เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ’
อิหร่าน
(1)
ปี ค.ศ.1899 ลอร์ด เคอร์ซอน (Lord Curzon) อุปราชของจักรภพอังกฤษ ประจำอินเดีย (British Victory of India) เขียนไว้เมื่อยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษว่า อิหร่านและเพื่อนบ้านเป็นหมากที่สำคัญบนกระดานของเกมชิงโลก และอนาคตของจักรภพอังกฤษ ก็ขึ้นอยู่กับบริเวณนั้นแหละไม่ใช่อยู่ที่ยุโรป
คงด้วยความคิดแบบนี้ การล่าเหยื่อในบริเวณนั้น จึงเข้มข้นและแพร่ขยายเหมือนเชื้อโรคร้ายนานกว่า 150 ปี ทำให้อิหร่านและตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของนักล่าชาวตะวันตกซ้ำแล้วซ้ำอีก มีการต่อสู้เกิดขึ้นในบริเวณต่างๆของตะวันออกกลางอยู่เสมอ และก็ย้ายบริเวณการต่อสู้ไปเรื่อยๆ ตามการวางไม้เสี้ยม ไม้ขวางของเหล่านักล่า ที่ออกอาการหวงรางหญ้าและเหยื่อของตนเอง
อังกฤษนักล่ารุ่นเก่า ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ โม้ว่า ช่วงเวลาที่สุดยอดของตน (moment) ในการเคี้ยวเหยื่อแถบตะวันออกกลาง คือ ช่วง ค.ศ.1914 ถึง ค.ศ.1950
ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา อิหร่านเริ่มโดนบุกและถูกยึดครองดินแดนอยู่เสมอโดยพวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและรัสเซีย การแย่งชิงอิหร่านระหว่าง 2 คู่ชิง หนักข้อขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา แต่ยังไม่มีเรื่องน้ำมันมาเกี่ยวข้อง มันมีสาเหตุ มาจากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของอิหร่านเป็นหลัก
สำหรับอังกฤษ อิหร่านเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมอังกฤษเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ กับอินเดีย กล่องดวงใจ และเป็นที่เหมาะสำหรับจะวางไม้ขวาง กันไม่ให้รัสเซียขยายอำนาจเข้ามา ส่วนรัสเซีย ก็มองว่าอิหร่านเป็นด่านสำคัญ ที่จะช่วยกันไม่ให้ใครแหลมเข้ามาในรัฐเล็ก รัฐน้อยของตัวเอง ที่อยู่ทางภาคใต้ของรัสเซีย
อังกฤษกับรัสเซีย เขม่นหน้ากันมานาน แต่เมื่ออังกฤษมีแผนจะถล่มออตโตมาน และต้องการรัสเซียมาร่วมเข้าฉาก ในปี ค.ศ.1907 อังกฤษ จึงกัดฟันตกลงกับรัสเซียทำสัญญาลับ “Convention of St. Petersburg” ที่จะแบ่งอิหร่านระหว่างกัน รัสเซียจับไม้สั้นได้ส่วนเหนือ อังกฤษจับไม้ยาวได้ส่วนใต้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จับไม้ไหน รัสเซียก็คงได้ส่วนเหนือของอิหร่านทั้งนั่นแหละ ก็อังกฤษเป็นฝ่ายเตรียมไม้ให้จับเอง เพราะทางใต้ของอิหร่าน ที่อังกฤษล็อกเอามาเต็มไปด้วยแหล่งน้ำมัน (ขี้โกงจัง)
การจับไม้สั้นไม้ยาวนี้ เป็นการตกลงจับกันเองระหว่างพวกตะวันตก รัฐบาลอิหร่านไม่รู้เรื่องด้วย ยิ่งชาวอิหร่านยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ ยังนอนหลับดีกลางทะเลทรายอยู่เลย
ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 อิหร่านยังเป็น ประเทศที่ล้าหลังอยู่มาก ชาวบ้านซึ่งมีหลายเผ่าพันธุ์ ยังอาศัยอยู่แถวนอกเมือง และทำงานประเภทอาบเหงื่อแทนน้ำ พวกเขานับถือศาสนาเดียวกัน แต่ก็ไม่ถึงกับเคร่งครัด และมีการปกครองโดยผู้ครองนคร พวกเขาไม่รู้เรื่องเลยว่า ใต้ผืนแผ่นดินของตัว มีทรัพย์ค่ามหาศาล ที่เหล่านักล่าคอยจ้องจนน้ำลายหยด
อิหร่านตกเป็นเป้าของเหล่านักล่า เมื่อข่าวเรื่องนายดาร์ซี่ ถูกนักล่าจากเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เอาลงหม้อตุ๋น ต้มเอาสัมปทานน้ำมันไป เล็ดรอดไปเข้าหู หน่วยสืบราชการลับของชาติต่างๆ อังกฤษพยายามจะเอาใบบัวปิด แต่ขึ้นชื่อว่าเรื่องลับ ยิ่งมีคนอย่างปูด ทำให้นักล่าทุกสัญชาติ ต่างก็พากันพกเครื่องมือต้ม มุ่งหน้ามาอิหร่านเป็นแถว หวังจะได้เหยื่อ แบบส้มหล่นอย่างอังกฤษบ้าง
เมื่อ Anglo Persian ที่อังกฤษไปหลอกเหยื่อได้มา เริ่มผลิตน้ำมันได้ในปี ค.ศ.1908 อิหร่านนับเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง ที่สามารถผลิตน้ำมันขายได้ แต่รายได้จากน้ำมันไม่ได้เป็นของชาวอิหร่าน เป็นของใคร ต้องแจงกันไหม
เมื่ออังกฤษสามารถเปลี่ยนให้กองทัพเรือ มาใช้น้ำมันเป็นพลังงานแทนถ่านหิน น้ำมันยิ่งกลายเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้กองทัพเรืออังกฤษก้าวขึ้นไปสู่การเป็นเจ้าแห่งทะเลอย่างเต็มภาคภูมิ และเมื่อสงคราม โลกครั้งที่ 1 จบลงโดยเยอรมันแพ้ลุ่ย อังกฤษ ถึงกับประกาศว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรลอยตัวบนน้ำมัน ไปสู่ชัยชนะ (ไอ้กร๊วก…. ทั้งขี้โม้ ขี้โกง น้ำมันก็ต้มเขามา)
แต่น้ำมันไม่ใช่เป็นอาวุธหรือส่วนสำคัญในการชนะสงครามเท่านั้น น้ำมันกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขัน สู่การเป็นหมายเลขหนึ่งของการครองโลกไปด้วย ตะวันออกกลาง จึงกลายเป็นเหมือนชุมทางโจร เป็นแหล่งล่าเหยื่อ ที่สร้างอนาคตใหม่ให้เหล่านักล่าอย่างเหลือเชื่อ หลอดวินสตัน เชอร์ชิล(Winston Churchill) ถึงกับบอกว่า… น้ำมันอิหร่านเหมือนเป็นของขวัญ ที่เทวดาประทานให้ เกินความนึกฝันจริงๆ …
แต่ความเป็นอยู่ของเจ้าของแผ่นดิน ช่างต่างกับผู้ได้รับของขวัญ อย่างเหลือเชื่อเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ชาวอิหร่านที่ทำงานอยู่ในโรงกลั่นน้ำมัน Anglo–Persian นายมานุคเคอร์ ฟาร์มฟาร์เมียน(Manucher Farmfarmaian) ได้เขียนเล่าถึง โลกของผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินกับผู้ได้รับของขวัญไว้ดังนี้
“ค่าแรงคือวันละ 50 เซ็นต์ ต่อวัน ไม่มีการจ่ายค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อน ไม่มีการให้ลาป่วย ไม่มีค่า ชดเชยหากพิการ คนงานอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ เคกคาซาบัด (Kaqhazabad) โดยไม่มีน้ำและไฟฟ้า ไม่ต้องพูดถึงของฟุ่มเฟือยเช่น น้ำแข็งหรือพัดลม หน้าหนาวน้ำจะท่วมพื้นดิน ค้างเป็นบริเวณกว้าง เหมือนเป็นทะเลสาบ ส่วนในเมือง โคลนสูงเท่าหัวเข่า และต้องใช้เรือขนส่ง แล่นไปตามถนน ที่เต็มไปด้วยน้ำเพื่อขนส่ง หน้าร้อนยิ่งแย่กว่า ที่พักซึ่งถูกเขม่าน้ำมันเกาะกันเป็นแผ่นหนาเตอะ ทำให้กระท่อมร้อนระอุเหมือนเตาอบ และมีกลิ่นเหม็นหื่นของน้ำมันเผาเก่าๆ …
ส่วนที่พักของชาวอังกฤษอยู่ในอบาดัน (Abadan) เป็นบ้านใหญ่โต มีสนามสวยงาม มีแปลงดอกกุหลาบ สนามเทนนิส สระว่ายน้ำและสโมสร แต่ที่เคกคาซาบัด ไม่มีอะไรเช่นนั้น ไม่มี… ไม่มีแม้แต่ที่อาบน้ำ ไม่มีแม้แต่ต้นไม้สักต้น …”
ความทารุณโหดร้าย และการดูถูกเหยียดหยามของนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ที่กระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อชาวอิหร่าน เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ.1905 ก็ตั้งแต่อังกฤษเริ่มย่างเท้าก้าวเข้ามาในอิหร่านนั่นแหละ ชาวอิหร่านทนไม่ไหวลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ในที่สุดชาห์ (Shah) ผู้ปกครองรัฐอิหร่านก็ยินยอมให้มีรัฐธรรมนูญ และล้มเลิกระบบที่กษัตริย์เป็นผู้มีสิทธิในการปกครองแต่ผู้เดียว
แต่การปกครองโดยรัฐธรรมนูญนี้ ก็อยู่ไม่ได้นาน ค.ศ. 1908 ชาห์ (Shah) ได้นำกองทหารคอสแซค (Cossack) จากรัสเซียมาช่วยขับไล่รัฐบาลเมเจอลิส (Majlis) ออกไป แต่ชาวอิหร่านก็ยังไม่ยอมหยุด ในที่สุดเมื่ออังกฤษกับรัสเซีย จับมือกันตามแผนถล่มออตโตมาน กองทัพอังกฤษและรัสเซียก็เป็นผู้ปฏิบัติ การกวาดล้าง และปิดตายรัฐสภาประชาชน จับขังฝ่ายรัฐบาล และอุ้มเอาชาห์ขึ้นมาเป็น (หุ่น) ผู้ปก ครองประเทศมีอำนาจบริหารแต่ผู้เดียว ต่อไปใหม่อีกรอบ
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 อิหร่านก็ต้องเข้าฉากร่วมเล่นสงครามด้วย แม้จะไม่ได้บทเป็นตัวเอก แต่เนื่องจากมีบ่อน้ำมัน กองทัพอังกฤษจึงยกพลกันมาเต็มอิหร่าน เพื่อปกป้องบ่อน้ำมันอิหร่าน ที่อังกฤษถือว่าตนเองเป็นเจ้าของ
ตามข้อตกลงหลอกเหยื่อ อังกฤษกล่อมรัสเซียให้มาร่วมรายการขยี้เยอรมัน และออตโตมาน โดยตกลงจะยกออตโตมานให้รัสเซีย และทำสัญญาสุดชั่ว Sykes-Picot แบ่งเค้กออตโตมานตะวันออกกลาง แต่เมื่อสงครามโลกจบ รัสเซียมีการปฏิวัติโดยพวกบอลเชวิก ฝ่ายปฏิวัติบอกไม่สนใจข้อตกลงที่พวกพระเจ้าซาร์ไปทำไว้กับอังกฤษ แถมยุชาวอิหร่าน ให้ต่อต้านการครอบครองของอังกฤษ พวกบอลเชวิกบอกเราพร้อมจะสนับสนุนชาวอิหร่านให้ได้อิสรภาพ
ได้ยินนักปฏิวัติเล่นบทนี้ อังกฤษก็รีบถลาออกมาแก้ตัว จนลิ้นพันกัน พร้อมวางแผนใหม่ เริ่มขบวนการโฆษณาชวนเชื่อในอิหร่าน บรรยายถึงความเลวร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ออกสื่อทุกวัน เพื่อกันไม่ให้พวกบอลเชวิก เข้ามาในอิหร่าน โดยเฉพาะทางด้านเหนือที่ติดกับเขตแดนของรัสเซีย
ในที่สุดอังกฤษตัดสินใจไม่ใช้ไม้นวม มัวแต่อ่อมค้อม เดี๋ยวอดแดก เล่นมันตรงๆ ดีกว่า ว่าแล้วก็เสือกตัวเองเข้าไปควบคุมสถานการณ์ในอิหร่าน โดยคว้าข้อมืออิหร่าน จับให้ทำสัญญา Anglo–Persian Agreement เมื่อปี ค.ศ.1919 ทำให้อังกฤษมีสิทธิควบคุมเหนืออิหร่าน ในด้านกองทัพ การคลังและระบบการขนส่งทั้งหมด และเพื่อให้แน่ใจว่าอำนาจอยู่ในมือเต็มทั้ง 2 มือ อังกฤษยังประกาศใช้กฎ อัยการศึก และเริ่มให้มีการใช้ธนบัตรในการซื้อขาย (สูตรด้านได้… เริ่มจากชาวเกาะนิ้วก้อยนี่เอง)
นี่ขนาดเพิ่งต้มตุ๋น ได้น้ำมันมาบ่อเดียวนะ ยังปฏิบัติการเฉียบขนาดนี้เลย นี่ถ้ามีหลายบ่อ หลายหลุม เรียงกันเป็นพรืด มันจะคุมประเทศเขาเข้มขนาดไหนหนอ…
แต่ชาวอิหร่านก็ดูเหมือนจะไม่ได้พร้อมใจ จะอยู่ใต้อุ้งมือของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ พวกเขาพยายามต่อต้าน แต่แล้วใน ค.ศ.1921 เมื่อการต่อต้านรุนแรงขึ้น แถมศึกชิงน้ำมันของกลุ่มนักล่าหน้าใหม่จากอีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มดุเดือดเลือดพล่านขึ้น อังกฤษปรับแผนใหม่อีกรอบ
คราวนี้อังกฤษสนับสนุนให้อิหร่านมีการปฏิวัติโดยเรซา ข่าน (Reza Khan) ซึ่งภายหลังประกาศตั้งตัว เองเป็นพระเจ้าชาห์ เรซา (Shah Reza) ในปี ค.ศ.1926 เป็นต้นราชวงศ์ปาลาห์วี Pahlavi หุ่นเชิดของนักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย
พระเจ้าชาห์เรซาใช้ความเหี้ยม โหด กดขี่ ข่มเหง ปกครองประชาชน ภายใต้การหนุน และชักใยของนักล่าชาวเกาะฯ แหม ! แผนใหม่นี่ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ยุซ้าย เสี้ยมขวา ให้พวกมันก็ตีกันเอง แล้วเราก็ขุดน้ำมันรวยไปเรื่อย ๆ สบายกว่าจม ฮ่า ฮ่า อร่อยนุ่ม เคี้ยวเพลิน
แต่หลังจากปี ค.ศ.1925 เป็นต้นมา อเมริกา นักล่าหน้าใหม่เขี้ยวเริ่มงอก ก็คิดฝันเข้ามาล่าเหยื่อแถวตะวันออกกลางด้วยเหมือนกัน อเมริกาเข้าตะวันออกกลางตั้งแต่ก่อนเริ่มศตวรรษที่ 19 เล็กน้อย แต่ยังไม่ถึง “เวลา” ที่จะเปิดหน้าเปิดตัว รอจนสงครามโลกครั้งที่ 1 เลิกเล่น การช่วงชิงเหยื่อจากปากนักล่ารุ่นเก่า จึงเริ่มมีลีลาเล่ห์เหลี่ยมอย่างคึกคัก
ค.ศ.1944 กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาลงบันทึกว่า น้ำมันได้กลายเป็นอาวุธสำคัญ สำหรับการจะเป็นมหาอำนาจ เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกานักล่าหน้าใหม่ แม้เขี้ยวจะเพิ่งงอก แต่เล็งตะวันออกกลางตาเขม็ง ในความเห็นของอเมริกา ตะวันออกกลางอยู่ระหว่างทางแยกระหว่างแอฟริกา เอเซียและยุโรป และที่สำคัญเป็นบริเวณที่ดกไปด้วยแหล่งน้ำมัน นักยุทธศาสตร์อเมริกัน ก็ทำการบ้านเป็น ไม่ต่างกับนักยุทธ ศาสตร์ของอังกฤษ และต่างก็รู้ดีว่า ใครก็ตามที่ควบคุมบริเวณนี้ ไม่ใช่แค่ชนะสงคราม แต่จะกลายเป็นมหาอำนาจ ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลกเลยทีเดียว แบบนี้จะปล่อยให้พวกนักล่าหน้าเก่าๆ ครอบครองกันต่อไปหรือ …คิดแล้วอเมริกาก็มือไม้สั่น รีบเร่งสร้างกับดักเหยื่อ
เมื่อเยอรมันบุกรัสเซียในปี ค.ศ.1941 อังกฤษจึงหันมาจับมือกับรัสเซียอีกรอบ เพราะมีศัตรูรายเดียวกัน และใช้อิหร่านเป็นเส้นทางในการลำเลียงส่งอาวุธให้รัสเซีย เดือนสิงหาคม ค.ศ.1941 อังกฤษและรัสเซีย ส่งกองทัพเข้าไปในอิหร่าน ทำการควบคุมอิหร่าน เพื่อให้อิหร่านเป็นด่านหน้ารับมือแทนพวกสัมพันธ มิตร
แต่การสั่งงานไม่ค่อยได้ผล เพราะพระเจ้าชาห์เรซา ปาห์ลาวี (Shah Reza Pahlavi) เรซา ข่าน (Reza Khan) ซึ่งปกครองอิหร่านขณะนั้น ไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวอิหร่าน เพราะความเป็นเผด็จการและกดขี่ อังกฤษบอกว่าเราตั้งได้ก็ปลดได้ แล้วอังกฤษก็ปลดพระเจ้าชาห์เรซา ออกจากตำแหน่งอย่างง่ายๆ และเอาลูกชายของพระเจ้าชาห์เรซาชื่อ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammud Reza Pahlavi)ขึ้นมาครองแทน อังกฤษจำใจใช้พวกปาห์ลาวีต่อ เพราะกลัวว่า ปาห์ลาวีคนพ่อ จะเอาความชั่วของอังกฤษ สมัยที่ใช้ให้ไปช่วยวางสารพัดไม้เสี้ยม มาแฉให้ชาวโลกรู้
ในปี ค.ศ.1942 อเมริกาเข้าสู่สงครามอยู่ฝายสัมพันธมิตร และเป็นชาติหนึ่งที่ต้องส่งเสบียงให้รัสเซียผ่านทางอิหร่าน อเมริกาไม่ชอบพวกปาห์เลวี เพราะเห็นว่าเป็นพวกอังกฤษ ยอมทำทุกอย่างตามที่อังกฤษสั่ง โดยเฉพาะเรื่องการกีดกันบริษัทน้ำมันของอเมริกา ไม่ให้เข้ามาอิหร่านอยู่เป็นเวลาหลายสิบปี แต่ก็จำใจคบ พร้อมเริ่มวางแผนของตัวเอง
ในที่สุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ช่วยให้อเมริกามีโอกาสแทรกเข้าไปในอิหร่านและกดดันให้อิหร่านทำสัญญาหลายฉบับกับอเมริกาโดยพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ให้ความร่วมมือ อเมริกาหวังว่า ต่อไปสัญญากับดักเหล่านี้ จะทำให้พระเจ้าชาห์ หมดอำนาจ หรืออำนาจน้อยลงในอิหร่าน สัญญาเหล่านี้เปิดโอกาสให้ กองทัพ ทหาร ตำรวจ ความมั่นคงภายในประเทศ และการเงินของประเทศอิหร่านอยู่ในกำมือของที่ปรึกษาชาวอเมริกัน … นักล่าเก่า โดนกันจนกระเด็น
นายวอลเลซ เมอร์เรย์ (Wallace Murray) ที่ปรึกษาอเมริกัน ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีรูสเวลท์ว่า “ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า จริงๆ แล้ว เราอเมริกา เป็นผู้บริหารประเทศอิหร่าน จากการทำงานอย่างเยี่ยมยอดของพวกที่ปรึกษาชาวอเมริกัน”
อเมริกาจัดการให้อิหร่านตั้งหน่วยงานชื่อ Royal Gendarmerie ภายใต้รหัสชื่อ Genmish โดยอเมริกาส่งผู้พันนอร์แมน เอช ชวาร์สคอพ์ฟ (Col. Norman H. Schwarzkopf) มือหนึ่งจากกองทัพ แต่จริงๆเขาสังกัด CIA มาเป็นผู้จัดตั้งและดูแล ขนาดว่า ต่อไปอิหร่านไม่จำเป็นต้องพึ่งกองกำลังของต่างชาติ แต่อย่างใด ดูเหมือนอังกฤษ จะถูกยันจนกระเด็นออกจากอิหร่านระยะหนึ่งแล้ว…
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง Royal Gendarmerie ก็ยังคงอยู่ในอิหร่านและอยู่เลยไปถึง ค.ศ.1950 และยิ่งขยายตัวมากขึ้นภายใต้สัญญา United Security Pact by Iran and American ทำให้กำลังพลเพิ่มจาก 35,000 เป็น 70,000 โดยการอบรมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง… ที่ส่งมาจากอเมริกา
ในที่สุด The Gendarmerie ก็มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของอิหร่าน ทั้งภายในนอกอาณาเขตของอิหร่านด้วย… อิหร่านเดินเข้าไปอยู่ในปากของอเมริกาอย่างไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่เต็มใจ … อร่อยนุ่ม เคี้ยวเพลิน… คราวนี้คนรำพึงไม่ใช่ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯแล้ว
ทั้งหมดนี้ทำให้พันเอก ชวาร์สคอพ์ฟ (Col. Schwarzkopf) กลายเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงอยู่ในอิหร่าน โดยเฉพาะกับหัวหน้ากลุ่มต่างๆ ทูตอเมริกันในอิหร่าน นายจอห์น ซี ไวลี่ย์ (John C. Wiley) ส่งโทรเลขรายงานกลับไปที่อเมริกา
“ขณะนี้ชวาร์สคอพ์ฟ สามารถควบคุมเสียงในสภาอิหร่านได้แล้วถึง 88 คน”
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การควบคุมอิหร่านของอังกฤษชักสั่นคลอน แม้อังกฤษจะยังควบคุมกิจการด้านน้ำมันของอิหร่านผ่าน Anglo-Persian Oil Company (ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนเป็น British Petroleum หรือ BP) Anglo-Persian คุมทั้งการผลิต การการกลั่น และการขายน้ำมันของอิหร่าน
ระหว่าง ค.ศ.1945 ถึง ค.ศ.1950 อังกฤษเก็บเงินค่าน้ำมันในอิหร่าน เข้ากระเป๋าตัวเองไป 250 ล้านปอนด์ ในขณะที่เจ้าของแผ่นดินได้ประมาณ 90 ล้านปอนด์ น้ำมันอิหร่านจึงยังเป็นของยั่วยวนใจ บวกกับโอกาสการเข้าครอบครองตะวันออกกลางโดยใช้อิหร่านเป็นหมาก ทำให้ทั้งสหภาพโซเวียตและอเมริกาต่างทำงานหนัก ในการแย่งเหยื่อชื่ออิหร่าน ออกมาจากปากของอังกฤษ
อเมริการุกหนัก ขนเอาเจ้าหน้าที่ของ CIA เข้ามาตั้งหน่วยงานใหญ่อยู่ในอิหร่าน เกาะติดทุกรายการ ทุกเป้าหมาย โดยเฉพาะเอาเข้าไปคลุกคลอยู่กับนักการเมือง นักการเงิน และพวกอีลิตของอิหร่าน ดร. ทาคี (Dr. Taqi) ชาวอิหร่านสาย CIA รับหน้าที่กล่อมมงกุฎราชกุมารเรซา (Reza) และนายพลอาลีราซมารา (Ali Razmara) รายหลังแสดงความสนใจที่จะผูกมิตรจับมือร่วมงานกับอเมริกา เขาบอกกับดร.ทาคีว่า ถ้าอเมริกาจัดการให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีอิหร่านได้ เขาก็จะตั้งให้ดร. ทาคี เป็นรัฐมนตรีคุมเศรษฐกิจอิหร่าน… เราผลัดกันเกาหลังให้กันไงเพื่อน ! แล้วเราจะได้วางแผนเขี่ยอังกฤษออกไปจากอิหร่านได้เสียที
ค.ศ.1950 พระเจ้าชาห์ก็แต่งตั้งให้นายพลราซมารา เป็นนายกรัฐมนตรี
นายพลราซมารา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ปลดพวกข้าราชการระดับสูง 400 คนทันที และลงนามในสัญญา “Point Four” กับอเมริกา ซึ่งมีผลให้อเมริกาเข้า ไปมีอิทธิพลในอิหร่านภายใต้เสื้อคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจ…นี่ผมเขียนเรื่องอิหร่านนะครับ …แม้มันจะดูคล้ายกับเหตุการณ์ในแดนสมันน้อยก็ตาม
แต่สำหรับเรื่อง Anglo-Persian Oil อะไรคงยังจุกคอท่านนายพลราซมาราอยู่ เขาไม่ขยับตามที่อเมริกาต้องการ แถมออกกฎหมายรับรอง Anglo-Persian Oil ให้ควบคุมน้ำมันของอิหร่านต่อ …นี่ลองของหรือไง หลังจากนั้นไม่นานท่านนายพลราซมาราก็ถูกฆาตกรรม เก็บลงหีบเรียบร้อย …เขาเล่นกันแรงอย่างนี้เป็นประจำสภาผู้แทนอิหร่านหรือที่เรียกว่าเมเจอลิส (Majlis) ซึ่งพันเอกชวาร์สคอพ์ฟ มีอิทธิพลครอบอยู่ จึงจับมือพระเจ้าชาห์ให้ตั้งโมฮัมเหม็ด มอสซาเดก (Mohammed Mossadeq) เป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายพลราซมารา
มอสซาเดก เป็นนักการเมืองที่มีความสามารถ และเป็นที่นิยมของชาวอิหร่าน เพราะเขาประกาศต่อ ต้านอิทธิพลของอังกฤษอย่างเปิดเผยมาตลอด จนอังกฤษทนไม่ไหว และขับให้เขาออกนอกประเทศไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 แต่ใน ค.ศ.1921 อังกฤษก็สั่งให้เรซาข่านเรียกตัว มอสซาเดกกลับอิหร่านใหม่ หวังเอาฐานเสียงของมอสซาเดก มาสนับสนุน ข่าน ซึ่งกำลังง่อนแง่น แต่เมื่อข่าน ตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าชาห์ในปี ค.ศ.1925 มอสซาเดก คัดค้านอย่างรุนแรง และบอกว่า นี่เป็นการยุยงของอังกฤษ ที่จะทำให้อิหร่านล่ม
ความคิดเช่นนี้ของมอสซาเดกเข้าทางอเมริกา ที่กำลังหาคนไปแซะอังกฤษออกจากอิหร่าน ดังนั้นเมื่อมอสซาเดกได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจอเมริกา และปฏิบัติการยึด Anglo-Iranian Oil จากอังกฤษ มาเป็นของอิหร่าน จึงไม่ถูกต้านทานจากอเมริกา
แต่อเมริกาน่าจะประเมิน มอสซาเดก พลาด
การยึด Anglo-Iranian Oil ทำให้อังกฤษเต้นเป็นเจ้าเข้า โกรธจนเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ กระ เทือนยังกับแผ่นดินไหว เตรียมกองทัพจะมาขยี้อิหร่าน อังกฤษซ้อมค้าง ชวนอเมริกาไปขยี้อิหร่านด้วยกัน แต่อเมริกาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการจะใช้กำลังกับอิหร่าน (แหม! ไต๋โผล่เร็วจัง) …เจรจากับอิหร่านดีกว่าน่าลูกพี่ …อังกฤษไม่ยอม วิ่งจนหัวล้านเปียก ใช้ช่องทางของสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน และสั่งรวบรวมเด็กในคาถาที่อยู่ ในอิหร่านเตรียมตัวปฏิวัติโค่นมอสซาเดก อเมริกาไม่เล่นด้วย… เราเล่นเองก็ได้ ชาวเกาะชักย๊วะ
การคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ทำให้ตลาดโลกน้ำมันปั่นป่วน หลังจากนั้นก็มีข่าวลือในวอชิงตันว่อนตามโต๊ะทำงานว่า สหภาพโซเวียตฉวยโอกาสนี้ ยุทหารอิหร่านทำการปฏิวัติและส่งเสริมระบอบคอมมิวนิตส์ในอิหร่านเสียเอง…. แบบนี้อเมริกาก็เลิกลั่ก หันไม่ถูกทางเหมือนกัน… แก้เกมเก่งนะลูกพี่
แล้วอเมริกาก็สะดุดกับดักของอังกฤษ หันกลับมากดดันมอสซาเดก ให้ประนีประนอมกับอังกฤษ แต่มอสซาเดกปฏิเสธ อเมริกาชักไม่ชอบใจที่สั่งขวาหันกับมอสซาเดกไม่ได้ อเมริกายังไม่ตัดสินใจว่าจะจัด การอย่างไรดี ข่าวลือมาอีกรอบ… น่าสงสัยว่า มอสซาเดก จะทำงานร่วมกับสหภาพโซเวียตผ่านพวกคอมมิวนิตส์ในอิหร่าน …คราวนี้อเมริกาเป็นฝ่ายเต้น …ลูกพี่วางเกมได้เด็ดจริงๆ …
แล้ว CIA ก็จับมือกับหน่วยราชการลับอังกฤษ MI6 จัดการให้มีการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดก ในปี ค.ศ.1953 ที่ CIA เรียกว่า “Operation Ajax” เอาซะมอสซาเดกกระเด็น
Operation Ajax ทำให้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา กลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง และเขารู้ว่า เขาควรจะขอบคุณใครบ้าง วงการข่าวเล่ากันว่า ในวันกลับมาครองบัลลังก์ พระเจ้าชาห์ได้พูดกับนายเคอร์มิต รูสเวลท์ จูเนียร์ (Kermit Roosevelt Jr.) หัวหน้า CIA ประจำอิหร่านว่า “ขอบคุณพระเจ้า ประชาชนของเรา กองทัพของเราและท่าน!”
หลังจาการปฏิวัติ บริษัทน้ำมันที่อิหร่านยึดมาเป็นของรัฐใช้ชื่อว่า National Iranian Oil Company ก็จริง แต่การควบคุมการผลิตและการขายน้ำมันอิหร่าน ยังตกอยู่ในกำมือของกลุ่มบรรษัทน้ำมันข้ามชาติ ซึ่งพ่วงเอา 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเข้าไปด้วย กลุ่มอเมริกาได้รับหุ้นน้ำมัน หอมชื่นใจไป 40%ส่วนของ Anglo-Iranian Oil ของอังกฤษ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น British Petroleum หรือ BP ถูกลด ลงมาเหลือ 40% ฝรั่งเศสและดัทช์ในฐานะผู้เข้าร่วมแสดงได้รายละ 10% …เหลือ 40% ก็ยังดีกว่าเหลือแต่ถังน้ำมันเปล่าๆ นักล่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ คงรำพึงด้วยความซ้ำใจ
ผลของการยึดบริษัทน้ำมันมาเป็นของรัฐและแรงกดดันของประชาชน ทำให้ส่วนแบ่งรายได้น้ำมันของอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 50% แต่อิหร่านไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบสมุดบัญชีบริษัท …มันเป็นชัยชนะที่จอมปลอม เหมือนชัยชนะของการต่อสู้โดยประชาชนส่วนใหญ่ ที่สุดท้ายแล้วก็โดนหลอกโดนต้มเหมือน เดิม
อิหร่าน
(2)
พระเจ้าชาห์อยู่ในอำนาจนานถึง 25 ปี ในฐานะหุ่นเชิดราคาแพงของอเมริกานักล่าหน้าใหม่ ที่แสดงวิธีการล่าเหยื่ออย่างเด็ดดวง ชนิดนักล่ารุ่นเก่าชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ต้องจำใจคายเหยื่อให้ครึ่งตัว ศักดิ์ศรีของนักล่าชาวเกาะฯ หมองหม่นไปจมหู
CIA รับหน้าที่ดูแลด้านความมั่นคงภายในให้แก่พระเจ้าชาห์ โดยตั้งหน่วยงานชื่อ SAVAK ขึ้นมาใหม่ แน่นอน หน่วยงานนี้อยู่ในความดูแลของพันเอกชวาร์สคอพ์ฟ เจ้าพ่อ CIA คนเดิม อเมริกาป้อนกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีให้พระเจ้าชาห์อย่างไม่อั้น เงินจำนวน 68 ล้านเหรียญ ส่งให้พระเจ้าชาห์วันขึ้นครองบัลลังก์เป็นการปลอบใจที่อิหร่านขาด รายได้ ในช่วงที่ถูกอังกฤษคว่ำบาตร หลังจากนั้นก็ให้เงินกู้จำนวน 300 ล้านเหรียญ สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอีก 600 ล้านเหรียญ สำหรับสร้างกองทัพก็ตามมา
นับเป็นเหยื่อที่อเมริกาลงทุนสูง สมันน้อยอย่าเอาตัวเองไปเทียบเลยนะ เดี๋ยวจะน้อยใจ ลมใส่กันเป็นแถวๆ
หลังจากการปฏิวัติในปี ค.ศ.1953 แม้พระเจ้าชาห์ จะเป็นผู้ครองบัลลังก์ แต่ผู้บริหารประเทศอิหร่านจริง ๆ ดูเหมือนจะเป็นบริษัทน้ำมันของอเมริกา อิหร่านยังต้องพึ่งอเมริกา ทางด้านเทคนิคการผลิต กลไกการตลาดทุกอย่าง ถึงกับมีสื่อประชดว่า “Ownership Without Control” เป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ควบคุม
ค.ศ.1963 ภายใต้การชักใยของอเมริกา ซึ่งส่งที่ปรึกษา นักวิชาการเข้ามาล้นแทบขี่คอกันอยู่ในอิหร่าน อิหร่านก็เริ่มทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมตามที่อเมริกาสั่ง นโยบายที่เขียนโดยบรรดาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จัดมามาให้เรียกว่า “White Revolution” ซึ่งมีเป้าหมายให้อิหร่านกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม อเมริกาบอกเป็นการสร้างโอกาส สร้างงานให้ชนชั้นกลาง กับชนชั้นแรงงานไงล่ะ …. (พูดเหมือนตอนเอาคุณป๋าสฤษดิ์ ของสมันน้อยลงเปลเลย) แล้วทุนต่างชาติก็หลั่งไหลเข้ามาในอิหร่าน สังคมอิหร่านกลายเป็นสังคมศิวิไลซ์ตามความคิดของอเมริกา
ต่างกันไหมกับเหยื่อชื่อไทยแลนด์แดนสมันน้อย
White Revolution บอกว่าต้องปฏิรูปที่ดิน บังคับให้เจ้าของที่ดินขายคืนให้รัฐ เพื่อให้รัฐนำไปจัดสรรใหม่ ส่วนหนึ่งเอาไปทำเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มเติม อีกส่วนหนึ่งจัดสรรให้ชาวไร่ชาวนา
บังเอิญเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านเช่าที่ดินและใช้ทำกิน เงินที่ได้จากการให้เช่าที่ดินก็ส่งไปสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา การยึดที่ดินทั้งหมดไปจากพวกเขา เปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีที่สนับ สนุนศาสนาอิสลาม ที่ดำเนินกันมาเป็นเวลานาน
White Revolution รายการนี้ดูเหมือนจะไปสะดุดตอใหญ่ ที่รอเวลาการงอกมาขวางทางเดินของพระเจ้าชาห์
อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของอิหร่านงอกงาม ขยายตัว แต่ส่วนใหญ่เป็นการผลิตสินค้าที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคที่อำนวยความสะดวก เช่น รถยนต์ ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ของอิหร่านยังอาศัยอยู่ในเรือนไม้เล็กๆ ชาวเมืองอิหร่านเองก็เริ่มเสพติด “ของนอก” การนำเข้าสินค้าของอิหร่านกระโดดจาก 400 ล้านเหรียญในปี ค.ศ.1958–1959 เป็น 18.4 พันล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.1975–1976
สื่ออังกฤษได้โอกาสเสียดสี… “อิหร่านได้แปรสภาพเป็นตะวันตกอย่างผิดที่ผิดทาง มีแต่โรงงานผลิตน้ำอัดลม Pepsi, Coke และ Canada Dry โผล่ขึ้นทั่วไปหมด ในขณะที่ชาวบ้านในเขตยากจนยังดื่มน้ำจากก็อกน้ำหัวถนน ซึ่งอยู่ข้างๆกองขยะ สนามบินเตหะรานหรูหราที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ถนนหน ทางดูเหมือนจะยังไม่พร้อมจะเชื่อมโยง โรงแรม Hilton ของอเมริกันสูงลิบกำลังสร้างอยู่ แต่ชาวอิหร่านอีกมากมายยังอาศัยนอนอยู่ตามถนน”
อเมริกาหนุนให้พระเจ้าชาห์ ทำหน้าที่ตำรวจเฝ้ายามประจำอ่าวเปอร์เซีย คอยกันไม่ให้สหภาพโซเวียตแหลมเข้ามาตามเขตแดนด้านใต้ของสหภาพโซเวียต อเมริกาเริ่มวางแผนด้านกองทัพให้อิหร่าน ตั้งแต่ ค.ศ.1940 กว่า แต่หลังการปฏิวัติ ค.ศ.1953 อเมริกาเหมือนเป็นผู้นำกองทัพของอิหร่านเสียเอง ในปี ค.ศ.1954 มีหน่วยงานด้านกองทัพของอเมริกา 3 หน่วยงานคอยดูแลกำกับกองทัพอิหร่าน ให้ทั้งการฝึกทางอากาศ ทางทะเล และด้วยอาวุธที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ในช่วง ค.ศ.1970 กว่า อิหร่านก็ขึ้นตำแหน่งเป็นลูกรักของอเมริกาในตะวันออกกลาง แน่นอน คงสร้างความขมให้แก่ซาอุดิอาระเบียไม่น้อย ประธานาธิบดีนิกสัน บอกว่า เรากำลังปวดหัวกับเรื่องเวียตนาม ระหว่างนี้เรื่องทางตะวันออกกลางเราขอให้ท่าน พร้อมกับซาอุดิอาระเบียและอิสราเอล ถือบังเหียนไปก่อนนะ
เพื่อให้สมกับเป็นผู้นำตะวันออกกลาง ที่ได้รับความไว้วางใจจากอเมริกา ในปี ค.ศ.1975 อิหร่านใช้เงิน 35,000 ล้านเหรียญ (จากรายได้น้ำมัน 62,000 ล้านเหรียญ) เพื่อลงทุนสร้างกองทัพอิหร่านให้แข็ง แกร่ง ในช่วงนั้นมีที่ปรึกษาด้านการทหารของอเมริกาอยู่ในอิหร่านประมาณ 8,000 คน
พระเจ้าชาห์มองตัวเองในกระจกเข้าใจว่า หลังจากได้อาหารดี ร่างกายแข็งแรงพอที่แหกกรงเหยื่อเป็น
อิสระจากอเมริกา จึงเริ่มเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศของอิหร่าน มุ่งหน้าไปสู่การเป็นผู้นำของตะวัน ออกกลางตัวจริง ไม่ใช่ ตัวแทนของใคร เขาเร่งสร้างกองทัพให้ใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
อเมริกาเริ่มคิ้วขมวดมองดู
พระเจ้าชาห์มองตัวเองในกระจก เห็นแต่ภาพที่ตัวเองอยากเห็น แต่ไม่เห็นภาพที่ตัวเองเป็น …เหยื่อมักไม่รู้ตัวว่า ตกเป็นเหยื่อ เมื่อพระเจ้าชาห์ เริ่มเบ่งกล้ามใส่อเมริกา อนาคตของพระเจ้าชาห์ก็เริ่มสั้นลง แต่ดูเหมือนพระเจ้าชาห์ จะเดินไปไกลเกินกว่าจะถอยหลัง
เขาให้สัมภาษณ์ใน US News and World Magazine เมื่อค.ศ.1976 เกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลของอเมริกาในอิหร่าน
“ถ้าอเมริกา พยายามจะสร้างความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศเรา เราก็สามารถทำให้อเมริกาเจ็บได้ ไม่น้อยกว่าที่อเมริกาจะทำให้เราเจ็บ ไม่ใช่แค่ในด้านของน้ำมัน เราสามารถสร้างปัญหาให้กับอเมริกาได้ในบริเวณนี้ ถ้าอเมริกาบีบให้เราต้องเปลี่ยนจากการเป็นมิตรที่ดีต่อกัน …ผลสะท้อนมันคงเกินจะประมาณได้”
อเมริกาควันออกทุกทวาร ความร้อนขึ้นจนปรอทแทบแตก และชะตาชีวิตของพระเจ้าชาห์ก็ถูกตัดสินเรียบร้อย …โดยวอชิงตัน
อเมริกาเริ่มมองหาผู้ที่น่าจะเหมาะสมเป็นหุ่นตัวใหม่แทนพระเจ้าชาห์ สารพัดทูตและที่ปรึกษา ถูกส่งตัวไปเดินหาข่าวแถวอิหร่าน แน่นอนทุกคนต่างหาเรื่องโกหกมาบังหน้าในการเดินเข้าไปอยู่ในสังคมอิหร่าน
นายเฮนรี่ เพรทช์ (Henry Precht) นักการทูตคนหนึ่ง ซึ่งถูกส่งไปเดินเล่นช่วงนั้น พูดถึงการปฏิบัติการดังกล่าวว่า….มันเป็นปฏิบัติการสร้างหนทาง สำหรับให้คนในสังคมการเมืองระดับสูงของอิหร่านเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลอิหร่านที่สนับสนุนอเมริกา…..คลับคล้ายคลับคลาว่า เห็นปฏิบัติการแบบนี้ ที่ไหนหนอ…
นายวิลเลี่ยม เอส ซัลลิแวน (William H. Sullivan) ทูตอเมริกันประจำอิหร่านช่วง ค.ศ.1977-1979 พูดถึงช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า… ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของค.ศ.1978 (ประมาณ 1 ปีก่อนมี Islamic Revolution) สถานการณ์ในอิหร่านเกิดการเปลี่ยนแปลง และเราก็คอยโอกาสนั้น… สถานทูตเราได้สร้างเครือข่ายติดต่อกับผู้ไม่เห็นด้วย (กับพระเจ้าชาห์) และเราก็ทำให้พวกเขาเชื่อมั่น …พวกเขาส่วน มากแปลกใจ ที่ความเห็นของเรากับของพวกเขาใกล้เคียงกันมาก… ส่วนพระเจ้าชาห์เอง ก็ถามผมบ่อย ๆว่า พวกนักสอนศาสนาเพื่อนคุณทำอะไรกันนะ …”
เมื่อพวกนักเดินเล่นส่งรายงานกลับไปที่วอชิงตัน พวกเขาสรุปกันว่า อเมริกาควรสนับสนุนพวก Islamic ที่อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าชาห์ พวกนักการเมืองฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป ส่วนพรรคคอมมิวนิตส์ก็ใกล้ ชิดกับสหภาพโซเวียตมากไป พวก Islamic นี้ มีผู้นำชื่อ อยาโตเลาะห์ รูฮัลลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองนาจิฟ (Najif) ในอิรักมาหลายปี ตั้งแต่ตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าชาห์ แต่ใน ค.ศ.1978 ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ไล่เขาออกไปจากอิรัก โคไมนี เลยย้ายไปปักหลักแถวชานเมืองของปารีสที่ฝรั่งเศสชื่อ โนเฟล เลอ ชาโต (Neauphle Le Chateau)
เมื่ออยู่ที่เมืองนาจิฟ พวกอเมริกันไปแวะเยี่ยมโคไมนีบ่อยๆ ริชาร์ด คอทแทม (Richard Cottam) พวกCIA กลุ่มที่มีส่วนในการสร้างการปฏิวัติโค่นมอสซาเดก ได้ไปพบ โคไมนี ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลอเมริกันคอทแทม เข้าใจว่า โคไมนี มีความเป็นห่วงคอมมิวนิสต์จะเข้ามาครองอิหร่าน และบอกว่า จะ ต้องระวังไม่ใช่ไล่ชาห์ออกไป แล้วเป็นการเปิดทางให้คอมมิวนิตส์เข้ามาครองอิหร่านแทนโคไมนี ขอให้ คอทแทม สื่อสารกับนายที่วอชิงตันให้รู้เรื่องว่า โคไมนี หวังจะได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา หากพวกคอมมิวนิตส์ในอิหร่านต่อต้านการปฏิวัติ
อเมริกาส่งตัวแทนไปคุยที่โนเฟล เลอ ชาโต ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1978 แล้วโคไมนีกับอเมริกา ก็ได้มีตกลงกันเป็นทางการว่า ตกลงจะให้ความร่วมมือกับอเมริกา ถ้าอเมริกาจะช่วยเขาโค่นพระเจ้าชาห์ และรับรองว่าหลังจากการปฏิวัติโค่นพระเจ้าชาห์ อเมริกาจะไม่เข้ามายุ่งในกิจการภายในของอิหร่าน อเมริกาตกลงรับคำ
ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ส่งนายพลโรเบิร์ต ฮอยเซอร์ (Gen. Robert Huyser) ไปอิหร่านเพื่อประสานงานกับพวกนายพลอิหร่าน
นายพลฮอยเซอร์ (Huyser) ถึงอิหร่านในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1979 เขาบอกกับพวกนายพลอิหร่านว่า ถ้าพวกคุณไม่สนับสนุนการปฏิวัติของโคไมนี โดยนั่งอยู่เฉยๆแล้วละก้อ พวกคอมมิวนิตส์จะฉวยโอกาสนี้บุกเข้าประเทศคุณ เปลี่ยนอิหร่านเป็นรัฐคอมมิวนิตส์แน่นอน
ข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ในรายงานของ Al Watan รายงานในหนังสือพิมพ์ Kuwaiti วันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.1979
ประธานาธิบดีคาร์เตอร์ (Carter) เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขาว่า “ฮอยเซอร์ (Huyser) มีความเห็นว่า กองทัพอิหร่านเตรียมพร้อมที่จะป้องกันอาวุธพวกเขา (ไม่ไห้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น) และรับรองว่าจะไม่ออกมาขัดขวางตามถนน”
พระเจ้าชาห์เองก็สังหรณ์ใจว่า น่าจะมีอะไรผิดปกติ เขาเขียนในบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการมาอิหร่านของฮอยเซอร์ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1979 ว่า
“นายพลฮอยเซอร์ ไม่แจ้งเราล่วงหน้าถึงการมา เขามาเตหะรานบ่อยมาก และทุกครั้งจะแจ้งตารางการนัดพบล่วงหน้า เพื่อหารือกับเราเกี่ยวกับเรื่องการทหารกับเราและพวกทหาร” แต่การมาคราวนี้ของฮอยเซอร์ไม่มีการแจ้งให้พระเจ้าชาห์ทราบ พระเจ้าชาห์ได้เขียนบันทึกต่อไปว่า…“ฮอยเซอร์ได้กล่อมให้หัวหน้าราชเลขาธิการของเรา นายพลกาห์รา บากี (General Ghara – Baghi) ซึ่งพฤติกรรมช่วงหลังของเขา ทำให้เราเชื่อว่า เขาทรยศต่อเราแล้วฮอยเซอร์ ขอให้กาห์รา บากี นัดให้เขาพบกับทนายชื่อดังด้านสิทธิมนุษยชนชื่อ เมห์ดิ บาซาร์กาน (Mehdi Bazargan)” (ซึ่งภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของรัฐบาลโคไมนี )
“นายพลกาห์รา บากี แจ้งเราเกี่ยวกับเรื่องที่ ฮอยเซอร์ ขอให้นัด ก่อนที่เราจะไปจากอิหร่าน และเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น เรารู้แต่ว่า กาห์รา บากี ใช้อำนาจของเขา ห้ามกองทัพมิให้ขัดขวาง โคไมนี เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า มีการตัดสินใจกันอย่างไรและในราคาใด เข้าใจว่า พวกนายพลของเราตอนหลังได้ถูกประหารชีวิตหมด ยกเว้น กาห์รา บากี ที่ได้รับผ่อนผัน คนช่วยเขาก็คือ เมห์ดิ บาซาร์กาน นั่นแหละ”
วันที่ 14 มกราคม ค.ศ.1979 ทูตอเมริกันได้นัดพบกับอิบราฮิม ยาซดี (Ebrahim Yazdi) ผู้ช่วยของโคไมนี พร้อมด้วยตัวแทนของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ยาซดี (Yazdi) อาศัยอยู่ในอเมริกาเป็นเวลา นานตั้งแต่ ค.ศ.1961 เขาถูกบังคับให้ลี้ภัยจากอิหร่าน เพราะเขาต่อต้านพระเจ้าชาห์ หลังจากเข้าไปอยู่ ในอเมริกา เขาผูกสัมพันธ์แน่นชิดกับ CIA และกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ตอนหลังเขาได้แปลง สัญชาติเป็นอเมริกัน
ระหว่างการนัดพบวอร์เรน ซิมเมอร์มาน (Warren Zimmerman) ในฐานะตัวแทนของกระทรวงต่าง ประเทศอเมริกา บอกให้ยาเซดีแจ้งโคไมนีให้คอยก่อน อย่างเพิ่งกลับมาอิหร่าน จนกว่าฮอยเซอร์จะได้เตี๊ยมกับบรรดาพวกนายพลอิหร่านเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1979 นายแรมซีย์ คลาร์ก (Ramsay Clark) จากกระทรวงต่างประเทศก็ไปพบโคไมนีที่โนเฟล เลอ ชาโต หลังจากพบ เขาแจ้งแก่นักข่าวว่า เราหวังว่าการปฏิวัติจะสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้กลับมาสู่ชาวอิหร่าน การปฏิวัติได้ถูกเตรียมการพร้อมเดินหน้าแล้ว
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 โคไมนี ก็ขึ้นเครื่องบิน Air France จากปารีสบินเข้าเตหะราน ส่วนพระเจ้าชาห์รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น แต่คงไม่อยู่ในสภาพที่จะระงับได้
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 โคไมนี ก็ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองอิหร่าน และตั้งรัฐบาลรักษาการณ์มี เมห์
ดิ บาซาร์กาน เป็นหัวหน้ารัฐบาล
บาซาร์กาน เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างพวกปฏิวัติกับอเมริกา ในช่วง ค.ศ.1978 ตัวแทนของรัฐบาลอเมริกันเช่น จอห์น สเตมเปิล (John Stempel), นายเฮนรี่ เพรทช์ (Henry Precht), วอร์เรน ซิมเมอร์มาน (Warren Zimmerman) และริชาร์ด คอทแทม (Richard Cottam) ต่างได้มาพบพูดคุยกับขบวนการ Iranian Freedom Movement ซึ่งนำโดยบาซาร์กานอยู่ตลอด อเมริกาติดต่อกับบาซาร์กานโดยผ่านขบวนการ Freedom Movement นี้ตลอดช่วงเดือนแรกๆ หลังจากการปฏิวัติ
บาซาร์กานได้แต่งตั้งอับบาส อาเมียร์ เอนทาซัม (Abbas Amir Entezam) ซึ่งอยู่อเมริกามากว่า 20 ปี ให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี เอนทาซัมนี้ใกล้ชิดติดต่อกับ CIA มาตั้งแต่สมัยของมอสซาเดกและเป็นสายข่าวให้แก่ CIA เมื่อมีการสร้างปฏิวัติล้มมอสซาเดก นอกจากนี้ยังตั้งคาริม ซันจาบี (Karim Sanjabi) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซันจาบีก็เช่นกัน เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับสถานทูตอเมริกาในกรุงเตหะราน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีของบาซาร์กานก็มีคนอิหร่าน ที่ถือสัญชาติอเมริกันถึง 5 คน
ในบันทึกความทรงจำของประธานาธิบดีคาร์เตอร์เขียนชื่นชมว่า บาซาร์กานและคณะรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้จบการศึกษาจากตะวันตกว่า ให้ความร่วมมือกับอเมริกาอย่างดีเยี่ยม คอยดูแลป้องกันสถานทูต ดูแลการเดินทางของนายพลฟิลลิป ซี แกส์ท (General Philip C. Gast) ซึ่งมาแทนฮอยเซอร์ และคอยส่งข่าวให้พวกเรา บาซาร์กานเองก็ประกาศชัดเจนว่า ต้องการจะสร้างสัมพันธ์ไมตรีอันดียิ่งกับอเมริกา และอิหร่านก็จะกลับมาส่งน้ำมันให้แก่ลูกค้าตามปกติในเร็วๆ นี้
การปฏิวัติในอิหร่านในปี ค.ศ.1979 เหมือนเป็นการจับคู่ที่เหมาะสม ระหว่างกลุ่มอิสลามที่เคร่งครัดและไม่ชอบระบอบคอมมิวนิตส์ กับจักรวรรดิอเมริกาที่กีดกั้นระบอบคอมมิวนิตส์ …แต่ไม่แน่ว่าการจับ คู่ถูกในตอนนั้น จะไปหรือจะอยู่กันยาวจนถือไม้เท้ายอดทองด้วยกัน หรือลงท้ายด้วยการหย่าและเคียดแค้น
อิหร่าน
(3)
ในช่วงนั้นการกีดกั้นสหภาพโซเวียต เป็นสุดยอดนโยบายของอเมริกา นักยุทธศาสตร์ชั้นเซียนของอเมริกา ต่างเชื่อกันว่าขบวนการโคไมนี จะเป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านระบอบคอมมิวนิตส์ ไม่ให้เข้ามาในอิหร่าน และคิดไกลไปถึงว่า เนื่องจากเป็นพวกกลุ่มศาสนา อาจจะไม่สนใจหรือไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจดีพอ ก็คงจะยอมให้พวกอิหร่านที่นิยมอเมริกาและชำนาญด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้ชี้นำประเทศในภาย หลัง
แต่จริงๆ แล้ว ในรัฐบาลคาร์เตอร์ (Carter) ไม่มีใครรู้จักโคไมนีจริง และไม่รู้ว่าเป้าหมายแท้จริงของขบวนการโคไมนี มุ่งหน้าไปถึงไหน …พวก CIA ที่อเมริกายกโขยงมาอยู่ที่อิหร่าน กลุ่มใหญ่มัวแต่จับตาดูไปที่สหภาพโซเวียต เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ CIA ได้บันทึกไว้ตอนหลังว่า
“…จริงๆ แล้วรัฐบาลคาร์เตอร์ไม่รู้เลยว่า โคไมนี เป็นใคร กว่าจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว…”
วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ.1979 อเมริกันก็ถูกปลุกอีกครั้งหนึ่ง จากข่าวด่วนว่านักศึกษาที่เป็นอิสลามบุกยึดสถานทูตอเมริกาที่กรุงเตหะราน โดยมีไฟเขียวของโคไมนีนำหน้า และยึดเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน เรียกร้องให้อเมริกาส่งพระเจ้าชาห์กลับมาขึ้นศาลในอิหร่าน
ชนวนการบุกสถานทูต มาจากการที่อเมริกาตกลงให้ พระเจ้าชาห์ ซึ่งป่วยหนักในขณะนั้น ไปรักษาตัวที่อเมริกา และจากการที่มีข่าวว่า ได้มีการนัดพบกันที่อัลจีเรีย ระหว่างที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ คือ นายซบิกเนียฟ เบรซินสกี้ (Zbigniew Brzezinski) กับนายกรัฐมนตรีอิหร่าน รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นพวกเดียวกับโคไมนี แต่สนับสนุนอเมริกา
ไม่นานหลังจากที่สถานทูตอเมริกาโดนยึดในเดือนธันวาคม ค.ศ.1979 จังหวะเดียวกัน สหภาพโซเวียตก็ฉวยโอกาสลองของ บุกเข้าไปในอาฟกานิสถาน
อัฟกานิสถานถือว่าเป็นกันชนสำคัญกั้นเส้นทางเดินของสหภาพโซเวียต ที่จะเดินผ่านปากีสถานเข้ามา ยังอิหร่านและอ่าวเปอร์เซีย การลองของครั้งนี้ของสหภาพโซเวียต ทำให้อเมริกาสะดุ้งเหมือนถูกไฟ ช็อต
สหภาพโซเวียตคงไม่ได้คิดแค่เข้ามานั่งเล่นที่อาฟกานิสถานแน่ แผนของโซเวียตน่าจะลึกกว่านั้น มันเหมือนเป็นการท้าทายในการแข่งขันช่วงชิงอำนาจในบริเวณทั้งหมดของตะวันออกกลาง มหาสมุทรอินเดีย แอฟริกา คาบสมุทรอาระเบีย ถึงบริเวณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาคิดเช่นนั้น และอเมริกายอมไม่ได้
23 มกราคม ค.ศ.1980 อเมริการวบรวมลูกหาบเจ้าของบ่อน้ำมันแถวทะเลทราย บุกเข้าไปยึดอัฟกานิส ถานคืนสหภาพโซเวียตรู้แล้วว่ากล่องดวงใจของอเมริกาอยู่ที่ไหน ว่าแล้วก็ถอยทัพกลับไปหน้าตาเฉย
นายซบิกเนียฟ เบรซินสกี้ ที่ปรึกษาใหญ่รีบประกาศว่า เราต้องปรับยุทธศาสตร์การครองโลกของอเมริกาเสียใหม่ การควบคุมอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันดับแรก ที่อเมริกาต้องรีบดำเนิน การ พร้อมกับการประกาศที่ปรึกษาใหญ่ทำบันทึกถึงประธานาธิบดีคาร์เตอร์ (สั่ง) ประธานาธิบดีว่า “เราจะต้องรีบดำเนินการ ขวางการแทรกเข้ามาในบริเวณนี้ของสหภาพโซเวียต เราน่าจะต้องให้ของขวัญแบบ “สงครามเวียตนาม” ให้แก่สหภาพโซเวียตบ้าง” ขิงแก่ไม่ใช่ใส่ซอง รสเผ็ดจัด
ตลอดเวลากว่า 10 ปี รัฐบาลอเมริกัน ส่งอาวุธและความช่วยเหลือเป็นเงินกว่า 3 พันล้านเหรียญ ให้แก่กลุ่มอิสลามมูจาฮิดีน (Mujahideen) เพื่อให้สร้างเครือข่ายนักรบอิสลาม และพวกนี้ก็ได้เป็นต้นกำเนิดขวัญใจของคาวบอยบุช คือ กลุ่มอัลกออิดะห์ของโอซามะ บินลาเดน (Osama Bin Laden) เพื่อเอาไว้แหย่ให้สหภาพโซเวียตวุ่นวายอยู่ที่อาฟกานิสถาน จะได้ไม่มีเวลาข้ามมาเดินเล่นแถวทะเลทรายในตะวัน ออกกลาง บ่อน้ำมันมีเยอะ ตกลงไปจะลำบาก
หมากล่อให้สหภาพโซเวียตวุ่นวายแถวอาฟกานิสถานหมากเดียว คงกลัวเอาไม่อยู่ ต้องแถมให้อิหร่านอีกสักหน่อย เป็นการทำโทษที่บังอาจมายึดสถานทูตที่เตหะราน นี่มันเป็นการหยามน้ำหน้ากันมากนะ ใหญ่ขนาดนี้ โดนลูบคมซะทื่อไปหมด พี่เบิ้มสมควรจะลาออกจากตำแหน่ง… แต่พี่เบิ้มหน้าด้านอยู่แล้ว เก็บความอายไว้ก่อน ยังต้องใช้อิหร่าน จึงยังไม่ทลาย ขอแค่บี้ซ้ายขยี้ขวา ให้อยู่สุขไม่ได้แล้วกัน
ในขณะนั้น อเมริกามีกองกำลังจำนวนจำกัดอยู่ในแถบทะเลทราย ดังนั้นหมากที่ใช้คือ เสี้ยมให้มันรบกันเอง… เราอย่าขนคนของเราไปให้เสียเวลาเลยนะ อิรักมีประชากรเป็นชีอ่ะห์ 60 % ซึ่ง ซัดดัมไม่พอใจและกดขี่อยู่เสมอ… แล้วนี่ถ้าอิหร่านซึ่งเป็นชีอ่ะห์บุกเข้ามาที่อิรัก พากันเปลี่ยนประเทศอิรักเป็นรัฐอิสลามที่เคร่งครัดทั้งหมดจะเป็นยังไงนะ…
แค่เปรยเท่านี้ ซัดดัม (Saddam) ก็เต้น เพราะไม่ชอบชีอ่ะห์ และไม่อยากเปลี่ยนเป็นอิสลามเคร่งครัด อเมริกาบอก …งั้นก็ต้องกันก่อนแก้ซิ ซัดดัม เอ๋ย
ในปี ค.ศ.1980 ดอกไม้กำลังบานไสวไนฤดูใบไม้ผลิต่อฤดูร้อน อิรักก็บุกอิหร่านตามคำยุของอเมริกา แหม! ทำไมยุขึ้นง่ายอย่างนี้นะ… อ้อ! พี่เบิ้มเขาส่งอาวุธให้แบบไม่อั้น กันยายน ค.ศ.1980 อิรักเคลื่อนพลขยับไปจนเกือบเหยียบจมูกอิหร่าน เข้าไปถึงชานเมืองตะวันตกเฉียงใต้ …แล้วกันซัดดัมกำลังจัดการงานนอกสั่ง… เราสั่งแค่ให้แหย่… ไม่ใช่ให้ยึด ฟังภาษาไม่รู้เรื่องหรือไง ซัดดัมฟังออก…. แต่โอกาสมันมาถึง จะให้ถอยก็คงยาก
ในที่สุดไอ้คนยุก็เลยต้องรีบปรับแผน… แลกกันเอาไหม ยูปล่อยตัวประกันอเมริกันให้หมด ไอส่งอาวุธให้ยู 300 – 500 ล้านเหรียญ เอาไปถล่มซัดดัมกลับ… มันเป็นการแอบเจรจากันระหว่างกลุ่มหนุนหลังของ เรแกน (ซึ่งกำลังท้าชิงตำแหน่งกับคาร์เตอร์) และทีมงานของโคไมนี แต่ยูปล่อยตัวประกันเมื่อเรแกนได้ รับตำแหน่งประธานาธิบดีนะ
มันเป็นกลุ่มหนุนเรแกน ที่มีแผนลึกซ่อนอยู่ … อยาโตเลาะห์ (Ayatollah) ตกลงกับข้อเสนอ เพราะก็มีแผนลึกซ่อนอยู่เช่นกัน
มกราคม 21 ค.ศ.1981 เรแกนชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ในวันที่เขาเข้ามารับตำแหน่ง อิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ถูกจับกุมเป็นตัวประกันอาบน้ำแต่งตัวกลับบ้านไป
อเมริกาคิดว่าแผนรุกของตนได้ผล สงครามอิรักอิหร่านดำเนินอยู่ถึง 8 ปี ไม่มีฝ่ายใดชนะหรือแพ้ (เพราะกรรมการทั้งเชียร์ทั้งหนุนทั้ง 2 ฝ่าย) ส่วนที่อาฟกานิสถาน ในที่สุดสหภาพโซเวียตก็แตกพ่าย ถอยทัพหน้าตกกลับประเทศในปี ค.ศ.1989 …เป็นการพ่ายแพ้ที่ยับเยินของสหภาพโซเวียต และเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย อเมริกาผงาดเป็นผู้ชนะ ขึ้นแท่นเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก และเป็นการเริ่มต้นของ “สงครามเย็น”
เรื่องราวของอเมริกากับอิหร่านและตะวันออกกลางกับสหภาพโซเวียตดูเหมือนจะจบ แต่แค่ดูเหมือน
อิหร่าน
(4)
สงครามอิรักอิหร่าน ที่ถูกชักใยโดยอเมริกา ทำให้ชาวอิหร่านตายไปไม่น้อยกว่า 300,000 คน และชีวิตชาวอิรักอีกประมาณ 100,000 คน มีคนเจ็บประเทศละไม่น้อยกว่า 700,000 คน ส่วนการรบในอาฟกานิสถาน ระหว่างค.ศ.1979–1989 ชีวิตของคนอาฟกันต้องเสียไปประมาณ 1 ล้านคน (รวมทั้งทหารของสหภาพโซเวียตอีก 15,000 นาย) 1 ใน 3 ของชาวอาฟกันกลายเป็นผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ตามเต็นท์
มันกลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ของการต่อต้านการล่าอาณานิคม คราวนี้ไม่ใช่นักล่าจากเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย แต่เป็นอเมริกา นักล่าหน้าใหม่ ใจเหี้ยมโหด จากแผ่นดินใหญ่ที่แย่งชิงมาจากอินเดียนแดง เป็นวีรกรรมที่ต้องบันทึกไว้
เมื่อสหภาพโซเวียตล้มครืนในปี ค.ศ.1991 อเมริกากระหยิ่ม คิดว่าเส้นทางก้าวสู่การเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกสะดวกโล่ง เมื่อคู่แข่งคนสำคัญถูกเขี่ยตกไปจากลู่แข่ง มันอาจจะเป็นการตกจากลู่แข่งเป็นการชั่วคราวเท่านั้น… แต่ตอนนั้นอเมริกาไม่ได้คิดอย่างนั้น ความเกลียด ความสะใจ คงจะทำให้มองภาพไม่ชัด อเมริกาคิดว่านี่เป็นโอกาสเหมาะ ที่จะสยายปีกมาทางตะวันออกกลาง และยิ่งเมื่อ โคไมนี ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว อิหร่านคงไม่แกร่งอย่างเดิม อเมริกาไม่จำเป็นต้อง “เลี้ยง” อิหร่านอีกต่อไป ยักษ์ล้มไปแล้ว ยันต์กันยักษ์ ไม่มีความหมายเหมือนเก่า
แต่ดูเหมือนอเมริกาจะอ่านไม่ขาด
สงครามอิรัก อิหร่าน กลับทำให้การปกครองของโคไมนีเข้มแข็งขึ้น ชาวตะวันออกเห็นความอึดและเด็ด ขาดของโคไมนีชัดเจน มีการรวมตัวกันมากขึ้น เพราะเห็นเป้าหมายชัดเจน ยิ่งเมื่อสหภาพโซเวียตที่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนเดียว ที่พอจะต่อกรกับอเมริกาได้ถูกน็อกนับ 10 กลุ่มอิสลามกลับคิดรวมตัวกันเพื่อป้องกันการครอบครองของอเมริกา และเริ่มเข้าไปมีส่วนในการเมืองในภูมิภาคของตนเอง
นอกจากนั้นการที่อเมริกาอุดหนุนให้อาวุธ และทำการฝึกให้กลุ่มอาฟกันและมูจาฮิดีน (Mujahideen) เพื่อให้ไปโซ้ยกับรัสเซียแทนตนนั้น ทำให้กลุ่มอิสลามติดอาวุธพวกนี้ยิ่งฮึกเหิม พวกเขาเชื่อว่า เมื่อล้มยักษ์ได้ตัวหนึ่ง (สหภาพโซเวียต) ทำไมจะล้มยักษ์ตัวอื่นๆ อีกไม่ได้ และเมื่อเริ่ม ค.ศ.1990 เป็นต้นมา กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงก็ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเหยื่อที่มีก้าง ติดเสียบค้างอยู่กลางคอหอยของอเมริกา
การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ไม่ได้นำความสะใจมาให้อเมริกาแต่อย่างเดียว น่าจะนำความวุ่นวายใจมาให้ด้วย
หลังสหภาพโซเวียตล่ม กลับมีการเกิดใหม่ของรัฐเล็กรัฐน้อย ที่เคยอยู่ในอ้อมแขนของสหภาพโซเวียต ทยอยออกมาตั้งเป็นรัฐอิสระ รัฐเล็กๆเหล่านี้เต็มไปด้วยแหล่งทรัพยากร จิ้มไปตรงไหน ไม่น้ำมันผุดก็แก๊สพุ่ง แบบนี้นักล่าต่างๆจะอดใจไหวอย่างไร แต่คราวนี้พวกที่จ้องกันน้ำลายไหลไม่ได้มีแต่นักล่าตะวันตก ประเทศที่เพิ่งโตเช่น จีน และแม้แต่เจ้าของเก่าเช่นรัสเซียก็ออกอาการ
นายซบิกเนียฟ เบรซินสกี้ ที่ปรึกษาใหญ่ ออกมากระตุกแขนอเมริกา …อย่าลืมนะ รางวัลใหญ่คือ ยูเรเซีย (Eurasia) ปล่อยให้หลุดมือไม่ได้
อิหร่านที่มีเขตแดนติดอยู่กับสหภาพโซเวียตเดิม ยาวพันกว่ากิโลเมตร เป็นเพื่อนบ้านกันมากับรัฐเล็ก รัฐน้อยแถบนั้น ผูกพันกันทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและภาษา จะปล่อยให้คนแปลกหน้าต่างถิ่น เดินเข้าไปชิงตัดหน้าอย่างนั้นหรือ อิหร่านเริ่มเสนอโครงการท่อส่งสามัคคียาวตั้งแต่ทะเล แคสเปียน (Caspian Sea) จากทางเหนือลงใต้ไปถึงอ่าวเปอร์เซีย
ถ้าข้อเสนอของอิหร่านเกิดขึ้น ความฝันที่จะชิงรางวัลใหญ่ของอเมริกาก็คงริบหรี่ แล้วจะปล่อยไปได้อย่างไร
อเมริกาพยายามคิดวิธีการที่จะจัดการกับอิหร่าน รัฐบาลคลินตัน (Clinton) บอกว่า ไม่ต้องยกทัพไปขยี้อิหร่านหรอก อิหร่านไม่ใช่คู่แข่งของเรา เราเอาการค้านำหน้า เปิดการค้าเสรีให้มันทั่วโลก… พวกเขาไม่ฉลาดเท่าเราหรอก เราหาทางเปิดให้ทุนมันเข้าไปไม่เท่าไร เดี๋ยวเราก็กินเขาได้หมดเองน่า เออ! …มันก็ได้ผลหลายที่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกแห่งจะเคี้ยวได้ง่าย แต่สายเหยี่ยวของอเมริกาไม่เห็นด้วย เขายืนยันว่าอิหร่านเป็นเป้าสำคัญในตะวันออกกลาง ถ้าเราปล่อยให้อิหร่านโตไปเรื่อย ๆ และไม่รู้ว่าต่อไปอิหร่านจะหันหน้าไปซบใคร สู้ตัดตอนมันไปเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือ
เมื่อคาวบอยบุชได้เป็นประธานาธิบดีใน ค.ศ.2000 หลังจากเกิดเหตุการณ์ 11 กันยา สายเหยี่ยวได้โอกาส (หรือสร้างโอกาส..!?) ประกาศว่า เราต้องจัดระเบียบโลกใหม่เกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้าย แล้วอิหร่านและอิรักก็ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย ที่อเมริกาจะต้อง “จัดการ” รุ่นแรก
รัฐมนตรีกลาโหมโดนัลด์ รัมสเฟลด์ (Donald Rumsfeld) และผู้ช่วยตัวแสบพอล วูล์ฟโฟวิตส์ (Paul Wolfowitz) บอกว่า เราต้องสูบไอ้ก้างขวางคอพวกนี้ ออกมาให้หมดจากบริเวณตะวันออกกลาง“draining the swamp” แล้วพ่วงเอาผู้ปกครองอิรัก อิหร่านและซีเรียไปด้วย เพราะพวกนี้แหละที่เป็นตัวขวางไม่ให้อเมริกาสยายปีกการล่าเหยื่อในตะวันออกกลาง… มิน่า…
การสูบก้างออกจากหนอง แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก เริ่มต้นในเดือนตุลาคม ค.ศ.2001 เมื่ออเมริกาทิ้งบอมบ์อาฟกานิสถาน และล้มรัฐบาลตาลีบัน (ซึ่งสร้างมากับมือ) อิรักเป็นขั้นตอนต่อไป แม้ซัดดัมจะไม่เป็นอิสลามและไม่ได้เป็นพวกอัลกออิดะห์ แต่การอยู่ของซัดดัม ทำให้อเมริการำคาญใจ เพราะเกะกะขวางทางการไปเอาน้ำมันในอิรัก ขั้นตอนสุด ท้ายคืออิหร่าน ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายการ 11 กันยา แถมยังยอมให้อเมริกาเข้ามาในเขตแดนของอิหร่าน ตอนกวาดพวกตาลีบันด้วย
แต่อิหร่านเป็นแม่พิมพ์ของพวกอิสลามเคร่งครัด ถ้าแม่พิมพ์ยังอยู่ดี เดี๋ยวก็มีการถ่ายแบบกันไปทั่วตะวันออกกลาง อเมริการับไม่ได้นะ
แต่ที่สำคัญ น่าจะเป็นข่าวที่เริ่มกระจายออกไปว่า อิหร่านก็คิดมีเพื่อน และเพื่อนที่อิหร่านอยากคบคือรัสเซียและจีน ซึ่งยืนตรงกันข้ามกับอเมริกา โดยเฉพาะรัสเซีย และจากสาเหตุสุดท้ายนี้ อิหร่านก็ได้ถูกเลื่อนอันดับอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลบุช จัดอิหร่านเป็นเป้าหมาย อันดับหนึ่งทันที ที่จะต้องถูกจัดการ สังเวยความกระหายน้ำมันและอำนาจ บวกความหมั่นไส้ที่ไม่รู้จักเลือกคบเพื่อน มองข้ามหัวอเมริกาอย่างท้าท้ายได้ยังไง
เดือนมกราคม ค.ศ.2002 คาวบอยบุชกล่าวหาอิหร่านว่า กำลังคิดการใหญ่สะสมอาวุธนิวเคลียร์ เลื่อนอันดับอิหร่านไปอยู่อันดับเดียวกับเด็กแสบเกาหลีเหนือ… ถือเป็นการเลื่อนชั้นอย่างรวดเร็ว อเมริกาบอกมันเป็นภัยต่อความมั่นคงของโลกเชียวล่ะ
กุมภาพันธ์ ค.ศ.2003 อิหร่านยอมรับว่า กำลังสร้างโรงงานพัฒนาแร่ยูเรเนียม 2 โรง แต่เมื่อ Atomic Energy Agency (IAEA) บอกให้หยุด อิหร่านก็หยุด แต่อเมริกาไม่หยุด กล่าวหาต่อไปว่า อิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์แน่นอน อเมริกาไม่ยอม… มันต้องมีสิ… อเมริกาว่ามีก็ต้องมี…อเมริกาไม่สนใจหรอก อิหร่านมีนิวเคลียร์กี่ลูก แต่มันเสียหน้า เข้าใจไหม
พฤษภาคม ค.ศ.2003 อิหร่านยอมอ่อนข้อ ขอเจรจากับอเมริกา ขอให้อเมริกาเลิกการคว่ำบาตร ปลดชื่ออิหร่านจากป้ายผู้ก่อการร้าย… เราดีกันนะอย่าโกรธกันต่อไปเลย เราอิหร่านก็จะยอมตามใจอเมริกา ในตะวันออกกลาง เราไม่ขวาง ไม่ขัดคออีกแล้วล่ะ …อิหร่านยอมแพ้กระทั่งหยุดเดินหน้าการสร้างโรง งานไฟฟ้านิวเคลียร์ และให้อเมริกาตรวจสอบตามสบายว่า ไม่มีนิวเคลียร์ซักลูกอยู่ในกระเป๋ากางเกง นอกจากนี้ก็จะไม่ยุ่ง ไม่ยุพวกฮามาสในอิสราเอลด้วย อะไรอีกล่ะ อ้อ เราจะเดินหน้าเป็นประชาธิปไตย เราจะให้ความร่วมมือ ฯลฯ สารพัดอิหร่านจะยอม ข้ออ่อนจนยืนจะไม่อยู่แล้ว
คาวบอยบุชไม่รับข้อเสนอ ปฏิเสธที่จะเจรจากับอิหร่าน นี่มันนึกว่า กำลังเล่นขี่วัวมาราธอนอยู่หรือไงนะ
รัฐบาลบุช คิดว่าตัวเองกำลังถือไพ่เหนือมืออิหร่าน สายเหยี่ยวคิดว่าการสั่งสอนอิรัก จะทำให้อิหร่านดีฝ่อ อเมริกาคิดว่าการหนุนและชุบเลี้ยงพวกชีอะห์ในอิรัก (ซึ่งมีจำนวนถึง 60%ของชาวอิรัก) โดยเฉพาะพวกที่อยู่ที่นาจาฟ (Najaf) และคาร์บาลา (Karbala) จะทำให้พวกชีอะห์เหล่านี้ไม่เข้าพวกกับอิหร่าน เพราะติดใจอาหารที่อเมริกาใช้เลี้ยง
อเมริการู้สึกจะประเมินผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ(อีกแล้ว) การบุกขยี้อิรักทำให้ชาวตะวันออกกลางยิ่งรังเกียจอเมริกา และเริ่มรวมตัวกันทั้งนิกายชีอ่ะห์และสุหนี่ ทำให้กลุ่มอิสลามเคร่งครัดยิ่งเข้มแข็งขึ้นและใหญ่ขึ้น
แม้อิหร่านจะไม่แสดงอาการท้าทายอเมริกาอย่างตรงๆ แต่อิหร่านมีนโยบายสนับสนุนทั้งอาวุธและทุนให้กับกลุ่มชีอ่ะห์ในอิรัก รวมทั้งสนับสนุนรัฐบาลผสม มาลิกี (Maliki) ซึ่งเป็นตัวเลือกของอเมริกาในอิรัก ในปี ค.ศ.2005 มีการเลือกตั้งในอิรักซึ่งอำนวยการสร้างโดยอเมริกา CIA รายงานว่า อิหร่านส่งเงินสนับ สนุนพวกชีอ่ะห์จำนวน 11 ล้านเหรียญต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างฐานเสียงให้แก่ชีอ่ะห์ ซึ่งในที่สุดก็ได้คะแนนเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ถึงอิหร่านจะไม่ได้ประกาศท้าทายอเมริกาโดยตรง แต่ดูเหมือนการกระทำของอิหร่านจะชัดขึ้นเรื่อยๆ
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ตำแหน่งการยืนของอิหร่าน หรืออาการเป็นเหยื่อของอิหร่านเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน น่าสนใจในสายตาโลก และน่ากลุ้มใจในสายตาของอเมริกาอย่างยิ่งคือ เมื่อมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด(Mahmoud Ahmadinejad) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่าน ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2005
หลังจากถูกกล่าวหาว่ามีนิวเคลียร์อยู่ในกระเป๋ากางเกงหลายลูก อิหร่านวิ่งพล่านพยายามหาเพื่อนช่วย อิหร่านขอให้อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมัน ช่วยเจรจากับอเมริกาอยู่หลายปี …แต่คำตอบคือความเงียบ จากบรรดาผู้ที่คิดว่าเป็นเพื่อน หรือเคยเป็นเพื่อนของอิหร่าน
อาห์มาดิเนจาด (Ahmadinejad) มีความเห็นว่า เราจะวิ่งพล่านง้อชาวบ้านเขา ตลอดเวลา คงไม่ไหว อิหร่านควรพึ่งตัวเอง ยืนบนขาตัวเองเสียที เลิกได้แล้วที่จะไปคอยของ้อ ขอเจรจา ความอยู่รอดของพวกเราขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของเราเอง และคบเพื่อนให้ถูกคน …สมันน้อยน่าจะได้ข้อคิดจากเหยื่อรายนี้บ้าง
เดือนสิงหาคม ค.ศ.2005 หลังจากรับตำแหน่ง อาห์มาดิเนจาดก็ประกาศว่า เราจะเดินหน้าพัฒนาแร่ยูเรเนียมต่อไป และในเดือนมกราคม ค.ศ.2006 การค้นคว้าด้านนิวเคลียร์ที่เนทาซ (Nataz) ของอิหร่านก็กลับมาเดินหน้าต่อ
ในเดือนเมษายน อิหร่านประกาศว่า การพัฒนาแร่ยูเรเนียมของอิหร่านประสบผลสำเร็จอย่างดี ทำให้ ไอ้เอกับอีเอ IAEA รีบวิ่งไปรายงานสหประชาชาติ
ภายใต้ Nuclear Non-Proliferation Treaty อิหร่านมีสิทธิจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อเป็นพลังงานได้ แต่เทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา ก็เป็นประเด็นว่าสามารถพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้หรือไม
อเมริกาเต้นเป็นลิงโดนหมัดกัด…พวกเรายอมไม่ได้ เอาเรื่องเข้าสหประชาชาติด่วน… และทำการชักใยสหประชาชาติ ให้สั่งอิหร่านหยุดดำเนินการโครงการพัฒนานิวเคลียร์ พร้อมขู่จะใช้กำลัง และเพิ่มการคว่ำบาตรอีกหลายใบ ถ้าอิหร่านไม่สนใจและเดินหน้าต่อไป
แต่แล้วก็มีพระเอกสองคน จูงมือกันมาขวางทาง…. มาแล้วคุณพี่ปูตินกับอาเฮียกระเป๋าใหญ่ ทั้งสองบอกว่า มติเช่นนี้ของสหประชาชาติ มันไม่ได้สร้างสันติหรอกนะ แต่มันเป็นข้ออ้างเพื่อให้อเมริกาสร้างสงครามมากกว่า
เดือนพฤษภาคม ค.ศ.2006 อเมริกาเปลี่ยนบท ยอมให้ตัดข้อความในมติของสหประชาชาติ ส่วนที่บอกว่า จะใช้กำลังกับอิหร่านออกไป และพร้อมที่จะเจรจากับอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ถ้าอิหร่านรับรองว่าจะหยุดโครงการพัฒนาแร่ยูเรเนียม
อะไรทำให้อเมริกาเปลี่ยนบทแบบหักมุม จนมุมหัก มันเป็นแผนต้มอิหร่านซ้ำซากหรืออะไรกันแน่
วันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.2006 คณะทำงานของกรรมาธิการด้านข่าวกรอง ทำหนังสือแจ้งประธานด้านข่าวกรองประจำสหรัฐอเมริกายาวเกือบ 30 หน้า สรุปสั้นๆ เอาแต่เนื้อไม่ติดมันว่า… อิหร่านกำลังกระทำการที่เป็นการท้าทายความมั่นคงของอเมริกาอย่างสูง (ว๊าว!) ไม่ว่าจะเรื่องการซุ่มสร้างระเบิดนิว เคลียร์ การแอบทำอาวุธชีวภาพ การสร้างระบบป้องกัน และยิงจรวดวิถีไกล ซึ่งถ้านำระเบิดนิวเคลียร์มาใช้ร่วมกับระบบนี้ หลายบริเวณของโลกต้องร้อนระอุ นี่ยังไม่นับการส่งเสียเลี้ยงกลุ่มเด็กที่ชอบเล่นอาวุธ ที่อิหร่านเลี้ยงดูอยู่หลายกลุ่ม เพื่อเอาไว้แหย่รังแตนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะรังแตนแถวอิสราเอล และการเข้าไปกระชับมิตร กอดคอกับกลุ่มเพื่อน สร้างแนวร่วมพระจันทร์เสี้ยวเช่น อิรัก ซีเรีย และเลบานอน พฤติกรรมเช่นนี้ อเมริกาบอกยังไม่รู้จะวางแผนรับมืออย่างไร (อ้าว!) เพราะอเมริกาขาดข้อมูล ….งานด้านข่าวกรองในอิหร่านทำงานไม่ได้ผล (ขายหน้า!)
ที่สำคัญไม่สามารถแน่ใจได้ว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์กี่ลูก และระยะยิงไกลขนาดไหน อเมริกาคาดว่า จากการตรวจสอบปริมาณแร่ยูเรเนียมและพลูโตเนียมที่ IAEA ค้นพบ (ยังไม่นับที่ฝังดินซ่อนไว้และยังไม่พบ!) น่าจะทำให้อิหร่านสร้างนิวเคลียร์ได้ไม่น้อยกว่า 12 ลูก (แหม! 2 ลูกก็เกินพอแล้ว)
ปากีสถานได้สารภาพ (หลังจากถูกเค้นจนต้องคาย) เขาว่าได้ขายสูตรพิเศษในการทำระเบิดนิวเคลียร์ไห้แก่อิหร่าน ลิเบีย และเกาหลีเหนือ ไปเรียบร้อยนานแล้ว…
ตั้งแต่อเมริกาบีบให้สหประชาชาติคว่ำบาตรอิหร่านตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 อิหร่านก็เปิดประตูรับแขกตะวันตกน้อยลง โดยเฉพาะสัญชาติอเมริกัน (สมน้ำหน้า) เขาไม่รับให้เข้าไปเดินเล่นในประเทศ ต้องคุยผ่านคนกลาง น่ะ มันจะน่าเชื่อถือได้มากหรือน้อย…..อิหร่านทำตัวต่างกับสมันน้อย ที่เปิดมันหมดทั้งประตูหน้า ประตูหลัง หน้าต่างมีกี่บานเปิดถ่างมันหมด ข้อมูลทุกอย่างก็ไหลเหมือนท่อแตก ทำให้การวางแผนควบคุมสมันน้อย (ไม่อยากใช้คำว่า เขมือบหรือขม้ำ มันแสลงใจกันนะ) ง่ายเหมือนส่งกล้วยให้ลิงกิน
ตั้งแต่รบกับอินเดียนแดงชนะ ได้แผ่นดินเขามาครอง อเมริกาเคยรบในประเทศตัวเองกับศัตรูบ้างไหม …คำตอบคือไม่เคยเลย …เคยแต่รบกันเอง เดินดาหน้าเป็นแถว ยิงปืนใส่กัน และนั่นมันหลายร้อยปีมา แล้ว สมัยสงครามกลางเมืองเหนือใต้รบกันเอง นอกนั้นอเมริการบนอกบ้านทั้งสิ้น …แล้วการรบของอเมริกาที่นอกบ้านเป็นอย่างไร ที่เกาหลี เวียตนาม อัฟกานิสถานและอิรัก รวมทั้งหลายแห่งในแอฟริกา ล้วนเป็นการรบกับประเทศที่ด้อยกว่าทั้งด้านอาวุธและฝีมือ อเมริกาใช้เวลา อาวุธ และกำลังพลในการรบกับประเทศพวกนี้ เหมือนขี่ช้างไปจับตั๊กแตน ขนาดนั้นผลลัพธ์ยังทุเรศ … ถ้าไม่แพ้น็อกเช่นที่เวียตนาม ก็แพ้คะแนนในการรบทุกแห่ง ยกเว้นแอฟริกาที่เหมือนรบกับคนใกล้ตาย แล้วคิดว่าอิหร่านเป็นตั๊กแตนอย่างนั้นหรือ ….ถ้าเป็นตั๊กแตน ก็ตั๊กแตนติดนิวเคลียร์ ดูเอาจากรายงานของคณะทำงานฉบับวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.2006 ก็คงจะพอเดากันออก
อเมริกาที่ใครๆ คิดว่าแน่ คิดว่าใหญ่ เป็นพี่เบิ้มครองโลกหมายเลขหนึ่ง ดูเหมือนจะเก่งทางสร้างภาพผ่านสื่อ เอะอะก็ขู่จะเอากองทัพไปถล่มเขา เห็นลมพัดใบตองแห้งเป็นไม่ได้ เป็นต้องส่งเสียง แต่ก็ยังมีหลายคนในแดนสมันน้อย ที่กลัวพี่เบิ้มใบตองแห้ง จนไม่กล้าขยับหนี คงเพราะถูกครอบด้วยกระป๋องสี่เหลี่ยม ครอบอย่างติดตายอยู่ที่หัว หรืออิ่มจนพูดไม่ออก เฮ้อ! เหนื่อยใจ! ไม่เบื่อกระป๋องสี่เหลี่ยม คิดถอดออกบ้างหรือไงครับ…!?
ถึงอิหร่านจะถูกจับเป็นเหยื่อมาเป็นเวลานานกว่า 100 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อตกเป็นเหยื่อแล้ว จะต้องเป็นเหยื่อเขาไปตลอดกาล เหยื่อที่อ่อนแอเท่านั้นที่คิดเช่นนั้น
อิหร่านบอกว่าข้อเสนอของคาวบอยบุช เมื่อกลางปี ค.ศ.2006 เหมือนกับให้รัฐบาลอิหร่าน ไปเลียเกือกบู๊ตของบุช ต่อหน้าสาธารณะ และเป็นการจบสิ้นศักดิ์ศรีทางการเมืองของอิหร่าน “Bush might as well have offered the Iranian regime a chance to lick his boots in public and commit political suicide…”
เดือนตุลาคม ค.ศ.2007 คุณพี่ปูตินทำให้โลกอ้าปากค้าง มองตาไม่กระพริบ คุณพี่เดินทางไปอิหร่านอย่างเป็นทางการในฐานะหัวหน้ารัฐบาลของรัสเซีย หลังจากรัสเซียไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนอิหร่านมา 60 ปี คุณพี่ประกาศในการไปเยี่ยมอิหร่านว่า รัสเซียจะปกป้องอิหร่านจากการคุกคามของอเมริกา เหมือนเป็นทางการเตือนผ่านไปในอากาศ ข้ามทวีปไปถึงคาวบอยบุชว่า “โปรดระวัง” เตือน 9 ปีมาแล้ว การเตือนนี้จะยังมีผลอยู่หรือไม่ น่าติดตาม
เสียงเตือนของคุณพี่ปูตินถูกแปลงเป็นการเร่งเครื่อง คาวบอยอเมริกันเหมือนถูกหยามหน้า เพนตากอน (Pentagon) รายงานว่า มีการหารือกันถึงการวางแผนจะให้ของขวัญอิหร่าน จะเอาแบบ “a broad bombing attack” ทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั่วไปทั้งเตหะราน หรือเอาแบบ “surgical” ส่งให้เฉพาะกองทัพของอิหร่านดีนะ เรือรบจำนวนกว่าครึ่งของกองทัพเรืออเมริกา ถูกสั่งให้พร้อมเคลื่อนที่ประชิดอิหร่าน หน่วยงานความมั่นคงของอเมริกา National Security Strategy ออกข่าวในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 ว่า “เราอาจจะไม่เคยเจอประเทศใดเพียงประเทศเดียว ที่ท้าทายเราได้มากเท่าอิหร่าน!” นี่เป็นคำพูดจากหน่วยงานความมั่นคงของนักล่าใบตองแห้งนะ แปลว่า นักล่าฝีมือตก หรือ แปลว่า เหยื่อชื่ออิหร่าน สะบัดเชือกที่ร้อยรัดให้หลุดจากกรง …แรงเกินคาด
เจ้าหน้าที่อเมริกันบันทึกว่า การแข่งขันระหว่างอเมริกา รัสเซีย ได้เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่มันเป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งแชมป์โลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การ เมือง และการทหารในตะวันออกกลาง และเลยไปกว่านั้น แต่นับจากวันนั้นถึงวันนี้ มันก็มีแต่การคว่ำบาตรกับการส่งเสียงใส่ของใบตองแห้ง พี่เบิ้มอเมริกายังไม่ขยับเข้าไปใกล้เหยื่อชื่ออิหร่านมากกว่านั้น ยังปล่อยให้คาคออยู่อย่างนั้น
จะเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก ต้องมีอุปกรณ์พร้อมอย่างน้อย 3 อย่าง อาวุธหนัก ทุนหนา และน้ำมันแน่น (ถัง) มันเป็นส่วนผสมที่เสริมสร้างกันเอง ดังนั้นอเมริกาต้อง “ได้” ตะวันออกกลาง ที่มีแหล่งน้ำมันกว่าครึ่งของโลก แต่จะได้ตะวันออกกลางอยู่ในมือเบ็ดเสร็จ ต้องจัดการเอาซาอุดิอารเบีย และอิหร่าน 2 ประเทศใหญ่ของตะวันออกกลาง มาอยู่ในกรงเลี้ยงให้เชื่อง
ซาอุดิอาระเบียติดอาหารยี่ห้อกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีจนอิ่มแปล้ เกาะนิ่ง แม้บางครั้งจะออกอาการกระสับกระส่าย แต่ไม่ออกฤทธิ์ ตรงกันข้ามกับเหยื่อชื่ออิหร่าน
อิหร่านดิ้นรน ออกแรง เพื่อให้หลุดจากกรงเหยื่อมานาน และอเมริกาก็ใช้สารพัดกับดัก ไม้เสี้ยม ไม้เสียบเพื่อให้เหยื่อเชื่องอยู่มือ อเมริกาคิดว่าเหยื่อทุกรายในตะวันออกกลาง (และดูเหมือนจะทั้งโลก !) จะชอบอาหารยี่ห้อเดียวกัน …อาจจะใช่ …แต่ก็ไม่แน่ว่า จะเสมอไปและตลอดไป …เมื่อหมดหนทางทำให้เหยื่อเชื่อง อเมริกาก็ตัดสินใจทำลายเหยื่ออย่างเหี้ยมโหด
อิหร่านไม่หวังจะเป็นเหยื่อตลอดกาล แต่จะสู้โดยลำพัง ไม่แน่ว่าจะหลุดจากกรงได้ อิหร่านรู้จักสร้างแนวร่วม อิรัก เลบานอนและซีเรีย ซึ่งค่อยๆ ย้ายที่มายืนแถวเดียวกับอิหร่าน แต่ที่สำคัญอิหร่านรู้จักแยกว่า ใครคือเพื่อน และใครคือศัตรู
สำหรับรัสเซียและจีน เพื่อไม่ให้อเมริกาครอบครองตะวันออกกลางทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ทั้งรัสเซียและจีนเสียเปรียบ และอาจจะถึงเสียหาย จึงมีแต่จะต้องสนับสนุนอิหร่านให้เข้มแข็ง ให้เป็นไม้ขวางที่หนักและเคลื่อนย้ายยาก เหมือนท่อนซุงขวางทาง ไม่ให้อเมริกาก้าวครอบตะวันออกกลางทั้งหมดได้ง่ายๆ ยิ่งบวกอิรัก ซีเรียและเลบานอน เข้าไปด้วย 4 ประเทศรวมเป็นเสี้ยวพระจันทร์ อเมริกาเห็นแล้วก็คงหนาว …ขบวนการเข้าไปในอิรัก ฉายหนังโหดซ้ำซากรอบหลังนี้ และการทำลายซีเรีย …จึงไม่น่าต้องถามว่าฝี มือใคร
นับตั้งแต่คุณพี่ปูตินเดินเข้าไปจับมือกับอิหร่านเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่าน รวมทั้ง จีน ดูเหมือนยิ่งกระชับและชิดแน่น การสนับสนุนร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศ มีทั้งเปิดเผยและปิดลับ มันเป็นการเปิดทางให้เหยื่อก้าวย่างออกจากกรงอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นใจ
อิหร่านถูกเหล่านักล่าตะวันตก ขูดเลือดเอาน้ำมันมากว่า 70 ปี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังถูกขูดอยู่ อิหร่านผ่าน สงครามโลกมา 2 ครั้ง ถูกหลอก ถูกย่ำยี จนศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชนกร่อนแห้ง จากถูกอังกฤษขูดเลือด มาถูกอเมริกาเลาะเนื้อเถือกระดูกต่อ คนอิหร่านยอมลำบาก ไม่ยอมก้มหัวเป็นเหยื่ออีกต่อไป
เมื่อเหยื่อรายสำคัญ ตัดสินใจเลือกเดินออกจากกรง อเมริกาจะปล่อยมือเปิดกรงให้ง่าย ๆเช่นนั้นหรือ อเมริกาน่าจะคิดหนัก แต่ดูเหมือนเสียง “โปรดระวัง” ของคุณพี่ปูตินจะลอยลมมาผ่านข้ามไปอีกฟากหนึ่งของโลก… ให้อเมริกาได้ยิน… อีกรอบหนึ่ง
(ตีพิมพ์ในนิทานเรื่องจริง เล่ม 4 ‘เหยื่อ 3 ต้มไม่เสร็จ ’หน้า 135)