ตกลงนายคิสซิงเจอร์ไม่ได้โม้ แต่พูดเรื่องจริงและไม่ใช่จริงธรรมดา แต่มันเป็นการประกาศ บอกทิศทางการ เมืองโลก ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันและจะเป็นต่อไปในอนาคต
คนแรกที่มองเห็นว่าน้ำมันคือ อาวุธที่สำคัญ สำหรับผู้ที่จะครองโลก ไม่ใช่นายคิสซิงเจอร์ แต่เป็นท่าน หลอดวินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีจอมแสบของอังกฤษ ซึ่งได้แถลงต่อ รัฐสภาอังกฤษ ตั้งแต่ยังมีตำแหน่งเป็นนายพลเรือ เมื่อ ปี ค.ศ.1919 ว่า
“เราจะต้องพยายามเป็นเจ้าของ หรืออย่างน้อยต้องควบคุมแหล่งน้ำมันให้ได้ ตามจำนวนที่เราต้อง การใช้ ไม่ว่าจากแหล่งน้ำมันที่เรามีเอง หรือมีอิทธิพลเหนือ” เรียกว่า เป็นคนมองไกลกว่ามือเอื้อมจริงๆ
แล้วเชื่อหรือไม่ว่า สงคราม การรุกราน การขัดแย้ง การอ้างเป็นผู้พิทักษ์ การอ้างเป็นผู้คุ้มครอง ฯลฯ ที่เกิดขึ้นในโลกในศตวรรษที่ผ่านมา และที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้ ล้วนเกี่ยวกับเรื่องการแย่งชิงน้ำมันเกือบทั้งสิ้น เพราะน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการครองโลก
ก่อนที่น้ำมันจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่ทุกชาติแสวงหาและต้องการเป็นเจ้าของ สิ่งมหัศจรรย์รุ่นเก่า คือ “ถ่านหิน” จะทำอุตสาหกรรมได้ต้องมีถ่านหิน ปลายศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเยอรมันพุ่งแซงหน้าอังกฤษ ที่อัตราความเร็วช้าลง
การผลิตเหล็กของเยอรมันแซงหน้าอังกฤษ การผลิตยา ปุ๋ยการเกษตร ทุกอย่างแซงหน้าอังกฤษ เพราะเยอรมันมีแหล่งถ่านหิน และเหล็กมหาศาลอยู่ในแคว้นรูลห์ (Ruhr) ที่สำคัญ เยอรมันกำลังคิดการใหญ่ วางแผนสร้างทางรถไฟ ยาวเข้าไปในอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman) ของตุรกี ปี ค.ศ.1899 แผนของเยอรมันทำท่าจะเป็นจริง เยอรมันได้ทำข้อตกลงกับตุรกี เพื่อสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด (Berlin Bagdad) เป็นการขยายตลาดการค้าของตนไปทางตะวันออก กะจะไปให้ถึงคูเวต (Kuwait) มันจะเป็นเส้นทางที่เร็วที่สุด และถูกที่สุดในการเข้าไปสู่แหล่งน้ำมันมหาศาลในภูมิภาคนั้น อังกฤษไม่ได้ฉลาดเป็นชาติเดียวนะ!
ข่าวนี้ทำให้อังกฤษเปลี่ยนจากมาดผู้ดี ทำท่าจะตั้งโรงงิ้วแทน จะยอมได้อย่างไร มันหักหน้ากันชัดๆ อังกฤษถือว่า กองกำลังทางเรือของตนนั้นสุดแข็งแกร่ง เป็นหน้าเป็นตา และที่สำคัญเป็นกลไกที่อังกฤษ ใช้ในการแสดงแสนยานุภาพ ในการเข้าไปยึดประเทศต่างๆ มาเป็นอาณานิคมของตนมาตลอดเวลา แต่ เรือจะแล่นได้ นอกจากใช้กำลังคนแล้ว ในสมัยต่อมาต้องใช้เครื่องจักรกล เครื่องจักรกลสมัยก่อน ใช้ถ่านหินจำนวนมหาศาล ซึ่งแน่นอนมันกินน้ำหนักเรือมาก
ย้อนไปประมาณปี ค.ศ.1882 เกิดมีนายพลเรือของอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งคิดนอกหัวสี่เหลี่ยม ผิดธรรมเนียมทหาร (เอะ ! หรือทหารหัวสี่เหลี่ยมนี้จะมีเฉพาะบางประเทศ?) ชื่อ ท่านหลอดฟิชเชอร์ (Lord Fisher) เห็นว่า น้ำมันน่าจะมีคุณสมบัติดีกว่าถ่านหิน เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่า ถ้าอังกฤษจะพัฒนาเปลี่ยนเครื่องจักรกลของกองทัพเรือ จากการใช้ถ่านหินเป็นน้ำมัน จะทำให้อังกฤษสามารถขยายกองทัพเรือได้ถึง 4 เท่า
นักการเมืองผู้ดีตาถลนออกมานอกเบ้า นี่มันบ้าหรือกินยาผิดวะ เรามีถ่านหินอยู่เต็มประเทศ คนของเราก็ขุดถ่านหินกัน จนหน้าดำมะเมี่ยมอย่างนี้ มันจะไปเลิกไปเปลี่ยนได้ยังไง เหมืองถ่านหิน เราก็เจ๊งหมดซิวุ้ย
คำทักท้วงแบบนี้เราจะได้ยินเสมอ เวลาที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรจากรูปแบบเดิมๆ ที่เคยชินกัน ใช้ได้เหรอ ใช่เหรอ ทำได้เหรอ แบบนี้มันต้องน้อยลงบ้างนะ ทุกอย่างมันจะก้าวหน้า ต้องมีคนคิดนอกกรอบ หรือ สร้างฝันก่อน และที่สำคัญ พยายามทำฝันนั้น ให้เป็นความจริง
เรื่องทำความฝันเป็นจริงนี่ ผมขอแทรกหน่อย คนส่วนใหญ่มักพยายามทำความฝันส่วนตัวให้เป็นความจริง เช่น ผมจะต้องมีเงิน 100 ล้านให้ได้….แต่น้อยคนมากที่จะฝัน เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ และยิ่งกว่าน้อยคนอีก ที่จะทำให้ความฝันนั้น …เป็นจริง …. ผมขอสดุดี ผู้ที่คิดฝันสร้างสิ่งที่ดีเพื่อผู้อื่น และพยายามทำให้ความฝันนั้นเป็นความจริงครับ
กองทัพเรืออังกฤษไม่สนใจคำทักท้วงของนักการเมือง กองทัพเขาไม่ได้เชื่อนักการเมือง จนแยกแยะไม่ออก แต่กลับก้มหน้าก้มตา ออกแบบเปลี่ยนเครื่องจักรกล เพื่อใช้น้ำมันแทนถ่านหิน ใช้เวลาดำเนินการไป 20 ปี กว่าจะสำเร็จ อังกฤษเหมือนวาสนาดี แต่กรรมยังบัง เกิดปัญหาคาดถึง แต่ยังแก้ไม่ได้!
อังกฤษไม่มีน้ำมันของตัวเองพอ!
อ้าว ! แล้วกัน และจำเป็นต้องรีบหาแหล่งน้ำมันเป็นการด่วน!
ฝันเกือบเป็นจริง แต่ยังไม่สลาย เพราะแอบคิดทางแก้ไว้แล้ว เพียงแต่มันต้องใช้เวลาปรุงหน่อย ท่านหลอดวินสตันจึงออกมาตั้งเข็มทิศใหม่ให้อังกฤษ … เราไปหาน้ำมันกันเร็ว รีบด่วน ทำยังไงก็ได้ … ตามแผน
แล้วการล่าอาณานิคมของอังกฤษ เพื่อเข้าไปถึงแหล่งน้ำมันก็ทยอยเกิดขึ้น
ช่วงประมาณ ค.ศ.1908เปอร์เซีย (หรืออิหร่านในปัจจุบัน) ค้นพบแหล่งน้ำมันในประเทศตนเอง อังกฤษจมูกไวได้กลิ่นก่อนใคร รีบวิ่งเป็นเจ้าแรก เข้าไปตีซี้เข้าไปทำสัญญาขอสิทธิพิเศษ สำหรับน้ำมันที่จะขุดได้ โดยตั้งบริษัทร่วมกับเปอร์เซีย ชื่อ Anglo Persian Oil Company (APOC) ซึ่งต่อมาภายหลังในปี ค.ศ.1954 ได้กลายเป็น British Petroleum Company (BP) ผู้ซึ่งเวลานี้มีชื่อเป็นเจ้าของแปลงสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน เกือบจะทุกแห่งในโลก รวมทั้งในดินแดนของสมันน้อย
แล้วฝนก็แล้งไปทั่ว… อังกฤษ น้ำมันขอดบ่อ ส่วนเยอรมันก็ใช่ว่าจะไปได้ไกลกว่า ในการศึกชิงน้ำมัน โครงการรถไฟของเยอรมันชักไปไม่ถึงฝั่ง เพราะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จำเป็นต้องหาเงินพวกมาช่วย เยอรมันกัดฟันแบกหน้าไปหาอังกฤษ ลูกเข้าเท้าอังกฤษอย่างเหลือเชื่อ อังกฤษรับปากจะช่วย แต่ทำทุกทางที่จะถ่วง แค่นั้นยังไม่ชั่วพอ กลับตัดหน้าเยอรมัน ไปแย่งทำสัญญาเช่าบ่อน้ำมันกับอิรักและคูเวต การวิ่งแข่งชิงแหล่งน้ำมันเข้มข้นขึ้น เยอรมันไม่รู้ไปทำอีกท่าไหน นอกจากจะได้ทำทางรถไฟสายเบอร์ ลิน แบกแดด (Berlin Bagdad) แล้วจักรพรรดิแห่งออตโตมาน ยังแถมให้สิทธิในการขุดหาแหล่งน้ำมันและแร่กว้าง 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางขนานกับทางรถไฟ… นี่มันทำให้อังกฤษถึงกระอักโลหิต ศึกชิงน้ำ มันของจริงจึงเริ่มขึ้น ระหว่างมวยคู่อังกฤษกับเยอรมัน
สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ความตั้งใจ ของบริษัทน้ำมันสัญชาติเยอรมันที่จะไม่ขึ้นกับ กลุ่มผลประโยชน์ของตระกูลหินร่วง ร้อกกี้เฟลเลอร์ ชะงักงัน ขณะนั้นอเมริกาผลิตน้ำมันมากกว่า 63% ของน้ำมันโลก รัสเซีย 19 % เม็กซิโก 5 % และอังกฤษ โดย APOC ยังเป็นละอ่อนหน้าใหม่ในตลาด ตั้งตัวยังไม่ติดผลิตไม่ได้เท่าไหร่ ท่านหลอดวินสตัน เชอร์ชิล ฮึดสู้ เกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลอังกฤษ ซื้อหุ้นข้างมากของ APOCและทำให้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของ BP ลูกพี่ใหญ่ในวงการน้ำมันต่อมา
ถึงตอนนั้น อังกฤษก็ประกาศกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่จะต้องครอบครองน้ำมัน และทำทุกอย่างที่จะกันเยอรมัน คู่แข่งออกไปจากเส้นทาง แม้จะต้องทำสงครามถ้าจำเป็น
เมื่อมียุทธศาสตร์เช่นนี้ อังกฤษก็เริ่มตั้งก๊วนกับฝรั่งเศสและรัสเซีย เพื่อต่อต้านเยอรมัน ซึ่งจับมืออยู่กับออสเตรียและฮังการี อย่านึกว่าผมทองเหมือนกันจะรักกันตลอดไป เรื่องผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งอย่างพวกผมดำ นึกว่าเขารักเขาอุ้มชู โน่นไปท้ายแถวเลย และเมื่อไหร่เขาใช้จนหมดประ โยชน์ เขาก็จัดการห่อใส่ผ้า เอาลงหีบเก็บถาวร เข้าใจไหม ใครที่คิดว่าเขากำลังอุ้ม ยังยืนลอยหน้าลอยตาอยู่นะ พี่เลี้ยงอ่านตอนนี้ให้ฟังหน่อยนะ แต่สงสัย หนูเอ๋อ ก็คงฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี ฮา
แผนของอังกฤษเริ่มจะเห็นผล ถึงปี ค.ศ.1914 สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้น
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ต่างกับสงครามอื่นๆ ฉ.ห. กันทั่วหน้า ทำสงครามกัน ทั้ง ๆที่รู้ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร!
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้อังกฤษ ล้มละลาย แต่เขาว่าคนล้มอย่าเพิ่งข้าม อังกฤษล้มจริง แต่มันล้มบนฟูก เพราะหลังจากนั้น ก็เกิดการสุมหัวรวมตัว กับนักธุรกิจใหญ่ของอเมริกากลุ่มมอร์แกน (House of Morgan) สร้างกลยุทธกันใหม่ นักเล่นกลไม่ได้มีเจ้าเดียว
ผลของสงครามโลกทำให้อาณาจักรใหญ่ 4 แห่งย่อยยับ อาณาจักรออตโตมาน–ตุรกี (Ottoman–Turkey), ออสเตรีย ฮังการี (Austria–Hungary), เยอรมนี (Germany), รัสเซีย (Russia) และรวมทั้งอังกฤษเองด้วย แต่แท้จริงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นแผนเล่นกลของพวกผมทองกร่างเก่า กร่างใหม่ เพื่อวางแผนจัดสรร การครอบครองแหล่งน้ำมันเสียใหม่ แต่เจ้าของแหล่งน้ำมัน รวมทั้งก๊วนที่เล่นเกมสงครามด้วยกันมา ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ดูเกมนี้ไม่ทัน
อังกฤษมีแผนที่จะเข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันที่อ่าวเปอร์เซีย (Arabian Gulf) แต่ปิดเงียบไม่บอกใคร ปี ค.ศ.1917 อังกฤษ ประกาศสนับสนุนให้ชาวยิวได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนคือ ปาเลสไตน์ (Palestine) รัฐบาลอังกฤษไม่ได้คิดเอง แต่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลในชนชั้นสูงของอังกฤษคือ The Royal Institute for International Affairs หรือ Chatham House เป็นมันสมองให้กับรัฐบาลอังกฤษ สนับสนุนให้ชาวยิว กลับไปครอบครองปาเลสไตน์ แผ่นดินที่ล้อมรอบไปด้วย ประเทศแถบบอลข่าน (Balkan) และกลุ่มประ เทศอาหรับ
แผนเล่นกลนี้ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางระหว่าง ประเทศอาณานิคมของอังกฤษในอาฟริกา ใต้ ซึ่งเต็มไปด้วยเหมืองทองและเพชร ข้ามมายังอียิปต์และคลองสุเอซ ผ่านอิรักและคูเวต มาเปอร์เซีย (อิหร่าน) มาถึงตะวันออกทางอินเดีย ซึ่งรวมถึงปากีสถานและบังคลาเทศ มันเป็นแผนที่ลึกซึ้งมาก ถ้าทำสำเร็จหมายถึง การเข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันที่มีค่ามหาศาล ก่อนที่เจ้าของแหล่งน้ำมันเองจะรู้ตัว
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยังไม่เห็นชัดว่าใครจะเป็นแชมป์ครอง โลก ระหว่างอังกฤษกับอเมริกา กลยุทธที่ต่างฝ่ายวางกันไว้ ยังไม่ถึงผลสำเร็จ จะครองโลกให้หมดจดต้องใจเย็นๆ อังกฤษก็มีแก้ว 3 ประ การเหมือนกัน ตั้งเข็มทิศไว้ ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ก่อนอเมริกาจะนึกเอาอย่าง
– ควบคุมเส้นทางเดินเรือทะเล
– ควบคุมการเงินและการธนาคาร
– ต้องมีทรัพยากรที่เป็นผลต่อยุทธศาสตร์
(ไอ้พวกคิดจะครองโลก มันไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ท่านผู้อ่านนิทานลองสังเกตดู มันมีกลเล่นไม่กี่แบบหรอกครับ ดูไปแล้วกัน)
อังกฤษลำพองคิดว่า กำจัดเยอรมันออกไปนอกเส้นทางแล้ว จากเกมที่วางไว้โดยสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่อเมริกาดันมายืนขวางอยู่ในเส้นทางของน้ำมัน เพราะ Standard Oil ยังอยู่ดี
อังกฤษต้องทำงานหนักขึ้นวางหมากให้ลึกซึ้งขึ้นในปี ค.ศ.1921 วินสตัน เชอร์ชิล เป็นรมต.ว่าการกิจ การอาณานิคมของอังกฤษ เขาตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ เพื่อมาดูแลตะวันออกกลางโดยเฉพาะ และเข้าไปควบคุมกิจการของ Anglo Persian Oil ผลคือ บริษัทน้ำมันของอเมริกา หมดโอกาสได้สัมปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง
นี่ขนาดเป็นซี้กันนะ แต่เรื่องน้ำมันนี่ ซี้ก็ซี้เถอะ อย่าแหยม!
แต่อเมริกาไม่ใช่มือใหม่ในเรื่องน้ำมัน เพียงแต่ยังไม่อยากทะเลาะกับลูกพี่อย่างอังกฤษ โดยไม่จำเป็น ว่าแล้วจิ๊กโก๋ก็เปลี่ยนทิศไปทางเม็กซิโก ละตินอเมริกา ก่อน (ก็ได้วะ!)
เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้ยินเสียงคำราม ค.ศ.1920 อังกฤษประกาศอย่างภาคภูมิว่า รัฐบาลของอังกฤษจะควบคุมและครอบครอง แหล่งน้ำมันทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ! มันกร่างจริง ! ทั้งหมดนี้ใช้มือปฏิบัติการคือ
– Royal Dutch Shell ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Standard Oil ของพวกโคตรรวยหินร่วง (Rockefeller)
– Anglo Persian Oil Company ซึ่งตกเป็นของอังกฤษและใช้ชื่อใหม่ว่า British Petroleum (ตัด Persia ทิ้งลงถังขยะไป)
– D’ Arcy Exploitation Company ซึ่งดูแลโดยหน่วยสืบราชการลับต่างประเทศของอังกฤษ
– British Controlled Oilfields (BCO) ซึ่งรัฐบาลอังกฤษถือหุ้นอย่างไม่เปิดเผย
อเมริกาชักเริ่มเขม่นหน้าอังกฤษ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ไม่ใช่แต่ในเรื่องการเมือง ในเรื่องน้ำมัน น่าจะยิ่งหนักกว่า…
รัสเซียมีแหล่งน้ำมันใหญ่ที่บากู (Baku) ทั้งอังกฤษและอเมริกาต่างพยายามเข้าไปจีบรัสเซีย แต่อังกฤษได้ เปรียบกว่า เพราะสภาพภูมิศาสตร์ แต่อเมริกาก็พยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกทาง ที่จะตัดหน้าอังกฤษ แต่แล้วฝันของทั้งอังกฤษและอเมริกาก็สลาย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก๊วนอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จับมือกัน บี้เยอรมันในฐานะผู้แพ้สงคราม ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย (Versailles) เยอรมันต้องสูญเสียแคว้นอัลซาส-ลอเรน (Alsace – Lorraine) ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ กองทัพเรือแตก ทางรถไฟถูกยึดฯลฯ ทั้งหมดเป็นการบดขยี้ ให้เยอรมันเหลือแต่ซาก ฝ่ายอังกฤษ ยื่นข้อเสนอให้เยอรมันตอบภายใน 6 วัน… แลกเอานะ เยอรมันจะจ่ายเงินจำนวน 132 พัน ล้านมาร์คทองคำ หรือจะให้พวกเราเข้าไปยึดแคว้นรูลห์ (Ruhr) ของยู
เยอรมันยอมจ่ายเงิน แล้วทองของเยอรมัน ก็ย้ายที่ไปอยู่ที่อังกฤษแทน ผลที่ตามมาคือ หายนะของเศรษฐกิจและระบบการเงินของเยอรมัน
แต่พอถึงปี ค.ศ.1922 เยอรมันกับรัสเซีย กลับทำเอาเซียนกระเป๋าฉีก วางแผนขยี้เสียอย่างดี รัสเซียเกิดใจดียกหนี้ให้เยอรมัน แลกกับเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมของเยอรมัน เยอรมันรอดตาย นอกจากไม่ตายแล้วยังฟื้นขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง อย่าประเมินเยอรมันผิด แค้นนี้ต้องชำระ ทำไมรัสเซียถึงเกิดใจดี!?!