เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’
ออตโตมาน
อิสตันบูล (Istanbul) ฤดูร้อน ปี ค.ศ.1914 เมืองหลวงของจักรวรรดิออตโตมาน เหมือนอยู่ไกลไปครึ่งโลก ห่างวังฤดูร้อนในบาด อิชชิล (Bad Ischl) ที่จักรพรรดิ ฟรานซ โยเซฟ (Emperor Franz Joseph)ที่ 1 ลงนามในแถลงการณ์ “To My People” เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1914 แจ้งให้ชาวออสเตรียรู้ว่า ออสเตรียได้ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย (Serbia) อย่างเป็นทางการแล้ว!
เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ที่อาณาจักรออตโตมานควบคุมทางใต้และตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่เมืองอเล็กซานเดรตต้า (Alexandretta) ถึงแอริส (Arish) และจากมาเกรบ (Maghreb) ไปถึงสุเอซ (Suez) ส่วนอัลจีเรีย (Algeria) และตูนีเซีย (Tunisia) ตกอยู่ในการดูแลของฝรั่งเศส ในขณะที่อังกฤษงาบ อียิปต์ไปเรียบร้อยแล้ว
ในปี ค.ศ.1911 อิตาลีได้ยึดหัวหาดอยู่ที่ลิเบีย ก่อนที่จะเกิดสงครามโลก อาณาจักรออตโตมานถูกรุมทึ้งจนเหลือเพียงตุรกี (เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) ตะวันออกกลางและอิรัก (เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) และดิน แดนยาวเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวอยู่แถบคาบสมุทรอาระเบียยาวไปถึงเยเมน
ตรงบริเวณนี้แหละ ตรงที่เป็นภาคใต้ของตุรกีปัจจุบัน ที่เป็นศูนย์กลางของสงครามในตะวันออกกลางในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนส่วนนี้ได้พยุงตัวด้วยความยากลำบาก เป็นเวลากว่า 400 ปี ที่จะให้อยู่รอดพ้นจากการเหลือแต่ชื่อ แต่แล้วพอถึงต้นศตวรรษที่ 20 ดินแดนส่วนนี้ก็ยิ่งอาการสาหัส กลายเป็นแดนวิกฤติ อย่างที่เรารู้อยู่ในปัจจุบัน บริเวณที่เมืองต่าง ๆ ในแถบนั้นต้องประสบกับความทุกข์ทรมานยาวหลายชั่วคน เช่น บาสรา (Basra), แบกแดด (Bagdad), อเลปโป้ (Aleppo), ดามัสกัส (Damascus), เบรุต (Beirut), กาซ่า (Gaza) และ สุเอซ (Suez) ฯลฯ เมืองที่เราเห็นชื่อตามสื่อและbreaking news ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแทบจะเลิกสนใจเพราะนึกว่าเอาเทปของเก่ามาเล่นซ้ำ
ความโชคดีของพวกที่อยู่บนดินแดนนี้ ที่มีทรัพย์ในดินอันมีค่าซ่อนอยู่ ทำให้พวกเขากลายเป็นคนโชคร้ายไปขณะเดียวกัน
การล่าเหยื่อเพื่อเอาทรัพย์ในดินที่ตะวันออกกลาง ไม่ว่าช่วงไหนจึงโหดร้าย ทารุณ อย่างน่าสงสาร และน่าสมเพช แม้ตัวนักล่า นักสร้างสงคราม จะแสดงบท ที่ดูเหมือนจะต้องการเพียงแค่ กำจัดอีกฝ่ายหนึ่งให้หมดไปจากทางเดินของตน ไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพล มีอำนาจมากกว่า ยิ่งใหญ่กว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายทำสำเร็จ และพยายามทุกอย่างที่จะขัดขวางกันและกันเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การแสดงบทนั้น มันเป็นการฉาบหน้า หรือ เป็นแค่หน้าฉากทั้งสิ้น
อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าข้างซ้าย สบโอกาสที่จะสลายอาณาจักรออตโตมาน ของนักไต่ลวดชาวตุรกี และยึดเอามาเป็นของตน เพื่อขยายอิทธิพลของตนไปทางตะวันออกกลางมากขึ้น ขณะนั้นอังกฤษมีอิทธิพลเหนืออียิปต์อยู่แล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1888 และเหนืออินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ.1857 ยังเหลืออาณาจักรออตโตมาน ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 อาณานิคมสำคัญ นี่ถ้าได้อาณาจักรออตโตมานอีกรายการ อาการฟันห่างระหว่างอียิปต์กับอินเดียก็จะแคบเข้ามา อังกฤษจะนั่งรอให้โอกาสวิ่งผ่านไป โดยไม่ฉวยได้อย่างไร ความคิดที่จะใช้สงครามโลกเป็นเครื่องมือถอนราก ถอนโคน อาณาจักรของนักไต่ลวด พร้อมกับการสกัดและทำลายเยอรมันที่คิดทาบรัศมีด้วยการสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด (Berlin Bagdad) ไปพร้อมกันจึงเกิดขึ้น
อาณาจักรออตโตมาน ตัดสินใจว่าจะวางตัวเป็นกลาง ก็เป็นคนป่วยนี่ ไม่แข็งแรงพอที่จะไปต่อสู้กับใครได้ อยู่เฉยๆ น่าจะดีและเหมาะกับสภาพของออตโตมานตอนนั้นมากกว่า สุลต่านผู้ครองจักรวรรดิออตโตมาน เป็นเสมือนหุ่นไม่มีอำนาจจริง หลังจากสุลต่านอับดุลฮามิด ที่ 2 (Abdul Hamid II) ซึ่งเป็นสุลต่านที่มีอำนาจคนสุดท้าย ถูกโค่นลงเมื่อปี ค.ศ.1908 แล้วสุลต่านคนต่อๆมา ก็หมกตัวอยู่แต่ในฮา เร็ม ให้รัฐบาลทหาร ซึ่งนำโดยสาม ปาชา (Three Pasha) เป็นผู้บริหารแทน ปาชาไม่ใช่พวกเคร่งศาสนาและออกจะเป็นพวกนิยมตะวันตกด้วยซ้ำ
เป็นทหารจะไปรู้เรื่องการค้ามากมายอะไร (ผมหมาย ถึงปาชานะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเขียนถึงทหารอื่น ซึ่งเก่งทั้งการทหาร การค้า การปกครอง และอื่นๆ อีกมากมาย) แล้วอาณาจักรออตโตมานก็ถึงเวลากระเป๋าแห้ง และฉีกขาดต่อมา เป็นหนี้ฝรั่งตะวันตกบานตะเกียง ชนิดไม่มีทางจะใช้คืน นอกจากจะเบี้ยวเขา หรือเป็นทาสเขาไปเท่านั้น
แล้วไงล่ะ ขอไปร่วมอยู่ฝั่งเดียวกับเขา เขาก็ถีบทิ้ง นักไต่ลวดจึงถลาลงพื้น หัวฟาดอย่างเดียวไม่พอ กระเป๋าฉีกขาดอีกด้วย ทั้งเจ็บ ทั้งจนขนาดนี้ จะมีทางเลือกอะไร จึงจำใจไปเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง
ตุลาคม ค.ศ.1914 ตุรกี (หรืออาณาจักรออตโตมานขณะนั้น) จึงประกาศตัวอยู่ฝ่ายเยอรมันกับพวกที่น่าจะกระเป๋าตุงเพราะทำซ่า ว่าจะสร้างทางรถไฟข้ามทวีป เบอร์ลิน แบกแดด ท้าทายชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย แต่ก่อนประกาศตัวอยู่กับฝ่ายเยอรมันเป็นทางการ คนป่วยตุรกีแอบทำสัญญาลับกับคุณหมอเยอรมัน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม
หลังจากนั้นไม่นาน เรือรบสัญชาติเยอรมัน 2 ลำ เอส เอ็ม เอส เกอเบิ้น (SMS Goeben) และเอส เอ็ม เอส เบรสเลา (SMS Breslau) ก็วิ่งมาเงียบ ๆ จากฝั่งตะวันตกของเมดิเตอร์เรเนียน ถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมื่อเทียบท่าเรียบร้อย ก็ทำพิธีส่งมอบให้ออตโตมาน ซึ่งขณะนั้นบอกว่า ยังเป็นกลางอยู่ออตโตมานตั้งชื่อเรือเสียใหม่ว่า เยวุส (Yavuz) และ มิดิลลิ (Midilli) ให้มีกลิ่นแกะตุรกีติดเรือ แทนกลิ่นไส้กรอกกับผักดองเปรี้ยวของเยอรมัน พลประจำเรือชาวเยอรมันยังไม่ได้หายตัวไปไหน แค่เปลี่ยนชุดและใส่หมวกตุรกีแทนเท่านั้น
เป็นคนป่วยที่ดูเหมือน ยังมีเหลี่ยมติดตัวอยู่ไม่น้อย
หลังจากนั้นเรือรบ 2 ลำ ก็เดินทางต่อไปถึง Golden Horn และต่อไปที่เมืองดาร์ดาแนล (Dardanelles)
แล้วปฏิบัติการยั่วยวนก็เกิดขึ้น ออตโตมานและเยอรมัน ได้ปิดทางเชื่อมระหว่างรัสเซียออกจากพวกคือ ฝรั่งเศสและอังกฤษ หลังจากนั้นเครื่องบินรบติดธงออตโตมาน ก็บินขึ้นจากเรือรบเกอเบิ้น (Goeben) ถล่มท่าเรือรัสเซียที่ทะเลดำ
การยั่วยวนได้ผล ต้นเดือนพฤศจิกายน รัสเซีย อังกฤษและฝรั่งเศส ก็ประกาศสงครามกับจักรวรรดิออตโตมาน
อังกฤษพยายามที่จะทลายการปิดกั้นเส้นทางที่ช่องแคบดาร์ดาแนล (Dardanelles) และยึดเมืองคอน สแตนติโนเปิล ด้วยการยกโขยงกองทัพเรือของตน มาพร้อมกับของฝรั่งเศสมาทางแหลมแกลลิโปลี(Gallipoli) การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งทางเรือและทางบก ผลสุดท้ายคนป่วยออตโตมานที่มีหมอดี ยาดี ยี่ห้อเยอรมัน ก็ลุกขึ้นกวาดกองทัพอังกฤษแตกกลับลงทะเล ผลของคนป่วยได้ยาดี ทำให้ท่านหลอดวินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) แม่ทัพเรือ ยื่นใบลาออกเพราะแพ้คนป่วย จะแก้ตัวยังไงดี ลาออกง่ายกว่า
ผลการประเมินคนป่วยผิดพลาดนี้ ทำให้เกิดบาดแผลมากมาย ทหารของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ลูกกระเป๋งของอังกฤษตายเป็นเบือ จนเดี๋ยวนี้ทั้ง 2 ชาติ ยังลืมสงครามคนป่วย
ความพ่ายแพ้ที่แหลมแกลลิโปลี (Gallipoli) ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอังกฤษ เปลี่ยนยุทธ ศาสตร์การรบใหม่ หลังจากแผนการตีกล่องดวงใจของออตโตมานล้มเหลว อังกฤษเปลี่ยนแผนเป็น ไล่เซิ้งเมืองรอบนอกให้ยับเยินแทน เป้าหมายมุ่งไปที่เมืองที่มีชาวอาหรับอ่อนแอดูแลอยู่
กลยุทธ์ที่อังกฤษถนัดใช้และพกติดตัวไว้เสมอคือ ไม้เสี้ยมไม่ต้องลงทุนมาก ใช้ความคิดชั่วๆ กับปากพอ
อังกฤษตั้งใจจะใช้ชาวอาหรับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน เป็นเครื่องมือในการช่วยทลายออตโตมานเอง ในที่สุดก็หาเครื่องมือนี้เจอที่เมืองเฮจ๊าซ (Hejaz) ที่บริเวณตะวันตกของคาบสมุทรอาระเบีย
ชารีฟของเฮจ๊าซ (Sharif of Hejaz) และของเมกกะ (Mecca) นครศักดิ์สิทธิ์ ชื่อฮุสเซน บิน อาลี (Hussein Bin Ali) และลูกชาย 2 คน ไฟซาล (Faisal) และอับดุลลาห์ (Abdullah) กำลังเบื่อหน่ายเต็มทีกับการปกครองของพวกออตโตมาน มีความฝันที่จะสร้างรัฐอาหรับยาวจากภูเขาทอรัส (Taurus) ทางภาคใต้ของตุรกี ไปจนถึงทะเลแดง และจากเมดิเตอร์เรเนียน ไปจนถึงเขตแดนของอิหร่าน
เซอร์เฮนรี่ แมคมาฮอน (Sir Henry McMahon) ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษประจำอียิปต์ จึงเริ่มติดต่อกับชารีฟ (Sharif) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ.1915 เป็นต้นมา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกการติดต่อนี้ว่า McMahon Hussein Correspondence
เดือนตุลาคม ค.ศ.1915 แมคมาฮอน (McMahon) เขียนจดหมายไปหาฮุสเซน (Hussein) บอกว่า เดิน หน้าได้เลย อังกฤษรับรู้และพร้อมที่จะสนับสนุนการมีอิสรภาพของเหล่าอาหรับ ภายใต้เงื่อนไขข้อจำ กัดบางประการ และมีอาณาเขตตามที่ ชารีฟ ของ เมกกะ (Sharif of Mecca) ได้เสนอไป
พวกอาหรับรักษาคำมั่นของพวกเขา มีนาคม ค.ศ. 1916 ชารีฟ ฮุสเซน (Sharif Hussein) เริ่มปฏิบัติ การเป็นหัวหน้านำกลุ่มพื้นเมืองพวกเบดูอินติดอาวุธ (Bedouin) ประกาศตัวต่อต้าน ออตโตมาน
ภายในเวลาไม่กี่เดือน ชาวอาหรับที่แสดงการขัดขืนต่อต้านออตโตมาน ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปตามเมืองต่าง ๆในแดนเฮจ๊าซ (Hejaz) รวมทั้งในเจดดาห์ (Jeddah) และเมกกะห์ (Makkah) โดยการช่วยเหลือของกองทัพบกและกองทัพเรือของอังกฤษ นอกจากนั้นอังกฤษยัง ส่งนายโธมัส เอ็ดเวิร์ต ลอเรนซ์ (Thomas Edward Lawrence) นักโบราณคดีที่ประจำอยู่ฝ่ายปฏิบัติการ (จารกรรม) ของอังกฤษ ให้ไปฝั่งตัวอยู่ในกลุ่มพวกอาหรับนี้อีกด้วย
อังกฤษในตอนแรก แม้ว่าจะได้ตกลงกับฮุสเซนไปแล้ว แต่ลึก ๆ ก็ยังไม่เชื่อว่าพวกอาหรับจะสามารถทำอะไรได้จริง แต่จดหมายจากนายลอเรนซ์ (Lawrence) ส่งถึงเจ้านายเมื่อประมาณ ต้นปี ค.ศ.1916 บอกอะไรหลายอย่าง ที่ทำให้อังกฤษ ปรับแนวคิดเกี่ยวกับพวกอาหรับ
นายลอร์เรนซ์บอกว่า “พวกอาหรับจะเดินตามแนวทางที่เรา ต้องการ และจะสามารถ “ทลาย” กลุ่มอิสลามที่ผนึกตัวกันได้ และจะสามารถเอาชนะ และทำให้ออตโตมานปั่นป่วนได้ แต่อังกฤษอย่าได้คิดเลยว่า ความฝันของฮุสเซน ที่จะรวมตัวพวกอาหรับเข้าด้วยกันได้ จะเป็นความจริง และถ้ารัฐอาหรับของชารีฟ สามารถตั้งขึ้นได้เพื่อเอาชนะออตโตมานจริง ก็จะเป็นอันตรายกับทางอังกฤษต่อไป พวกอาหรับ อารมณ์ไม่มั่นคงและไม่อยู่กับร่องกับรอย ยิ่งกว่าพวกเติร์กเสียอีก แต่ถ้าเราดำเนินการอย่างถูก ต้อง รัฐอาหรับนี้จะกลายเป็นรัฐเล็กๆ ที่แข่งขันกันเอง ทะเลาะกันเอง ยากแก่การรวมตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเราอย่างมหาศาลต่อไป เหมือนเราแค่วางไม้เสี้ยมถาวรไว้ ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้พวกเขาทะเลาะกันเอง ! (สมันน้อย…อย่าลืมวิธีวางไม้เสี้ยมแบบนี้ ของนักล่านะ)
เล่ามาถึงตรงนี้ ขอแถมสักหน่อยว่า ไอ้หมอนี่ทีแนะนำให้อังกฤษ วางไม้เสี้ยมถาวรไว้ คือคนที่เรารู้จักกันในนามของ Lawrence of Arabia หนังใหญ่ยาว 4 ชม.กว่า แสดงโดยปีเตอร์ โอทูล (Peter O’Toole) ออกฉายเมื่อประมาณ 40 ปีมานี้ บางท่านที่เกิดทันอาจจะร้อง อ๋อ… ถ้าจะให้ดี ลองไปเอาหนังเรื่องนี้มาดู จะเห็นภาพบางอย่างชัดขึ้น แต่หนังก็คือหนัง มันไม่ได้บอกอะไรหมด แถมใส่สีใส่บทเพิ่มเติมกว่าความเป็นจริง ที่สำคัญมันผิดความเป็นจริงอย่างยิ่ง อยู่หลายส่วน โดยเฉพาะเกี่ยวกับบท บาทของนายลอเรนซ์ และแผนซ้อนของอังกฤษ แต่กระนั้นก็น่าเอามาดูกันครับ จะได้ซึ้งกับความเป็น ฮอลลีวู้ด (Hollywood) สื่อฟอกย้อมชิ้นสำคัญของนักล่า !
เมื่อสงครามโลกยึดเยื้อไปถึงปี ค.ศ.1917 และ ค.ศ.1918 กลุ่มกบฏอาหรับยึดได้เมืองสำคัญหลายเมืองของออตโตมาน ส่วนอังกฤษก็รุกเข้าไปถึง ปาเลสไตน์ และอิรัก ยึดเมือง เยรูซาเร็ม และแบกแดดได้ กลุ่มกบฏอาหรับช่วยให้กองทัพอังกฤษยึดเมืองอัมมานและดามัสกัสได้ในที่สุด แต่กลุ่มกบฏอาหรับนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือเห็นพ้องจากกลุ่มอาหรับส่วนใหญ่ มันเป็นเพียงขบวนการของกลุ่มข้างน้อย ซึ่งมีหัวหน้าไม่กี่คน
พวกอาหรับส่วนใหญ่ยังแยกตัวเอง ออกจากความขัดแย้ง และไม่สนับสนุนพวกกบฏ หรือทางออตโตมาน
แม้จะมีคนสนับสนุนไม่มาก แต่ความฝันของชารีฟ ฮุสเซน ก็ชัดเจนว่า เขาอยากจะให้มีอาณาจักรอาหรับและมาถึงตอนนี้ ความฝันก็ดูใกล้ที่จะเป็นจริง
ถ้าอังกฤษจะไม่หักหลัง โดยไปมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น กับใครอื่นเสียก่อนแล้ว
ก่อนที่พวกกบฏอาหรับจะเริ่มปฏิบัติการ และก่อนที่ชารีฟ ฮุสเซน จะได้สร้างอาณาจักรอาหรับในฝัน ตามที่แมคมาฮอนทำสัญญาหลอกให้ชารีฟ ฮุสเซน มารบมาตายแทนอังกฤษ อังกฤษกับฝรั่งเศส มีแผนอื่นที่ตกลงกันไปเรียบร้อยแล้ว
ฤดูหนาวปี ค.ศ.1915–ค.ศ.1916 นักการทูต 2 นายคือ เซอร์มาร์ค ไซค์ส (Sir Mark Sykes) ของอังกฤษ กับ ฟรองซัวส์ จอร์จ พิโก้ (Francois Georges–Picot) ของฝรั่งเศส ได้แอบหารือกันอย่างลับๆ เกี่ยวกับการกำหนดอนาคตของอาณาจักรออตโตมาน หลังการล่มสลาย! หวังว่าคงจำกันได้ อังกฤษได้วางแผนให้ฝรั่งเศสมาร่วมรายการสลายออตโตมาน ขยี้เยอรมันด้วยกัน (อยู่ในตอนแถมของนิทาน “ลูกครึ่งหรือนกสองหัว”) เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องมีสัญญาแบ่งเค้ก แบ่งรางวัล ที่จะได้มาจากการปล้นเมืองเขากัน
สัญญานี้ต่อมาเรียกว่า Sykes-Picot Agreement
อังกฤษกับฝรั่งเศส ตกลงที่จะแบ่งโลกอาหรับระหว่างพวกเขากันเอง
…อังกฤษบอกว่าเราจะเอาบริเวณ ซึ่งปัจจุบันเป็น อิรัก คูเวตและจอร์แดน
ส่วนฝรั่งเศสบอก งั้นเราเอาส่วนที่ทันสมัยหน่อยคือ ซีเรีย เลบาบอนและทางใต้ของตุรกี ส่วนสถานะของปาเลสไตน์ ยังไม่ตกลงกัน เอาไว้ว่ากันที่หลัง เพราะจะต้องถามพวกยิวก่อน
แต่ส่วนดินแดนที่ควรจะเป็นอาณาจักรอาหรับในความฝันของชารีฟ ฮุสเซน ให้อยู่ในความควบคุมดูแลของอังกฤษและฝรั่งเศส อืม ! รบเกือบตาย ได้แต่ความฝัน! (สมันน้อย …. มีเรื่องให้เรียนรู้แยะนะ)
สัญญา Sykes-Picot นี้ อังกฤษและฝรั่งเศส ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด สำหรับการแบ่งขนมเค้กชิ้น ที่เรียกว่าตะวันออกกลาง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ขึ้นชื่อว่าความลับ ยังไงก็ต้องมีรั่ว ไม่เคยปิดมิดหรอก เพราะฉะนั้นอย่าไปมีเลยความลับ เปิดซะให้หมดนะครับ เปิดเองดีกว่าให้คนอื่นมาเปิด นี่ผมบอกกับตัวเองนะ ใครอย่าเหมาว่าผมบอกใบ้ใครก็แล้วกัน
สัญญาลับนี่เกิดรั่วมาถึงหูข้างบ้าน ในปี ค.ศ.1917 หลังรัสเซียเกิดปฏิวัติ รัฐบาลบอลเชวิกนำสัญญาแบ่งเค้กมาเปิดเผย เพราะอยากจะหักหน้าอังกฤษและฝรั่งเศส
มันขัดกับสัญญาที่อังกฤษทำให้ไว้กับชารีฟ ฮุสเซน นี่หว่า และทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงระหว่างชาวอาหรับกับอังกฤษ แต่สัญญานี้ ไม่ใช่เป็นข้อขัดแย้ง ฉบับเดียวที่อังกฤษสร้างไว้ให้แก่ชาวอาหรับ
อีกกลุ่มหนึ่งที่ อยากจะมีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับดินแดนในตะวันออกกลาง คือ กลุ่มสนับสนุนชาวยิวไซออนนิสม์ (Zionism) เป็นขบวนการทางการเมืองที่เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้น ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของปาเลสไตน์ มันเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 กว่าขบวนการนี้พยายามจะหาที่ลงให้แก่ชาวยิวที่หนีหรือถูกไล่ออกมาจากยุโรป ซึ่งส่วนมากเคยอาศัยอยู่ในเยอรมัน โปแลนด์และรัสเซีย (เบื้องหลังของการที่พวก ยิวถูกให้ออกมาจากยุโรป โดยเฉพาะรัสเซียนั้น ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่องมายากลยุทธ ละนิทานเรื่องจริง ต้มข้ามศตวรรษนะครับ)
ในที่สุดพวกนิยมชาวยิวไซออนนิสต์ (Zionist) ก็กดดันรัฐบาลอังกฤษระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้ยินยอมให้พวกเขา ตั้งรกฝังรากที่ปาเลสไตน์ เมื่อสงครามจบสิ้น
ด้านรัฐบาลอังกฤษเอง ก็มีพวกที่เห็นใจชาวยิวเช่น นายอาเธอร์ บัลฟอร์ (Arthur Balfour) รมว.ต่าง ประเทศของอังกฤษเอง ซึ่งถึงกับเขียนจดหมายลงวันที่ 2 พ.ย. ค.ศ.1912 ไปหาหัวหน้ายิวตัวใหญ่คือ บารอน รอธไชลด์ (Baron Rothschild) ตัวแสบ ความว่า
รัฐบาลอังกฤษ ยินดีสนับสนุนอย่างเป็นทางการให้ ชาวยิวได้มีสถานที่ ตั้งรกฝังรากที่ปาเลสไตน์ โดยจะพยายามผลักดันเต็มความสามารถ แต่เป็นที่เข้าใจกันอย่างแจ้งชัดว่า การสนับสนุนนี้ ย่อมไม่เป็นการกระทบต่อสิทธิอันเสมอภาคของประชาชน และสิทธิทางศาสนาที่มีอยู่ของชุมชนที่มิใช่ชาวยิว ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ ในขณะเดียวกัน สิทธิของชาวยิวหรือสถานะทางการเมืองของชาวยิวที่มีอยู่ในประเทศอื่น ก็ย่อมไม่ถูกกระทบด้วยเช่นเดียวกัน
จดหมายนี้ประวัติศาสตร์ เรียกว่า The Balfour Declaration ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้เห็นการทูตแบบตวัดลิ้นของอังกฤษได้ชัดเจนดี
ขณะนั้นนายวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอเมริการอบ 2 ประกาศว่า มนุษย์ควรมีสิทธิเลือกระบบการปกครองของตนเอง พัฒนาตนเองโดยไม่มีการปิดกั้น ไม่มีการข่มขู่ และไม่ต้องมีความเกรงกลัว
นักประวัติศาสตร์ฝรั่งบันทึกว่าในขณะที่ประกาศ ประธานาธิบดีวิลสัน (Wilson) ไม่รู้เลยว่าสัญญาแบ่งเค้ก Sykes-Picot Agreement นั้น เกิดขึ้นแล้ว แต่อังกฤษก็ร้อนท้อง ไม่อยากให้มิตรใหม่มองเห็นความตะกละของตนชัดแจ้งนัก จึงรีบเดินหน้าเรื่องข้อตกลง Balfour กับยิว
เมื่อประธานาธิบดีวิลสัน เดินทางมาถึงปารีส ในต้นปี ค.ศ.1919 เพื่อเข้าร่วมเจรจากับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ลอยด์ จอร์จ (Lloyd George) และประธานาธิบดีฝรั่งเศส เคลมองโซ (Clemenceau) เขาได้เห็นอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังยื้อแย่งเค้กอาหรับกัน อย่างตะกระตะกราม ฝรั่งเศสยืนยันว่าตนเองควรได้ปกครองเลบานอน และดินแดนที่ยึดไปถึงแม่น้ำไทกรีสซึ่งปัจจุบันคือ ซีเรียตามที่สัญญาแบ่งเค้ก Sykes -Picot กำหนดไว้
อังกฤษขณะนั้น เพิ่งได้รับข่าวเกี่ยวกับแหล่งน้ำมันมหึมาแถวเมโสโปเตเมีย (หรืออิรักในปัจจุบัน) จึงรีบเปลี่ยนบทเป็นคัดค้าน อ้างว่าถ้ายกซีเรีย (Syria) ให้ฝรั่งเศส แล้วเราจะไปตอบกับพวกอาหรับที่มาช่วยรบได้อย่างไร แล้วอันที่จริงเราอังกฤษน่ะ เป็นผู้ลงทุนลงแรงเกือบทั้งหมดในการต่อสู้ในตะวันออกกลาง ใช้ทหารไปเกือบล้านคน ตายเจ็บไป 125,000 คน ดังนั้น ถ้าซีเรียจะเป็นของใครอื่นนอกจากชาวอาหรับ แล้ว ก็ควรเป็น ของอังกฤษมากกว่า โอ้โห ! บทนี้มันอังกฤษของแท้ ตอแหลบิดเบือนได้อย่างยากที่ใครจะเลียนแบบ ขนมเค้กทำให้คู่หูเริ่มแตกคอกัดกันเอง
ประธานาธิบดีวิลสัน เสนอทางออกว่า วิธีที่จะรู้ว่าชาวซีเรียยอมรับการปกครองของฝรั่งเศสหรือไม่ และปาเลสไตน์และเมโสโปเตเมีย จะรับการปกครองของอังกฤษหรือไม่นั้น ไม่ยากเลยเพื่อน ก็แค่ไปทำการสำรวจถามชาวบ้านแถวนั้นเขาดูว่า เขาต้องการอย่างไร… เอ๊ะ! ฉลาด เป็นกลาง หรือมีแผนซ้อน!
เป็นเวลากว่า 2 เดือน ที่นักธุรกิจชาวชิคาโก (Chicago) ชื่อชาร์ลส์ เครน (Charles Crane) และนักเทววิทยา (อีกแล้ว) ชาวอเมริกันชื่อเฮนรี่ คิง (Henry King) เดินทางไปทั่วตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบ หมายจากประธานาธิบดีวิลสัน เพื่อสอบถามชาวอาหรับระดับหัวหน้าหลายร้อยคน
แม้ว่าอังกฤษและฝรั่งเศสจะพยายามใช้อิทธิพลของตนเอง กำหนดโผของตนเองให้ชาวอาหรับท่องตาม แต่ผลของการสำรวจก็ดูจะออกมาทางตรงกันข้ามกับโผ ที่คู่หูคู่กัดอังกฤษฝรั่งเศสที่ไปกำกับบทไว้
ชาวซีเรียไม่ต้องการอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส และชาวปาเลสไตน์ไม่สนใจที่จะอยู่ในความปก ครองของอังกฤษ แต่อังกฤษประสบผลสำเร็จในการสกัดไม่ให้อเมริกาทำการสำรวจในแถบเมโสโปเตเมีย (น่าคิดอังกฤษทำได้อย่างไรนะ)
เดือนสิงหาคม คิง (King) และเครน (Crane) ส่งรายงานสำรวจ เขาเสนอให้มีการปกครองซีเรียและปาเลสไตน์ร่วมกัน โดยคนกลางคืออเมริกา แทนการปกครองโดยพวกอดีตนักล่าอาณานิคมยุโรป และเสนอให้ ไฟซาล ลูกชายของฮุสเซน เป็นหัวหน้ารัฐอาหรับ
ถือเป็นการพยายามเป็นตาอยู่ของอเมริกาที่น่าสนใจ
แม้จะโป๊อล่างฉ่าง ตามสไตล์และตามประสานักล่าหน้าใหม่ แต่ต้องให้คะแนนความกล้าหน้าด้านแข่งกับพวกนักล่ารุ่นเก๋า ในเกมการแย่งชิงชามข้าวหรือขนมเค้ก คติพจน์ที่เขาไม่ลืมกันคือ ด้านได้ อายอด เขาใช้กันมาทุกชาติ ทุกสมัย จนถึงปัจจุบันนี้
ภายใต้ความกดดันของอังกฤษและของฝรั่งเศส และเพราะความป่วยไข้ของประธานาธิบดีวิลสันราย งานนี้ได้ถูกซ่อน และได้นำออกมาเปิดเผย 3 ปีให้หลัง ซึ่งกว่าถึงตอนนั้น ที่ปารีสและลอนดอน ก็ตกลงกันในแผนที่ใหม่ของตะวันออกกลางเรียบร้อยไปแล้ว
แน่นอนมันออกมาตรงกันข้ามกับที่ คิงและเครน เสนอ
ตกลงฝรั่งเศสได้ปกครองเลบานอนและซีเรียตามต้องการ
ส่วนอังกฤษได้ปกครองเมโสโปเตเมีย ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอิรัก ซึ่งได้รวมเอาโมซุล (Mosul) ส่วนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำมันเข้าไว้ด้วย พร้อมกับได้ปกครองปาเลสไตน์ (ชื่อโมซุลนี้ คงทำให้ท่านผู้อ่านนิทาน เริ่มเห็นภาพ หรือเข้าใจบางอย่างได้อย่างลางๆ แล้ว)
ส่วนจอร์แดนให้เป็นรัฐกันชน โดยให้ไฟซาล ลูกชายของชารีฟ ฮุสเซน มาเป็นกษัตริย์ปกครอง ภายใต้การดูแลของอังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสก็ยังเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง เหนือดินแดนของเด็กลูกเสี้ยมทั้งหมด มันเป็นการหลอกและต้มชารีฟ ฮุสเซน จนเปื่อยยุ่ยส่วนพวกยิวได้รับอนุญาตจากอังกฤษให้ตั้งรกรากอยู่ที่ปาเลสไตน์ โดยมีข้อจำกัดบางประการ อังกฤษยังไม่พร้อมที่จะให้กลุ่มอาหรับ ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์อยู่แล้ว ลุกฮือขึ้นมา ดังนั้นจึงพยายามจำกัดจำนวนยิว ที่จะอพยพเข้าไปอยู่ในปาเลสไตน์ การจำกัดจำนวนนี้ ก็ทำให้ฝ่ายยิวไม่พอใจ หาทางที่จะเล็ดลอดอพยพเข้าไปในดินแดนนี้อยู่ดีในช่วงปี ค.ศ.1920–ค.ศ.1940
ขณะเดียวกันฝ่ายอาหรับที่อาศัยตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ ก็ถือว่าการอพยพชาวยิวมาอยู่ที่ปาเลสไตน์ เป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขาที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1187
ข้อตกลงทั้งหมดนี้ ภายหลังได้รับความเห็นชอบและยืนยัน โดยสันนิบาตชาติ (League of Nations) ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ.1918 ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุด หนึ่งในวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมา ก็เพื่อแบ่งสมบัติส่วนที่เคยเป็นอาณาจักรออตโตมาน ในระหว่างฝ่ายผู้ชนะสงคราม และสันนิบาตชาตินี้ เป็นต้นกำเนิดของสหประชาชาติ
สันนิบาตชาตินี้ นำโดยสมาชิกที่เป็นชาติมหาอำนาจที่ชนะสงครามคือ อังกฤษและฝรั่งเศส
ส่วนอีก 2 ชาติ มหาอำนาจ รัสเซียกับเยอรมันไม่มีสิทธิร่วมด้วย เพราะเยอรมันเป็นผู้แพ้สงคราม ส่วนรัสเซียหลังสงคราม เกิดปฏิวัติบอลเชวิก เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ถูกจำกัดสิทธิไม่ให้เป็นสมาชิก การแบ่งเค้กที่ตกลงข้างต้นตามโผของอังกฤษ จึงไม่มีใครมาขวางได้
ต้องยอมรับในความตอแหล หน้าด้านของอังกฤษว่าสามารถจริงๆ
ค.ศ.1917 โลกส่วนหนึ่ง มึนงงกับข้อตกลงที่อังกฤษทำไว้กับ 3 กลุ่ม ตกลงเกี่ยวกับอนาคตของตะวัน ออกกลาง 3 แบบ
พวกอาหรับยืนยันว่า พวกเขาต้องได้อาณาจักรอาหรับในฝัน ตามที่อังกฤษตกลงไว้กับชารีฟ ฮุสเซน ส่วนฝรั่งเศสและอังกฤษ ตั้งใจที่จะเดินหน้าแบ่งเค้กอาหรับตามที่ตกลงกัน และชาวยิวก็เชื่อว่าตัวเองจะต้องได้ครอบครองปาเลสไตน์ ตามที่นายบัลฟอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษตกลงไว้ อังกฤษทำได้อย่างไร อังกฤษบอกทำได้สบายมาก เพราะเป็นสันดานที่เห็นแก่ได้ โกหก ตลบแตลง ปลิ้นปล้อน ที่ทำมาตลอดในการล่าเหยื่อ และเด็กชายสยามก็เกือบจะไม่รอดจากการเป็นเหยื่อ จากการกระทำเยี่ยงนี้ของอังกฤษ
ชาวอาหรับบอกว่า จนถึงทุกวันนี้ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับดินแดน ในตะวันออกกลาง ไม่ได้แสดงถึงความขัดแย้งอย่างแท้จริงระหว่างกลุ่มชนพื้นเมือง ระหว่างชาวอิรัก ชาวซีเรีย ชาวจอร์แดน ฯลฯ แต่เป็นความขัดแย้งที่มีรากมาจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่ง “ตั้งใจ” วางรูปแบบและแผนการที่จะให้มีความขัดแย้ง และการแตกแยกเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชนชาวอาหรับด้วยกันเองต่างหาก
อังกฤษและพวกได้กำหนดเขตแดนของพวกเขา โดยไม่เคารพ ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ถึงจริยธรรม และความต้องการพวกเขา เหมือนพวกเขาไม่มีตัวตนไม่เกี่ยวข้องกับแผนที่และพื้นที่ ราวกับพวกเขาเป็นมนุษย์ล่องหน พวกเขาตกเป็นเหยื่อแห่งความกระหาย ตะกละ ตะกรามของอังกฤษและพวก ซึ่งกำหนดเขตแดนขึ้นมาอย่างชนิดที่ คนที่อยู่ในเขตแดนก็รับไม่ได้ และที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่พอใจ แล้วแบบนี้ความสงบ ความปรองดอง มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
มันเป็นผลงานที่สร้างตะวันออกกลางใหม่จากอำนาจ และจากความพอใจของผู้สร้างคือ นักล่าอาณานิคม ที่อยู่ในความควบคุมโดยอังกฤษแต่ผู้เดียว
มันเป็นการจงใจสร้างให้เกิดความขัดแย้ง ความไม่สามัคคีในระหว่างชาวอาหรับ ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง ทั่วทั้งตะวันออกกลาง ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังมีผลสืบเนื่องอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
ไม้เสี้ยมของอังกฤษ ยังทำงานได้ผลดีเยี่ยม แม้ว่าจะได้วางเสี้ยมไว้นาน 100 ปี แล้ว
บทขยาย ท้ายตอน ออตโตมาน
The Three Pasha ที่โค่นสุลต่านอับดุล ฮามิด (Abdul Hamid) ในปี ค.ศ.1908 และจัดการตัวเองขึ้นปกครองออตโตมาน ปาชา พวกนี้คือรุ่นแรกของกลุ่มยังเติร์ก (Young Turk) ที่โด่งดัง เหล่ายังเติร์กพวกนี้ ส่วนใหญ่เรียนจบมาจากลอนดอนหรือปารีส (แปลกใจไหมครับ?!) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ใกล้จะเกิดเต็มแก่ และอังกฤษแสดงท่ารังเกียจ (จริงๆ คืออิจฉาน่ะ) เยอรมันอย่างออกนอกหน้า สามปาชาก็ร้อนใจ พยายามจะเอาใจอังกฤษ โดยแสดงอาการผลักหลังดันไหล่ ให้เยอรมันออกไปห่างๆ อีกประมาณหนึ่งช่วงแขน แล้วกลับไปทอดสะพานยาวเพิ่มขึ้นให้กับอังกฤษ
สามปาชา ยินยอมทำสัญญาให้อังกฤษต่อเรือรบให้ออตโตมาน การต่อเรือนี้จะอำนวยการแสดงโดยท่านหลอดวินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) เอง ในฐานะท่านแม่ทัพเรือ (ฉากใหญ่มาก !) แต่อู่ต่อเรือนี้ อังกฤษบอกต้องอยู่ที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลนะ
สามปาชา ให้เกียรติยกย่องอังกฤษให้มีอำนาจเหนือออตโตมาน อย่างที่ไม่เคยมีชาติไหนได้รับมาก่อน ยอมให้อังกฤษเข้านอกออกใน ร่วมตัดสินปัญหาราชการร่วมกับรัฐบาลตุรกีที่สำคัญ อังกฤษส่งนายพลเรือแกมเบิล (Gamble) และนายพลเรือลิมปัส (Limpus) มาดูแลกองทัพเรือให้ออตโตมาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการวางระเบิดใต้น้ำแถวช่องแคบโกลเด้น ฮอร์น (Golden Horn) รวมทั้งเส้นทางที่ควรยิงตอร์ ปิโด โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันให้ตุรกีเอง
เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์แบบเซียนเหยียบเมฆ ไร้ร่องรอย ความชั่วร้ายไม่มีหลุดออกมาให้เห็น (เท่าไหร่เลย) ฉากหน้าเหมือนมาดูแลออตโตมานคนป่วยด้วยความห่วงใย ระวังนะลมแรงใส่เสื้อหนาวซะนะ เดี๋ยวเป็นหวัด แต่แท้จริงหมออังกฤษเอายาพิษมาผสมอาหารให้คนป่วยกิน เพื่อจะได้ตายเร็วขึ้น
การที่อังกฤษโหมทั้งมาต่อเรือให้ตุรกี และมาดูแลกองทัพเรือให้ตุรกี แน่นอน เป็นการเร่งเครื่อง เพื่อให้เยอรมันทนไม่ได้
ละครฉากนี้เนียนมาก ปาชาศิษย์เอก จะทันเหลี่ยมของครูที่สอนตัวเองไหม บางทีครูเขาก็ไม่ได้สอนให้หมดหรอกนะ
ก่อนหน้าที่ออตโตมานจะตัดสินใจ ประกาศเข้าสู่สงครามโลกโดยอยู่ฝ่ายเยอรมัน นายเอ็ดเวิร์ด เกรย์ (Edward Grey) รมต.ต่างประเทศของอังกฤษขณะนั้น ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เตรียมขั้นตอนการส่งมอบกรุงคอนแสตนติโนเปิล ให้กับรัสเซียหลังสงครามเลิก เพื่อเป็นค่าสินบนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น นายเกรย์ ได้ทำบันทึกถึงกระทรวงต่างประเทศว่า
“จงถ่วงเวลาที่จะทำให้สงครามโลกเกิดให้นานที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อที่เราจะได้มีเวลานานที่สุด ในการที่จะบอกกับทุกฝ่าย เมื่อสงครามโลกเกิดขึ้นแล้วว่า เราได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว ที่จะไม่ให้สงครามโลกเกิดขึ้น แต่ออตโตมานเป็นฝ่ายที่ทำให้มันเกิดขึ้น”
นี่ก็น่าจะเป็นใบเสร็จ ให้เห็นถึงความร้ายกาจของการทูตของอังกฤษ ที่สามารถแสดงการปลิ้นปล้อน ตอแหลได้อย่างเยี่ยมยอด นอกเหนือจากสัญญาสังกะบ๊วย Sykes – Picot และBalfour Declaration ที่ทำไว้ก่อนหน้าแล้ว ฝีมือการใช้ไม้เสี้ยมของนักล่าจากชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย นี่ถือว่าเยี่ยมยุทธจริงๆ อย่างนี้ออตโตมานคงยากที่จะรอดพ้น จากการหลอกไปขึ้นเขียง แล้วสับอย่างละเอียดเป็นหมูบะช่อ
ไม้เสี้ยมมีเท่านี้หรือ คงไม่ใช่!
นักล่าระดับนี้แล้วต้องพกมาหลายไม้ ขณะที่อังกฤษแพ้หมดรูปในการรบที่แกลลิโปลี ระหว่างทางแทนที่จะรีบเคลื่อนพลกลับเกาะ กองทัพเรืออังกฤษกลับแวะพักเลียแผลอยู่ที่อียิปต์และกรีก ซึ่งประกาศตัวเป็นกลาง ส่วนกองทัพภาคพื้นดินของอังกฤษ ก็มุ่งหน้าไปทางปาเลสไตน์ และเมโสโปเตเมีย (อิรัก) และยึดเมืองทั้ง 2 มาจากชาวพื้นเมืองที่มีอาวุธ อานุภาพต่างกันราวฟ้ากับดิน
ไม้สุดท้ายนี้เป็นไปตามแผนหาบ้านให้ยิว
แผนการหาบ้านให้ยิวนี้ ดูเหมือนจะเป็นการซ้อนแผน คนโคตรรวยรอธไชลด์ (Rothschild) ที่ขุนนางอังกฤษมองว่า ถึงจะโคตรรวย แต่ก็เป็นแค่พ่อค้า จะคิดมาเป็นระดับผู้ปกครองประเทศ (ruling class)คงเป็นการคิดใหญ่เกินสถานะไปหน่อย
พวกขุนนางบอกว่า พวกยิวไม่มีสำนึกของความเป็นชาติ เพราะฉะนั้นย่อมเป็นอันตราย ถ้าให้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองในประเทศ …หวังว่า สมันน้อยจะอ่านความตรงนี้ให้แตก
เมื่อสงครามโลกเริ่มติดเครื่อง อเมริกาประกาศวางตัวเป็นกลาง แถมออกจะมองอังกฤษอย่างไม่ค่อยไว้ใจ ว่าจะมีแผนลวงล่อ อะไรอีกเกี่ยวกับการเข้าสู่สงคราม ถึงเขี้ยวจะเพิ่งงอก แต่นักล่าหน้าใหม่ก็มีพี่เลี้ยงดูแล ติวเข้มกันมานานแล้ว คนอ่านนิทานแกะรอยนักล่าคงจะจำกันได้
เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 อังกฤษ ตั้งหน่วยงาน ชื่อ War Propaganda Bureau ซึ่งตั้งอยู่ที่Wellington House หน่วยงานนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Wellington House หน่วยงานนี้ขึ้นตรงกับกระทรวงต่างประเทศ มีหน้าที่ชัดเจนคือ ปฏิบัติการใส่สีต่อเป้าหมาย ที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม และฟอกย้อมความคิดของฝ่ายเป็นกลาง โดยเฉพาะอเมริกาที่แม้จะพยายามทำตัวเป็นกลาง แต่น้ำหนักมากพอ ที่จะทำให้ตาชั่งหมุนกลับได้
กลางแบบนี้ จึงจะทิ้งไว้ข้างสนามให้ใครมาฉกไปไม่ได้
กระทรวงต่างประเทศมอบหมายให้นายเดวิด ลอยด์ จอร์จ (David Lloyd George) เป็นผู้รับผิดชอบดูแลหน่วยงานนี้ ลอยด์ จอร์จ มอบให้นักเขียนและสมาชิกรัฐสภาพรรคลิเบอรัล ชาร์ลส์ มาสเตอร์แมน (Charles Masterman) เป็นหัวหน้าดูแลอีกต่อหนึ่ง
นายมาสเตอร์แมน (Masterman) ได้เชิญนักเขียนชื่อดังของอังกฤษขณะนั้นมา 25 คน เพื่อมาประชุมช่วยกันคิดแผนใส่สีฟอกย้อมเป้าหมาย เพื่อประโยชน์ในการทำสงครามของอังกฤษ ผู้ที่เข้ามาร่วมมี ทั้งวิลเลี่ยม อาเชอร์ (William Archer), อาเธอร์ โคนัน ดอย์ล (Arthur Conan Doyle) (คนเขียนนิยาย เชอร์ล็อกโฮม) อาร์โนลด์ เบนเนตต์ (Arnold Bennett), จอห์น เมสฟิลด์ (John Masefield), ฟอร์ด เมด็อก์ซ ฟอร์ด (Ford Madox Ford), จี เค เชสเตอร์ตัน (G. K. Chesterton), เฮนรี่ นิวโบลท์ (Henry Newbolt), จอห์น แกลเวิร์ตตี้ (John Galsworthy), โธมัส ฮาร์ดี้ (Thomas Hardy), รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) (คนเขียนนิยายชื่อดัง ระดับได้รางวัล Noble) กิลเบิร์ต ปาร์คเกอร์ (Gilbert Parker), จี เอ็ม เทรเวลเยียน G. M. Trevelyan and เอช จี เวลล์ (H. G. Wells) (คนเขียนหนังสือดัง เช่น the Time Machine, the Invisible Man เป็นต้น)
ทั้งหมดตกลงที่จะเก็บเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความลับ (ความลับเพิ่งมาแตกเอาปี ค.ศ.1935) แต่ละคนต่างรับหน้าที่ไปเขียนเรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับเยอรมัน จริงบ้าง เท็จบ้าง และมีสำนักพิมพ์อย่าง Hodder & Stoughton, Methuen, Oxford University Press, John Murray, Macmillan and Thomas Nelson เป็นผู้รับหน้าที่พิมพ์
จำชื่อสำนักพิมพ์พวกนี้ไว้บ้างนะครับ ใครที่เป็นนักอ่านหนังสือรุ่นเก่าจะได้รู้ว่าเรื่องไหนมันถูกย้อมมาแล้ว หน่วยงาน War Propaganda นี้ ผลิตงานทั้งหมด 1,160 รายการ ระหว่างสงครามผู้ที่โดนใส่สีหนักที่สุดคงไม่มีใครเกิน เยอรมันและตุรกี
หนังสือกว่า 2.5 ล้านเล่ม รวมทั้งแผ่นพับส่งไป 13,000 จุดหมายและหน่วยงานสำคัญในอเมริกา
ขณะนั้นอเมริกาไม่ไว้ใจ ว่าอังกฤษกำลังเล่นละครเรื่องใดในตะวันออกกลาง เบื้องหน้าฉากเป็นอย่างหนึ่ง แล้วเบื้องหลังฉากเป็นอย่างไร อเมริกาจึงยังไม่เข้าร่วมสงครามรายการถล่มตุรกี
แต่หลังจากมีสื่อ และแผ่นพับทยอยไปสู่ประชาชน ชาวอเมริกันมากขึ้น คนอเมริกันเริ่มออกมาเห็นว่า ตุรกีน่าจะป่วยหนัก ทั้งร่างกายและความคิด น้อตคงหลวมหลุดไปแยะ ไม่สมควรจะปกครองอาณาจักรออตโตมานต่อไป และการที่อังกฤษจะเข้าไปในอาหรับ ก็เหมือนเป็นพระผู้มาโปรดคนอาหรับ น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะคนอาหรับไม่ฉลาดไม่มั่นคง ไม่เหมาะที่จะปกครองดินแดนของตัวเองอย่างยิ่ง !
แล้วความเป็นกลางของอเมริกาก็เริ่มเอียง และเอียงมากขึ้นไปทางสนับสนุนฝ่ายอังกฤษ อเมริกาเริ่มด้วยการส่งเสบียงสนับสนุนฝ่ายอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นโอกาสทอง ของการทำมาค้าขายครั้งสำคัญของอเมริกามากกว่า
ในที่สุดอเมริกา ก็ประกาศอย่างเป็นทางการเข้าร่วมสงครามเมื่อเมษายน ค.ศ.1917 โดยอยู่ข้างสนับ สนุนฝ่ายสัมพันธมิตร เหล่าพี่เลี้ยงและผู้อยู่หลังฉากของการประกาศเข้าสู่สงครามของอเมริกา ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ เฮ้อ… ลุ้นกันเกือบตาย กว่าจะเป็นตามแผน
ไม่รู้ใครหลอกใคร ใครต้มใคร ช่วยกลับไปอ่านนิทานเรื่องเขี้ยวงอก อีกรอบนะครับ
นายชาร์ลส์ ริชาร์ด เครน (Charles Richard Crane) (ค.ศ.1850 – ค.ศ.1939) เป็นเศรษฐีอเมริกัน ครอบครัวอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมทำระบบท่อในชิคาโก ยุค ค.ศ.1900 เขาเป็นคนนิยมชมชอบ วัฒน ธรรมของตะวันออกกลาง และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบริเวณนั้น ด้วยธุรกิจของ ครอบครัว ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางเป็นว่าเล่น จนทำให้รู้จักและคุ้นเคยกับผู้มีอิทธิ พลและนักการเมืองเกือบทุกระดับใน 2 ภูมิภาคนี้
ประมาณปี ค.ศ.1900 กว่า เขาได้นำผู้ทรงคุณวุฒิจากรัสเซียมาบรรยายทีมหาวิทยาลัยชิคาโก และในที่สุดก็เป็นผู้ดำเนินการก่อตั้ง Russian Studies ขึ้นที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
นายเครนรู้จักและคุ้นเคยดีกับนายวูดโรว์ วิลสัน โดยเป็นนายทุนสนับสนุนเมื่อนายวิลสัน หาเสียงในปี ค.ศ.1912 เพื่อสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เมื่อนายวิลสันได้เป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.1913 จึงตกรางวัลตั้งนายเครน ให้เป็นผู้แทนพิเศษทางการทูตระหว่างอเมริกากับรัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 เรียกว่า Root Commission และมอบหมายให้นายเครนร่วมกับนายคิง (King) นักเทววิทยา ทำการสำรวจประชามติของชาวอาหรับ เกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
น่าสนใจว่าในรายงานของคิงและเครน มีระบุไว้ตอนหนึ่งว่า นายเครนได้เตือนประธานาธิบดีวิลสันให้ระวังในการจะไปตกปากรับคำ สร้างรัฐปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว มันจะเป็นการบังคับให้อเมริกาต้องใช้กำลังในการควบคุมดูแลอาณาบริเวณนั้น เพราะด้วยกำลังเท่านั้น จึงจะควบคุมชาวยิวให้อยู่ในแถวได้
นายเครน อยู่ฝ่ายที่คัดค้านให้ชาวยิวมาตั้งรกรากอยู่ที่ตะวันออกกลาง เขาสนับสนุนให้มีรัฐอาหรับ ปกครองโดยอาหรับ ตามฝันของราชีฟ ฮุสเซน กว่าการสำรวจนี้จะทำเสร็จ การประชุมกับอังกฤษและฝรั่งเศสที่ปารีส ในปี ค.ศ.1919 ก็เดินหน้าไปจวนจะจบการประชุม คณะสำรวจ รีบส่งรายงานไปให้ประธานาธิบดีวิลสัน เพื่อพิจารณา ก็แต่ประธานาธิบดีเกิดป่วยกะทันหัน ไม่รู้ได้อ่านรายงานนี้หรือไม่ นอกจากนี้รายงานนี้ได้ถูกมือดี หรือ มือร้ายนำไปซ่อน สูญหายไปจากระบบงานกระทรวง ถึง 3 ปี
กว่าจะหาเจอ อังกฤษและฝรั่งเศส ก็แบ่งเค้กอาหรับระหว่างกันเอง เรียบร้อยไปแล้ว
ข้อมูลเกี่ยวกับนายเครน จะดูไม่ครบ ถ้าไม่บอกว่า เขาเป็นก๊วนเดียวกับตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์
ท่านผู้อ่านนิทานที่ติดตามอ่านกันมานานเห็นชื่อมหาวิทยาลัยชิคาโก ก็คงพอเดาออกแล้ว ยิ่งเห็นว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Russian Studies ที่มหาวิทยาลัยนี้ ก็คงไม่ต้องเล่าต่อกันมาก นอกจากนี้นายเครน ยังเป็นสมาชิกสมาคม Jekyll Island Club ที่โด่งดัง และมีสมาชิกที่เป็นพวกโคตรรวยและมีอิทธิพลทางการเมือง การเงินเช่น ร้อกกี้เฟลเลอร์และมอร์แกน รวมทั้งพวกอีลิต นักการเงินและสื่อใหญ่เท่านั้น และที่คลับนี้เอง ที่พวกมีอิทธิพลได้ประชุมรวมหัวกันตั้ง US Federal Reserve ธนาคารกลางของอเมริกา เมื่อ ค.ศ.1910
น่าจะต้องจารึกไว้ ด้วยว่า ค.ศ.1931 นายเครน เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ในการสำรวจน้ำมันครั้งแรกของอเมริกาที่ซาอุดิ อาระเบีย (Saudi Arabia) และเยเมน (Yemen) เขาเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้อเมริกาได้สัมปทานน้ำมันที่นั่น
เขียนยืดยาวเกี่ยวกับนายเครน ถึงสิ่งที่เขาคิดและทำ เพื่อให้ท่านผู้อ่านนิทาน ลองต่อจิกซอว์กันดูเองบ้าง
ท่านที่เคยอ่านนิทานเรื่องมายากลยุทธ์ คงจำได้ว่า อังกฤษจัดการให้ยิวไปอยู่ปาเลสไตน์ ไม่ใช่เพราะมีมนุษยธรรมสูงส่ง อย่าเข้าใจผิดขนาดนั้นเลย
เหตุผลแรก ที่อังกฤษส่งยิวไป เพราะช่วงนั้นรอธไชลด์คนโคตรรวยผู้คุมตลาดการเงินของอังกฤษอยาก จะค้าขายกับรัสเซีย (Russia) แต่ทางรัสเซียวางเงื่อนไขว่า ถ้าจะค้าขายกันก็รีบจัดการ เอาพวกยิว ออก ไปจากรัสเซียเสียก่อน เพราะรัสเซียแสนจะรังเกียจยิว รอธไชลด์ ซึ่งจำเป็นต้องช่วยอพยพชาวยิวมาอยู่ที่อังกฤษ ทางอังกฤษ ก็ใช่ว่าจะรักยิวไปทั้งหมด รวมทั้งยิวที่อยู่ในอังกฤษเอง ก็ไม่อยากให้เพิ่มจำนวนยิว มาแย่งกันปล่อยเงินกู้ รอธไชลด์จึงหาทางส่งออกยิวที่อพยพมาใหม่ออกไปอย่างรีบด่วน
รอธไชลด์ใช้อิทธิพลบีบรัฐบาลอังกฤษ แล้วที่ไหนจะเหมาะเท่าปาเลสไตน์ ใช้กระสุนนัดเดียว ยิวก็พ้นภาระไปจากอังกฤษ และไปอยู่ที่ตะวันออกกลางเป็นก้างเสียบไม้เสี้ยมและขวางทางเจริญ และความสามัคคีปรองดองของชาวอาหรับ ตลอดกาล… เหี้ยมถึงใจ ตามที่อังกฤษต้องการ
แต่ฝ่ายอเมริกาโดยเฉพาะกลุ่มร้อกกี้เฟลเลอร์ และ CFR ก็น่าจะรู้ทันเกม จึงมีการส่งให้นายเครนไปประกบประธานาธิบดีและไปทำประชามติจริงๆ ก็คือ ไปเดินกล่อมอาหรับ ให้รับอเมริกาแทนอังกฤษ ฝรั่งเศส
นอกจากนั้น นายเครนยังพยายามกระตุกอเมริกาว่า อย่าติดปีกให้ยิว ดีที่สุดเอาอาหรับที่ตัวเองไปกล่อมไว้แล้ว มาปกครองอาหรับเองดีกว่า เป็นการถีบอังกฤษให้ออกไปจากตะวันออกกลางเสียก่อน แล้วอเมริกาจะได้มาเป็นตาอยู่ กินรวบตะวันออกกลางต่อไป แผนผิดไปหน่อยแค่ 100 ปี ต่อมา ก็ดูเหมือนยังไม่สายเกินต้มแกงกิน
ประธานาธิบดีวิลสัน คงไม่ได้บังเอิญป่วย และรายงานของ คิงและเครน คงไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็หายตัวไป 3 ปี เกมชิงอำนาจ เกมล่าเหยื่อ เผ็ดมันทุกขั้นตอน
อ่านเรื่องนายเครน อย่างย่อๆ แล้วนึกถึงนายเคนเนธ แลนดอน (Kenneth Landon) ของผม ในนิทานเรื่องแกะรอยเก่า กันบ้างไหมครับ จำไม่ได้กลับไปอ่านอีกรอบนะครับ จะได้เห็นป่ากว้างและลึกขึ้น
(ตีพิมพ์ในเล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’ หน้า 19)