เล่ม ๕ ‘นักล่า’
แกะรอยเก่า
ตอน (8) สำรวจลึก
นายเคนเนธจัดหลักสูตรปรับพื้นสนามล่า ให้การอบรมแก่เหล่าสมุนนักล่าอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นก็มีคนอื่นมารับหน้าที่ปรับพื้นสนามต่อ ตัวเขาย้ายกลับไปอยู่กระทรวงต่างประเทศ เดินแกว่งไปมาอีกรอบ จนค.ศ.1966 เพนตากอน (Pentagon) มีงานพิเศษ Advanced Research Project Agency (ARPA) ต้องการได้ข้อมูลแบบละเอียดเหมือนทำสารานุกรม เกี่ยวกับพื้นที่แถวอีสานเหนือของไทย ที่อเมริกามาสร้างสนามบินไว้หลายแห่ง เพื่อให้เครื่องบินรบของอเมริกาบินไปถล่มเวียดมินท์ เวียดนามหรือกัมพูชา ข้อมูลที่เพนตากอน ต้องการอยู่แถวอีสานตอนบน แถบนครพนม มุกดาหารและเส้นทางตามแม่น้ำโขงนั้นแหละ
ซึ่งอเมริกาอ้างว่า ต้องการข้อมูลเพิ่ม หัวหน้าทีมชื่อวิลเฟรด สมิธ (Wilfred Smith) ถูกตามตัวมาจากอียิปต์ (!?) เพื่อมาคุมทีมทางเพนตากอน ขอให้นายเคนเนธ มาด้วยพร้อมกับนักธรณีวิทยา นักวิทยา ศาสตร์ ผู้ชำนาญด้านเกษตรกรรม และสภาพอากาศ นายสมิธ ตามประวัติบอกว่าเกิดและโตที่เมืองจีน พ่อแม่เป็นมิชชันนารี (อีกแล้ว!) ต่อมาเป็นทหารอเมริกัน และล่าสุดสังกัดหน่วย OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ชำนาญด้านระบอบคอมมิวนิสต์ ชนิดติดตามแบบวันต่อวัน ประธานาธิบดีเคนเนดี้ประทับใจมาก ให้ไปจิกตัวกลับมาจากอียิปต์ เพื่อมาคุมงานนี้ แต่เพื่อไม่ให้สมันน้อยตกใจจับไต๋ได้แทน ที่จะมาในนาม ARPA เขาใช้ชื่อบริษัท Philco บังหน้า จึงเรียก Philco Project
บริษัท Philco นี้ เป็นคู่สัญญากับกองทัพอเมริกา รับงานสร้างและติดตั้งเครื่องมือสื่อสาร ตั้งแต่ชิ้นส่วนเล็กไปจนถึงสร้างสถานีส่งเรดาห์สัญญาณสื่อสารและดาวเทียม เขามาทำอะไรมาสำรวจอะไร นายเคนเนธ ไม่ได้โม้ให้ฟัง บอกว่ามาสำรวจอยู่กว่า 3 เดือน และเขาได้พบกับนายพจน์ สารสิน (อีกแล้ว!) ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีด้านพัฒนาสังคมของเมืองไทย ซึ่งอำนวยความสะดวกให้คณะสำรวจอย่างดี
ก็น่าสนใจการสำรวจครั้งนี้ หัวหน้าทีมชำนาญด้าน คอมมิวนิสต์ มาสำรวจพื้นที่บ้านเรา แถบที่พวกเขามาสร้างสนามบินไว้ แต่หอบเอานักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์มาด้วย จะว่ามาสำรวจเพื่อสร้างสนาม บินเพิ่ม มันก็จะมากไปหน่อย จะตั้งสนามบินแฝดหรือไง หรือว่ามีอะไรพิเศษที่นักล่าสนใจรู้เค้ามา แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะรู้เรื่องกับเขาหรือเปล่า
พอจำกันได้ไหมครับ เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงอันลือชื่อของไทยเรา ถูกค้นพบโดยนายสตีเฟน ยังก์(Stephen Young) ลูกชายของทูตเคนเนธ ยังก์ (Kenneth Young) ประจำประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.1966 ตอนนั้นนายสตีเฟน เพิ่งอายุประมาณ 15 – 16 ปี ยังเรียนหนังสืออยู่มัธยม มันเหลือเชื่อน่าสงสัยขนาดไหน ลองไปหาอ่านกันดู นายสตีเฟน ยังก์ ล่าสุดดำรงตำแหน่ง Global Exclusive Director ของ Caux Round Table
และหวังว่ายังคงไม่ลืมค่ายรามสูร (ถ้าจำไม่ได้ ช่วยกลับไปอ่านจิกโก๋ปากซอยนะครับ) ที่นักล่าสร้างไว้ที่อุดร ใหญ่ชนิดมีสนามกอล์ฟและสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก มีพนักงาน 2,000 คน เอาไว้ดักฟังสัญญาณต่างๆ ได้ถึงดาวอังคาร เมื่อสงครามเวียดนามเลิก อเมริกาบอกปิดค่ายรามสูรอพยพกลับบ้าน แต่ข่าววงในบอกว่าอพยพแต่เจ้าหน้าที่ แต่เครื่องมือย้ายมาอยู่แถวบางเขน บ้างก็ว่าอยู่ทุ่งมหาเมฆ แต่สรุปว่า เอาแค่ป้ายชื่อค่ายรามสูรออก ขนคนทำงานประเภทเสมียนกลับอเมริกา ส่วนคนไทยก็ปลดออก แล้วย้ายเรดาห์ทั้งหมดมาอยู่ในที่กรุง เทพแทน! แหม! ดักฟังได้ชัดเจนกว่า นายกรัฐมนตรีคนไหนของไทยจะกระ แอม จะคุยกับอาเฮียหรือจะเรียก20 เรียก 30 กับมันได้ยินกันหมด แล้วมันจะไม่อยู่ในมือเขาหรือ
แล้วไอ้เรื่อง Philco Project นั้นมันจะเกี่ยวข้องกับบ้านเชียงหรือเปล่า มันน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย กรมศิลปากรทั้งกรมค้นหามาไม่รู้กี่สิบปีไม่เจอซักกะหม้อ แหม พอหนุ่มน้อยอายุ 15-16 ปี เดินเล่นชมนกชมไม้ (ไปตามที่เครื่องมือของ Philco Project มันทำทางไว้ ! ?) ดันเจอหม้อไหอายุ5000 ปี เต็มไปหมด เด็กอะไรมันเก่งขนาดนั้น แล้วมันจะเกี่ยวกับน้ำมัน ที่ภายหลังต่างชาติ โดยเฉพาะ Chevron เขาสำรวจเจอน้ำมัน ได้สัมปทานช่วงปี 1970 ต้นๆ เพียบเลยหรือเปล่า
นี่ยังไม่นับรวมแร่ธาตุและทองอีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่สำรวจเจอ แต่ปิดปากกันเงียบรู้กันเฉพาะวงในสุดๆ เช่น โปแตส ซึ่งเป็นแร่สำคัญ เป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมเกือบทุกชนิด เป็นส่วนผสมของการทำระเบิดขนาด เล็กไปถึงขนาดปรมาณู มีมากอยู่แถวอีสานเหนือนั้นแหละ ใครวิ่ง ใครได้สัมปทาน ก็ไปสืบกันดู และไอ้เจ้าโปแตสนี้ มีอยู่มากที่อัฟกานิสถาน นักล่าถึงยังเล่นรบอยู่แถวนั้น ไม่เลิกเสียที ก็ลองคิดนอกกรอบกันดูบ้างแล้วกัน
หลังจากนายเคนเนธ จัดอบรมหลักสูตรปรับพื้นสนามล่าได้ประมาณ 2 ปี วันหนึ่งในปี ค.ศ.1963 นายอเล็กซิส จอห์นสัน (Alexis Johnson) ก็เข้ามาเยี่ยมระหว่างการฝึกอบรมและประกาศว่า นายเคนเนธทำหน้าที่ปรับพื้นสนามล่าได้ผลเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงจะให้นายเคนเนธ ไปทำหน้าที่สำคัญกว่านั้น โดยเป็น Dean of Area Studies for the Foreign Service Institute ซึ่งเป็นการสร้างหลักสูตรสำหรับโปรแกรมต่างๆ ทั่วโลก เป็นงานนั่งโต๊ะ ซึ่งนายเคนเนธบอกว่า ไม่รู้ตัวเลย ว่าเขาถูกปลดจากที่ยืนบนแท่นที่มีไฟส่อง ไปนั่งโต๊ะทำงานในมุมมืด แต่งานมันมีมุมลึกกว่าเดิม ถึงจะลึกยังไง คงไม่สบกับอารมณ์ของนายเคนเนธ ซึ่งชอบเสนอหน้า เขาทนนั่งทำงานอยู่ที่สถาบันนี้อยู่ 2,3 ปี จึงออกไปทำงานเป็นศาสตราจารย์เต็มตัวใน American University ตามคำชวนของนายเออร์เนส กริฟฟิธ (Ernest Griffith) แห่ง Council for American Learned Studies
ตกลง ใครนะเป็นเจ้าของมิชชันนารี จากเมืองตรัง
นายกริฟฟิธ (Griffith) ขอให้เขาตั้งสถาบันเอเซีย ทั้งตะวันออกเฉียงใต้และเอเซียใต้ที่ American University ซึ่งนายเคนเนธก็ตกลง เขาคิดหลักสูตรและให้มีการสอนทั้งภาษาไทย พม่า เวียดนาม ฮินดู และอินโดนีเซีย ฯลฯ หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยดังๆ ต่างๆ ในอเมริกา ต่างพากันตั้งสถาบันทำนองนี้กันหมด ครอบคลุมไปหลายบริเวณ (area) เครื่องมือนักล่าแพร่หลายและใช้การได้อย่างดี นายเคนเนธ (หรือคนสร้างนายเคนเนธ) เป็นคนมองเห็นการณ์ไกลจริง
และก็สถาบันแบบนี้แหละ ที่ประมาณ 6,7 ปีมานี้ ไอ้โจรร้ายได้ส่งพวกอาจารย์นักบิด (เบือน) รุ่นใหญ่ ไปเป็นหัวหน้าภาควิชา โดยการสนับสนุนให้ทุนก้อนใหญ่ และการร่วมมือของพวกนักล่า ไปปรับหลักสูตรใหม่ โดย เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสถาบัน หลังจากนั้น บทความที่บิดเบือนเกี่ยวกับสถาบัน เขียนโดยสมุนนักล่า และขี้ข้าโจร ก็ทยอยกันออกมาจนถึงทุกวันนี้ และตอนนี้ก็กำลังโหมฟืนเพิ่มไฟ นักล่าและไอ้โจรร้าย ทำทุกวิถีทางที่จะเขย่าเสาหลักให้คลอน การครอบครองแดนสมันน้อยจะได้ง่ายขึ้น เลิกสงสัยกันได้ว่า เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
อเมริกาซึ่งเคยรู้จักเมืองไทยแบบลางเลือนรู้แค่ว่า เมืองไทยมีแต่คนฝาแฝดตัวติดกัน รู้จักสถาบันกษัตริย์ของไทยผ่านสายตาของนางพี่เลี้ยง ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและเพ้อเจ้อ เช่น นางแอนนา ลีโอโนเวนส์ (Anna Leonowens) ก็ได้ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป
คงต้องยอมรับว่า ฝีมือกระล่อนและความเป็นนักฉวยโอกาสของนายเคนเนธได้ผล ทำให้เครื่องมือนักล่าประเภทนี้ขึ้นอันดับ อเมริกาติดใจดัดแปลงเครื่องมือชนิดนี้ไปเรื่อยๆ นายเคนเนธ มาเป็นมิชชันนารี อาสามาทำงานในเมืองไทยเอง หรือจะมาด้วยเหตุผลอื่น เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเครื่องมือนักล่าเช่นนี้ ได้ผลอย่างชนิดเหลือเชื่อ การเรียนภาษาไทยจนเข้าใจและอ่านได้ ถึงขนาดอ่านขาดว่าม้าตัวเต็งชื่อ สฤษดิ์จะเข้าวิน ทำให้อเมริกาเดินงานได้ตามแผนที่วางไว้เกือบทุกอย่าง แบบนี้จะมีหรือที่ อเมริกาจะไม่เก็บเครื่องมือชนิดนี้ไว้ใช้ต่อ แค่ดัดแปลงใส่ app ใหม่ๆ เข้าไปเรื่อยๆ เท่านั้น
สถาบันเอเซียศึกษาไม่ว่าอยู่ในเมืองไทยหรือในอเมริกา มาจากไหน หนังสือเกือบ 2000 เล่ม และแผ่นที่หอบไป ขยายผลได้มากมาย มูลนิธิต่างๆ เช่น Asia Foundation … ได้ถูกนำมาก่อตั้งในเมืองไทยมีทั้งแบบโจ๋ง ครึ่มและปกปิด ครูบาอาจารย์หรือให้ทุนมันเข้าไป จะได้ไปรับวัฒนธรรมทางความคิดของอเมริกากลับเข้ามา เหตุการณ์ ค.ศ.1960 ที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ฉุนขาดจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
ผ่านมากว่า 50 ปี เรารู้กันบ้างไหมว่าเขาเอานายเคนเนธ 1,2,3… ถึง 1000 มาไว้บ้านเรากี่คนแล้ว ยกตัว อย่างเช่น นายเคนเนธรุ่นใหม่ ชื่อพี่เจฟเข้ามาเป็น Peace Corp อยู่ทางใต้ (เดินตามรอยกันมาเดี๊ยะเชียวนะ!) ตั้งแต่ยังแน่นหนุ่ม ตอนนั้นทั้งเหี่ยวทั้งล้านก็ยังอยู่เมืองไทย เข้าออกในที่สูงที่ลับที่แจ้ง บนเวทีลุงกำนันก็ไปขึ้นมาแล้ว ขนพรรคพวกมาอยู่ข้างเวทีเกือบทุกวัน สมัยหนึ่ง 3-4 ปีมาแล้วถึงกับจัดงานหาทุนให้พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง (ไม่เข็ดเรื่อง Lotus Project หรือไง ต้องให้แฉกันมาก กว่านี้มั้ย? ท่านใดอ่านแล้วงงก็ไปหาอ่านกันต่อในนิทานเรื่องจิ๊กโก๋ปากซอยนะครับ) ยังมีทุน การศึกษาต่างๆ เช่น American Field Service (AFS) ที่ให้แก่นักเรียนชั้น ม. ปลาย ก่อนเข้ามหา วิทยาลัยไปอยู่กับครอบครัวอเมริกัน ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม หลายๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังเข้มแข็งจัดงานเฉลิมฉลองมิตรไมตรีความเข้าใจอันดีของ 2 ประเทศอยู่ทุกปี ขนาดโดนเขาด่า เขามาแทรกแซงประเทศ คนพวกนี้ก็เหมือนจะเห็นบุญคุณของ 1 ปี ที่ไปอยู่กับเขามากกว่าแผ่นดินเกิดของตนเอง
นี่ยังไม่ได้พูดถึงครูบาอาจารย์ ที่ได้ทุนไปเรียนปริญญาตรี โท เอก ของ Asia Foundation, Fulbright, Ford Foundation, Rockefeller ฯลฯ อาจารย์ต่างๆ เหล่านี้ กลับมาสอนในมหาวิทยาลัยไทย แต่จัดหลักสูตรใหม่ตามที่ผู้ให้ทุนต้องการ เขารู้จักเรามากว่า 50 ปีแล้วจากที่แทบจะไม่มีใครในบ้านเมืองเขาได้ยินชื่อเมืองเราเลย จนเดี๋ยวนี้เขารู้จักบ้านเมืองเราทุกตารางนิ้ว รู้จักและใช้คนของเราทำงานเพื่อประโยชน์ของเขา เขาติดตามเราทุกย่างก้าว ครอบงำความคิด วัฒนธรรม การศึกษา ฯลฯ เราเกือบทุกเรื่อง โดยเราไม่รู้ตัวหรือรู้ตัว แต่ไม่รู้สึก ไม่ฉุกคิด ไม่เฉลียวใจ ไม่รับรู้ ไม่หวงแหน นี่ขนาดเขาใช้เครื่อง มือล่าระดับง่ามไม้เล็กๆ เขายังกวาดข้อมูล นำไปใช้เป็นต้นแบบเครื่องมือล่าให้แม่นยำขึ้นไปอีก แล้วถ้าเราเจอเครื่องมือล่าประเภทหัวเจาะ ไม่ว่าเป็นประ เภทหัวเจาะผมทอง หรือผมดำสัญชาติไทยแต่ใจเป็นอื่น ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อยในบ้านเรา และอาจจะกำลังถูกนำ มาใช้งานเร็วๆ นี้ แล้วเราจะนั่งไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปหรือครับ
หมายเหตุ : โพสต์ลงเพจนิทานเรื่องจริงฯ เมื่อวันที่ 17 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557
ปรับปรุง แก้ไขใหม่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559
(ตีพิมพ์ในเล่ม 5 ‘นักล่า’ หน้า 25)