หรือยังควบคุมไม่ได้

เรื่องของ ฟรีสเกล และ MH 370 จึงน่าสงสัยว่า จะมีความนัยมากกว่านั้น…

อันที่จริงข่าวเรื่องเจ้าไมโครจิ๋วสุดเจ๋งของฟรีสเกลนี่ กระจายไปเข้าหูหลายฝ่ายแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่อยากให้ เจ้าจิ๋วหลุด ไปอยู่ผิดมือ

จากบทความชื่อ A Tiny Microchip Was The Likely Motive For Pentagon Hijack of MH 370เขียนโดย โยอิชิ ชิมัตสุ (Yoichi Shimatsu) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ให้กับ Rense.com ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่เอายิว ได้เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า…

“…ทางเพนตากอนเป็นห่วงว่า ถ้าทางฟรีสเกลคิดเอาเทคโนโลยีนี้ ออกมาเปิดตัวในตลาด ทางคาร์ไลล์ กรุ๊ปก็คงสนับสนุนให้ทำแน่ เพราะมันจะให้ผลประโยชน์อย่างมากกับคาร์ไลล์ ทางด้านธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคง รวมทั้งกับหุ้นส่วนคาร์ไลล์ เช่น ครอบครัวบุช และพวกรัฐมนตรีกลาโหมที่เกษียณไปแล้ว…

…แต่ขณะเดียวกันฟรีสเกล ก็ยังมีผู้ลงทุนอีกรายคือ แบล็คสโตน Blackstone ที่มีผู้ร่วมลงทุนมาจากธนาคารของตระกูลรอธไชลด์ (Rothschild) และหุ้นส่วนอีกหลายคนที่เป็น ไซออนนิสต์ โปรยิว โปรอิสราเอล พวกนี้คงทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้เจ้าไมโครจิ๋ว ไปตกอยู่ในมือของอิหร่านและพันธมิตรเช่น ฮิส บอลเลาะห์ และฮามาส ถ้าเจ้าจิ๋วที่สามารถ เคลื่อนตัวได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยระบบนำ และพากันมุ่งหน้ามาอิสราเอล แถวสนามบิน หรือท่าเรือ แล้วละก้อ มันคงเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ดูแลด้านความมั่นคงของอิสราเอลเป็นแน่ …

ด้วยเหตุนี้ ผู้มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองของชาวยิวจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการ…กำจัดชาวมาเลย์ 200 คน กับชาวจีนที่ไม่น่ามีใครสนใจ ยังดีกว่าจะให้ปลายเส้นผมบนหัวของบุคคลที่พระเจ้าเลือกแล้วกระทบ กระเทือน….”

ไอ้หมอนี่ กัดได้เจ็บไม่แพ้ลุงนิทาน ฮา

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2013 ฟรีสเกล (ถูกสั่ง) ให้ตั้งกรรมการเพิ่ม คือคุณโจแอน แมคไกวร์ (Joanne Maguire) คุณโจแอนเป็นวิศวกรหญิงมือเยี่ยม ทำงานกับล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin)แผนกSpace เคยได้รับเชิญไปร่วมโครงการฝึกอบรมของผู้บริหารระดับสูง ของสภาความมั่นคงแห่งชาติมา แล้ว ได้รับรางวัลเกี่ยวกับด้านอาวุธกับความมั่นคงมากมายโกยรางวัลกลับบ้านไม่ไหว คุณโจแอน จึงเป็นกรรมการคนใหม่ของฟรีสเกล ที่หลายฝ่ายฝากความหวังไว้
บทความของ โยอิชิ ชิมัตสุ (Yoichi Shimatsu) เขียนให้เข้าใจว่า นักบิน MH 370 เที่ยวนั้น ไม่ใช่ชุดที่ทำงานกับ MH เที่ยวปรกติ แต่เป็นนักบินมาจากหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพอากาศสหรัฐ เป็นผู้ นำเครื่องบินขึ้นจากสนามบิน KL เอง และระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในห้องนักบิน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นระบบของเพนตากอนร่วมกับอิสราเอล

หลังจากบินขึ้นไปทางทะเลจีน แล้วตีอ้อมกลับมาทางมหาสมุทรอินเดีย มุ่งหน้าไปเกาะดิเอโก กราเซีย(Diego Garcia) ในมหาสมุทรอินเดีย เครื่องบินน่าจะถูกเปลี่ยนระบบ เป็นการควบคุมโดยเครื่องโดรน ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา ส่งไปประกบติด โดยมีตัวแม่ควบคุมอยู่ที่ศรีลังกา สถานีเรดาห์ที่เกาะแถวมัลดีฟ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม

MH 370 ลดระดับบินเมื่อผ่านหมู่เกาะมัลดีฟ และลงจอดอย่างเรียบร้อยที่สนามบินของกองทัพอากาศอเมริกันที่ดิเอโก กราเซีย ซึ่งคุณพี่ซีไอเอ มีศูนย์ปฏิบัติการใหญ่มโหฬารอยู่ที่นั่น และใช้กันถี่เหลือเกินช่วงสงครามอิรักและอาฟกัน

บทความยังสรุปว่า ตกลงเครื่อง MH 370 ไม่ได้ตกจริง ตายจริงหรอก แต่มีการจับตัวกันไปจริง พนัก งานฟรีสเกล 20 คนโดนก่อน แยกเอาไปรีดข้อมูล พร้อมเอาสมบัติส่วนตัวของแต่ละคน มาแกะตรวจสำรวจ อย่างละเอียด ใครให้ร่วมมือก็แยกเอาไปเข้าโครงการเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนชื่อ ก่อนเข้าโครงการก็ให้กินยาลบความจำ แบบโครงการ MK-Ultra เหมือนในหนัง ผู้โดยสารก็เหมือนกัน กินยา แล้วก็เอาไปอยู่แถบทางเหนือสุด ของอเมริกา… ส่วนใครไม่ให้ความร่วมมือ ก็คงเหมือนนั่งเครื่องบินตกจริง ….นอก จากนี้ สื่อฝั่งยุโรป ชื่อ The Event Chronicle ก็เขียนบทบรรณาธิการชื่อ

“Rothschild Inherits a Semiconductor Patent for ฟรีสเกล Semiconductors (Flight MH370)” ลงวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.2014 เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ ของเจ้าไมโครชิพจิ๋ว ไว้ตอนหนึ่งว่า…

…ไมเคิล ฮอส์ (Michael Haws) เจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารและสัมพันธ์ระหว่างผู้ลงทุนทั่วโลก (ของ ฟรีสเกล) ได้ให้สัมภาษณ์ หลังจากเครื่องบิน MH 370ได้หายไปจากจอเรดาร์ว่า…

“พนักงาน 20 คน ของฟรีสเกล ที่รวมอยู่กับผู้โดยสาร 239 คนในเที่ยวบินนั้น ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร และมีผู้ที่มีความชำนาญ ในการออกแบบผลิตไมโครชิพ ที่ประจำอยู่ที่โรงงานของเราที่เทียนจิ้น และที่กัวลาลัมเปอร์ ….

…พวกเขามีประวัติความชำนาญด้านเทคนิคสูง และเป็นบุคคลสำคัญ… มันเป็นความสูญเสียอย่างมากของบริษัท…”

สื่อยุโรปดังกล่าว ยังรายงานด้วยว่า เพียง 4 วัน “หลัง”จากที่เที่ยวบินMH 370 ได้หายไป เจ้าไมโครชิพ
จิ๋วนั้น ก็ได้รับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์จากอเมริกา โดยการจดลิขสิทธิ์แบ่งชื่อเจ้าของออกเป็น 5 ราย ๆละ 20 % รายที่ 1 คือตัวบริษัทฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์ (Freescale Semiconductor), ออสติน(Austin), เท็กซัส (Texas) อีก 4 รายเป็นพนักงานชาวจีนคือ เพยดอง หวัง (Peidong Wang), ซูจิน เฉิน (Zhijun Chen), ซือหง เฉิง (Zhihong Cheng) และ ลี หยิง ซือหยง (Li Ying Zhijong) ทั้งหมดเป็นชาวซูโจว (Suzhou) และอยู่บนเครื่องบินมาเลเซียนแอร์ไลน์ MH 370 นั้น

เมื่อข่าวนี้กระจายออกไป มีสื่อไปตรวจสอบทะเบียนลิขสิทธิ์ ปรากฏว่า ลิขสิทธิ์ของฟรีสเกล เลขที่US 86050327 มีจริง แต่ชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามที่ฟรีสเกล แจ้งในตอนแรก กลับไม่มีอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร…

อืม… “ถ้า” เป็นแบบนี้ คงมีการเล่นกล และผู้ได้รับประโยชน์ตามทะเบียนลิขสิทธิ์ น่าจะเหลือรายเดียว คือ ฟรีสเกล…

สื่อยุโรปวิเคราะห์ต่อไปว่า “… ตกลงใครเป็นเจ้าของ ฟรีสเกล เซมิคอนดักเตอร์ กันแน่ …. คำตอบคือ เจคอบ รอธไชลด์ เศรษฐีชาวอังกฤษ เจ้าของ แบล็คสโตน นั่นไง….”

ผมไม่รู้ว่า บทความทั้ง 2 ชิ้นนี้ มีความจริงมากน้อยแค่ไหน และผมยังไม่แน่ใจว่า มีส่วนของป้ายลวงมาก น้อยแค่ไหนด้วย บางอย่างน่าเชื่อ บางอย่างไม่น่าใช่…

ผมหยุดความเห็นของตัวเอง ไว้ที่ข้อเท็จจริง ที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานสาธารณะ คือ

– ฟรีสเกล ออกข่าวเรื่องการค้นพบเจ้าไมโครชิพจิ๋วนี้จริง

– มีเอกสารจากหลายแหล่ง ที่ยืนยันว่าคาร์ไลล์และแบล็คสโตน เป็นเจ้าของฟรีสเกล ร่วมกันจริง

– มีเอกสารจากหลายแหล่ง แสดงให้น่าเชื่อว่า ผู้ถือหุ้น หรือผู้ลงทุนส่วนใหญ่ใน คาร์ไลล์ และแบล็คสโตน มีส่วนเกี่ยวพันใกล้ชิดกับถัง CFR และร้อกกี้ the great
– ทั้ง 2 กองทุน มีผู้ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้อง ที่เป็นชาวยิวมากเกินกว่าจะมองผ่านจุดนี้
แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้น ก็ยังไม่ทำให้เราได้คำตอบ ที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมถึงมีการขายฟรีสเกลออกไปและทำไมขายให้กับ NXP Semiconductors….และเจ้าชิพจิ๋ว ตกลงไปอยู่ในมือของโล่ห์แดงรอธไชลด์แน่หรือ

หลายท่านคงอยากรู้ว่า ตกลงเครื่อง MH 370 ต้องมีอันเป็นไป เพราะอะไรแน่

บางเรื่อง ยังคงสรุปไม่ได้ จนกว่า เราจะตอบคำถาม ข้างต้นให้ได้เสียก่อน

จะตอบคำถามได้ ก็ต้องได้ข้อเท็จจริงมากขึ้น พอที่จะสนับสนุนทฤษฏี หรือความคิดใด ไม่งั้นมันก็ยังเลื่อนลอย หรือ เป็นการเดินตามป้ายปลอม… จึงยังต้องขุดค้นต่อครับ…..


Scroll to Top