แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

“Control oil and you control nations;
 control food and you control the people”

“ควบคุมน้ำมันได้ คุณก็ควบคุมชาติต่าง ๆ ได้
  ควบคุมอาหารได้ คุณก็ควบคุมประชาชนได้”

เป็นคำพูดของนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) เมื่อช่วง ค.ศ.1970 เขาพูดมาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนทิศทางการเมืองระหว่างประเทศ ในโลกนี้ จะเป็นไปตามที่นายคิสซิงเจอร์พูด

นายคิสซิงเจอร์พูดโม้ไปเรื่อยๆ เขาคาดการณ์เอาเอง หรือเขาพูดถึงยุทธศาสตร์สำคัญ …ของใคร

งั้นมาทำความรู้จักนายคิสซิงเจอร์ กันหน่อย จะได้รู้ว่าเขาเป็นคนขี้โม้ เป็นหมอดู หรือเป็นคนวงในรู้จริง

นายคิสซิงเจอร์ มีชื่อเต็มว่า เฮนรี่ อัลเฟรด คิสซิงเจอร์ (Henry Alfred Kissinger) ตอนเกิดใช้ชื่อว่า ไฮนซ์ อัลเฟรด คิสซิงเจอร์ (Heinz Alfred Kissinger) เป็นคนเยอรมัน อเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.1923  ตอนนี้ก็อายุปาเข้าไป 90 กว่าปี นอกจากยังไม่ตาย แล้วยังปากเปราะเหมือน เดิม นายคิสซิงเจอร์ เป็นคนตัวเตี้ยและรูปโฉมห่างไกลกับคำว่าเป็นคนหน้าตาดี เขาแต่งงานแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 แต่งกับนางแนนซี่ (Nancy) ผู้หญิงซึ่งตัวสูงกว่าเขาประมาณเกือบ 1 ฟุต เมื่อสมัยที่นายคิสซิงเจอร์เรืองอำนาจ นางแนนซี่เองซึ่งก็ไม่ใช่คนสวยอะไร จะมีรูปภาพปรากฏอยู่ในนิตยสาร Vogueนานาชาติอยู่เสมอ นิตยสารนี้ นอกจากจะมีแต่รูปนางแบบระดับโลกแล้ว ผู้ที่จะได้มีภาพลงในหนังสือนี้ ก็จะต้องเป็นบุคคลที่สมัยนี้เรียกว่า Celeb คนดังว่างั้นเถอะ ตัวผัวก็ไม่หล่อ คนเป็นเมียก็ไม่สวย แต่ทั้งคู่ดังระเบิด แถมตัวผัวยังมีข่าวเสมอทางด้านส่วนตัวว่า เป็นชายเจ้าชู้ ไม่เร่ขายชาติ แต่ชอบทำลายชาติคนอื่นมากกว่า!

เมื่อนักข่าวถามว่า ได้ข่าวว่า ท่านเจ้าชู้มีสาวควงเปลี่ยนหน้าบ่อยๆ ท่านทำได้อย่างไรนะ ในเมื่อ ขอโทษนะ ท่านก็ไม่ใช่คนหล่อ นายคิงซิงเจอร์ตอบว่า “อำนาจก็ทำให้คนมีเสน่ห์ได้นะ” อะฮ้า…

นายคิสซิงเจอร์ มีอำนาจอย่างไร ถึงทำให้สาวๆ ยอมให้ควงบ่อยๆ แต่จะถึงขนาดจัดส่งขึ้นเครื่องบินไปรับมาร่วมร้องเพลงแก้เหงาด้วยหรือเปล่า รายงานข่าวไม่ได้บอกครับ

นายคิสซิงเจอร์ เริ่มทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประเทศของอเมริกา ต่อมาก็ดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงต่างประเทศ ในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) และเป็นต่อมาจนถึงสมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) พูดง่ายๆ เขาเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ในการกำหนดทิศทางการเมืองของอเมริกาและแน่นอนของโลกด้วยในช่วงปี ค.ศ.1969 ถึง ค.ศ.1977

ผลงานของนายคิสซิงเจอร์ ที่เด่นๆ ที่ประกาศอย่างเปิดเผยลงในกูเกิ้ล (Google) คือ การคลี่คลายสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียด การเริ่มสร้างสัมพันธ์กับจีน และเริ่มขบวนการเจรจาสันติภาพที่ปารีส ซึ่งเป็นผลให้ยุติสงครามเวียดนาม (ที่อเมริกาเป็นผู้ริเริ่มนั่นแหละ !) ผลงานนี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 1973 ร่วมกับคู่กัด คือนาย ลี ดัค โธ (Le Duc Tho) จากเวียดนามเหนือ แต่นายลี ดัค โธ ปฏิเสธที่จะรับรางวัล เขาเป็นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธรางวัลโนเบล(เยี่ยม!)

เป็นการให้รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพที่ติดอันดับ 1 ใน 5 แห่งความอื้อฉาว และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก เนื่องจากสัญญาสันติภาพของจริง กว่าจะได้ลงนาม ในปี ค.ศ.1975 แต่ผู้เจรจาได้รับรางวัลล่วง หน้า เหมือนลอตเตอรี่ยังไม่ออก แต่ประกาศแล้วว่าใครถูกรางวัลที่ 1 (เอ้า ตบมือให้ลูกน้องนักเล่นกลกันหน่อย)

แต่ผลงานของนายคิสซิงเจอร์ ที่ไม่ได้เปิดเผย แต่อยากเล่าให้ฟังคือ “National Security Study Memorandum 200” หรือ ที่เรียกชื่อย่อว่า NSSM 200 ที่จัดทำขึ้น ภายใต้การกำกับและอำนวย การสร้างโดยนายคิสซิงเจอร์เอง สำเร็จเป็นเอกสารหนาเกือบ 200 หน้า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.1974

เอกสารนี้เกี่ยวกับอะไร มันลึกลับซับซ้อนมากนักหรือ ถึงขนาดตีตราครั่งเอาไว้ ว่าจะเปิดเผยได้ ก็โดยคำสั่งของทำเนียบขาว (White House) เท่านั้น  แล้วก็เอาไปแอบเก็บซ่อนไว้ถึง 15 ปี สภาความมั่นคงของอเมริกาถึงได้เอามาเปิดให้อ่านกัน เมื่อ ปี ค.ศ.1989

ถึงจะเปิดมานานเกือบ 20 ปี แต่จนเดี๋ยวนี้ ก็ยังมีคนรู้เรื่องนี้น้อย โดยเฉพาะคนพวกที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวข้อง…

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1974 นายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ได้มีหนังสือแจ้งไปยัง รมว.กลาโหม รมว. การเกษตร ผอ. สำนักงานข่าวกรอง (CIA) ผช.รมว. กลาโหม และผู้บริหารหน่วยงานพัฒนาด้านต่าง ประเทศ (AID) ในหัวข้อเรื่องที่อาจเป็นผลกระทบต่อความมั่นคง และผลประโยชน์ของอเมริกาในต่าง ประเทศ อันเนื่องมาจาก “การเจริญเติบโตของประชากรโลก”

สรุปความจากหนังสือดังกล่าวว่า ประธานาธิบดีนิกสัน (Nixon) สั่งให้สภาความมั่นคงแห่งชาติทำ การ 

ศึกษาถึงประเทศที่ยากจน หรือที่ดัดจริตเรียกว่า ประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาว่า การโตของเศรษฐกิจประเทศพวกนี้ กับการโตของจำนวนพลเมือง อย่างไหนมันจะโตเร็วกว่ากัน และถ้าจำนวนคนมันโตเร็วมากกว่า มันจะสร้างความเดือดร้อนให้อเมริกาในฐานะประเทศรวย ต้องส่งอาหารไปช่วยเบ็ด เสร็จมากน้อยแค่ไหน  และถ้าประเทศพวกนี้ ดันมีทรัพยากร ที่อเมริกาอยากได้ แต่เจ้าของดันมีลูกมากใช้ทรัพยากรของเขาไปมาก อเมริกาจะเดือดร้อนแค่ไหน เสียเปรียบคู่แข่งหรือไม่ ทั้งหมดนี้ จะเป็นผลไปกระทบดับความมั่นคงของอเมริกาขนาดไหน …

จดหมายดังกล่าว ยังสั่งว่า ในการศึกษานั้น ต้องเสนอวิธี “จัดการ” กับปัญหา และต้องพิจารณาในประ เด็นต่อไปนี้ด้วย

– อเมริกาจำเป็นต้องคิดวิธีการใหม่ ๆ หรือไม่ในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

– เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่คิดขึ้นมา เพื่อลดการเจริญเติบโตพลเมือง จะต้องได้ผลดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่

– อเมริกาควร “จัดการ” เรื่องนี้ ผ่านหน่วยงานใด และควรจะเป็นสนธิสัญญาแบบใด คู่สัญญา 2 ฝ่าย หลายฝ่าย หรือแบบลับเฉพาะ

โอ้ย… อ่านซะเกือบตาย….สรุปว่า อเมริกาห่วงตัวเองว่า ประเทศคนจนลูกดก พลเมืองแยะ จะทำให้ใช้ทรัพยากรเปลือง เป็นทรัพยากรของเขา ที่อเมริกาอยากได้มาเป็นของตัวน่ะ เรื่องแบบนี้จะเป็นปัญหากับความมั่นคงของอเมริกาหรือไม่

เอ๊ะ! คงมีอ่านแล้วก็งงว่า คนจนมีลูกมาก จะเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของอเมริกายังไง (วะ) ใจเย็นครับ อ่านต่อไปก่อน เดี๋ยวได้เห็นเอง ว่าเกี่ยวยังไง และเราจะรู้สึกอย่างไรดี

เมื่อได้รับคำสั่งจากนายคิสซิงเจอร์ สภาความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (United States National Security) ก็รีบทำการศึกษาวิจัย แต่กว่าจะเสร็จคนสั่งคือ ประธานาธิบดีนิกสัน ก็ดันหลุดจากตำแหน่ง เพราะคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ไปเสียแล้ว

แต่ไม่ต้องตกใจ เมื่อนายเจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน ก็รีบเดินเรื่องต่อ เอาข้อเสนอตามบันทึกลับ NSSM 200 ไปประกาศใช้เป็นนโยบายความมั่นคงของประเทศในปี ค.ศ.1975 และให้อยู่ใต้การกำกับดูแลของนายคิสซิงเจอร์ (ซึ่งก็ยังทำหน้าที่เป็น รมว.ตปท. อยู่เหมือนเดิม) ร่วมกับนายเบรนท์ สโคว์ครอฟท์ (Brent Scowcroft) (ซึ่งภายหลังได้มาเป็นที่ปรึกษาด้าน ความมั่นคงของประเทศแทนนายคิสซิงเจอร์) และมี ผอ. CIA ชื่อนายจอร์จ บุช (George Bush) (ตัวพ่อ) เป็นผู้ร่วมทีมกำกับการแสดงกับ รมว.การคลัง รมว.กลาโหม และ รมว.การเกษตร  … งานช้างนะเนี่ย ขนกันมาหมด

ประเทศเป้าหมาย ที่อยู่ภายใต้การดำเนินการของ NSSM 200 มี 13 ประเทศ คือ อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน อินโดนีเซีย ไทยแลนด์ ฟิลิปปินส์ ตุรกี ไนจีเรีย อียิปต์ เอธิโอเปีย เม็กซิโก โคลัมเบีย และบราซิล (ไง! เริ่มตาลุกขึ้นมาหน่อยละซี พอเห็นชื่อไทยแลนด์ สมันน้อยตื่นเร็ว ดูมันจัดชั้นประเทศเป้า หมาย)

อะไรทำให้นายคิสซิงเจอร์คิดเรื่องนี้ เสนอนโยบายนี้และในภายหลังได้กลายเป็นนโยบายระดับประเทศ ด้านความมั่นคงของอเมริกา อย่างปิดลับถึง 15 ปี และทำไมสมันน้อยไทยแลนด์ ถึงได้เข้ารอบไปอยู่ใน13 ประเทศกับเขาด้วย

เอกสารยาวเกือบ 200 หน้า ทำให้เห็นเค้าลางๆ ว่า อเมริกาเป็นห่วงเรื่องการเจริญเติบโตของประชากรโลก เพราะอะไร แหม! ไอ้จิ๊กโก๋ นี่มันไม่โง่นะ มันมองหลายมิติ ทั้งในด้านทรัพยากร ด้านการเมือง ด้านสังคม และด้านความมั่นคงของประเทศ

เพราะฉะนั้นจะรู้จักว่า จิ๊กโก๋คิดอย่างไร อย่าทำตัวเป็นพวกจอแบน หรือที่สมัยนี้ เขาเรียกว่าพวกโลกสวยน่ะ

ในการดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เอกสารลับซุกลึกนี้ อเมริกาแบ่งประเทศเป้าหมาย 13 ประเทศ เป็น 3 กลุ่ม

– กลุ่มที่ 1 คือ ประเทศที่ยากจน อัตราการเจริญเติบโตของพลเมืองสูง และไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ประเทศพวกนี้ก็จะเป็นภาระของอเมริกา ในฐานะพี่เบิ้มและเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี (รวย น่ะ) ที่จะต้องเลี้ยงดูและให้ความช่วยเหลือ

– กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศที่ยากจน อัตราการเจริญเติบโตของพลเมืองสูง แต่มีทรัพยากรธรรมชาติมีค่าอยู่ใน ประเทศดังกล่าว และเป็นทรัพยากรที่อเมริกา “ต้องการ” โดยประเทศดังกล่าว จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ถ้าประเทศเหล่านี้มีประชากรเพิ่มขึ้นสูง ทรัพยากรของประเทศนั้น ก็อาจจะเหลือไม่เพียงพอกับความต้องการ “ของอเมริกา”

– กลุ่มที่ 3 คือ ประเทศที่ยากจน อัตราการเจริญเติบโตของพลเมืองสูง แต่มีทรัพยากรมีค่าอยู่ใน ประเทศดังกล่าว และเป็นทรัพยากรที่มี “การแข่งขัน” ระหว่างประเทศสูง เพื่อครอบครองทรัพยากรนั้น และหากใครได้ครอบครอง ก็จะมีความ “ได้เปรียบ” และจะกลายเป็นการกระทบกระเทือน ต่อความมั่นคงของอเมริกา

ที่น่าสนใจ ในเอกสารดังกล่าว ระบุไว้ตอนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรว่า ปัญหาการเชื่อมโยงระหว่าง

จำนวนประชากร กับปริมาณของทรัพยากร ในต่างประเทศที่อเมริกาต้องการนั้น อันที่จริงไม่ได้อยู่ที่    “ความเพียงพอ” ของทรัพยากรอย่างเดียว

ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น คือ “การเข้าไปถึง” ทรัพยากรนั้นมากกว่า (จะเข้าไปขโมยของเขาอย่างไรน่ะ) โดย เฉพาะถ้าการเข้าไปถึง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเมืองของประเทศเจ้าของทรัพยากรนั้น ซึ่งจะสร้างความยุ่งยาก หรือสร้างเงื่อนไขเกี่ยวกับการสำรวจ การขุดเจาะ การใช้สอย การแบ่งผลประโยชน์ระหว่าง อเมริกากับรัฐบาลของประเทศเจ้าของทรัพยากร

นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าววิเคราะห์ด้วยว่า จำนวนประชากรของแต่ละประเทศ ก็เป็นเหตุปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดปัญหาทางสังคม และการเมืองในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และฐานะทางเศรษฐกิจดี อัตราการเจริญเติบโตของประชากร จะอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ต่อปี และประเทศเหล่านี้ จะมีปัญหาทางสังคมและการเมืองน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย ในขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา อัตราการเจริญเติบโตของประชากรจะอยู่ที่อัตราร้อยละ 2.7 ถึงร้อยละ 3 ต่อปี และประเทศเหล่านี้ จะมีปัญหาสังคมและทางการเมืองสูง

ข้อเสนอตามเอกสารนี้ระบุว่า การแก้ปัญหาเบื้องต้น ที่น่าจะทำได้ง่ายและได้ผลที่สุด คือ การทำให้อัตราการเติบโตของประชากร ในประเทศเป้าหมาย “ลดลง” เหลือศูนย์ และหากยังมีปัญหาทางสังคมและการ เมือง ก็จะต้องมีการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น โดยวิธีการอื่นต่อไป

Scroll to Top