แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’

อิรัก

อิรักเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน มานานแสนนานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่ม เรียกว่าเป็นมณฑลด่านนอก ซึ่งประกอบด้วย เมืองบาสรา (Basra), แบกแดด (Bagdad) และโมซุล (Mosul) อังกฤษนักล่าฯ จากเกาะใหญ่ฯ เรียกมณฑลนี่ว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) แม้จะเป็นด่านนอก แต่มีความสำคัญกับออตโตมาน เพราะฉะนั้นจึงมีความเชื่อมทางชะตากรรมและทิศทางของเมืองร่วม กัน

แต่บางครั้งด้วยการคมนาคมที่ขลุกขลัก ทำให้หลายครั้ง อิรักเหมือนถูกโดดเดี่ยว ไม่รู้ทิศทางเลี้ยวของนายเหนือ ปล่อยให้อิรักหลงทางและเป็นเหยื่อเผชิญศึกอยู่แต่ลำพัง

อิรักเริ่มคบค้ากับนักล่าชาวเกาะใหญ่ฯ ผ่านการค้าของ English East India ซึ่งนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เปิดสำนักหว่านไว้ทั่ว

สำนักพวกนี้มีหน้าที่ ทางเปิดเผย เหมือนเป็นตัวกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์รัฐบาล คือเป็นตัวแทนดูแลการค้าขายให้รัฐบาลกับดูแลพ่อค้าชาวอังกฤษ แต่หน้าที่หลักที่ปกปิดไว้คือ สืบราชการลับ ครอบงำ กำกับดูแล ผู้มีอำนาจปกครองอาณาบริเวณที่ชาวเกาะไปตั้งสำนักอยู่สรุปง่ายๆ ว่า เหมือนเป็นหน่วยงานจารกรรม ทำหน้าที่เป็นช่างไม้ เหลาไม้เสี้ยม ไม้ขัด ไม้ขวาง ไว้ตามบ้านเหยื่อต่างๆ

สำหรับนักล่าชาวเกาะใหญ่ อิรักอยู่ในเส้นทางติดต่อระหว่างเกาะใหญ่ของนักล่ากับอินเดีย กล่องดวงใจของนักล่า

อิรักมีขนาดกำลังดี ทั้งในแง่พลเมืองและเศรษฐกิจ พอมีเรื่องให้ทำมาค้าขาย ไม่ให้หน่วยงานช่างไม้เหงา นักล่าจึงตั้งโรงงานขึ้นในบาสรา ตั้งแต่ ค.ศ.1763 ความสัมพันธ์ระหว่างนักล่ากับอิรัก จึงไม่ใช่แบบหลวมๆ แม้โรงงานจะไม่ค่อยได้ผลมากนัก แต่นักล่าก็พอใจที่จะให้มีโรงงาน เพื่อคนของตัวจะได้นั่งเหลาไม้เฝ้าดูอยู่แถวนั้น เพราะนักล่าเกี่ยวเอาคูเวต (Kuwait) เมืองที่มีท่าเรือน้ำลึกอยู่แถวนั้นเอาไว้ด้วย ดังนั้นแถบนี้ จึงเหมือนเป็นเส้นทางที่นักล่าวางไว้ให้เป็นทางหนี หรือทางไล่ หากออตโตมานมีปัญหาอะไร รับมือไม่ไหวก็กระโดดก้าวผ่านอิรักไปคูเวต ลงเรือหนีหรือทำกลับกัน ย้อนกลับไปเอาไม้มาเพิ่ม เข้าทางคูเวตก็ได้เช่นเดียวกัน

เป็นการวางจุดที่ทำให้นักล่าเคลื่อนไหวได้คล่องตัว

พวกมัมลัค (Mamluk) เป็นผู้ได้รับอำนาจจากออตโตมานให้ปกครองอิรักในช่วงนั้น แต่มัมลัค เหม็นหน้าผู้ปกครองออตโตมานอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงพยายามผูกสัมพันธ์กับอังกฤษ สัมพันธ์ระหว่างอิรักกับอังกฤษ จึงสมประโยชน์กัน

ค.ศ.1798 มัมลัคยอมให้อังกฤษมาร่วมนั่งพิจารณาคดี ในห้องพิจารณาคดีที่แบกแดด นับเป็นความคืบ หน้าของอังกฤษไม่น้อย และในที่สุดอังกฤษก็ตั้งสถานกงสุลในแบกแดด เมื่อ ค.ศ.1802 การค้าขายระหว่างอังกฤษและอิรักก็ก้าวหน้าขึ้นอีก โดยเฉพาะเรื่องการทอผ้า อังกฤษตั้งโรงงานทอผ้าในอิรัก และในที่สุดอังกฤษก็ชักจูงให้อิรักซื้อเรือกลไฟ และตั้งกิจการไปรษณีย์โทรเลข วางเสาไปทั่วเขตได้ โดยอังกฤษเป็นผู้ดำเนินการ

สิ่งหนึ่งที่เหล่านักล่าอาณานิคมชอบขายให้แก่เหยื่อ คือ กิจการโทรเลข เพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้ข้อมูลของเหยื่อจะหล่นมาถึงผู้ติดตั้งระบบ และเสาเป็นของแถม หรือจริง ๆ เป็นของหลัก ที่มีค่ามากสำหรับนักล่า เป็นงานจารกรรมข่าวกรองที่เหยื่อไม่เคยรู้ตัว ไม่ต่างกับการติดตั้งโทรศัพท์ ในสมัยต่อมา และดาวเทียม ในระยะเวลาไม่นานมานี้ พอนึกภาพออกกันไหมครับ

ยิ่งตอนหลังนี้ มีโซเชียลมีเดียต่างๆ ไอ้ป๊อด ไอ้แป๊ด อากู อะไรพวกนี้ มันเป็นเครื่องมือการดูดข้อมูลของเหยื่อทั้งสิ้น ถ้านึกกันไม่ทัน ก็คิดว่าผมเล่าฝันให้ฟังก็แล้วกัน

อาจจะเป็นเพราะมีระยะความชิดใกล้มากไป ระหว่างพวกมัมลัคกับอังกฤษ ปี ค.ศ.1831 พวกมัมลัคจึงถูกออตโตมานปลดกลางอากาศ ออกจากการเป็นผู้ปกครองอิรักและออตโตมาน ก็เริ่มคุมเข้มอิรักใหม่ แต่การค้าขายติดต่อกับอังกฤษก็ยังดำเนินต่อไปคล้ายเหมือนเดิม

อิทธิพลของฝรั่งตะวันตก ฝังรากลึกอยู่ในอิรัก

ฝรั่งแนะนำให้อิรักปฏิรูปบ้านเมือง ในเรื่องที่ดิน ให้มีการซื้อขายได้ และมีเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง อิรักเชื่อฟัง เดินตามที่ฝรั่งจูง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ตัวเจริญ และทันสมัยอย่างที่ฝรั่งกล่อม ในที่สุดชาวอิรัก ซึ่งเคยมีชื่อเสียงในการเป็นช่างฝีมือ โดยเฉพาะในการทอพรม แกะสลักไม้ก็ค่อยๆ เหลือน้อยลง กลาย เป็นช่างฝีมือเปิดปิดเครื่องจักรโรงงานให้ฝรั่งตะวันตกแทน

ตลอดศตวรรษที่ 19 อังกฤษพอใจกับการได้ประโยชน์ ในการตั้งโรงงานไม้เหลาอยู่ที่อิรักนี้ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายมาก และได้ผลตามที่ต้องการ แต่พอเริ่มศตวรรษที่ 20 ออตโตมานชักเบื่อที่จะต้องถูกฝรั่งชาติเดียวหลอก จึงพยายามคบค้ากับฝรั่งชาติอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะกับรัสเซียและเยอรมัน การแข่งขันมีมากขึ้น ไม้เสี้ยม ไม้ขัด ไม้ขวาง ทำท่าจะไม่พอใช้ ช่างไม้ชาวอังกฤษต้องทำงานหนักขึ้น

การมาถึงของเส้นทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด ทำให้หัวคิ้วของนักล่า ขมวดผูกเป็นเงื่อนตาย นี่ยังไม่ต้องนึกถึงเรื่องที่แอบเก็บฝังลึกไว้ในหัวสมองของชาวเกาะใหญ่ กลางคืนแทบไม่กล้านอน กลัวหลับแล้วละเมอถึงความลับ ชาวบ้านจะรู้กันหมด ?

คงเห็นกันชัดเจนแล้วว่า อังกฤษเป็นโรคแพ้ทางรถไฟ โดยเฉพาะสายเบอร์ลิน แบกแดด ซึ่งสร้างโดยเยอรมัน อนุญาตโดยออตโตมาน อังกฤษจะแก้อาการแพ้ทางรถไฟนี้อย่างไร

อังกฤษตั้งใจใช้ไม้เสี้ยม หวังให้รางรถไฟแหกโค้ง ตกเขาจบสิ้นไป แต่ถ้าเอาแว่นขยายส่องอีกหน่อย เราจะเห็นความเหี้ยมของอังกฤษว่า ไม่ใช่แค่เสี้ยมให้ทางรถไฟแหกโค้งตกเขา แล้วเรื่องจะจบ อาการแพ้จะหายไป นั่นมันง่ายไป และใจดีไปสำหรับชาวเกาะ มันต้องมีอะไรซับซ้อนซ่อนมากกว่านั้น เกินจิตนาการ เล่าแล้วเหมือนจะทำลายหัวใจ พวกที่นิยมบูชาฝรั่ง

เริ่มจาก ค.ศ.1873 เป็นต้นมา ความเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างอังกฤษกับเยอรมัน ดูเหมือนจะใช้อัตราและขนาด ทิ้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ถึงระดับที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องถูกจุดให้เกิดระเบิดขึ้นในปี ค.ศ.1914

แต่สาเหตุแท้จริงของการจุดให้เกิดสงครามโลก ได้ถูกซ่อนลึก จนแทบจะไม่มีใครได้รู้จนเวลาผ่านพ้นไปนานพอสมควร ประมาณปลายศตวรรษที่ 19 กลุ่มธุรกิจ การเงิน นักการเมือง และพวกอีลิตของชาวเกาะอังกฤษ เริ่มออกอาการ เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลง ของพวกอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรป ดูจะคึกคักผิดปรกติ

การเกิดของกองเรือขนส่งสินค้าของเยอรมัน ที่ทำท่าว่ากำลังทำมาค้าขึ้น ข่าวเรื่องการก่อสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด ที่จะวิ่งไปตามเส้นทาง ที่จะทำให้ อินเดีย กล่องดวงใจของรักของหวงของชาวเกาะ มีโอกาสล่อแหลมที่จะถูกฉกไปเชยชม แบบนี้ชาวเกาะจะไม่รู้สึกเหมือนมีอาการของกรดไหลย้อนขึ้นมาเชียวหรือ

ในช่วง ค.ศ.1890 อุตสาหกรรมของอังกฤษ ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ รวมทั้งด้านการเกษตร นำ หน้าเยอรมันหลายช่วงตัว เรียกว่าเหลียวหลังหันกลับไป มองจนคอจะเคล็ดตาย ยังไม่เห็นแม้เงารางๆ ของเยอรมันวิ่งตามมา อังกฤษเจ้าแห่งนักล่าอาณานิคม มองเยอรมันเหมือนคนป่าเถื่อน เทอะทะ เฟอะ ฟะ พูดจาเหมือนออกมาจากดงดิบ ดีว่าตัวขาวผมทอง ไม่งั้นคงถูกเหมาว่ามาจากแถบอื่น ไม่ใช่ชาวยุโรป

เมื่อ ค.ศ.1850 อังกฤษยังเพลิดเพลินและโดดเด่นในการล่าอาณานิคม ขยายอาณาเขตของตัวเองกว้างไกลไปไม่หยุด เพื่อไปขโมยเอาทรัพยากรของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ อังกฤษอ้างว่า อังกฤษมีความจำเป็นเพราะ เกาะตัวเองใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย จะเอาเนื้อที่ส่วนไหนมาให้ประชาชนทำมาหากิน ปลูกผักปลูกหญ้า แถมทรัพยากรสำคัญก็ไม่มี มีแต่ถ่านหินที่พอเชิดหน้าชูตาได้ จะกินเข้าไปได้หรือถ่านหินน่ะ

อังกฤษจึงใช้ความคิดกับปากเป็นอาวุธสำคัญในการล่าอาณานิคม แต่อาวุธกับปากมันไปเองไม่ได้ จึงต้องมีกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ เพื่อไปหลอก ไปต้ม ไปเสี้ยม ไปล่า ไปเอาอาณานิคมมาเกือบทั้งโลก ก็ต้องยอมรับว่า วิทยายุทธการล่าเหยื่อของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายนี้สูงส่งนัก

แผนการล่าที่อังกฤษใช้เป็นประจำคือ ทำให้เหยื่อเปิดประตูบ้าน ให้นักล่าเข้านอกออกในได้ตามสะดวก  หลังจากนั้นนักล่าชาวเกาะใหญ่ จะได้ไปถอดกลอนประตูบ้านเขาให้เปิดกว้าง สู่การค้าเสรี การค้าเสรี นักล่ารุ่นเก่าเขาก็ทำนะ อย่านึกว่ามีแต่รุ่นใหม่ มีอะไรเอามาขายให้หมด (ในราคาถูก) เพื่อแลกกับของแปลกๆ ใหม่ๆ ที่อังกฤษนักล่า เอาไปหลอกขาย

คิดดูแล้ว ก็ไม่ต่างกับเป็นพ่อค้าเร่ขายยา มีของอยู่เต็มท้ายรถ ไปถึงก็หลอกชาวบ้าน โดยฉายหนังกลางแปลง ชาวบ้านก็หอบลูกจูงหลานมาดู หนังเลิก ก็อดซื้ออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นติดไม้ติดมือกลับบ้านไปไม่ได้ พ่อค้าซื้อมาถูกๆ มาขายต่อราคาแพงๆ กับชาวบ้านต่างถิ่นไกลโพ้น ที่ไม่มีโอกาสเห็นโลกกว้าง เออ! หลอกต้มแบบนี้มาตั้งกะสมัยปู่ย่า ถึงสมัยลูกหลานก็ยังโดนหลอกอยู่เหมือนเดิม

สินค้าที่พ่อค้าเร่ขายยา นักล่ารุ่นเก่าชอบเอามาหลอกเหยื่อสมัย นั้น ส่วนมากก็เป็นพวกเครื่องมือ เครื่องใช้สมัยใหม่ วิทยาการใหม่ทางวิทยาศาสตร์ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ รถไฟ รถราง และเครื่องไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น

แล้วเหยื่อส่วนใหญ่ก็กินเบ็ด เพราะไม่เคยมี ก็อยากมี แต่ไม่มีทุนพอซื้อหรือสร้างเอง นักล่าบอกไม่เป็น ไร เรามีแผนสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้ ใช้การได้เลย เดี๋ยวไอจัดการให้ ไอหาเงินกู้ดอกถูกมาให้สร้างเสาโทรเลขดีไหม จะได้ไม่ต้องขี่อูฐกันไป 3 เดือนกว่าจะรู้เรื่อง กดแต๊ก แต๊ก แต๊ก เดี๋ยวเดียว ก็รู้แล้วว่าไอ้คนที่เจ้านายส่งไป ดูแลหัวเมืองน่ะ มันทำงาน หรือกลับบ้านไปนอนกลางวันทุกวัน

นี่มันคิดหลอกกันแบบนี้ เป็นร้อยปีมากแล้ว แต่ยังใช้ได้อยู่ ลุงก็เล่าซ้ำซากด้วยความอ่อนใจ

เหยื่อส่วนใหญ่ก็ตกลง ให้นักล่าจัดการสร้างโน่น ติดตั้งนี้ ไปเรื่อย ๆ ด้วยเงินกู้ที่นักล่าจัดการให้ แล้วเหยื่อก็เป็นหนี้บานทะโล่ไปเรื่อยๆ  ส่วนหนึ่งที่ออตโตมานเจ๊ง ถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยก็มาจากเหตุนี้แหละ ถูกต้ม ให้ซื้อ ให้ทำสงคราม ให้สร้างกองทัพ ฯลฯ ส่วนนักล่าเมื่อได้เงินมา ส่วนหนึ่งก็ซื้อสินค้าพื้นเมืองราคาถูก กลับไปขายแพงที่บ้าน มีกำไรดี แต่เงินส่วนใหญ่กลับไปหานายธนาคารผู้สนับสนุน ทั้งการเดินทาง และการสร้างของเล่นให้เหยื่อ

ทำแบบนี้เหมือนอังกฤษน่าจะรวย แต่ค.ศ. 1870 อังกฤษเกิดอาการเศรษฐกิจตกสะเก็ด เงินไปกระจุกตัวอยู่ที่นายธนาคารผู้ให้กู้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกิน

เยอรมันบอกวิธีนี้ ถ้าเราทำตาม เราก็คงเจ๊งตาม เยอรมันจึงเปลี่ยนวิธีการพัฒนาประเทศตนเองใหม่ เน้นหนักทางด้านอุตสาหกรรม

ค.ศ.1890 เยอรมันผลิตถ่านหินได้ 88 ล้านตัน ส่วนอังกฤษผลิตได้ 182 ล้านตัน

ค.ศ.1910 การผลิตถ่านหินของเยอรมัน พุ่งขึ้นเป็น 219 ล้านตัน ส่วนอังกฤษผลิตได้ 264 ล้านตัน ความห่างของปริมาณการผลิตเริ่มแคบเข้ามาเรื่อยๆ

ค.ศ.1914 เรือบรรทุกสินค้าของเยอรมัน ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่อังกฤษ เป็นการขยายตัวที่รวดเร็วมาก เยอรมันเปลี่ยนตัวถังเรือจากไม้เป็นเหล็ก และเปลี่ยนเป็นใช้เครื่องจักรกลขับ เคลื่อนเรือ ทำให้ขนาดเรือบรรทุกสินค้าใหญ่ขึ้น บรรทุกสินค้าได้มากขึ้น และวิ่งเร็วขึ้น เยอรมันกลับกลายเป็นลูกพี่ในการขนส่งสินค้าทางทะเล

การขนส่งสินค้าทางเรือบรรทุกของ เยอรมัน นอกจากเพิ่มจำนวนสินค้าแล้ว ยังมีการประกันภัยสินค้าด้วย ระบบที่ครบถ้วนของเยอรมัน เป็นที่พอใจของผู้ใช้บริการมาก ขนาดฝรั่งเศส คู่หูอังกฤษเอง ยังออกปากว่า การขนส่งสินค้าทางเรือของเยอรมัน ไม่ได้วางระบบให้วิ่งไปหาการค้า แต่วิธีดำเนินการของเยอรมัน ทำให้การค้าวิ่งมาหาเอง มันเหนือกว่าที่เคยๆ ทำ

เอ๊ะ! ฝรั่งเศสหมายถึงใคร พูดชมใคร พูดแดกใคร!

แค่เยอรมันเริ่มทาบรัศมีการขนส่งทางเรือ อังกฤษก็ขัดใจจะแย่แล้ว นี่คู่หูยังทะลึ่งไปชื่นชมอีก แบบนี้มันยิ่งกว่าขัดใจ

ประมาณ ค.ศ.1882 น้อยคนในโลกจะรู้จักว่า ไอ้ดำ ๆ เหนียว ๆ และที่ทุกวันนี้เรียกกันว่า น้ำมันดิบน่ะ มันมีค่ามหาศาลขนาดไหน ถึงกับเรียกเป็นทองดำกันเลย สมัยนั้นรู้จักกันแต่น้ำมันเติมตะเกียง ซึ่งโรงงานของเยอรมันนั่นแหละ เป็นผู้ผลิตตะเกียงชื่อ สโตห์วัสเซอร์ (Stohwasser) น้ำมันนี้เรียกว่า“rock oil” เพราะมันไหลออกมาจากหิน ซึ่งมีอยู่มากในแถบไททัสวิลล์ (Titusville) ของรัฐเพนน์ซิล วาเนีย (Pennsylvania) ในอเมริกา และที่บาคูของรัสเซีย และกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์

ค.ศ.1870 นายจอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) ตั้งบริษัท Standard Oil ขึ้นเพื่อหาน้ำมันมาเติมตะเกียง (ไม่ได้หรูหรา ตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลกัน อย่างที่คิดหรอกนะ ในสมัยนั้น) และเอามาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำยาในอเมริกา ตอนนั้นยังไม่มีใครคิด เอาน้ำมันมาใช้ในการอุตสาหกรรม ฝรั่งก็ไม่ได้ฉลาดล้ำไปทุกเรื่องหรอก

แต่อย่างน้อยก็มีคนเข้าใจ และรู้จักคิดคือ กัปตันฟิชเชอร์ (Fisher) ทหารเรืออังกฤษ

ปี ค.ศ.1882 กัปตันบอกว่า ถ้ากองทัพเรืออังกฤษเปลี่ยนจากใช้ถ่านหิน มาเป็นใช้น้ำมัน เรือรบอังกฤษจะวิ่งฉิวเลย เพราะไม่ต้องไปแบกน้ำหนักของถ่านหิน ผลของการคิดก้าวไกล คุณกัปตันได้ก้อนอิฐเต็มหัว ใคร ๆ หาว่าเขาบ๊อง (เคยเขียนให้อ่านกันแล้วครับ ในนิทานเรื่องมายากลยุทธ) คุณกัปตันเจ็บใจ ซุ่มทำการบ้านอยู่หลายปี

ขณะเดียวกัน ค.ศ.1885 วิศวกรชาวเยอรมัน นายกอตลี้บ เดมเลอร์ (Gottlieb Daimler) ก็เป็นคนคิดเครื่องยนต์ให้รถวิ่งโดยใช้น้ำมัน แต่ขณะนั้นรถยนต์มันเป็นเครื่องวิ่งแทนเท้าของพวกเศรษฐีเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปคงยังต้องใช้เท้าส่วนตัววิ่งเองตามเดิม ไม่ได้มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานอันแสนสุดยอดนี้ในตอนนั้น แต่ถึงอย่างไรข่าวนี้แน่นอน ยิ่งต้องเพิ่มความไม่พอใจให้แก่อังกฤษ

ปี ค.ศ.1905 อังกฤษเริ่ม “รู้สึก” ว่าน้ำมันนี่ น่าจะเป็นอาวุธสำคัญ แต่ทำอย่างไรล่ะ ทั้งเกาะใหญ่ของอังกฤษมีแต่น้ำมันตะเกียง ไม่มีแหล่งน้ำมันดิบของตัวเอง ใครรู้อายเขาตาย เป็นตั้งจักรภพอังกฤษ ใหญ่ซะไม่มีละ แต่ดันต้องพึงอเมริกา รัสเซียหรือเม็กซิโก ให้ส่งน้ำมันให้ เป็นสิ่งที่อังกฤษรังเกียจ และเสียหน้าอันใหญ่โตมาก

ย้อนไปในปี ค.ศ.1904 มีคนตาแหลมมองเห็นว่า คุณกัปตัน ฟิชเชอร์ นี่นอกจากไม่บ๊องแล้ว มันยังเป็นอัจฉริยะอีกด้วย (2 อย่างนี้เส้นตัดแบ่ง มันบางมากนะครับ) คุณกัปตันเลยได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการทหารเรือ เขารีบตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาว่า จะหาน้ำมันมาจากไหนและทำอย่างไร เพื่อเอามาให้กองทัพเรืออังกฤษใช้ คราวนี้เอาจริง!

ขณะนั้นอังกฤษไปจับจองครองพื้นที่อยู่ที่เปอร์เซีย (Persia) และอ่าวอาระเบีย (Arabia Gulf) ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมานแล้ว เปอร์เซียเองไม่ได้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่อังกฤษมีวิธีไปตั้งสถานกงสุลอยู่ที่เมืองบุชเชียร์ (Bushier) และบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) โดยการเอากอง ทัพเรือมาจอดขวางกลางอ่าว ก็เท่านั้นเองแหละ เป็นการขวางไม่ให้ใครใช้เส้นทางไปสู่อินเดีย อังกฤษทำแบบนี้มาทุกครั้งที่ต้องการข่มขู่เหยื่อ สมันน้อยก็โดนมาแล้ว ยังจำ ร.ศ. 112 ได้หรือเปล่า หรือต้องให้ลุงนิทานเล่า เกินไปนะ ประวัติศาสตร์สำคัญของบ้านเรานะ ไปหาอ่านกันเองบ้าง

ค.ศ.1905 อังกฤษส่งสายลับมือหนึ่ง ชื่อนายซิดนีย์ ไรล์ลี่ย์ (Sidney Reilly) (ซึ่งจริงๆ เป็นชาวรัสเซียชื่อซิกมุนด์ จอร์จีวิช โรเซนบลูม (Sigmund Georgjevich Rosenblum) ชาวเมืองโอเดสสา (Odessa) ในรัสเซีย) ให้เดินทางเข้าไปในเปอร์เซีย ภายใต้คำสั่งลับสุดยอดให้ไปควานหาตัวบุคคลลึกลับ ชื่อนายวิลเลียม น็อกซ์ ดาร์ซี่ (William Knox D’Arcy)

ต้องยอมรับว่าการข่าวกรองและการจารกรรมของอังกฤษ นำหน้ามาตลอดเป็นหลายร้อยปี ปัจจุบันก็ยังอยู่แถวหน้า ตัวใหญ่ๆ ของ CIA ของนักล่ารุ่นใหม่ ก็เรียนงานมาจากรุ่นเก่านี้ทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกและสงครามเย็น

นายดาร์ซี่ (D’Arcy) เป็นวิศวกรชาวออสเตรเลีย ซึ่งสนใจและศึกษาประวัติศาสตร์เป็นงานอดิเรก อย่างเอาจริงและลึกซึ้ง ชนิดพูดกับก้อนหินรู้เรื่อง และเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด เขามีความเชื่อแบบฝันเฟื่องว่า เทพเจ้าแห่งไฟของเปอร์เซีย (ออร์มุสด์ Ormuzd) จุดน้ำมันตะเกียงถวายพระผู้เป็นเจ้าในสมัยโบราณตลอดเวลา แสดงว่าแถบนั้นน่าจะต้องมีน้ำมัน “rock oil” (พวกเฟื่อง พวกบ๊อง นี่ดูดีๆ นะครับ บอกแล้วเส้นแบ่ง มันบางมาก!) เขาจึงไปเดินสำรวจแถวนั้นอยู่หลายรอบ และเมื่อเชื่อมากขึ้นว่า น่าจะมี “rock oil” เขาก็ไปติดต่อขอกู้เงินจากนายธนาคารของอังกฤษ เพื่อสนับสนุนความฝันเฟื่องของเขา (ข่าวมันน่าจะหลุดรอด ไปในช่วงนี่แหละ เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีความลับอย่าไปยุ่งกับนายธนาคารเชียว!)

ประมาณช่วงปลาย ค.ศ.1890 กว่าๆ กษัตริย์เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี (Reza Shah Pahlavi) เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์เปอร์เซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นอิหร่าน ได้เรียกนายดาร์ซี่เข้าไปคุย เพราะนายดาร์ซี่ เป็นวิศวกรฝรั่งที่เดินทางเข้าออกหาน้ำมันอยู่แถวนั้นจนเป็นที่รู้จักกันดี ท่านชาห์ (Shah) อยากสร้างทางรถไฟ และอยากทำอุตสาหกรรมในเปอร์เซีย เลยอาศัยนายดาร์ซี่เป็นที่ปรึกษา ตอนนั้นคงมีฝรั่งให้คุยด้วยไม่มาก

ค.ศ.1901 บุญหล่นใส่นายดาร์ซี่โครมใหญ่ ท่านชาห์ให้รางวัลเป็นสินน้ำใจที่นายดาร์ซี่มาให้คำแนะนำ เป็นสัมปทานอายุ 60 ปี ที่อนุญาตให้นายดาร์ซี่ จะค้น จะขุด จะเจาะ อย่างไรก็ได้บนแผ่นดินของเปอร์เซียและขุดได้อะไรมาก็ให้เป็นสมบัติของนายดาร์ซี่ โดยไม่มีใครจะมาขวางได้ !

นายดาร์ซี่จ่ายเงินไปประมาณเท่ากับ 2 หมื่นปอนด์เป็นค่าตอบแทนสัมปทาน และตกลงจะแบ่งให้ท่านชาห์ 16% จากจำนวนรายได้ที่ได้จากขายน้ำมัน ถ้าขุดเจอจากแหล่งนี้ นายดาร์ซี่ ไม่รู้เลยว่า เขาได้เอก สารมีค่ามหาศาล มันรวมไปถึงให้เป็นสิทธิตกทอดถึงทายาทและผู้รับโอนด้วย แม่เจ้าโว้ย! สิทธิในการจะขุดน้ำมันไปจนถึง ค.ศ.1961 เชียวนะ

นายไรล์ลี่ย์สมกับเป็นสายลับมือหนึ่ง เขาควานหาตัวนายดาร์ซี่จนเจอ ในปี ค.ศ.1905 ขณะที่นายดาร์ซี่กำลังจะเซ็นสัญญาเลือกฝรั่งเศสมาเป็นหุ้นส่วน เป็นฝรั่งเศสที่ส่งมาโดยกลุ่มธนาคารของรอธไชลด์ในปารีส (แสดงว่ารอธไชลด์ มีการข่าวดี จำเรื่องปั่นหุ้น insider trading ครั้งแรกของโลกโดยรอธไชลด์ฝ่ายอังกฤษได้ไหมครับ ก็มาจากการข่าวพิเศษของพวกรอธไชลด์ เล่าอยู่ในนิทานเรื่องมายากลยุทธ) นายดาร์ซี่ กะว่าจะให้หุ้นส่วนฝรั่งเศสขุดต่อ และตัวเขาจะเดินทางกลับไปออสเตรเลีย แหม เดินกลางแดด หาน้ำมันอยู่นาน ไอ้ที่ยังไม่เพี้ยน ก็เพี้ยนจริงได้เหมือนกัน

สายลับไรล์ลี่ย์ลงทุนปลอมตัวเป็นพระ ไปตีสนิทกับนายดาร์ซี่ นั่งกล่อมนายดาร์ซี่ว่า ทั้งหมดนี่น่า คงเป็นรางวัลที่พระผู้เป็นเจ้า ประทานให้กับสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ คงไม่มีใครที่จะมีบุญขนาดนี้อีกแล้ว แต่จะได้บุญมากขึ้น ถ้าไม่เก็บไว้คนเดียว แต่ให้คนส่วนมากได้ประโยชน์ด้วย พระผู้เป็นเจ้าจะยิ่งดีใจ นายไรล์ลี่ย์คงกล่าวอย่างนั้น

ในที่สุด นายดาร์ซี่ก็ตกลงโอนสิทธิสัมปทานให้แก่บริษัทที่มีชื่อว่า Anglo Persian Oil Company ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อลอร์ด สตราดธ์โคน่า (Lord Strathcona) นักการเงินชาวสกอตต์ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษส่งมาให้เป็นนอมินี (ตกลงนอมินีน้ำมันรายที่ 1 เท่าที่เรารู้นี่ เริ่มโดยอังกฤษนะครับ สำหรับสมันน้อย ปตท. ใครเป็นนอมินี ให้ใครบ้าง โปรดช่วยกันสืบต่อ อาจจะย้อนกลับไปที่เดิม อย่าแปลกใจก็แล้วกัน) ส่วนสายลับไรล์ลี่ย์ ก็คงเกษียณไปพร้อมด้วยเงินรางวัลก้อนโต หรือไม่ก็โดนเก็บลงหีบ ตามธรรมเนียมชะตาชีวิต ของคนที่เป็นสายลับที่รู้ความลับชนิดปิดลึก วงการนี้เขาโหดร้ายอย่างนี้แหละ !

ค.ศ.1889 กลุ่มนักธุรกิจอุตสาหกรรมของเยอรมัน นำโดย Deutsche Bank ไปได้สัมปทานจากรัฐบาลออตโตมาน ให้สร้างทางรถไฟจากกรุงคอนแสตนติโนเปิลไปถึงแคว้นอนาโตเลีย (Anatolia) ซึ่งต่อมาตกลงขยายเส้นทางเป็นเบอร์ลิน แบกแดด

เยอรมันนั้นอยากคบค้ากับออตโตมานมานานแล้ว เพื่อให้เป็นตลาดใหญ่ทางตะวันออกของประเทศทางด้านอุตสาหกรรม ทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด ก็น่าจะเป็นยุทธศาสตร์การค้าที่ดี แต่การหาแหล่งน้ำมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่เยอรมันแอบซ่อนอยู่ อังกฤษคิดระแวงและพร้อมที่จะขวางทุกกระบวนท่า ความรู้สึกชิงชังเยอรมันที่อังกฤษแสดงในช่วง ค.ศ.1890 เป็นต้นมาในตะวันออกกลาง ก็น่าจะงอกเงยมาจากทางรถไฟสายชิงชังเบอร์ลิน แบกแดด และความระแวงเยอรมันเรื่องน้ำมัน

เป็นครั้งแรกที่ทางรถไฟจะเชื่อมอาณาจักรออตโตมานด้วยกันได้หมด และเมื่อไปถึงแบกแดด จะทำให้เป็นการเดินทางภาคพื้นดินที่เร็วที่สุดและถูกที่สุดด้วย

อังกฤษก็มองเห็นจุดนี้และเห็นมากกว่าอีก

อังกฤษบอกว่า แบบนี้ผู้คนก็แห่กันไปใช้รถไฟหมด แล้วเรือเราจะขนอะไร และถ้าเยอรมันกับพวกเติร์กเกิดเล่นกล จับมือกันบุกอียิปต์ ซึ่งอังกฤษมีผลประโยชน์มหาศาลอยู่ ผลประโยชน์ในอียิปต์เราจะเป็นอย่างไร

มองดูจากแผนที่ เส้นทางที่รถไฟเบอร์ลิน แบกแดด จะวิ่งผ่านเมืองใหญ่อะไรบ้าง เริ่มที่อาณาจักรเยอรมัน อาณาจักรออสเตรีย บัลกาเรียและออตโตมาน (ตุรกี) และมีเมืองเล็กๆ คือ เซอร์เบีย (Serbia) ที่กั้นขวางระหว่าง ต้นทางกับปลายทาง เซอร์เบีย อยู่ระหว่างเยอรมันกับทางเข้ากรุงคอนแสตนติโนเปิลและซาโลนิกา (Salonika) ที่เหมือนเป็นประตูสู่ตะวันออก 

ถ้าเซอร์เบียถูกถล่ม หรือถูกนำเข้าไปเป็นตัวแสดง ขัดขวางทางเดินของรางรถไฟเบอร์ลิน แบกแดด อาณานิคมอันกว้างใหญ่ของเรา คงถูกเยอรมันบุกเข้ามาขยี้แน่นอน… อาร์ จี ดี ลาฟเฟน (R.G.D Laffan) ที่ปรึกษาการทหารของอังกฤษประจำกองทัพที่เซอร์เบีย รำพึง…อืม..

อันที่จริงตลอดเวลาที่คิดก่อสร้างทางรถไฟสายชิงชังนี้ เยอรมันรู้ว่าอังกฤษไม่พอใจ และถ้าไม่มีอังกฤษร่วม เยอรมันก็เหนื่อยเหมือนกันในการหาเงินมาสนับสนุนการก่อสร้าง Deutsche Bank รับรายเดียวคงหลังแอ่น

เยอรมันลงทุนไปง้องอนอังกฤษให้ร่วมลงทุนด้วยกัน ถึงขนาดปลายปี ค.ศ.1899 พระเจ้าไกเซอร์ วิลเฮลม์ ที่ 2 (Kaiser Wilhelm ที่ II) ของเยอรมัน อุตส่าห์เดินทางไปหาพระนางวิคตอเรีย (Victoria) ของอังกฤษเป็นการส่วนตัวที่วังวินด์เซอร์ เพื่อขอให้แนะนำรัฐบาลอังกฤษ เข้าร่วมในการสร้างรถไฟรายนี้ ถึงขนาดนั้นอังกฤษก็ไม่รับไมตรี

ตลอดเวลา 15 ปี อังกฤษได้พยายาม ทั้งเสี้ยม ทั้งขวาง ทั้งขัด ทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ทางรถไฟนี้เกิดขึ้นได้ นักประวัติศาสตร์ (ไม่ใช่นักเขียนประวัติศาสตร์ ต่างกันนะครับ) บอกว่า ทางรถไฟสายนี้แหละนะ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 และอันที่จริง อังกฤษก็ขวางเกือบสำเร็จ

หมากตัวสำคัญที่อังกฤษนำมาใช้ ชื่อคูเวต (Kuwait)!

อังกฤษเลี้ยงดูคูเวตมานาน โดยเอาเรือรบมาจอดขวางอยู่ปากอ่าว เมื่อ ค.ศ.1901 และประกาศให้ท่า เรือที่อยู่ใต้ลงไปนั้น ชัตต์ อัล อาหรับ (Shatt al Arab) ซึ่งปกครองโดย ชีค มูบารัค อัล ซาบาห์ (Sheikh Mubarak al-Sabah) ให้เป็นรัฐที่อยู่ในความดูแลของอังกฤษ อย่างหน้าด้านๆ (British Protectorate) ระหว่างนั้น ออตโตมานป่วยเกินกว่าจะประท้วง เลยปล่อยเลยตามเลย และเห็นว่าคูเวตก็อยู่ไกลตัว คูเวตจึงเป็นหมากที่อังกฤษนำมาใช้ขวางไว้ไม่ให้ ทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด ผ่านเข้ามาที่อ่าวเปอร์เซีย (Persia) ได้

แต่นั่นคือหมากเปิด ที่อังกฤษปล่อยออกไปขู่เยอรมัน เกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟ!

ค.ศ.1902 อังกฤษรู้แล้วว่า ดินแดนที่อังกฤษเรียกว่าเมโสโปเตเมีย ซึ่งปัจจุบันเป็นอิรักและคูเวต นั้น เต็มไปด้วยแหล่งน้ำมัน มีมากแค่ไหน แต่จะเข้าไปเอาอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ว่ากันที่หลัง ที่สำคัญ ต้องกัน ต้องขวาง อย่าให้ใครเข้ามายุ่งไว้ก่อน โดยเฉพาะเยอรมัน

ค.ศ.1907 ชีค มูบารัค อัล ซาบาห์ (ซึ่งยึดอำนาจปกครองทั้งแคว้นได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 โดยฆ่าพี่ชายน้องชาย 2 คน ขณะที่นอนหลับอยู่ในวัง และคงมีคนช่วย ที่เราน่าจะพอเดาออก) ได้ตกลงทำสัญญาให้อังกฤษเช่าที่ดินบริเวณแบนเดอร์ ชไวคห์ (Bander Shwaikh) เป็นสัญญาเช่าประเภทที่ไม่วันหมดอายุ! มีรายงานว่า ชีค (Sheikh) จอมโหด ได้ค่าทำสัญญาเป็นทองคำและปืนไรเฟิลจากรัฐบาลอังกฤษเป็นค่าลงลายมือไปโขอยู่

เดือนตุลาคม ค.ศ.1913 เซอร์เพอร์ซี่ ค็อกซ์ (Sir Percy Cox) ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ยังจับมือให้ชีคทำสัญญาสำคัญอีกฉบับหนึ่ง ที่ทั้งผูกทั้งมัดคูเวต ว่าจะไม่ให้หน้าไหน มาได้สัมปทานน้ำมันในแถบนั้นไป เว้นแต่เป็นผู้ที่รัฐบาลอังกฤษส่งมา เข้าใจไหม

ชีคบอกเข้าใจแล้วนายท่าน ว่าแล้วก็ลูบคลำทองแท่งเนียนมือชื่นใจ

ในที่สุดในปี ค.ศ.1912 Deutsche bank ก็สามารถเจรจาให้ ออตโตมานลงนามให้ Bagdad Rail Co.ได้รับสิทธิในพื้นที่ (right of way) กว้าง 20 กิโลเมตร สองข้างทางรถไฟยาวไปตลอดทาง เส้นทางนี้ ยาวไปถึงโมซุล (Mosul) ซึ่งเป็นอิรักในปัจจุบัน ถึงตอนนี้เยอรมันรู้แล้วว่า น้ำมันเป็นสิ่งมีค่าและจำเป็น และเยอรมันแม้มีเหล็ก มีอุตสาหกรรมเข้มแข็งอยู่เต็มประเทศ แต่ไม่มีแหล่งน้ำมันของตนเอง เป็นเหตุให้ตนเองตกอยู่ในกำมือของบริษัทน้ำมันใหญ่ของอเมริกา Standard Oil Company ของนายร้อกกี้เฟลเลอร์ โคตรรวยนั่นเอง

ค.ศ.1912 เยอรมันตั้งบริษัทร่วมกับ Standard Oil โดยฝ่ายอเมริกัน ถือหุ้น91% และ Deutsche ถือหุ้น 9% เป็นการเจรจาทางธุรกิจที่ล้ม เหลวสุดแย่ของเยอรมัน และเยอรมันก็รู้ตัว แต่ไม่มีทางเลือกในตอนนั้น เรื่องการยืมจมูกคนอื่นหายใจ ใครก็คงยอมไม่ได้นาน ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปเต็มบ้าน เมือง แต่ไม่มีแหล่งน้ำมันของตัวเอง มิน่า ชาวเกาะใหญ่ เขาถึงได้ว่า เฟอะฟะ ! น่าจะโดนด่ามากกว่านั้นนะ

การสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน แบกแดด ก็ดูเหมือนจะเป็นการเดินทางไปหาจมูกหายใจ ให้กับตนเองของเยอรมัน ที่ต้องไม่มีส่วนผสมของ Standard Oil เจือปนอีกต่อไป และไม่มีการอุดปากปิดจมูกขัดขวาง จากอังกฤษด้วยเช่นเดียวกัน

อังกฤษเองก็ใช่ว่าจะมีแหล่งน้ำมันของตนเอง แต่อาศัยความเก๋าและการวางหมากที่แยบยล จึงหลอกได้แหล่งน้ำมัน Anglo Persian Oil มาและใน ค.ศ.1915 ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยหลอดเชอร์ชิล (Churchill) อังกฤษก็ซื้อหุ้นเพิ่มกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Anglo Persian Oil ซึ่งปัจจุบันคือ British Petroleumนั่นแหละ

อังกฤษบอกกับตัวเองว่า ถ้าเราไม่สามารถจะสร้างเดมเลอร์ (Daimler) ได้อย่างเยอรมัน สิ่งที่เราควรทำก็คือ ควบคุมวัตถุดิบที่เดมเลอร์ จำเป็นต้องใช้ในการวิ่งเท่านั้นเอง!

ความโตเร็วของเยอรมัน เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ ค.ศ.1890 ทำให้อังกฤษทนนั่งดูอยู่เฉยไม่ไหว อังกฤษเตรียมปรับแผนยุทธศาสตร์ที่ใช้อยู่กับพันธมิตรในยุโรป เป็นการปรับชนิด กลับหลัง ตลบหน้า รุนแรงถึงขนาด ปักหมุดให้พันธมิตรเดินตามที่อังกฤษต้องการ หรือหยุดเดินไปในทิศทางที่อังกฤษไม่ต้องการ

เหตุการณ์ที่อียิปต์ Fashoda Crisis คงเป็นตัวอย่างที่เห็นชัด

แต่เดิมที่ผ่านมา อังกฤษและฝรั่งเศสกอดคอเฮฮา นั่งกินเหล้าด้วยกันที่อียิปต์ เพราะมีผลประโยชน์ร่วม กันในคลองสุเอช แต่ตั้งแต่ ค.ศ.1882 เป็นต้นมา กองทัพอังกฤษที่อียิปต์ดูเหมือนจะงอกมากขึ้นเหมือนเห็ดในฤดูฝน และทำท่าว่าไม่ใช่งอกชั่วฤดูกาล แต่ออกอาการว่าจะอยู่ถาวร แถมอังกฤษแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าใหญ่ เข้าไปสั่งการกับรัฐบาลอียิปต์อีกด้วย ฝรั่งเศงง ตีโจทย์ไม่ออก นี่ไอ้ชาวเกาะใหญ่ มันจะมาไม้ไหนนะ  อังกฤษบอกกับฝรั่งเศสว่า ไม่ต้องคิดมาก ทุกอย่างที่เราทำ เราทำไปเพื่อรักษาผล ประโยชน์ของประเทศเราทั้งสองนะ

แต่นายเธโอฟิล เดคลาสเซ (Theophile Déclassé) รัฐมนตรีที่ดูแลกิจการอาณานิคมของฝรั่งเศสไม่ยอมคล้อยตาม เขามองว่า อังกฤษกำลังจะฉวยโอกาสฮุบคลองสุเอชและอียิปต์ไว้ฝ่ายเดียว เขาจึงสั่งให้มีการเคลื่อนพล ยกทัพมาจากฝรั่งเศสข้ามทะเลทรายซาฮาร่า ในปี ค.ศ.1898 เพื่อไปเผชิญหน้าเตรียม ปะทะกับอังกฤษที่รออยู่ที่แม่น้ำไนล์ ให้รู้หมูรู้เสือ

แค่เงื้อดาบ ยังไม่ทันได้ฟันกัน กองทัพทั้ง 2 ฝ่าย ก็ถูกนายเหนือสั่งให้หยุดการ (เกือบ) ปะทะไว้ชั่วคราว เฮ้ย หยุด หยุด นายเขากำลังเจรจากัน

ผลการเจรจา ฝรั่งเศสตกหลุมอังกฤษ ยอมถอยทัพ และเสียโอกาสมหาศาล ที่จะเข้าไปทำประโยชน์ในแอฟริกา นายเดคลาสเซ (Déclassé) สั่งเคลื่อนพล โดยไม่ได้หารือ ไม่รู้ถึงแผนลับของรัฐมนตรีต่างประ เทศของฝรั่งเศส ซึ่งป่วยอยู่ในขณะนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส นายแกเบรียล ฮาโนโต้ (Gabriel Hanotaux) มีชื่อเสียงว่า ไม่ชอบหน้าอังกฤษอย่างยิ่ง หรือใช้ว่าเกลียด อาจจะตรงกว่า มีนโยบายที่จะปรับปรุงและสร้างแหล่งอุตสาหกรรมในอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่อยู่ในแอฟริกา นายฮาโนโต้ (Hanotaux) ตั้งใจจะผนึกฝรั่งเศสกับแอฟริกาให้แน่นแฟ้น โดยสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างดาการ์(Dakar) ในฝรั่งเศส เซเนกัล (French Senegal) มาจนถึงจิบูติ (Djibouti) ที่ทะเลแดง มันจะเป็นการเชื่อมแอฟริกาตะวันออกถึงตะวันตกโดย “Trans-Sahara Railway Project” (ทางรถไฟอีกแล้ว!)

เส้นทางรถไฟนี้ ถ้าสำเร็จจะเป็นการขวาง ไม่ให้อังกฤษแต่ฝ่ายเดียว ที่หวังจะเป็นผู้ควบคุมแอฟริกาทั้ง หมดผ่าน อียิปต์ไปจนถึงอินเดีย นายฮาโนโต้ (Hanotaux) ได้แอบปรึกษากับเยอรมันบอก ทางรถไฟเส้นทางนี้ จะเป็นยากันการขยายอิทธิพลของอังกฤษได้อย่างชะงัด เรามาช่วยกันปรุงยานี้ได้ไหม?

ค.ศ.1896 ฝรั่งเศสและเยอรมันหารือกันอีกรอบ“ เราควรจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้อังกฤษเห็นบ้างว่า ไม่ใช่อังกฤษฝ่ายเดียว ที่จะเป็นคนตัดสินใจและได้ทุกอย่างไป”

แต่แล้วก็เกิดเหตุ Dreyfus Affair สื่อฝรั่งเศสตีข่าวกันใหญ่ว่า นายทหารระดับร้อยเอกของกองทัพฝรั่งเศสชื่อ เดรฟัส (Dreyfus) ถูกจับข้อหากระทำการจารกรรมต่อเยอรมัน เป็นเรื่องใหญ่นะ ทำให้การเจรจาระหว่างฮาโนโต้กับเยอรมันสะดุด การปรุงยาชะงักลง เขาต้องออกมาหน้าเครียดแก้ข่าวและเตือนสื่อว่า อย่าใส่สีมากนัก มันจะพาไปสู่สงครามกับเยอรมันได้ อยากได้อย่างนั้นหรือ

ในที่สุดร้อยเอกเดรฟัสก็ได้รับการปล่อยตัว เมื่อมีการสืบสวน จนได้ความชัดเจนว่า มันเป็นการสร้างหลักฐานปลอมใส่เดรฟัส โดยเค้าท์ เฟอร์ดินานด์ เวลซิน เอสเธอร์เฮซีย์ (Count Ferdinand Walsin – Esterhazy) (ชื่อยาวจัง !) ซึ่งได้รับจ้างให้ทำเรื่องนี้ ส่วนผู้จ้างคือตระกูลรอธไชลด์ ที่ทำธุรกิจธนาคารอยู่ที่ปารีส

เรื่องนี้เล่นกันเองแรงดี ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ไม้ขวางอันนี้ อภินันทนาการจากรอธไชลด์

ค.ศ.1898 ฮาโนโต้ (Hanotaux) ก็หลุดพ้นจากตำแหน่ง และผู้มาแทนเขาก็คือ เดคลาสเซ (Déclassé) เงินใหญ่ จ้างผีระดับไหน ให้โม่แป้งก็ได้

หลังจากเหตุการณ์ฟาโชดา (Fashoda) จบลง อังกฤษก็สามารถปักหมุด ฉุด และจูงให้ฝรั่งเศส ล้มเลิกแผนการปรับปรุงอาณานิคมในแอฟริกา และลดความสนใจในอียิปต์ลงไปได้

อังกฤษบอกแก่ฝรั่งเศส นี่ เพื่อนอย่าไปมัวสนใจอะไร ที่มันเลื่อนลอยเหมือนความฝันเลย แอฟริกานี่ไม่ใช่หมูนะ ไกลบ้านด้วย เพื่อนไปเอาอะไรที่จับต้องได้ ไม่ดีกว่าหรือเช่น เหล็กที่อัลซาส ลอร์เรน (Alsace- Lorraine) ของเยอรมันยังไงล่ะ ดีกว่านะ เราจะสนับสนุนเพื่อนให้ได้เอง แล้วฝรั่งเศสก็ตกหลุมของอังกฤษอีกพลั่ก

นายฮาโนโต้ ได้กล่าวภายหลังว่า มันชัดเจนว่าทุกครั้งที่ฝรั่งเศสขยับตัว อังกฤษก็จะเกิดอาการผวา เหมือนเด็กเห็นเงา นึกว่าผีหลอกและเข้ามาขัดขวาง เพราะคิดว่าการดำเนินการของทุกคนนั้น ขัดประโยชน์ของอังกฤษทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่กรณี อียิปต์ ตูนีเซีย มาดาร์กัสการ์ อินโดจีน แม้กระทั่งที่คองโก อังกฤษจะต้องถือไม้ออกมาวางขวางเสมอ

จากเหตุการณ์ฟาโชดา (Fashoda) อังกฤษกับฝรั่งเศส จึงกลับมาเป็นคู่หูกันอีกครั้ง โดยทำสัญญาลับให้ไว้ต่อกัน มีกาวยี่ห้อ “ขวางเยอรมัน” ทาคู่หูให้ติดกันไว้ 

นายฮาโนโต้บอกว่า อังกฤษเก่งมาก ที่แยกศัตรูไม่ให้รวมตัวกัน เป็นกลยุทธสุดยอดอีกอันหนึ่งของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อย (ของเท้าซ้าย)

ฝรั่งเศสคงไม่ใช่เป็นรายเดียวที่ต้องถูกปักหมุด ให้เดิน หรือเลิกเดิน และใช้กาวยี่ห้อขวางเยอรมันทาติดเอาไว้ รัสเซียเป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ

รัสเซียเองก็มีความฝัน ฝันของรัสเซียยิ่งเฟื่องจัดกว่าฝรั่งเศส 

รัสเซียอยากสร้างทางรถไฟสายทรานส์ ไซบีเรียน (Trans-Siberian) ยาว 5,400 กิโลเมตร ยาวที่สุดที่มีใครเคยคิด ผู้ที่เสนอความคิดนี้คือ เค้าท์เซอร์ไก วิตเต้ (Count Sergei Witte) รัฐมนตรีคลังของรัสเซีย เส้นทางนี้จะเริ่มที่เมืองวลาดิวอสตอค (Vladivostok) วิ่งข้ามภูเขาเขตแดนไซบีเรียไปจบที่จีนโดยปลอด จากการมีส่วนร่วม อิทธิพล และการขัดขวางของอังกฤษ

เค้าท์ วิตเต้ บอกว่ารัสเซียควรจะเปลี่ยนสภาพจากการเป็น“ตะกร้าขนมปัง” (bread basket) ให้กับอังกฤษเสียที รัสเซียได้แต่ทำหน้าที่ส่งแป้งสาลีให้อังกฤษมากี่นานแล้ว เปลี่ยนมาทำให้ประเทศของตนเองรวยบ้างเถิด ลืมบอกไป เค้าท์ วิตเต้ นี้ ก็เป็นสหายรักกับนายฮาโนโต้ นักฝันเฟื่องเพื่อให้ประเทศเฟื่องฟูด้วยกัน

ข่าวเรื่องทางรถไฟ ทรานส์ ไซบีเรียน (Trans-Siberian) แน่นอนต้องหลุดไปถึงหูของอังกฤษ คนแพ้ทางรถไฟ เส้นทางเบอร์ลิน แบกแดด ยาวประมาณ 2,500 กิโลเมตร อังกฤษแพ้ขนาดไหน นี่มัน 5,400กิโลเมตร อาการแพ้ก็ต้องมากกว่า ยิ่งรู้ว่าคนช่วยคิดมันเป็นกลุ่มไหน อังกฤษนั่งไม่ติด คันไปหมดทั้งตัว ยิ่งกว่าลมพิษขึ้น มันเป็นพิษของความอิจฉา ที่แรงกว่าพิษใดๆ ยกเว้นลมพิษหึง ตามตำราเขาว่างั้นครับ

สื่อใหญ่ชื่อ นายเอ คุลคัม (A. Colqhum) ออกมาแสดงความเห็นทุกวัน

“เส้นทางนี้ คงจะเป็นเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกจะเคยรู้จัก และแน่นอนมันจะเป็นอาวุธทรงอานุภาพในมือของรัสเซีย ซึ่งมีอำนาจและมีความหมายอย่างยากที่จะประเมิน มันจะทำให้รัสเซียเพียงชาติเดียว ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านดาร์ดาแนล หรือคลองสุเอซ (ที่อังกฤษควบคุม) มันจะทำให้รัสเซียเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในความกดดันของใคร เข้มแข็งอย่างชนิดที่รัสเซียไม่เคยฝันว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้”

โอ้โห ช่างสรรหาถ้อยคำมาพูดจริง พูดออกข่าวทุกวันแบบนี้ ชาวเกาะใจเย็นอยู่เฉยได้ให้มันรู้ไป

เป็นเวลาหลายๆ สิบปีมาแล้ว ที่อังกฤษจัดการวางไม้เสี้ยมและไม้ขวาง เพื่อดุลยอำนาจในยุโรป และเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อังกฤษขวางทางความเจริญของเยอรมันทางด้านอุตสาหกรรม สนับสนุนตุรกีให้ควบคุมดาร์ดาแนล ทางที่รัสเซียจะเข้าไปยังแหล่งน้ำอุ่น และแม้ตุรกีจะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับอังกฤษ ในการใช้เป็นสนามเล่นวิทยายุทธแม่ไม้ต่างๆ แต่เมื่อเยอรมันโตเกิน เกินกว่าที่อังกฤษจะเล่นลำพังได้ อย่างที่เคยเล่าไว้แล้ว อังกฤษจึงจำเป็นต้องมีเพื่อน (หรือเหยื่อ) มาร่วมรายการขยี้เยอรมัน

อังกฤษพยายามจะขวางการสร้างทางรถไฟสายไซบีเรียนี้ สารพัดไม้ที่จะวาง แต่เส้นทางมันไกลกัน ไม้เสี้ยม ไม้ขวางยาวไปไม่ถึง รัสเซียสร้างทางนี้เกือบสำเร็จในปี ค.ศ.1903 และอังกฤษก็ฉวยโอกาส ขณะ ที่รัสเซียกำลังหน้าแตก ช้ำใจแพ้ญี่ปุ่นในสงคราม Russo–Japan ค.ศ.1905 (ซึ่งก็เป็นการวางไม้ขวางรัสเซียเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ฝีมืออังกฤษแท้ แต่ก็เกี่ยวกัน รายละเอียด อยู่ในนิทานเรื่องต้มข้ามศตวรรษ ครับ) อังกฤษ ผู้ชำนาญในการทูตแบบตวัดลิ้น จึงกลับไปเกี้ยวรัสเซีย ให้มาถล่มเยอรมันด้วยกัน โดยยอมถีบออตโตมานทิ้ง และพร้อมจะยกออตโตมานให้รัสเซีย แต่รัสเซียไม่รู้เลยว่า อังกฤษนั้นอยู่ข้างญี่ปุ่นและสนับสนุนญี่ปุ่นในการสู้รบกับรัสเซีย

ค.ศ.1905 เค้าท์วิตเต้ ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2และผู้มาแทนเขา แนะนำพระเจ้าซาร์นิโคลัส ให้ยอมรับ กลับไปสมานไมตรีกับอังกฤษ โดยรัสเซียบอกเพื่อแสดงไมตรีอันดียิ่ง เราขอยกอาฟกานิสถานและบริเวณส่วนใหญ่ของเปอร์เซียให้แก่อังกฤษ และรับปากว่าจะลดความอยากในเอเซียของรัสเซียลงไปหลายส่วน

หลังจากนั้นสัญญา 3 ฝ่าย ระหว่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ก็มีการทำขึ้นเมื่อ ค.ศ.1907 ผนึกประเทศทั้ง 3 ไว้ด้วยกัน ด้วยกาวยี่ห้อขวางเยอรมัน เป็นการเตรียมพร้อม ในการปฏิบัติการขยี้เยอรมัน ให้แหลกไปจากเส้นทางเดินเข้าไปกินเค้กชิ้นใหญ่ชื่อ ตะวันออกกลาง

หลังจากอังกฤษใช้ยุทธวิธีไม้เสี้ยม ไม้ขวาง และกาว สำเร็จตามเป้าหมาย ฉากละครเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ดูเหมือนพร้อมที่จะลงโรงละครฉากแรก เปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1914 เป็นเวลาเพียง 3 เดือน หลังจากการใช้กาวทาเรียบร้อย อาร์คดยุก เฟอร์ดินานด์ มงกุฎราชกุมารของออสเตรีย ก็ถูกยิงกลางแดด โดยพวกเซิร์บ ละครเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เริ่มต้นแสดง

การทะยานขึ้นมาทาบรัศมีของเยอรมัน โดยความเจริญทางอุตสาหกรรม กองเรือขนส่งสินค้ากองทัพ เรือทางรถไฟข้ามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะทางรถไฟ ซึ่งวิ่งผ่านแหล่งน้ำมัน ที่อังกฤษไม่อยากให้ใครมาชิงตัดหน้าไปก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคู่แข่ง เป็นสิ่งที่อังกฤษ ชาติมหาอำนาจ นักล่าอาณานิคมหมาย เลขหนึ่ง แม้จะเป็นชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อย แต่ฝีมือสูงส่ง นอกเหนือจากการเสี้ยมแล้ว ฝีมือการขวางยิ่งล้ำเลิศ อังกฤษจึงต้องทั้งขัดและขวาง ไม่ให้เยอรมันแซงหน้าไปได้

อังกฤษพร้อมที่จะเปลี่ยนนโยบายจากอุ้มชูออตโตมาน ขวางรัสเซีย เป็นอุ้มชูรัสเซีย ขวางเยอรมัน ได้อย่างง่ายดาย  เหมือนพลิกฝ่ามือ นโยบายการทูตของอังกฤษแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยคิดถึงน้ำใจมิตรไมตรีที่แท้จริง อังกฤษ มีแต่คำว่า ผลประโยชน์และผลประโยชน์

สงครามโลกครั้งที่ 1 ในสายตาของผู้ดูละคร หรือแม้แต่ผู้ร่วมเล่นละครสงครามฉากนี้ด้วยกัน ก็อาจจะไม่รู้ว่า สงครามโลกนั้น มันเป็นฉากบังหน้าของการเข้าไปแย่งชิงน้ำมัน มันเป็นสงครามชิงน้ำมันครั้งแรกและแน่นอนไม่ใช่ครั้งสุดท้าย น้ำมันจึงกลายเป็นอาวุธสำคัญ ที่ตัดสินการแพ้ชนะของสงครามโลกครั้งนั้น และในสงครามโลกครั้งต่อๆไป อีกด้วยเช่นกัน

ในระหว่างที่ทำสงครามช่วง ค.ศ.1914 ถึง ค.ศ.1918 กองทัพทั้ง 2 ฝ่าย ต่างวางแผนที่จะเข้าไปชิงน้ำมัน เพื่อเอามาใช้ในการต่อสู้ เยอรมันสั่งผนึกท่อส่งน้ำมันในพวกตัวเองผ่านรูมาเนีย และการรบที่ ดาร์ดาแนล ก็เป็นสนามรบที่มุ่งหมายจะชิงน้ำมันกันทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับด้านออตโตมานและเยอรมัน ดาร์ดาแนล เป็นเส้นทางไปสู่รัสเซีย ที่มีน้ำมันอยู่ที่บาคู ถ้ามีการปิดช่องทางนี้ อังกฤษก็ขึ้นไปเอาน้ำมันไม่ได้ และรัสเซียก็เอาน้ำมันลงมาส่งพรรคพวกไม่ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับอังกฤษ ก็หวังทะลวงผ่านช่องทางนี้ เพื่อไปเอาน้ำมันที่รัสเซีย และสกัดการควบคุมของออตโตมานกับเยอรมัน ดังนั้นการสู้รบที่ดาร์ดาแนลจึงเข้มข้นสาหัส

เมื่ออังกฤษผ่านด่านดาร์ดาแนลไม่ได้ เหยื่อที่ต้องรับกรรมไปเต็มๆ จึงเป็นพวกอาหรับของชารีฟ แห่ง เฮจ๊าซ ที่ถูกหลอกให้มาตายแทนพวกฝรั่ง ที่พวกเขานึกว่าจะมาช่วยปลดปล่อยพวกเขา จากการปก ครองของพวกเติร์กที่พวกเขาแสนจะระอา แต่มันคงเจ็บช้ำหนักหนาสาหัสกว่า ถ้าพวกอาหรับรู้ว่า พวกเขาถูกหลอกให้มารบแทน และตายแทนพวกนักล่าอาณานิคม ที่กำลังจะมาขโมยน้ำมันทรัพยากรอันมีค่าที่เลี้ยงชีวิตพวกเขาด้วยซ้ำ มันเป็นการหลอกลวง ที่ผลของมันทำลายยิ่งกว่าความฝัน แต่เป็นการทำลายให้หัวใจสลายไปด้วย

นอกเหนือจากการทำลาย และการเฉือนอาณาจักรออตโตมาน แบ่งกันเองในระหว่างผู้ชนะแล้ว ในการแบ่งเค้กตะวันออกกลาง อังกฤษยังต้มคู่หู คู่กัด ที่หลอกมาให้ช่วยรบ คือ ฝรั่งเศส จนเปื่อยยุ่ยอีกด้วย

ตามสัญญาสุดชั่ว Sykes-Picot ฝรั่งเศสจะต้องได้โมซุล (Mosul) แหล่งน้ำมันใหญ่ทางด้านตะวันออกเฉียง เหนือไปด้วย ก็โมซุลที่กำลังเป็นข่าวอยู่ใน CNN ทุกวันๆ ละ 24 ชั่วโมงนั่นแหละ ซึ่งตอนนั้นได้มีการให้สัมปทานน้ำมันแก่ Turkish Petroleum ซึ่งถือหุ้นโดย Deutsche Bank ไปแล้ว มาบัดนี้เป็นที่ประจักษ์เกินชัด แล้วว่าโมซุลนั้น อุดมน้ำมันขนาดไหน ตอนนี้ใครกำลังแย่งชิงกับใคร อย่างได้หลงประเด็นเกี่ยวกับโมซุล ที่ CNN กำลังย้อมสีข่าวเป็นอันขาดเชียว

อังกฤษกลับไปต่อรองกับฝรั่งเศสใหม่ใน ค.ศ.1918 ขณะนั้นฝรั่งเศสกำลังโทรมจัดจากการรบ อังกฤษก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า แต่เพื่อฉากสำคัญ ลงทุนรบมา 4 ปี เตรียมตัวล่วงหน้ามาหลายปี ก็เพื่อจะมาเอารางวัลใหญ่ ที่ชื่อโมซุล นี่แหละ จะให้หลุดมือได้อย่างไร

อังกฤษใช้บทเดิมกับฝรั่งเศสเรื่องโมซุล

อังกฤษบอก ที่ฝรั่งเศสเลือกโมซุลไว้น่ะ มันเป็นถิ่นที่ยังไม่เจริญนะ ไม่เหมือนซีเรีย ถึงมีข่าวว่ามีน้ำมัน ก็แสนจะเลื่อนลอย เพื่อนกำลังผอมโซอย่างนี้ เอาอะไรที่มันแน่นอน จากเยอรมันไม่ดีกว่าหรือ ไม่ต้องลงแรงมาก เราจะช่วยสนับสนุน ถ้าฝรั่งเศสไม่เอาโมซุลเราจะยอมลงแรงขุดหาน้ำมันให้เอง และถ้าโชคดีเจอ เราจะแบ่งรายได้ จากการขุดน้ำมันให้

งานข่าวกรองของฝรั่งเศส คงจะทำงานสู้ของอังกฤษไม่ได้ ฝรั่งเศสเสียค่าโง่ตามเคย ยอมยกโมซุล ให้อังกฤษ 100 ปีผ่านไป ฝรั่งเศสก็คงยังไม่หายกระอักโลหิต

การแบ่งเค้กตะวันออกกลาง ระหว่างประเทศผู้ชนะสงคราม ดูเหมือนจะยังไม่ลงตัว เดือนเมษายน ค.ศ.1920 รัฐมนตรีต่างประเทศที่ชนะสงคราม แอบจัดประชุมกันอีกที่ซาน รีโม่ (San Remo) ประเทศอิตาลี โดยไม่มีฝ่ายอเมริกา ได้รับเชิญให้เข้าประชุมด้วย!

ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ หัวเรือใหญ่บอก อเมริกามาที่หลัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งเค้กที่ได้มาจากการทะลายออตโตมานนี่นา เขามาเกี่ยวตรงไหน เราเป็นคนคิดริเริ่มนะ (เอ๊ะ ! พูดแบบนี้ เดี๋ยวสนุกแน่ อเมริกาเพิ่งเขี้ยวงอกก็จริง แต่เป็นเขี้ยวเล็กและแหลมคม อย่าได้ประมาทเชียว) การประชุมที่ซาน รีโม่ จึงเป็นการกำหนดและการกำกับโดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษลอยด์ จอร์จ และประธานาธิบดีฝรั่งเศส อเล็กซานเดอร์ มิลเลอร์รองด์ (Alexander Millerand) ซึ่งไว้ใจกันเองมาก ถึงขนาดเดินประกบกันทุกฝีก้าว เข้าใจว่าใครไปห้องน้ำ เข้า อีกคนคงต้องตามไปด้วย

เพื่อเป็นการปิดปากฝรั่งเศส อังกฤษตัดใจประกาศอย่างเป็นทางการ ต่อหน้าที่ประชุม เรา อังกฤษ ยินดียกหุ้นในบริษัทที่ได้สัมปทานน้ำมันในเมโสโปเตเมีย ให้แก่ฝรั่งเศส มิตรรักร่วมรบ เอาไปเลย 25% ของบริษัท เป็นของขวัญจากเรา แต่เมโสโปเตเมีย ต้องอยู่ในความดูแลของเราอังกฤษ ตกลงตามนี้นะ

มันเป็นหุ้น 25% ของ Turkish Petroleum Gesellshaft ที่ Deutsche Bank ตั้งขึ้นภายหลังที่ออตโตมานให้สิทธิ 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางรถไฟ (Right of way) ของเส้นทางเบอร์ลิน แบกแดดส่วนอีก 75 % แน่นอน ชาวเกาะบอก ต้องเป็นของเรา โดยมอบให้ Anglo Persian Oil ที่ไปหลอกต้มมาจาก นายดาร์ซี่ ผู้น่าสมเพชนั่นแหละ เป็นผู้รับโอนไป

นี่มันทั้งขยี้เขา แล้วยังขโมยของในบ้านเขาอีกต่อด้วย สันดานแบบนี้ เป็นคนก็คบไม่ได้เลย

San Remo Agreement เป็นฝีมือวางแผนของคน ที่ได้ชื่อต่อมาว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเกาะใหญ่ เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ในสมัยนั้นเขาคือ เซอร์เฮนรี่ ดีเทอร์ดิง (Sir Henry Deterding)

นายดีเทอร์ดิง (Deterding) เป็นชาวดัทช์ เขาเป็นอีกคนหนึ่ง นอกเหนือจากกัปตันฟิชเชอร์ ที่เห็นคุณค่า และอานุภาพของน้ำมัน ว่าจะเป็นทรัพยากรที่จะเป็นอาวุธสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้!

นายดีเทอร์ดิงก์ ทำงานให้รัฐบาลดัทช์ ในบริษัท Dutch East Indies ที่เกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นอาณานิคมของดัทช์ ขณะนั้นสุมาตราก็มีน้ำมันตะเกียง นายดีเทอร์ดิง จึงตั้งบริษัทผลิตน้ำมันตะเกียงจากน้ำมันอินโดนีเซีย ชื่อบริษัท Royal Dutch Oil Company

เมื่อธุรกิจนำมันของเขาก้าวหน้ามากขึ้น ค.ศ.1897 นายดีเทอร์ดิง ตัดสินใจควบบริษัท Royal Dutch Oil Company เข้ากับบริษัท Shell Transport & Trading Company ของนายมาร์คัส ซามูเอลMarcus Samuel (ซึ่งต่อมาได้เป็น ลอร์ด แบร์สเตด Lord Bearsted) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเรือขนส่งสินค้า และเป็นผู้ริเริ่มสร้างแท้งค์บรรจุน้ำมัน การควบรวมบริษัทนี้ ทำให้เกิดเป็นบริษัท Royal Dutch Shell Company ยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันของอังกฤษ และทำให้อังกฤษผงาดขึ้นมาเป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลก และในที่สุดเป็นคู่แข่งแบบเผ็ดร้อนกับ Standard Oil Group ของตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ ในอเมริกา

ความสำเร็จของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ในกิจการน้ำมัน มาจากการวางแผนและสนับสนุนเกินร้อยของรัฐบาลอังกฤษ ภายใต้แผนการใช้ตัวแทน ให้เข้าไปดำเนินการฝังตัวตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาข่าวกรองและปฏิบัติการลับไปเกือบทุกแห่งในโลก นายดีเทอร์ดิงก์เองนั้น ภายหลังก็มีข่าวหลุดมาว่า แท้ จริงแล้ว เขาสังกัดอยู่ในหน่วยราชการลับของอังกฤษตั้งแต่ต้น ถูกส่งให้ไปทำงานตั้งแต่ที่เกาะสุมาตรา ไม่งั้นมันจะไปควบรวม บริษัทใหญ่อย่างนั้นได้ง่ายๆ อย่างไร

ค.ศ.1912 ก่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษมีส่วนแบ่งในตลาดน้ำมันโลกเพียง 12% หลังสงคราม โลก ภายหลังจากการล่าเหยื่อ หลอกเหยื่อ ขยี้เหยื่อ จนเหลือแต่ซากแล้ว ค.ศ.1925 อังกฤษกลายเป็นขาใหญ่ในวงการน้ำมันโลก ที่กำลังจะมาแรง

ปฏิบัติการซาน รีโม่ (San Remo) นายดีเทอร์ดิงทำงานร่วมกับเซอร์จอห์น แคดแมน (Sir John Cadman) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษเข้าไปดูแล Anglo Persian Oil Company ทั้ง 2 คน เดินสายนอกรอบ ทั้งหว่าน ทั้งล้อมฝรั่งเศส ให้ฝรั่งเศสรับ 25% ของหุ้นใน Turkish Petroleum ไป แทนการเอาเมืองโมซุล

ฝรั่งเศสเหมือนเด็กได้อมยิ้มไป 1 กล่องในวันเดียว ดีใจเกือบตาย แทนที่จะได้ทั้งกล่องทุกวันไปตลอดชีวิต

และด้วยอมยิ้ม 1 กล่อง ฝรั่งเศสใจป้ำ ตกลงว่าถ้าขุดน้ำมันเจอจริง และจะต้องวางท่อส่งน้ำมัน ผ่านมาทางซีเรีย ซึ่งฝรั่งเศสได้สิทธิปกครอง ฝรั่งเศสบอกเรายินดีนะ และภาษีอะไรที่ต้องมีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝรั่งเศสยกเว้นให้หมด เป็นการตอบแทน เอ้อ ! เซ่อได้สมใจ เคี้ยวนุ่มอร่อยนาน

อังกฤษมองไกล ต่อไปนี้ ตะวันออกกลาง เค้กทั้งก้อน ไม่ใช่แค่ชิ้นเดียว ต้องไม่พ้นมือเรา

San Remo Agreement ยังใส่เงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยอีกว่า ต่างชาติอื่นนอกเหนือไปจากนี้ ไม่มีสิทธิมาขุดเจาะ เสาะหาน้ำมันในอาณาบริเวณ เมโสโปเตเมีย เขียนแบบนี้ แปลว่า อเมริกาอย่ามาแหยม! ไม่เชิญเขามาร่วมประชุม ก็หน้าด้านมากพอ แต่นี่ถึงขนาดตัดขาด จากการงานกินเค้ก ในอนาคตด้วยนี่ มันชักส่ออาการหวงรางหญ้ามากไป

นอกจากกันอเมริกาออกไปแล้ว San Remo Agreement ยังระบุด้วยว่า ในเรื่องน้ำมันที่โรมาเนีย และที่รัสเซีย ฝรั่งเศสจะต้องให้ความร่วมมือกับอังกฤษ ตามที่อังกฤษจูงอีกด้วย ข้อตกลงแบบนี้เหมือนการปฏิวัติเงียบ เกี่ยวกับน้ำมันในเมโสโปเตเมีย โดยชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เลยทีเดียว

เมื่อกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา รู้เรื่องการวางไม้ขวางของอังกฤษ จึงทำหนังสือประท้วงการตัดสิทธิของ American Standard Oil ออกไปจากสัมปทานในเมโสโปเตเมีย

รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ขณะนั้นลอร์ด เคอร์ซอน (Lord Curzon) ทำหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.1921 แจ้งไปยังทูตอังกฤษที่ประจำอยู่ในวอชิตัน ให้ไปแจ้งต่ออเมริกาว่า อังกฤษเสียใจจริงๆ ที่ไม่สามารถจะจัดการให้บริษัทน้ำมันอเมริกัน ได้รับสัมปทานในตะวันออกกลางได้

เด็ดขาดจริงลูกพี่! เขียนได้เด็ด! แต่จะขาดกันแค่ไหน เห็นจะต้องดูกันต่อไป นั่นมันเรื่อง 100 ปีมาแล้ว

San Remo Agreement น่าจะเป็นหัวเชื้อ ในการทำสงครามชิงน้ำมัน ในตะวันออกกลางระหว่างอังกฤษกับอเมริกา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเหยื่อที่เป็นเจ้าของน้ำมันตัวจริง ในตะวันออกกลางคงยังกำลังงง ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรกับพวกตน และดินแดนของพวกตน และไม่รู้ว่าบัดนี้ยังจะเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน!?

ระหว่างที่ฝรั่งตะวันตกผู้ชนะสงคราม กำลังวุ่นอยู่กบการแบ่งสมบัติที่ไปได้ มาจากการหลอกต้มเหยื่อ เหยื่อก็นั่งเหม่อ มึนงง สับสน ตกลงพวกเราจะได้เป็นเจ้าของดินแดนไหมหนอ อย่าว่าจะเป็นเจ้าของเลย จะมีที่ให้หย่อนก้น ปักหลักตั้งกระโจม ตรงไหนก็ยังไม่รู้เล้ย

ข้อตกลงที่ปารีส (Paris Conference) โดยสันนิบาตชาติ ที่ตกลงจะแบ่งดินแดนของเหยื่อ ระหว่างผู้ล่า ทำท่าจะล่ม

ข้อตกลงที่ตุรกีจะยอมตัดทิ้งดินแดนหลายส่วน ซึ่งลงนามโดยซากของรัฐบาลออตโตมาน ในที่สุดก็ไม่ได้รับการยินยอมจากพวกยังเติร์ก ที่เริ่มก่อการและปฏิวัติแยกตุรกีออกมาเป็นรัฐอิสระหลังจากสงคราม โลกจบลง

แต่อังกฤษกับฝรั่งเศสก็ยังเดินหน้า แบ่งสมบัติกันต่อ อย่างไม่ลงตัว ฝรั่งเศสบอก อังกฤษตกลงอะไรแล้วเบี้ยวตลอด ก็คงจะจริง นานๆ ผมจะเห็นด้วยกับฝรั่งเศสเสียที เห็นด้วย แต่ไม่ได้เห็นใจนะครับ

ในที่สุดอังกฤษก็ตัดใจ บอกให้ฝรั่งเศสเอาซีเรียกับเลบานอนไปก็แล้วกัน… จำตรงนี้ให้แม่นนะครับ

แต่ขณะนั้นไฟซาล ลูกชายของชารีฟ ฮุสเซน ยังปักหลักผู้ที่เมืองดามัสกัส หลังจากอุตส่าห์ไปยึดเมืองมาให้เขาเบี้ยว อังกฤษบอกอยู่ไปเถอะ พวกท่านออกแรงนี่หนา มันเป็นรางวัลปลอบใจอย่างจอมปลอมหลังจากโกหกตอแหล ไม่หาอาณาจักรอาหรับให้ชารีฟ ฮุสเซน

อังกฤษปล่อยให้ไฟซาลตั้งกระโจมอยู่กลางเมืองดามัสกัส เหมือนอังกฤษจะรู้ว่า ต่อไปดามัสกัสจะเป็นของใคร ยืมมือคนอื่นฆ่ามิตร เป็นอีกสันดานที่ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯถนัดทำ

ล้วมันก็เป็นไปตามแผนของชาวเกาะ เมื่อฝรั่งเศสเข้าไปในดามัสกัส สิ่งแรกที่ฝรั่งเศสทำคือ บอกไม่รับรู้เรื่องการตั้งกระโจมอยู่กลางดามัสกัสของไฟซาลนั่นมันเป็นเรื่องของอังกฤษ เราไม่เคยไปตกลงอะไรกับท่าน ฝรั่ง เศสไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจงรีบขนของขึ้นอูฐย้ายตูดออกไป ด่วน!

ไฟซาลหน้าตกอพยพหอบลูกจูงหลาน บริวารอีกหลายร้อย แถวยาวไปตามเนินทราย มุ่งหน้าไปปาเลสไตน์ที่อังกฤษดูแลอยู่ หวังจะให้อังกฤษช่วย

อึ่ม! เข้าทาง! อิรักกำลังวุ่นวาย อังกฤษจะออกหน้าก็กระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่ามาล่าอาณานิคมอีก แค่เอาบ่อน้ำมันเขาไป ชาวบ้านก็นินทาจมหูแล้ว อังกฤษบอกไฟซาลเอางี้ เดี๋ยวเราจะจัดการให้ท่านเป็นกษัตริย์ปกครองอิรักแล้วกัน… โอ้! ในที่สุดเพื่อนก็ไม่ก็ไม่ทิ้งเรา ไฟซาลรำพึงเสียงเครือ.

อิรักต้องมีคนปกครอง แต่ถ้าเป็นชาวอิรัก อำนาจอังกฤษในอิรักอาจจะน้อยลง จะไว้ใจได้แค่ไหน สู้เอาคน ต่างถิ่น ต่างเผ่ามาปกครองดีกว่า ไฟซาลน่าจะเหมาะสม แม้จะเป็นอาหรับด้วยกัน แต่ต่างเผ่าพันธุ์กัน ชาวอิรักก็มองไฟซาลเหมือนคนต่างชาติ ที่แย่กว่านั้น ชาวอิรักมองไฟซาลว่าเป็นหุ่น เป็นขี้ข้าฝรั่ง ยิ่งรังเกียจไฟซาลหนักขึ้นไปอีก และนั่นแหละ ไฟซาล จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในสายตาของอังกฤษเพราะไฟซาลจะปกครองอิรักโดยลำพังไม่ได้ ต้องพึ่งอังกฤษตลอดไป …คนอิรักก็ไม่รับไฟซาล และไฟซาลก็ใช้คนอิรักไม่ได้เต็มที่ …ที่ปรึกษาชาวอังกฤษจึงเต็มอิรักไปหมด

เมื่อทุกอย่างเข้าทางตามแผน อังกฤษก็อพยพเหมือนกัน แต่เป็นการอพยพ เอากลุ่มที่ปรึกษาชาวอังกฤษ เข้าไปเต็มเมืองอิรัก จริง ๆ ก็คือการเข้าไปปกครองอิรัก เหมือนอิรักเป็นอาณานิคม รูปแบบใหม่นั่นแหละ  แต่คราวนี้ แม้อิรักจะไม่ได้เป็นกล่องดวงใจ แบบอินเดีย แต่ก็มีของมีค่ามหาศาล ยังไม่รู้ว่า มหาศาลขนาดไหน ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน เผลอๆ อาจจะมีค่ามากกว่าอินเดีย กล่องดวงใจเสียอีก

อังกฤษตั้งใจจะอยู่ในอิรักให้นานที่สุด และมั่นคงที่สุด จนกว่ายักษ์ใต้ดินจะเติบโตใช้สอยได้อย่างสมใจ                                                                                                                                        

ราชวงศ์ฮัชไมต์ (Hashemite) ของไฟซาล จึงเป็นเหมือนหุ่นเชิดของอังกฤษ แม้จะบอกว่าเป็นประเทศเอกราช แต่ผู้เชี่ยวชาญอังกฤษ ที่ปรึกษาอังกฤษ เป็นผู้ปกครองอิรักโดยพฤตินัย คนอังกฤษไปอยู่อิรัก ขนทั้งคนและระบบอังกฤษติดตัวตามไปหมด ตั้งแต่ตั้งโรงเรียนแบบอังกฤษ บ้านช่องการเป็นอยู่อย่างอังกฤษ เด็กๆ ลูกที่ปรึกษา ก็ต้องมีพี่เลี้ยง (nanny) แบบลูกผู้ดีที่เกาะอังกฤษเขาทำกัน แนนนี่ชาวพื้น เมืองหน้าดำ ใส่เอี๊ยม คลุมหัว คอยเดินตามเช็ดมือเช็ดเท้าให้คุณหนูผมทอง ฯลฯ

นอกเหนือจากการบริหารประเทศแล้ว อังกฤษยังตั้งฐานทัพและสนามบินไว้ที่อิรัก ทั้งหมดเป็นการอำนวยความสะดวกและการป้องกัน ให้การขุดเจาะน้ำมันของ The Turkish Petroleum Company ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Iraqi Petroleum Company ซึ่งถือหุ้นโดย Anglo–Persian Oil Company ที่อังกฤษมอบหมายให้ทำหน้าที่เสมือนเป็นข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษประจำอิรัก เดินไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด ไม่มีติดขัด

Turkish Petroleum ทำเงินให้อังกฤษมากมาย รวมทั้งรัฐบาลอิรักด้วย แต่แทนที่รัฐบาลอิรัก จะนำไปปรับปรุงประเทศ กลับนำไปใช้ในการซื้ออาวุธให้กองทัพของอิรัก ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทหารอังกฤษ ประชาชนชาวอิรักก็หน้าแห้ง ท้องกิ่ว เหมือนเดิม

ในที่สุดชาวอิรักก็ทนเห็นประเทศตัวเอง เป็นหุ่นเชิดของอังกฤษต่อไปอีกไม่ไหว จึงเริ่มบีบกษัตริย์ไฟซาลให้เจรจากับอังกฤษ ลดอำนาจการปกครองอังกฤษในอิรักลงบ้าง อย่าให้มันออกหน้าออกตาขนาดนี้เลย

การเจรจาใช้เวลาอยู่หลายปี ในที่สุด Anglo – Iraqi Treaty ก็คลอดในปี ค.ศ.1930 ไฟซาล ไม่ได้เป็นคนมาลงนามในสัญญานี้ ส่งใบลาป่วย อ้างว่า ไส้ติ่งอักเสบกะทันหัน

แต่ Treaty นี้ ก็ยังให้สิทธิพิเศษแก่คนอังกฤษ ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ และลูกจ้างรัฐบาลอังกฤษที่อังกฤษส่งมาทำงานในอิรักเหมือนเดิม ที่ดูเหมือนเปลี่ยนไป คือ ข้อตกลงนี้ระบุว่างานบริหารภายใน ประเทศ ให้เป็นความรับผิดชอบของกษัตริย์ไฟซาล ส่วนอังกฤษจะรับผิดชอบ ดูแลปกป้องอิรักจากการจู่โจมภายนอก (แหม ! มันคลับคล้ายเหมือนสัญญาอะไรหนอ ที่สมันน้อยไปทำไว้กับใครเขาทำนองนี้ เมื่อ 60 กว่าปีก่อน)

และเพื่อให้อังกฤษสามารถปกป้องอิรักได้เต็มที่ อิรักก็จะต้องให้อังกฤษเช่าสนามบิน โดยไม่คิดค่าเช่า สัญญานี้มีอายุ 25 ปี และจะมีผลต่อเมื่ออิรัก ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติ League of Nations ในฐานะประเทศเอกราช

อิรักขะมักเขม้นทำการบ้าน โดยความหวังที่จะเป็นเอกราช ปลดแอกอังกฤษออกจากบ่า ค.ศ.1932สันนิบาตชาติ ซึ่งคุมโดยขาใหญ่ที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 (ก็อังกฤษกับฝรั่งเศสนั่นแหละ !) ก็รับอิรักเข้าเป็นสมาชิก คงใช้เวลานานหน่อยกว่าอิรักจะรู้ตัวว่า เขาแค่เปลี่ยนยี่ห้อหม้อต้มเหยื่อเท่านั้นเอง จะหม้อต้มยี่ห้อไหน ก็ผลิตมาจากโรงงานเดียวกัน

แต่อิรักไม่ใช่ชาติที่จะยอมงอมืออยู่อย่างนั้น พวกเขาเดินหน้า หาทางหักกับอังกฤษต่อไป รัฐบาลอิรักพยายามแข็งข้อกับอังกฤษอยู่หลายรอบ ครั้งสำคัญคือ ค.ศ.1941 สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมาใกล้ตัว สภาอิรักลงมติไม่สนับสนุนอังกฤษ ในการประกาศสงครามกับเยอรมัน!

อังกฤษเหมือนโดนตีแสกหน้า! ยกทัพเต็มอัตรามาเต็มเมืองอิรัก แล้วปลดรัฐบาลอิรักที่มาจากการเลือก ตั้งเอานักการเมืองที่ฝักฝ่ายอังกฤษเข้ามาเป็นรัฐบาลแทนกษัตริย์ไฟซาล ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนอีก ตอนที่เซ็นสัญญา Anglo-Iraq: Treaty ก็ส่งใบลาป่วยว่า ไส้ติ่งอักเสบส่งตัวแทนมา คราวนี้ไม่รู้อะไรอักเสบ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ ความสงบในอิรักยิ่งหายาก ชาวอิรักต้องการเป็นอิสระจากแอกของอังกฤษ พวกเขาผลัดเปลี่ยนกันต่อต้านและต่อสู้ แต่กำลังอาวุธมันต่างกัน และที่สำคัญหนอนบ่อนไส้ ที่เป็นชาวอิรัก ที่อังกฤษชุบเลี้ยงไว้ให้ทำงาน ยังมีอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญๆ

แต่ในที่สุดราชวงศ์ฮัชไมต์ที่น่าสงสาร ถูกหลอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ถูกโค่นในปี ค.ศ.1958 อังกฤษปล่อยมือจากการชักหุ่น หุ่นไม่มีเชือกชัก ตกพลั่กลงพื้น กษัตริย์และราชวงศ์ฮัชไมต์ถูกจับติดคุก และถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด โดยอังกฤษไม่ยื่นมือ ไม่เหลียวมามอง ได้แต่เก็บของ รีบกลับเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ของตนอย่างรีบด่วน อย่างเดียว

แต่ฉากสุดท้ายนี้ มันน่าคิดอยู่ดีๆ กษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน ซึ่งเป็นญาติสนิทของไฟซาล และเป็นหุ่นเชิดของอังกฤษเช่นเดียวกัน เกิดประสาทว่า พวกที่ลุกฮือ ไล่ฝรั่งตะวันตกที่เลบานอน จะเลยเถิดเข้ามา ถึงจอร์แดนด้วย ขอแรงอิรักส่งกองทัพมาช่วยไล่หน่อยเถิด บรรดาทหารหาญของอิรัก จึงจัดแจง แต่งเครื่องแบบติดอาวุธกองทัพ มุ่งหน้าจะไปจอร์แดน

แต่แล้วท่านนายพลคนหนึ่ง นายพลอับ อัส ซาลาม อริฟ (Colonel Abd as Salam Arif) ก็สั่งให้กอง ทัพเลี้ยวกลับมาสู่แบกแดด ส่องปืนใหญ่มาที่วังของฮัชไมต์ (Hashemite) เป็นการปฏิวัติของทหารอิรัก ชนิดไม่เสียเลือดเนื้อ ไม่มีผู้ต่อต้านและไม่มีผู้รู้ตัว ขุนนางอิรัก นูริ อัส ซาอิด (Nuri as Said) ที่เป็นขุนคอยพยักให้อังกฤษถูกจับก่อนเพื่อน ระหว่างที่พยายามจะหนี โดยปลอมตัวเป็นผู้หญิง หลังจากนั้นพวกกษัตริย์และราชวงศ์ก็โดนรวบตัว ชาวอิรักต่างไปชุมนุมอยู่หน้าสถานทูตอังกฤษ ด่าทอ ขว้างปา พวกเขามองว่า อังกฤษกับ ฮาชีไมต์ เป็นตัวแทนของกันและกัน

เป็นการจบฉากของชาวเกาะผู้ยิ่งใหญ่ในอิรัก ที่ไม่สวยงามตั้งแต่เริ่มต้นวันแรก จนถึงวันสุดท้าย

ผมจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเหตุการณ์รุนแรง ที่กำลังดำเนินอยู่ในอิรักขณะนี้ โดยเฉพาะที่โมซุล ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มายืนแถลงเมื่อไม่นานมานี้ จะถูกเลื่อนอันดับภัยจากผู้ก่อการร้ายในอังกฤษขึ้นสูงถึงระดับรุนแรง (Severe) เนื่องจากเหตุการณ์ในอิรักและซีเรีย เพราะมันมีรากยาวฝั่งลึก ย้อนไปได้ถึง 100 ปี

แม้อังกฤษจะเก็บของกลับเกาะไปแล้ว แต่อังกฤษก็ได้ทิ้งพิษร้ายค้างอยู่ในอิรัก มันมาจากแผนการต้มการเคี้ยวเหยื่อ ตั้งแต่ต้น มันเป็นแผนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง เผ่าพันธุ์และธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา ระหว่างเหยื่ออย่างน่าสงสาร

(ตีพิมพ์ในนิทานเรื่องจริง เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’ หน้า 47)

Scroll to Top