หลังจากที่ คิงเฮนรี่ ใจแข็งเป็นหิน ไม่อุ้มเลห์แมน โยนทิ้งจนแหลกแล้ว แต่พอ AIG ซึ่งไม่ใช่เป็นสถาบันการเงิน แต่อ้างว่า ตูดขาด เพราะดันรับประกันราคาข้าวต้มมัด CDO ไม่ว่าแบบของจริง ของเทียม มั่วไปหมด คิงเฮนรี่ ดันใจอ่อน บอกเราต้องรีบอุ้ม AIG ด่วนจี้ ไม่งั้นสงสัยคงคอขาดกันหมด คาวบอยบุช ในฐานะประธานาธิบดีก็รีบรับลูก แสดงว่า คอคาวบอยก็ใช่ว่าจะเหนียวนัก (กลัวหินบาดคอ)…เลยรีบออกประกาศในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.2008 เป็นแผนอุ้มฉุกเฉิน โดยจะออก Emergency Economic Stabilization Act 2008
ตอนแรกรัฐสภาอเมริกัน ไม่เอาด้วย เพราะคงยังไม่เคยลิ้มรสข้าวต้มมัดว่า บาดคอขนาดไหน โยนแผนคาวบอยทิ้ง แต่ในที่สุดวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2008 รัฐสภาก็ใจอ่อน แต่หน้าออกเขียว ไม่รู้เพราะแรงใครบีบไข่ อนุมัติร่างกฎหมายอุ้มฉุกเฉิน ที่คาวบอยบุชเสนอกฎหมายนี้ ให้อำนาจ คิงเฮนรี่ ใช้เงินจำนวน700,000 ล้านเหรียญ ตามโปรแกรมที่เรียกว่า Troubled Assets Relief Program (TARP 1) เพื่อเอาไปอุ้มสถาบันการเงินอื่นๆ ที่อ้างว่า เซแซด จากฤทธิ์ข้าวต้มมัด บวกกับการเล่นถล่มราคาบ้าน ของบรรดานักลงทุนหัวแหลมเปี้ยบ
ตอนแรก คิงเฮนรี่กับท่านทิม ฉลาดมาก อ้างกับรัฐสภาว่า จะเอาเงินตาม TARP 1 นี้ ไปซื้อข้าวต้มมัด ในราคาถูก จากพวกสถาบันการเงินที่มีข้าวต้มมัดขาดทุนอยู่เต็มกางเกง ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อนกับปัญหาเรื่องการบังคับจำนองบ้าน…ให้รัฐซื้อมาสิ แล้วรัฐค่อย ๆแก้ปัญหานี้เองดีกว่า… ฟังดูดี๊ดี…รัฐบาลท่านเห็นใจชาวบ้านขนาดนี้ แล้วพวกรัฐสภา จะไม่เห็นใจชาวบ้านก็บอกมา จะได้ไปฟ้องชาว บ้าน ว่าผู้แทนคนไหนเมินไม่ช่วยพวกเขา
คิงเฮนรี่กับท่านทิม รู้ดีอยู่แก่ใจว่า รัฐจะซื้อข้าวต้มมัด ในราคาเต็มไม่ได้ ต้องซื้อราคาตามตลาด คือราคากระจาดขาดน่ะ ส่วนสถาบันการเงินพวกนั้น ถ้าขายทรัพย์สิน (ข้าวต้มมัด) ในราคากระจาดขาด ขาดทุนบานเบอะอย่างนั้น สถาบันการเงิน ก็ต้องลงบัญชีขาดทุนตัวแดงเถือกกันเกือบทั้งสวนสัตว์ และถ้าขาดทุนขนาดนั้น มันก็ไม่แคล้วต้องล้ม หรือโดนปิดกิจการ เว้นแต่จะเพิ่มทุน ตามสัดส่วนที่กฎหมายเขากำหนด
…ตายหง… เป็นถึงท่านคลังกับท่านเฟด ลืมคิดเรื่องนี่ได้ไงนะ พวกสถาบันการเงินด่าเช็ด… มึงจะช่วยกู หรือ มึงจะเชือดกูกันแน่…
คิงเฮนรี่ เหงื่อหัวล้านไหลย้อย ส่วนท่านทิมที่ว่าทำหน้าขรึมเก่ง ก็เปลี่ยนจากหน้าขรึมเป็นหน้าคล้ำออกเขียว ด้วยความเครียด…เพราะสถาบันการเงิน ไม่ยอมขายข้าวต้มมัด และไม่ยอมขยับตัวให้กู้ ต่างเก็บเงินเข้าพกแอบเงียบ แถมยังไม่ยอมขยับทำธุรกิจกับชาวบ้านอีก พวกเราอารยะขัดขืนนะ … แหม รับบทกันเป็นทอดๆ เชียว
อย่างนี้ คิงเฮนรี่ ก็ต้องรีบปรับแผน เปลี่ยนมาเป็น TARP 2 แบบกลับหลังหัน เอาหัวล้านเดินต่างตีนแทน ด้วยการประกาศรับซื้อหุ้นของของสถาบันการเงิน แทนการซื้อข้าวต้มมัดตัวแดง เรียกว่า Capital Purchase Program (CPP) ฮัดช้า..ยิ่งกว่ายี่เกอีก รำกันเฉิบ ๆอย่างนี้ โลกยังจับไม่ได้เลยว่า เขาตั้งหม้อต้มเปื่อยกัน
ขณะนั้น มันเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือนพฤศจิกายน คาวบอยกำลังจะไป ส่วนท่านใบ ตอง กำลังสั่งตัดชุดสาบานตน จริง ๆแล้ว มันไม่น่าจะมีการของบใหม่อะไรได้เลย แต่ คิงเฮนรี่ ขู่แฟดใส่รัฐสภาว่า อยากจะเห็นความฉิบหายจากฝีมือตัวเองก็ตามใจนะ แล้ววันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.2008 งบอีก250,000 ล้านเหรียญ ก็มีการอนุมัติ ให้นำออกมากอง เตรียมไว้ซื้อหุ้นของสถาบันการเงิน
… เอ้า เอาหุ้นของเอ็งมา มีเงินเมื่อไหร่ค่อยมาซื้อกลับไป รัฐไม่เอาไปทำข้าวต้มมัดขายต่อ หรือเอาไปจำนำต่อหรอกเว้ย เหนื่อย (เล่นยี่เก) จะตายห่าอยู่แล้ว ส่วนไอ้ข้าวต้มมัดเก่า ๆของพวกเอ็ง เอ็งอยาก จะเก็บไว้ดูต่างหน้ากัน ก็ตามสบาย…
ปรากฏว่า โปรแกรมนี้ เป็นที่ถูกใจยักษ์ใหญ่วอลสตรีทมาก เออ อยู่ดี ๆมีคนเอาเงินมาให้ กูก็แค่เอาหุ้นไปฝากรัฐแป๊บเดียว แต่ได้เงิน มาหมุนอีกแยะ ข้าวต้มมัดก็ยังไม่ต้องขาย ตัวแดงก็ไม่ต้องเพิ่ม …มีข่าวดีอย่างนี้ ปั่นอีกนิดหน่อย หุ้นเราก็ขึ้นแล้วว่ะ…ไอ้ที่ว่าขาดทุน เดี๋ยวก็ได้คืน แมงเม่าก็รับเคราะห์ไป….ใครวะ มันแสนรู้ ช่างคิดดีจัง
อย่างนี้ พวกสวนสัตว์ ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไร… คนหน้ามืด ก็คือรัฐบาลที่จะมาใหม่ ท่านใบตองของผม เดินเข้าไปในกับดักเต็มตีน อย่างไม่รู้ตัว หรือรู้ แต่เป็นพวกชอบลองของ หรือตกลงกันไว้ก่อนแล้วก็ไม่แน่ ท่านลูกครึ่งอยากออกฉากแสดงว่า มีฤทธิ์เดชเองก็ช่วยไม่ได้
ส่วนชาวบ้านตาดำ ๆที่เสียภาษีน่ะซิ ตกลงรัฐยังไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องบ้านพวกเขา ที่ถูกยึดเลยนะ แถมยังเอาเงินภาษีของพวกเขาไปอุ้มยักษ์ อีกด้วย…เฮ้ย…นั่นมันธรรมดาโลกนะ น้ำหลากมาแรง เขาก็ต้องช่วยสัตว์ใหญ่ก่อน ส่วนมดก็ลอยคอตายเป็นแพซิวะ ก็อยากเสือกเกิดเป็นมดนี่หว่า
เมื่อโปรแกรมนี้ เป็นที่ถูกใจชาวสวนสัตว์ ระหว่างช่วงโหว่ ไม่มีรัฐบาลดูแลจริงจัง คาวบอยก็มัวเก็บของลงกล่อง ใครจะมาวินก็ยังไม่รู้ วันที่ 12 พฤศจิกายน คิงเฮนรี่ ก็เลยถือโอกาสประกาศส่งท้าย ยกเลิกการใช้เงินตาม โปรแกรม TARP 1 แต่เอาเงินของ TARP 1 มารวมกับ TARP 2 เปิดฟรีบาร์ ใครอยากเอาหุ้นมาตึ๊งกับรัฐ แล้วรับเงินสดไปหมุนเล่น รีบมาด่วนเลย ก่อนกูก็จะไปเหมือนกัน
ปรากฏว่า สถาบันการเงินที่เข้ามาทึ้ง TARP 2 มียักษ์ใหญ่ถลาเข้ามากันเพียบ ไล่ชื่อยักษ์ เรียงตามขนาดของสินทรัพย์ มี Citigroup, Bank of America, JP Morgan Chase, Wells Fargo, Goldman Sachs, Morgan Stanley, PNC Financial, US Bancorp, GMAC, Capital One, Regions Financial, American Express, Bank of New Melon, State Street Bank และ Discover Financial และสถาบันระดับกลางและเล็ก อีกร่วมร้อยรายการ
ดูจากรายชื่อยักษ์ใหญ่ ที่เข้ามาเขมือบเงินของพวกมดแล้ว ชื่อแรก ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) สะดุดตาเหลือ ทน
ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup Inc.) หรือ ซิตี้ (Citi) เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพนักงานทั้งหมดประมาณ357,000 คน มีสาขาทั่วโลกใน 140 ประเทศ และ 16,000 สำนักงาน และเป็นเจ้าพ่อขาใหญ่ที่สุด ในด้านการค้าพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน แต่ในปี ค.ศ.2007 Citi บอกว่า ขาดทุนยับจากรายการข้าวต้มมัด และต้องรับความช่วยเหลือจาก โครงการอุ้มยักษ์ Tarp 2, 3 และอีกหลายโครงการมากที่สุดกว่าทุกสถาบัน … มาบทแบบนี้ เล่นเอาลุงมึน เล่านิทานเกือบไม่ออก… สุดยอดจริงๆ
ซิตี้ บอกว่า มีไข้ทางการเงินแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เมื่อราคาบ้านตกต่ำสุด แต่อึดเอาไว้ ตอนนี้ อึดต่อ ไป อีกไม่ไหวแล้วกู ในวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 จึงเรียกประชุมพนักงานของตัว ที่ศาลากลางของรัฐ (เว่อจัง) และแจ้งว่า จำเป็นจะต้องเลิกจ้างพนักงานถึง 52,000 คน เพื่อเป็นการลดค่าใช้ จ่าย …บทนี้สงสัยเด็กๆ แถวฮอลลีวู้ด เขียนบทให้ฟรี ฝีมืออ่อนไป นิ้ด…นึง
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน ซิตี้กรุ๊ป ประกาศว่า ขาดทุนจากกองทุนเห็ดฟันในเครือของตน ถึง 53% ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และจำเป็นต้องลงบัญชีขาดทุนถึง 17,000 ล้านเหรียญ
วันพฤหัสที่ 20 เจ้าชายวาลิด บิน ทาลัล (Walid bin Talal) แห่งซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ถือรายย่อย แต่ (มาด) ใหญ่คนหนึ่งของซิตี้กรุ๊ป บอกว่า ราคาหุ้นของซิตี้กรุ๊ป ตอนนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง และตัวเขา เองก็จะซื้อหุ้น ซิตี้กรุ๊ปเพิ่ม วันรุ่งขึ้นหุ้นของซิตี้กรุ๊ป ก็เลยตกเอาใจลงไปอีก 20% ปิดที่ราคา 3.77 เหรียญ
มูลค่าตลาดของซิตี้กรุ๊ป ภายในอาทิตย์เดียว ลดลงถึง 60% และลดไป 87% นับจากราคาเมื่อต้นปี มูลค่าของซิตี้กรุ๊ป จาก 250,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2005 เหลือแค่ 20,500 ล้านเหรียญ ในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 … สรุปว่า หุ้นราคาร้อยบาท ตอนนี้เหลือราคาแค่ 10 บาท แมงเม่าตาสีฟ้าร่วงระนาว
มันเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร
ย้อนหลังไป 1 วัน ช่วงเช้าของวันพฤหัสที่ 20 พฤศจิกายน คิงเฮนรี่ รมต.คลัง ท่านทิมประธานเฟด นิวยอร์ก ประชุมเครียดทางโทรศัพท์ กับท่านเบน เบอร์นานเก คุณนายชีล่า แบร์ (Sheila Bair) ประ ธาน FDIC และจอห์น ดูแกน (John Dugan) เจ้าหน้าที่อีกคนของเฟด เพื่อปรึกษากันเรื่องซิตี้กรุ๊ป แต่ไม่ยอมให้ข่าวรั่วแม้แต่หยดเดียว
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน คราวนี้ เฟด นิวยอร์ก ประชุมทางโทรศัพท์กับตัวแทนของซิตี้กรุ๊ป ไม่รู้ 2 ฝ่ายคุยกันว่าอะไรบ้าง หลังจากการประชุม คราวนี้ท่านทิม ให้ข่าวว่า ซิตี้กรุ๊ป มีปัญหาด้านสภาพคล่องอย่างมาก และปัญหานี้อาจพาให้ไปสู่วิกฤติในวงกว้างมากกก… และซิตี้กรุ๊ป ก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือซิตี้กรุ๊ป เอง …
ถ้อยคำคงไม่ต่างกันมาก กับตอนประกาศก่อนอุ้ม AIG… ไม่ต้องร่างใหม่นะเสมียน เอาของเก่ามาแก้ชื่อ แล้วโรเนียวแจกได้เลย
แต่ข่าววงใน เขาว่า ฝ่ายรัฐบอกกับยักษ์ใหญ่ซิตี้กรุ๊ปว่า จะเอาอย่างไร ก็เขียนมาเลยแล้วกัน ประหยัด เวลา
และตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 ฝ่ายรัฐก็ประกาศอุ้มซิตี้กรุ๊ปอย่างเป็นทางการ ฝ่ายรัฐเรียกเสียน่าเอ็นดูว่า สุดสัปดาห์นั้น คือ Citi Weekend
ทำไมมันช่างต่างกับวันที่ หมีถูกกระทืบ หรือ กอริลลาถูกถีบตกเหวอย่างนั้นหนอ ในเมื่อก็อยู่สวนสัตว์วอลสตรีทด้วยกัน แถมแดกข้าวต้มมัดจนจุกด้วยกันทั้งนั้น