หลุยส์ เกิร์สต์เนอร์ จบวิศวฯ จากดาร์ทมัธ (Dartmouth) และ โรงเรียนบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) อีกเหมือนกัน เป็นสมาชิก CFR และเป็นสมาชิกบิลเดอเบิร์ก (Bilderberg Group) ที่เป็นเครือข่ายกับ CFR ด้วย เรียกว่าประทับ 2 ตราเลย นอกจากนี่เขายังเป็นกรรมการอยู่ใน American Express, AT& T, Nabisco Holdings, Daimler Chrysler เหมากันทั้งเครือ
เกิร์สต์เนอร์ ให้สัมภาษณ์กับ Washington Post ก่อนเริ่มงานกับคาร์ไลล์ว่า เดวิด รูเบนสไตน์ (David Rubenstein) (หนึ่งในผู้ก่อตั้งคาร์ไลล์) โทรมาชวนเขา ถามว่า สนใจจะมาร่วมงานกันที่คาร์ไลล์ไหม
เกิร์สต์เนอร์บอกว่า เขาไม่รู้จักคาร์ไลล์ กรุ๊ปเลย เขารู้จักแต่โรงแรมชื่อคาร์ไลล์ ที่ นิวยอร์ก แต่เขาก็ไปพบกับพวกคาร์ไลล์ตามนัด
เมื่อเจอกัน เกิร์สต์เนอร์ก็ถามคำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ภาระหนี้สินของบริษัท ฯลฯ …มันเป็นคำถามที่ ว่าที่ ซีอีโอทุกคนต้องอยากรู้ก่อนจะไปทำงานด้วยน่ะ เป็นกองทุนส่วนบุคคลใ่ช่มั้ย ก็ต้องทำความรู้จักหน่อยสิ… เกิร์สต์เนอร์เล่า
เกิร์สต์เนอร์บอกว่า เขาคงไม่ลืมไปตลอดชีวิต เพราะบิล คอนเวย์ (Bill Conway) (หมายเลขหนึ่งของผู้ก่อตั้งคาร์ไลล์) บอกว่า … นี่ ลู..เราไม่ได้กำลังมองหา “บอส” นะ…
เกิร์สต์เนอร์กลับบ้านไปนอนคิด เขากำลังถูกทามทามให้เป็น “ที่ปรึกษา” นะ ไม่ใช่ “นาย” เขาเคยเป็น “นาย” ที่ดูแลพนักงาน 350,000 คน ใน 170 ประเทศนะ ส่วนคาร์ไลล์มีคนทำงาน แค่ 1,600 คน และ มี คน 3 คน เป็น (ตัวแทน!) เจ้าของ …
แต่ในที่สุดเกิร์สต์เนอร์ก็ตกลงทำงานที่ คาร์ไลล์ กรุ๊ปอยู่ถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ถึง ค.ศ.2008 โดยข่าวประชาสัมพันธ์ของคาร์ไลล์ บอกว่า เกิร์สต์เนอร์เป็นซีอีโอ แต่เจ้าตัวบอกว่า เขาก็เป็นแค่ที่ปรึกษา
และช่วงนั้นคาร์ไลล์ก็เหมือนจะเงียบไป ไม่รู้ว่าเพราะเกิร์สต์เนอร์ มือไม่ถึง หรือถูกมัดมือ ปิดปาก แต่ก็ทำให้เห็นว่า คาร์ไลล์ กรุ๊ปนั้น ไม่ธรรมดา
…ไอบีเอ็ม กลายเป็นกระจอกไปเลย เมื่อเทียบกับเงาของ (เจ้าของ) อินทรีตัวจริง…
แต่คาร์ไลล์ไม่ได้เงียบไปจริงๆหรอก คาร์ไลล์ยังอยู่ดี และยังควบคุมความมั่นคงของอเมริกาอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการควบคุม เป็นแนวอื่นที่ไม่โฉ่งฉ่าง ชาวบ้านจะได้ไม่รู้เรื่องการที่มีบูซ อัลเลน แฮมิลตัน บริษัทลูกของตัว เข้าไปทำหน้าที่ “ดูแล” ด้านวางระบบไอที เก็บข้อมูล จัดระบบป้องกัน ฯลฯ ของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆของรัฐบาล ก็เหมือนบูซ อัลเลน แฮมิลตัน หรือจริงๆ ก็คือคาร์ไลล์ ได้คุมความมั่นคงของอเมริกา อย่างเงียบๆอยู่แล้ว
สรุปว่า ความมั่นคงของอเมริกาอยู่ในมือ คาร์ไลล์ ก็คงไม่ไกลความจริงมากนัก
คนที่น่าจะรู้ดีว่า ในที่สุดความมั่นคงของอเมริกา จะไปอยู่ในมือของคาร์ไลล์คือ ประธานาธิบดีบุชคนลูก หรือ คนที่สั่งให้บุชไปดำเนินการ…
ปี ค.ศ.2007 ท่านนายพลเรือจอห์น ไมเคิล แมคคอนเนลล์ (ไมค์) (John Michael McConnell) (Mike) ยังทำงานอยู่ที่บูซ อัลเลน แฮมิลตัน
ก่อนหน้าที่จะไปทำงานที่ บูซ อัลเลน ท่านนายพลทำงานในหน่วยงานของรัฐมาแล้วเกือบ 30 ปี อยู่แต่ในสายงานข่าวกรองกับความมั่นคงทั้งนั้น ตั้งแต่เป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ของกองทัพเรือ จนขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสภาความมั่นคงแห่งชาติ National Security Agency (NSA) ในช่วงปี ค.ศ.1992 ถึง ค.ศ.1996 หลังจากนั้น ก็มาเป็นที่ปรึกษาด้านงานข่าวกรองให้แก่ โคลิน พาวเวล (Colin Powell) เมื่อ พาวเวล เป็นหัวหน้าคณะทำงานของบุช และรวมทั้งยังทำงานให้เหยี่ยวกระหายเลือดตัวจริง ดิ๊ก เชนี่ย์ (Dick Cheney) เมื่อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมด้วย ยังไม่หมดครับ นายพลไมค์ยังเป็นหัวหน้าคณะทำงานให้ซีไอเออีกด้วย
หลังเหตุการณ์ 911 หน่วยงานด้านข่าวกรองของอเมริกา ถูกตำหนิว่า ล้มเหลวในงานด้านการข่าว จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ 911 และหน่วยงานที่ถูกด่ามากที่สุดคือ สนง. ซีไอเอ สุดโปรดของผม เพราะช่วงนั้น ตามกฎหมาย ผอ. ซีไอเอ คือ หัวหน้างานข่าวกรองทั้งหมดของอเมริกา ปล่อยให้เขาเอาเครื่องบินลำเบ้อเริ่มบินชน จนตึกถล่มโดยไม่รู้ตัวได้ยังไง
ขายหน้าฉิบหาย น่าจะเอาหัวใส่ปี๊บให้หมด
หลังจากเกิดเหตุ ปี ค.ศ.2002 วุฒิสมาชิก 3 คนของอเมริกา นำโดยคุณเจย์ ร้อกกี้ (ไม่น่าแปลกใจนะครับ) จึงเสนอ ให้มีการปรับปรุงงานข่าวกรองของอเมริกาเสียใหม่ และเสนอให้มีการตั้งตำแหน่งใหม่ คือ ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ Director of National Intelligence (DNI ) เพื่อคุมงานข่าวกรองของอเมริกาทั้งหมด แทน ผอ. ซีไอเอ และที่ร้ายกาจ ผอ. ซีไอเอ กลับต้องรายงานการปฏิบัติการทั้งลับ ทั้งสว่าง กับท่าน ดีเอ็นไอ ด้วย
คาวบอยบุชไม่ขัดใจ จัดการออกเป็นกฎหมายใหม่ ในปี ค.ศ. 2004 ซีไอเอ หน้าแหกปิดเงียบ เล็กไปจม แต่ยังรังแกเพจเล็กๆ ของลุงแก่ๆ ได้น่า (อย่างนี้ มึง ควรขอบใจผม ที่ยังมีงานทำ)
DNI คนแรกคือ จอห์น เนโกรพอนที (John Negroponte) อดีตทูตอเมริกาประจำอิรัก ซึ่งมีเสียงลือว่าเป็นเสือกระดาษ DNI ไม่มีอำนาจจริง
ปี ค.ศ.2007 คาวบอยบุชจึงไปอุ้มนายพลไมค์ เขี้ยวลากมาจากบูซ อัลเลน แฮมิลตัน เพื่อมารับตำแหน่ง เป็น DNI คนใหม่….. เยี่ยมจริงๆ โปร่งใส มีธรรมาภิบาลมาก…
ท่านนายพลไมค์ มาปรับปรุงหน่วยงาน NI ใหม่ เพิ่มฝ่าย เพิ่มแผนก เพิ่มคน เพิ่มงาน เตรียมพร้อมสำหรับงานที่จะต้องทำต่อไปคือ ประสานงานกับบูซ อัลเลน แฮมิลตัน ที่ตัวเองเคยคุมอยู่เรียกว่า มาจัดบรรยากาศการทำงาน ให้ลูกน้องทำงานคล่องสบายใจ แม้จะเปลี่ยนสถานที่ทำงาน และเมื่อท่านนายพลหมดเทอมจาก NI เขาก็กลับมารับตำแหน่งรองประธานกรรมการของ บูซ อัลเลนต่อ…โปร่งใสดีนะครับ
ตกลงไม่รู้ บูซ อัลเลน เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ เป็นหน่วยงานของบูซ อัลเลน กันแน่…. แต่ที่แน่ๆ บูซ อัลเลนเป็นสมาชิกสำคัญของ CFR ประเภทบริษัท
มีสื่อตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหนู สโนว์เดน ที่เข้าไปทำงานใน บูซ อัลเลนนั้น เขาเลือกเข้าไปทำงานที่นั่น เพราะรู้ว่า บูซ อัลเลนทำงานให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ หรือ … บูซ อัลเลนเป็นผู้เลือก สโนว์เดน เอาไปใช้เป็นเหยื่อ เพื่อให้รัสเซียกินเบ็ด
มันเป็นรายการวางป้ายลวงให้กับรัสเซีย….. หรือการออกข่าวแบบนี้….เป็นป้ายลวงให้เราๆ สงสัย…
แต่คุณพี่ปูติน เคจีบีเก๋า น่าจะรู้ดีว่า ใครกำลังเป็นเหยื่อใคร…
ในปี ค.ศ.2010 ช่วงที่นายพลไมค์ ทำงานควบไปมาระหว่างด้านความมั่นคง กับบูซ อัลเลน มีสื่อนินทาว่า ดูเหมือนท่านนายพล ออกจะหนุนเหลือเกินนะ ให้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล เอาจริงกับเรื่องการป้องกันระบบข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล ที่ท่านนายพลอ้างว่า โดนมือดีเข้าไปฉกอยู่เรื่อย สื่อบอกว่า ท่านนายพลพูดทุกวันอย่างนี้ บูซ อัลเลนก็งานล้นมือแย่สิ และคนที่อิ่มแบบเงียบๆก็คือ คาร์ไลล์เจ้าของบูซ อัลเลน
ผ่านไป 2 ปีก็เกิดกรณีสโนว์เดน ตกลงการพูดเรื่องภัยของการถูกเจาะระบบข้อมูล มันเป็นการตลาดของคาร์ไลล์ หรือมันเป็นจุดโหว่ของอเมริกาด้านไซเบอร์ หรือมันเป็นแผนลวง เพื่อล้วงตับรัสเซีย…หรือมันเป็น ป้ายลวงกันหลายต่อ…..