เล่ม 5 ‘นักล่า’
เขี้ยวงอก
ตอน (7) สร้างคอก
เมื่อมีใบสั่งออกมาว่า อเมริกาจะต้องเป็นผู้ครองโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พี่เลี้ยง ก็เริ่มเตรียมการ จะให้นักล่าครองโลก ไปแต่หัวได้อย่างไร แขนขามือตีนก็ต้องไปด้วยกันสิ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องมีการจัดเตรียมหลักสูตรการศึกษาภายในประเทศเสียใหม่ เพื่อเตรียมตัวพวกเทคโนแครต (technocrat) และพวกชนชั้นระดับสูงในสังคมอีลีต (elites) ให้เข้าใจให้รู้จักกันไว้ว่า ระดับประเทศเขา จะทำอะไร เมื่ออเมริกาจะควบคุมทุ่งใหญ่ (Grand Area) ก็จำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับบริเวณ (area) พวกนี้ไว้ให้รู้ว่าอยู่ที่ไหน ผู้คนมีหน้าตาอย่างไร มีอะไรน่าขโมย น่าเคี้ยวบ้าง ไม่ใช่พูดถึงบริเวณ (area) ไหน แล้วนั่งเซ่อ อ้าปากหวอ ยังขี่ช้างอยู่หรือเปล่านะ งูบ้านยูแยะไหม แบบนั้นไม่เอานะ
หลักสูตรและโครงการศึกษาที่เรียกว่า Area Studies จึงเกิดขึ้น โดยการนำเอาปัญญาชน นักวิชาการ นักผู้เชี่ยวชาญจากทุกแหล่ง มาช่วยจัดสร้างหลักสูตร สำหรับ Area Studies นี้ และนายเคนเนธ แลนดอน (Kenneth Landon) ตัวแสบของเรา (เรื่องของเขาอยู่ในนิทาน แกะรอยเก่า นะครับ ต้องอ่านพลาดไม่ได้) จึงน่าจะได้รับภารกิจให้ไปเป็นนักสำรวจรุ่นแรกๆ ที่นำข้อมูลมาร่วมในการจัดทำหลักสูตร Area Studies นี้ด้วย
มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (อีกแล้ว) รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างใหญ่ ในการจับอเมริกามาแต่งตัว แต่ง หน้าใหม่ (ทำ face lift !) จากอยู่ในสังคมแบบสันโดษ (isolist society) เปลี่ยนมาเป็นอยู่ในสังคมโลกglobalist society (จริงๆ จะกำหนดสังคมโลกใหม่น่ะ แต่มันต้องค่อยๆ ทำจากคุณลุงพุงห้อย กล้ามเหี่ยว จะให้เป็นหนุ่มล่ำบึ้ก กล้ามท้องเรียงเป็นตับ มันต้องใช้เวลาสร้างนะ)
ขบวนการแต่งตัวใหม่ให้อเมริกา เริ่มดำเนินการโดย CFR มาตั้งแต่ ค.ศ.1921 เป็นต้นมา แต่มาเห็นเด่นชัด เมื่อมีการศึกษา War and Peace Studies ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างทีม CFR กับทีมกระทรวงต่างประเทศ โดยมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นผู้อุปถัมภ์ควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด นอกจากนี้มูลนิธิยังให้ทำการ ศึกษาวิจัยอีกหลายโครงการ ในช่วง ค.ศ.1930–ค.ศ.1940 ในช่วงนักล่าตั้งไข่ หัดเดิน เพื่อช่วยให้ผู้บริหารของรัฐบาลระดับวางนโยบายและฝ่ายวิชาการ มีความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมโลกและเป้าหมายการครองโลกของอเมริกาในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ระหว่างปี ค.ศ.1927–ค.ศ.1945 มูลนิธิยังตั้ง study group เพื่อเตรียมออกสิ่งพิมพ์ ซึ่งจำ เป็นต้องใช้มากในช่วงเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ การจัดทำสิ่งพิมพ์ publications นี้ ก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างCFR กับ State Department อีกเช่นเดียวกัน นายวิลเลี่ยม พี บันดี้ (William P. Bundy) ถึงกับเอ่ยปากว่า ยังไม่เคยมีหน่วยงานเอกชนใด ก็มีโอกาสทำงานกับฝ่ายรัฐอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อนเลย ในประวัติศาสตร์ของอเมริกา (ตกลงใครเป็นผู้นำประเทศกันแน่ รัฐบาลหรือ CFR?)
นายบันดี้ (Bundy) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เด็กในคาถาที่ CFR แอบส่งมาประกบรัฐบาลตั้งแต่ต้น ต่อมาปี ค.ศ.1950 เขาได้เป็นนักวิเคราะห์สังกัดหน่วยงาน CIA และเป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีเคนเนดี้ (Kennedy) และเป็นผู้ช่วย รมว. ใน State Department เป็นผู้ดูแลงานด้าน East Asian and Pacific Affairs ในสมัยรัฐบาลลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ทำให้เขากลายเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของประธานาธิบดี ในการตัดสินใจในสมัยสงครามเวียดนาม เมื่อนายเดวิด ร้อกกี้เฟลเลอร์ ลงมาคุม CFR เต็มตัวในตำแหน่งประธาน CFR เมื่อปี ค.ศ.1970 เขาได้ขอ (สั่ง !) ให้นายวิลเลี่ยม บันดี้(William Bundy) มาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Foreign Affairs ของ CFR ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลสูงมากในวงการเมืองระหว่างประเทศ นายบันดี้ (Bundy) ทำหน้าที่นี้อยู่ตั้งแต่ปีค.ศ.1972 ถึงค.ศ.1984 ส่วนพี่ชายของเขา นายแมคจอร์จ บันดี้ (McGeorge Bundy) ก็มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงให้แก่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ (Kennedy) ประธานาธิบดีจอห์นสัน (Johnson) รวมทั้งรับตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิฟอร์ด(Ford) ด้วย ตั้งแต่ ค.ศ.1966–ค.ศ.1979
(เอาว่าเด็กในคาถาของ CFR เข้ายึดตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลเกือบหมด)
นอกจากจัดหลักสูตรติวเข้มให้กับสังคมระดับไข่แดงแล้ว มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็ได้เตรียมการสำหรับสังคมระดับไข่ขาวด้วย เพื่อให้สังคมทั่วไปรู้จักการก้าวเข้าไปสู่สังคมนานาชาติของอเมริกา โดยเขาตั้ง Foreign Policy Association (FPA) และ Institute of Pacific Relations (IPR) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสร้างความ เห็นของมวลชน (เริ่มรายการฟอกย้อม ความคิดคนในประเทศก่อน) โดยย้อมความคิดทางสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง ให้ตั้งแต่ระดับเด็กนักเรียนมัธยม นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ครู โรงเรียน สหภาพ นักธุรกิจ และสมาคมสตรีทั้งหลาย และสังคมทั่วไป โครงการนี้เพื่อสนับสนุนนโยบายต่างประเทศ ยุคใหม่ของอเมริกานั่นแหละ แต่ขณะเดียวกัน ทางมูลนิธิได้ระบุไว้ในการเสนอโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ไม่มีวัตถุ ประสงค์ในทางการเมือง(เขาเขียนกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ!)
อีกงานหนึ่งที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ทำไปพร้อมๆ กันคือ การคิดหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาคือ หลักสูตร International Relations ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเขามอบให้มหา วิทยาลัยเยล (Yale) เริ่มศึกษาคิดหลักสูตรนี้ ตั้งแต่ ค.ศ.1930 โดยมูลนิธิควักกระเป๋าเช่นเคย
ในที่สุดในปี ค.ศ.1935 Yale Institute of International Studies ก็เกิดขึ้นและต่อมา Yale Institute นี้ได้ร่วมทำงานกับรัฐบาล ผ่านหน่วยงาน State Department, War Departmentและ Board of Economic Warfare รับหน้าที่อบรมให้กองทัพอเมริกาโดยเฉพาะ ซึ่ง Yale Institute ก็ตั้ง School of Asiatic Studiesในปี ค.ศ.1945 เพื่อเตรียมตัวกองทัพในการรับมือกับภารกิจที่จะเกิดขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ไปในทิศ ทางเดียวกับรัฐบาล หรือพูดให้ชัดเป็นไปตามที่ CFR วางแผนไว้
ทั้งหมดนี้ มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ วางยุทธศาสตร์ การดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า สถาบันองค์กรต่างๆ มหาวิทยาลัยหรือผู้นำทางสังคม มีความเข้าใจ มองโลกและมองบทบาทของอเมริกา ตามที่พี่เลี้ยง CFR กำหนดไว้ และสถาบันเหล่านี้จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือและ มีความเห็นคล้อยตาม เขาเรียกโครงการนี้ว่า Scientific Management of Society มันเป็นการสร้างพื้นฐานความคิดให้แก่สังคม หรือการสร้างคอกล้อม
ความคิด ของสังคมเพื่อให้คิดอย่างที่นายทุนนักล่า ต้องการให้สังคมเห็นด้วยคล้อยตาม
มันคือการฟอกย้อมความคิด สร้างทั้งคอก มีเชือกผูกคอ ไว้ลากจูงเสร็จ มันเป็นงานใหญ่ที่เอาไว้ใช้ครอบคลุมคนทั้งโลก ทุกชนชั้นและเกือบทุกอาชีพ เขาเริ่มโครงการสร้างคอกในบ้านก่อน จึงไม่น่าแปลกใจว่าแม้คนอเมริกันเองก็ไม่รู้แน่ว่า ใครเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลของตนเอง
เมื่อจัดการวางแผนสร้างคอกในบ้านแล้ว ก็เริ่มโครงการสร้างคอกนอกบ้านทางอ้อม ตั้งแต่ ค.ศ.1934 เป็นต้นมา ทั้งมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller), มูลนิธิฟอร์ด (Ford) และคาร์เนกี้ (Carnegie) ต่างช่วยกันสนับ สนุนเงินทุนในการศึกษาโครงการ Area Studies ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศที่เป็น non -western วิชานี้ เดิมเริ่มมาจากหลักสูตรที่คิดขึ้นโดยสถาบันการศึกษาของอังกฤษ ซึ่งแสดงการแบ่ง แยกชัดเจนว่า เป็นเรา (ตะวันตก) เป็นเขา (ตะวันออก) และมีการแสดงออกถึงความเป็นผู้อยู่ในสถานะสูงกว่า (นายเหนือและขี้ข้า) อย่างชัดเจน
แต่พี่เลี้ยง CFR บอกว่าวิธีการสอนแบบนี้มันคงไม่ได้เรื่อง… เราจะหลอกต้มเขา เราต้องทำให้เนียน… เราต้องพราง ตัว… เราคิดหลักสูตรใหม่แล้วกัน… สอนแบบอื่น ให้ได้ผลเหมือนกันน่ะ …ให้เราก็ยังคุมเขา เป็นนายเขา เหมือนเดิมโดยเขาไม่รู้ตัว เราต้องทำให้เขาคิดว่า ถ้าเขาคิดแบบเรา มีความรู้แบบเรา แล้วจะทำให้เขาเหมือนเรา เป็นที่ยอมรับของเราน่ะ ทำได้ไหม แค่ใส่ความคิดให้เขาน่ะ แต่ความจริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง…
ในที่สุดโดยเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิใจกว้างทั้ง 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ตั้งแต่ University of Chicago, Columbia, North Carolina, Harvard, Yale, Virginia, Texas, Stanford etc. ต่างก็นำนโย บายของพี่เลี้ยง CFR ไปตั้งหลักสูตรทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไปปรับความคิด จัดการฟอกย้อมสังคมโดยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของอเมริกาสำเร็จ
อันที่จริงโครงการ Area Studies ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของประเทศที่เป็น non-western นี้ ไม่ใช่ทำอยู่แต่ในอเมริกาเท่านั้น ช่วงระหว่าง ค.ศ.1919–ค.ศ.1940 หลักสูตรการสร้างคอกนี้ ขยายไปถึงอังกฤษผ่านการสนับสนุนทางการเงินแก่ London School of Economics, the Graduate Institute of International Studies ในสวิส, the Centre dEtudies Politiqnes Etrangeres ในฝรั่งเศส รวมทั้งในนอร์เวย์,สวีเดน,เดนมาร์ก, เยอรมนี และฮอลแลนด์ เขาสร้างหลัก สูตรวิชารัฐศาสตร์ สัมพันธ์ระหว่างประเทศ, สังคมวิทยาฯลฯ ตามทฤษฎีของอเมริกา ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม มันเป็นการฝั่งรากความคิดเกี่ยวกับสังคม / การเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดระเบียบโลกใหม่
นับว่า การสร้างคอกความคิด ทำได้สำเร็จ คอกยาวล้อมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะไปเรียนที่ไหนไม่สำคัญ เพราะอัดสำเนา ถ่ายก็อปบี้มาเหมือนกันหมด
ทั้งหมดนี้เป็นการให้ทุนสนับสนุนแก่สถาบัน และให้โดยตรงกับนักศึกษา ส่วนผู้สนับสนุนเงินทุน ไม่ต้องเสีย
เวลาเดามีอยู่ไม่กี่เจ้าแต่เอาจริงกระเป๋าหนัก เพื่อการครองโลกของเขา มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation), มูลนิธิคาร์เนกี้ (Carnegie Foundation), มูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation) etc.
ในบ้านเราหลักสูตรการล้อมคอกนี้ มีสอนอยู่ในหลายมหาวิทยาลัย ที่โดดเด่นมาก น่าจะเป็นคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์ที่สอนส่วนใหญ่ได้ทุนจากสถาบันต่างๆ ของอเมริกา ตามแนวทางสร้างคอก …แต่ถึงจะจบจากประเทศไหนก็คงไม่ต่างกันมาก เพราะอย่างว่าใช้ก็อปบี้สำเนาเดียวกัน ส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีและไม่ต่างกันมาก… เพียงแต่ช่วงหลังๆ ใส่ผงชูรสจัดเข้าไปตามใบสั่งบวกกับใบ เสร็จ และในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในระยะ 10-20 ปีหลังนี้ ก็มีหลักสูตรเช่นนี้ด้วย