แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม ๕ ‘นักล่า’

แกะรอยเก่า

ตอน (6) สำรวจต่อ

ระหว่างการเดินทางมาอยู่เมืองไทย เพื่อช่วยเหลือไทยเจรจากับอังกฤษ นายเคนเนธได้ถือโอกาสเดินทางสำรวจประเทศไทย พม่า ลาว เขมร เวียดนาม อย่างละเอียดลอออีกรอบ คุยกับรัฐบาลและประมุขของรัฐ ในฐานะตัวแทนอเมริกาผู้ที่ชนะสงครามโลกแบบไม่มีฟกไม่มีช้ำ ใครๆ ก็ต้องเปิดประตูรับนายเคนเนธ (เขามาสำรวจอะไร? สำรวจให้ใคร?)

เขาได้ไปขอพบลุงโฮจิมินท์ ซึ่งเขาทึ่งมากว่า ลุงโฮเป็นบุคคลที่ฉลาดล้ำ นอกจากพูดภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ลุงโฮยังพูดภาษารัสเซียได้ด้วย ลุงโฮพยายามที่ออกจากอ้อมอกและจักกะแร้เหม็นเขียวของฝรั่งเศส ได้ขอร้องให้อเมริกาช่วย มันก็เข้าทางอเมริกาอยู่แล้ว ค่อยๆ แซะไปทีละขั้น ลุงโฮรู้ด้วยว่าประธานาธิบดีรูสเวลท์ ก็ไม่อยากให้ฝรั่งเศสมาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้อีกต่อไป

นายเคนเนธบอกลุงโฮไม่ต้องห่วง… เดี๋ยวผมเดินเรื่องต่อให้ ระหว่างการสนทนา ลุงโฮเล่าให้นายเคนเนธฟังว่า ช่วงหนึ่งที่เขาหนีฝรั่งเศส เขาได้แอบเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอยู่หลายปี โดยบวชเป็นพระอยู่แถวภูพานทางเหนือของอีสาน! ช่วงที่เป็นขบวนการใต้ดินต่อสู้กับฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสได้กลิ่นว่าลุงโฮอยู่แถวนั้น ขนทหารมาเป็นกองทัพจะมาจับ ลุงโฮลงทุนถอดเสื้อผ้า เหลือแต่กางเกงใน เอารถเจ็กออกมาลาก แล้วเอาอาเจ้ตัวอ้วนที่ขายไก่อยู่แถวนั้น นั่งบนรถเจ๊กและลากรถเจ๊กที่มีอาเจ้ และไก่ วิ่งผ่านทหารฝรั่งเศส ซึ่งมัวแต่ตะลึงมองความอวบของอาเจ้กับฝูงไก่ แล้วลุงโฮก็หลบมาได้ โดยไม่มีใครสงสัยมองคนลากรถตัวผอม ที่นุ่งแต่กางเกงในเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลุงโฮชอบใจมาก เล่าไปหัวร่อไปว่า ต้มไอ้จักกะแร้เหม็นเขียวได้

เมื่อเสร็จจากรายการสำรวจประเทศเพื่อนบ้าน นายเคนเนธกลับเข้ามาที่เมืองไทย และได้พบกับนายปรีดี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ ได้เชิญเขาทานอาหารเย็น ระหว่างทานอาหารนายปรีดีได้ถามว่า เอกสารแนบท้าย 2 ชิ้น ที่นายเคนเนธ นำไปแนบท้ายหนังสือ Siam in Transition น่ะ ยูไปได้มาจากไหนน่ะ

นายเคนเนธ ไม่ยอมบอกแหล่งที่มา แต่บอกว่าเขาก็เขียนถึงปรีดีและนำเสนอเอกสารนั้นอย่างดีกับนายปรีดีนะ ซึ่งนายปรีดีก็เห็นด้วย

นายเคนเนธ ตามนิสัยนักฉวยโอกาส (หรือตามหน้าที่ !?) บอกนายปรีดีว่า เขาอยากได้เอกสารที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เขียนวิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี แต่นายปรีดีปฏิเสธ… บอกว่าคุณก็ไปหาตามวิธีที่คุณได้เอกสารของผม นั่นไง ซึ่งนายเคนเนธก็ทำและหามาได้ แสดงว่า นายเคนเนธ มีเพื่อนไทยหรือคนไทยที่อยากเอาใจฝรั่งอยู่รอบตัวแยะจริงๆ

แต่ถึงแม้นายปรีดีจะไม่ให้เอกสารเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ตามที่นายเคนเนธขอ แต่นายปรีดีได้มอบหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยเกือบ 700 เล่ม เมื่อนายเคนเนธ ขอโดยนายปรีดีสั่งให้ห้องสมุดใน กรุงเทพฯ จัดหนังสือตามที่นายเคนเนธ ต้องการหนังสือทุกเล่มจัดเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งให้นำไปไว้ที่ Library of Congress ในวอชิงตัน เป็นของขวัญจากผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ มอบให้แก่รัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา และอีกชุดหนึ่งยกให้เป็นสมบัติส่วนตัวของนายเคนเนธ

อืม! สมันน้อยยื่นตาข่ายดักให้นักล่าเอง นักล่าบอกแบบนี้สบายเรา อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่า Our boy Ruth ได้ยังไง!

นอกจากเอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่นายเคนเนธ ได้จากนายปรีดีแล้ว ระหว่างที่เดินทางมาเมืองไทยเที่ยวนี้ เขาได้แวะที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อซื้อหนังสือเกี่ยวกับสยามและประเทศไทย ที่มีคนต่างชาติและคนไทยเขียน เขาเล่าว่า ทุกร้านหนังสือที่ฝรั่งเศสและอังกฤษที่เขาเข้าไป เขากวาดซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับเมืองไทยและอินโดจีนจนหมดเกลี้ยงร้าน รวมแล้วเขาซื้อทั้งหมดประมาณ 1 พันเล่ม …

หนังสือทั้งหมดที่นายเคนเนธได้ไป ไม่ว่าจะเป็นของขวัญจากใคร รวมทั้งที่เขาหาซื้อมา ภายหลังนายเคนเนธ ได้นำไปใช้ในการตั้งหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับเมืองไทย และเอเซียตะวันออกอย่างละเอียดถี่ยิบ …เมืองสยามที่คนอเมริกันไม่เคยได้ยิน ก็ได้รู้จักกันคราวนี้ และรู้ว่าควรจะ “จัดการ” อย่างไรกับไทยแลนด์แดนสมันน้อย การออกแบบเครื่องมือการล่ารุ่นแรกสำเร็จได้เพราะเหตุนี้!

ช่วยจำกันไว้ด้วย

นายเคนเนธถูกกระทรวงต่างประเทศ ส่งกลับมาทำการสำรวจเมืองไทยรอบใหญ่อีกครั้ง ในปี ค.ศ.1950 นายเคนเนธเล่าว่า เป็นปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงทำพิธีอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินี และทำพิธีขึ้น ครองราชย์ ทางอเมริกาเตรียมของขวัญที่จะถวายสำหรับพระราชพิธีอภิเษก เป็นแก้วเป่าของสตูเบน (สตอย เบน) (Steuben) ซึ่งมีชื่อมาก แต่นายเคนเนธในฐานะเคยอยู่เมืองไทยมานานและอ้างว่า เคยรู้จักและเคยพบพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิง ก็รีบเสนอหน้าแนะนำไปยังประธานาธิบดี ให้รัฐบาลอเมริกันจัดการเปลี่ยนของขวัญ เขาบอกว่า ในหลวงทรงเป็นนักดนตรีแจ๊ส และโปรดฟังเพลง ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์ก็เริ่มมาจากดนตรี ดังนั้นน่าจะถวายของขวัญเป็นอะไรที่เกี่ยวกับดนตรี

ในที่สุดนายเคนเนธ ก็จัดการให้รัฐบาลอเมริกันถวายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมทั้งแผ่นเสียงของเกอร์ชวิน (Gershwin) ครบชุด เขาอ้างว่า ทรงโปรดมาก และเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่ทรงนำไปยังวังไกลกังวล หลังจากทรงทำพิธีอภิเษกสมรสแล้ว (ไม่รู้นายเคนเนธรู้ได้อย่างไร!? แต่อย่างน้อย การแนะนำเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า การอยู่ใกล้เข้ามาคลุกคลีในประเทศ ทำให้นักล่ารู้จักหลายอย่างเกี่ยวสมันน้อย ดีกว่ามองจากทางไกล หรืออ่านแต่รายงาน)

ในการเดินทางมาเมืองไทยครั้งนี้ นายเคนเนธได้ถือโอกาสจัดการตัวเองให้ได้พบกับจอมพลสฤษดิ์ เขาบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องเมืองไทยต้องอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทย และต้องรู้จักอ่าน “ระหว่างบรรทัด” ให้เป็น จึงจะรู้ว่า คนไทยพูดเรื่องอะไรกันบ้าง อะไรเป็นข่าวในตอนนั้น ด้วยวิธีนี้ ทำให้เขารู้เรื่องเกี่ยว กับจอมพลสฤษดิ์ในหลายมุม ตอนนั้นจอมพลสฤษดิ์ ยังเป็นเพียงนายทหารระดับนายพล คุมกองทัพภาค1 ในกรุงเทพฯ แต่เขาเห็นว่าแล้วว่าจะมีอนาคตไกล เขาจึงขอให้ทูต สแตนตัน (Stanton) ช่วยนัดให้เขาพบกับจอมพลสฤษดิ์ ทูตบอกว่า ไม่ได้หรอก ต้องผ่านทูตทหารอีกที แล้วทูตทหารก็จะถามว่า ไปพบทำไมนายเคนเนธ จึงบอกว่า ไม่เป็นไร เขานัดเองก็ได้ แล้วเขาก็ให้เพื่อนคนไทยนัดให้

เพื่อนไปแจ้งสฤษดิ์ สฤษดิ์ถามกลับว่า จะมาพบทำไม เขาไม่พูดภาษาอังกฤษ (I don’t speak English) นายเคนเนธให้เพื่อนตอบกลับไปว่า เขาก็ไม่พูดภาษาอังกฤษเหมือนกัน (I don’t speak English either!) 

คำตอบนี้ทำให้สฤษดิ์ขำ และสนใจนายเคนเนธ ขึ้นมา จึงยอมรับนัดปรากฏว่า เมื่อทั้ง 2 พบกันก็ถูกชะตากัน และคุยกันเป็นภาษาไทย สฤษดิ์ถามว่า นายเคนเนธ สนใจอะไรเขา นายเคนเนธบอกว่า เขาเชื่อว่าวันหนึ่งสฤษดิ์ จะเป็นบุคคลสำคัญมากในวงการเมืองของประเทศไทย สฤษดิ์ถามว่า ฉันจะต้องไปรบกับใครหรือ นายเคนเนธบอกไม่ใช่รบแบบทหาร แต่รบในทางการเมืองละก้อใช่ สฤษดิ์ถามว่า คุณรู้ได้ยังไงนายเคนเนธ บอกเขาอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทย ซึ่งมีบทความมากมายและถ้ารู้จักวิธีอ่านก็จะได้ข้อมูลอย่างนึกไม่ถึง สฤษดิ์ตอบว่า ใช่ ใช่แล้ว! หลังจากนั้นทั้ง 2 คน ก็กลายเป็นเพื่อนกันและเป็นเพื่อนชนิดที่ไว้ใจกัน

หลังจากพบกับสฤษดิ์ นายเคนเนธเดินทางไปพบกับอดีตจักรพรรดิเบาได๋ (Baodai) ของเวียดนาม ซึ่งหนีลุงโฮมาอยู่ทางใต้ของเวียดนาม เบาได๋เชื่อว่า วันหนึ่งฝรั่งเศสจะคืนเอกราชให้เวียดนาม เบาได๋ขอให้อเมริกาช่วยจัดการให้ฝรั่งเศสออกไปจากเวียดนาม และช่วยให้เขากลับมามีอำนาจในเวียดนามต่อไป แล้วเขาจะให้ความร่วมมืออย่างดีกับอเมริกา นายเคนเนธ เห็นว่า เบาได๋เป็นคนอ่อนแอ และไม่น่าที่จะรักษาเวียดนามไว้ได้

จากเวียดนามเขาเดินทางต่อไปพบเจ้านโรดมสีหนุที่เขมร ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่ได้อิสรภาพจากฝรั่งเศส ฝรั่งเศสตั้งให้เจ้านโรดมเป็นกษัตริย์ ตั้งแต่ยังเด็กโดยหวังจะให้เป็นหุ่นชักของฝรั่งเศส นายเคนเนธบอก เจ้าสีหนุเป็นคนฉลาด เจ้าเล่ห์ ลื่นไหล ลดเลี้ยวเก่งมาก เขาคิดว่าฝรั่งเศส (รวมทั้งอเมริกาด้วย) คงจะชักหุ่นชื่อสีหนุนี้ยาก

ต่อจากเขมรนายเคนเนธก็ไปลาว เขาไปพบรัฐบาลลาวที่เวียงจันทร์ หลังจากนั้นก็ไปพบกษัตริย์ลาวที่หลวงพระบาง ตอนแรกเจ้าลาวก็ทำตัวเกร็งกับนายเคนเนธ ฝ่ายหนึ่งพูดฝรั่งเศส อีกฝ่ายพูดอังกฤษกันจนเมื่อยมือ จนนายเคนเนธพูดภาษาไทยด้วย เจ้าลาวก็ดีใจ ได้พูดลาวโดยนายเคนเนธก็อ้างว่าเข้าใจ หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็สื่อสารกันได้

(หมายเหตุ คนเล่านิทาน : กษัตริย์ลาวที่นายเคนเนธไปพบน่าจะเป็นเจ้าสุวรรณภูมา เพราะนายเคนเนธบอกว่า ภายหลังกษัตริย์ลาวองค์นี้ถูกพวกคอมมิวนิสต์จับได้และปฏิบัติต่อพระองค์แย่มาก ในที่สุดก็สวรรคตในค่ายกักกันของคอมมิวนิสต์)

จากลาว นายเคนเนธกลับมาเมืองไทยและเดินทางลงใต้ไปสิงค์โปร์และกัวลาลัมเปอร์ เสร็จแล้วก็ข้ามไปยังจาร์กาต้า เพื่อพบนายพล ซูการ์โน เขาเจอลูกเล่นสารพัดจากนักการเมือง และทหารที่จาร์กาต้า รวมทั้งถูกลองดีเช่น เครื่องบินที่เขาจะต้องใช้บินกลับมาสิงค์โปร์ ถูกดูดเอาน้ำมันออกจนเกลี้ยงถัง นายเคนเนธ “รู้จัก”คนอินโดนีเซียจากประสบการณ์ของจริง!

เมื่อกลับมาถึงอเมริกา นายเคนเนธ ก็ทำรายงานเกี่ยวกับอินโดจีน ในค.ศ.1950 ส่งให้กับประธานาธิบดี นายเคนเนธบอกว่า ช่วงนั้นประเทศต่างๆ ในแถบอินโดจีนก็อยากเข้าสังกัดพี่เบิ้มอเมริกาทั้งนั้น โถ !เพิ่งเลิกรบมาใหม่ๆ สมันน้อยชาติต่างๆ ก็ยังผวาไม่หาย พี่เบิ้มก็รับมาอุปการะ (ก่อนที่อังกฤษกับฝรั่งเศส จะฟื้นและมาฉกเอาเหล่าสมันน้อยแถบนี้กลับไปกกต่อ) นายเคนเนธ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงต่าง ประเทศ ให้ดูแลเวียดนามและไทย ทั้ง 2 ประเทศก็อยากได้เงินสนับสนุนทางด้านการทหารจากอเมริกา (Military Assistance)เพื่อมาปรับปรุงกองทัพของตน อเมริกาบอกไม่มีปัญหาและก็มอบให้ประเทศละ10 ล้านเหรียญ นายเคนเนธ บอกเงิน 10 ล้านเหรียญสำหรับอเมริกา มันกระจอกมากนะ มันเหมือนเป็นสินน้ำใจเท่านั้นแหละ เอาไปทำอะไรจริงจังไม่ได้หรอก just a token, it was a symbolic aid, it didn’t amount to much!

ท่านผู้อ่านนิทานจิกโก๋ปากซอยมาแล้ว คงจำกันได้เงิน 10 ล้านเหรียญที่อเมริกาบอกว่า just a token นั้น หลังจากอเมริกาโยนเงินจำนวนกระจอกนี้มาให้ไทย สมัยจอมพล ป. ใส่หมวกแล้วชาติเจริญเป็นนายกรัฐมน ตรี อเมริกาก็จับมือไทยแลนด์สมันน้อย ทำสัญญาทาส ผูกคอตัวเอง เป็นสัญญาที่กระทรวงต่างประเทศไทยเรียกกันว่าสัญญา JUS MAC (Joint US Military Assistance Co-operation) ซึ่งสัญญานี้ยังมีผลผูกพันอยู่จนทุกวันนี้ และทำให้อเมริกาสามารถเอาไปใช้ เป็นข้ออ้างในการที่จะมาตั้งฐานทัพในเมืองไทยได้ตลอดเวล

อ่านตรงนี้กันหลายๆ หนหน่อยนะครับ เรากำลังจะเข้าสู่การปฏิรูปประเทศ ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้าใครต่อไป ก็อย่าลืมตามหาสัญญานี้ และยกเลิกมันเสียที ทหารและกระทรวงต่างประเทศ นั่งทับนอนอมพะนำมาจะ 60 ปีแล้ว โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราควรเปลี่ยนความคิดบ้าง อย่าทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ท่องว่าฝรั่งคือ คุณพ่อ มากว่า 60 ปีแล้ว เหลือเชื่อจริงๆ มันจะเหมือนเราขายอธิปไตยของประเทศในราคา 10 ล้านเหรียญเลยนะครับ

Scroll to Top