แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

เล่ม ๕ ‘นักล่า’

แกะรอยเก่า

ตอน (7) เข้าวงใน 

ค.ศ.1953 นายโดโนแวนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำเมืองไทย นายเคนเนธบอกว่า ที่นายโดโนแวน ต้องมาเป็นทูตที่เมืองไทย มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่นายโดโนแวน ไม่พอใจนัก เนื่อง มาจากเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ประธานาธิบดีทรูแมน (Truman) ก็สั่งยกเลิกหน่วยงาน OSS ของนายโดโนแวน เมื่อนายไอเซนฮาว (Eisenhower) ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เขาสั่งให้มีการจัดตั้งหน่วยงานข่าวกรองรูปแบบใหม่คือ Central Intelligence Agency (CIA) หน่วยงานนี้ให้ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี นายโดโนแวน ก็ดำเนินการตามสั่งจนเสร็จ และคิดว่าตนจะได้เป็นหัวหน้า CIA คนแรก แต่พอตั้งเสร็จประธานาธิบดีไอเซนฮาว ซึ่งเลือกนายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส (John Foster Dulles) มาเป็น รมว.ต่างประเทศ นายจอห์นบอกว่า ถ้าจะให้ดีทำงานเข้าขากัน เขาแนะนำให้ประธานาธิบดีตั้งนายอัลเลน (Allen) น้องชายเขามาเป็นหัวหน้าหน่วยงาน CIA จะดีกว่า ประธานาธิบดีก็ยอม และเพื่อไม่ให้นายโดโนแวนกินแห้ว เลยส่งมาเป็นทูตที่เมือง ไทย ซึ่งนายเคนเนธว่า ก็เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ไม่น้อยกว่าเป็นหัวหน้า CIA หรอกนะ และตอนนั้นนายโดโนแวน ก็อายุ 70 ปีแล้ว

(หมายเหตุคนเล่านิทาน : นายเคนเนธน่าจะวิเคราะห์เรื่องนายโดโนแวน ไม่พอใจที่ต้องมาเป็นทูตที่เมืองไทยไม่ถูกต้อง มันน่าจะตรงกันข้าม นายโดโนแวนน่าจะถูกเลือกมาโดยเฉพาะให้มาเป็นทูตในตอนนั้น เพราะเป็นช่วงที่อเมริกากำลังจะเริ่มรบกับเวียดนาม จำเป็นต้องทำการเข้าใจทั้งการรบ และเข้าใจทั้งเมืองไทยและอินโดจีนอย่างดี และอาจจะมีภารกิจอื่นแถม! นายโดโนแวนรู้จักคนไทยสำคัญๆ หลายคน สมัยทำงาน OSS น่าจะได้รับความร่วมมือมากกว่าจะเอาหน้าใหม่มา หมายเหตุเพิ่มเติมทั้งประธา นาธิบดีไอเซนฮาว นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลัส และนายโดโนแวน ล้วนเกี่ยวกับ CFR ทั้งสิ้นครับ)                                                                   

เมื่อนายโดโนแวนได้เป็นทูตประจำไทย นายเคนเนธ เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลประเทศไทย ทั้ง 2 คน จึงได้กลับมาร่วมงานกันอีก

นายเคนเนธถือโอกาสติดตามนายโดโนแวนมาเมืองไทย อ้างว่าจะมาติวเข้มให้ ว่าใครเป็นใครในเมือง ไทย เรื่องนี้ต้องยอมรับว่านายเคนเนธ “รู้งาน” เพราะสมัยนายโดโนแวนคุมหน่วย OSS ตอนสงคราม โลก แม้เขาจะรู้จักกับคนไทยที่ร่วมงาน OSS เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนหลังหมดอำนาจ แถมยืนอยู่คนละค่ายกับจอมพล ป. ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นอีกด้วย การเมือง ไทย ซึ่งช่วงนั้นแบ่งเป็นหลายก๊ก หลายแก็งค์ ถ้าไม่ติวกันให้ดี อาจจะมีการเหยียบตาปลาเสียเรื่องกันซะเปล่าๆ

นายเคนเนธ โม้ต่อไปว่า เดิมอเมริกาให้การสนับสนุนแก่เผ่า (อตร.สมัยนั้น โดยเฉพาะด้านตำรวจตระเวนชายแดน) แต่เป็นเพราะฝีมือเขานะ ที่หว่านล้อมให้นายโดโนแวน ทำเรื่องไปทางวอชิงตันว่า ควรสนับสนุนสฤษดิ์ด้วย เพราะสฤษดิ์น่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่าเผ่า วอชิงตันเห็นด้วย และเริ่มให้การสนับ สนุนทางการทหารและการ เงินแก่กองทัพไทย และด้วยเงินสนับสนุนของอเมริกานี้ ทำให้สฤษดิ์เริ่มมีรัศมีอำนาจฉายแสงสู้กับเผ่าได้ ทั้ง2 คน แข่งกันสร้างอำนาจและสร้างพรรคพวก อย่างสูสีกัน ถ้าเป็นม้าแข่งก็ต้องตัดสินด้วยรูปถ่าย

ยังไม่รู้ว่าใครจะเข้าวิน สฤษดิ์ก็ดันล้มป่วย อเมริการีบประคองส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลวอเตอร์ รีด (Water Reed) (แสดงว่าคุณป๋าถ้าจะเข้าวิน) แน่นอนคนที่ไปนั่งกุมมือคุณป๋ายามป่วย นอกจากนายพลเออร์สกิน (Erskine) (ที่ประจำอยู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของเพนตากอน ที่รัฐบาลอเมริกาส่งมาประกบ สฤษดิ์เป็นพิเศษ และภายหลังกลายเป็นเพื่อนซี้ ขนาดคุณป๋ายกลูกชายคนโต ให้เป็นลูกบุญธรรมของท่านนายพล) แน่ นอนย่อมต้องมีนายเคนเนธนี่อีกคน ที่ไปนั่งคุยเป็นภาษาไทย ไม่ให้คุณป๋าเหงาหู อย่าลืมคุณป๋าไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษ เมื่อไปนอนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีตลกหัวทองมานั่งพูดไทยด้วย มันก็หายเมื่อยมือเวลาพูดไปแยะ บางวันคุณป๋าก็ออกไปนั่งเล่น กินข้าวอยู่ที่บ้านนายเคนเนธ ซึ่งถือโอกาสผูกมิตรชิดใกล้เข้าไปเรื่อยๆ แบบนี้ มันก็น่าจะสร้างความอบอุ่นหัวใจของคุณป๋าไม่น้อย เป็นธรรมดาของคนอยู่ไกลบ้าน

คุณป๋าสฤษดิ์ หายป่วยกลับมาเมืองไทยไม่นาน คุณป๋าก็ทำการรัฐประหารดีดจอมพล ป. ออกไปนุ่งกิโมโนอยู่ญี่ปุ่น ส่วนนายเผ่า Sea Supply คู่ปรับเก่าก็ถูกส่งตัวไปนั่งนับเนยแข็งอยู่ที่สวิส หลังจากตั้งหุ่นชื่อ พจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพอยู่แป๊บหนึ่

คุณป๋าก็รัฐประหารใหม่ คราวนี้เลิกเหนียม ตัดใจเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ระหว่างคุณป๋าเป็นนายกฯ ก็ทำงานใกล้ชิดกับอเมริกา คุณป๋าทหารหาญคิดว่า อเมริกานักล่า เป็นเพื่อนรักยามยาก มาช่วยเหลือไม่ให้คอมมี่บุกไทยแลนด์ อยากได้อะไร เปรยปั๊บ ได้ปุ๊บ คุณป๋าก็เลยทั้งทุ่มทั้งเทตอบ ใครจะนึกว่าเพื่อนรักแอบเล่นบทตามสุภาษิต ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า มิตรรัก จดจำกันไว้ อย่าได้เชื่อจนหมดใจ เหลือที่ไว้ เผื่อขาด เผื่อเหลือบ้าง จะได้ไม่ต้องนั่งชีช้ำ นึกถึงประเทศอิหร่าน ฟิลิปปินส์ ลิเบีย อียิปต์ อาฟกานิสถาน อิรัก ฯลฯ ไว้บ้างก็แล้วกัน

ส่วนนายเคนเนธเอง น่าจะได้ความดีความชอบไม่น้อย จากการแทงม้าถูกตัว เมื่อคุณป๋าเป็นนายกไทยแลนด์ สัมพันธ์ไทยอเมริกาลื่นเหมือนทาด้วยน้ำมันของ Standard Oil นายเคนเนธ จึงได้ย้ายไปนั่งคอยืดอยู่สภาความมั่นคงของอเมริกา National Security Council (NSC) เรียกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ“วงในสุด” ของอเมริกา เขาอยู่หน่วยงานที่รับผิดชอบ วางแผนเกี่ยวกับ ความมั่นคงของประเทศ และติดตามผลงาน

แม่เจ้าโว้ย! อดีตมิชชันนารีจากเมืองตรัง ทำไมมันก้าวหน้าผิดหูผิดตา ใหญ่ซะไม่มี …เขาทำงานกับ

หน่วยงานและบุคคลระดับใหญ่ และลับเฉพาะสูงสุดของประเทศเช่น รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีต่าง ประเทศ หัวหน้างานข่าวกรอง (CIA) อะไรทำนองนั้น หน้าที่ของเขาคือ ร่างแผนปฏิบัติการณ์ในภูมิภาคเอเซียใต้ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เขาทำงานนี้จนถึงสมัยรัฐบาลเคนเนดี้ เป็นมิชชันนารี พันธ์พิเศษจริงๆ เก่งขนาดร่างแผน การล่าได้

หรือว่า จริงๆแล้วมันเป็นภารกิจถนัดของมิชชันนารีพันธ์พิเศษ ? ! 

ประมาณปี ค.ศ.1960 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลไอเซนฮาว นายเคนเนธ ขออนุญาตกระทรวงต่าง ประเทศอเมริกา เดินทางมาสำรวจเมืองไทยและแถบอินโดจีนอีกรอบ (ใครสั่งให้มานะ) ตอนนั้นนายอเล็กซิส จอห์นสัน (Alexis Johnson) เป็นทูต และนายลีโอนาร์ด อังเกอร์ (Leonard Unger) เป็นผู้ ช่วยทูต ทั้ง 2 คนเป็นคนฉลาดรู้จักเมืองไทยอย่างดี เข้ากับทหารไทยได้แบบคอหอยกับลูกกระเดือก โดยเฉพาะนายอังเกอร์ เมื่อมาถึงปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์ส่งนายทหารคนสนิทมารับนายเคนเนธ ถึงสนามบิน จอมพลสฤษดิ์ถามเขาว่า มาทำไม นายเคนเนธ บอกจะมาดูสถานการณ์ในลาวสักหน่อย หลังจากนั้นจะไปกัมพูชา ไซ่ง่อนและพม่า นายเคนเนธบอกว่า จริงๆ จะมาตรวจการบ้านด้วยว่า เงินช่วยเหลือทางทหาร Military Assistance Program (MAP) ที่อเมริกาให้แต่ละประเทศ ได้ผลมากน้อยแค่ไหน จอมพลสฤษดิ์บอกว่ากลับมาแล้ว มาเล่าให้ฟังกันด้วย

ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ได้ผล ยกเว้นแต่ลาว ซึ่งอเมริกาให้เงินช่วยเหลือมากกว่าไทยเสียอีก แต่อเมริกาทำ ท่าจะเสียลาวให้แก่คอมมิวนิสต์ (และในที่สุดก็เสียจริงๆ !) โดยอาจจะมีการปฏิวัติโดยลาวแดงเร็วๆ นี้ ขากลับนายเคนเนธ ก็รายงานเรื่องลาวอาจมีการปฏิวัติให้จอมพลสฤษดิ์ทราบ แล้วก็เดินทางต่อลงมา ที่สิงคโปร์

ที่สิงคโปร์เขาได้พบกับเศรษฐีสิงคโปร์คนหนึ่งชื่อโก เก็ง ซุย (Ko Geng Hsui) ซึ่งเป็นกระเป๋าใหญ่ให้แก่นายลีกวนยู (Lee Kwan Yew) และภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม นายโกต้องการให้นายเคนเนธช่วยตั้งสถาบันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ให้ ภายหลังนายเคนเนธได้ลางานจากรัฐบาลอเมริกัน 1 ปี เพื่อมาจัดตั้งสถาบันนี้ให้สิงคโปร์ โดยเอาชาวยิวชื่อแฮรี่ เบนด้า (Harry Benda) จากมหาวิทยาลัยเยลมาช่วย สิงคโปร์จึงเป็นประเทศแรกในแถบนี้ ที่มีสถาบันการศึกษาลงลึกอย่างจริงจัง เกี่ยวกับเอเซียอาคเนย์

ตกลงสิงคโปร์ไม่ได้ลอกเลียนแค่งานสงกรานต์ไปจากบ้านเรา แต่ลอกหลายอย่างรวมทั้งวิชาความรู้เกี่ยว กับภูมิภาคนี้ สิงคโปร์ประเทศที่ไม่มีราก ไม่มีเหง้า ไม่มีวัฒนธรรม ประเพณีของตนเอง แต่มีคนไทยหลายคนปลาบปลื้มกับความเจริญของสิงคโปร์ จนถึงขนาดอยากให้เมืองไทยเป็นเหมือนสิงคโปร์ เศร้าครับ!

เมื่อนายเคนเนธกลับมาถึงวอชิงตัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีกำลังเข้มข้น แล้วนายเคนเนดี้ก็ชนะการเลือก ตั้ง ขณะเดียวกันลาวก็อาการทรุดตามที่นายเคนเนธคาด รัฐบาลเคนเนดี้ เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ยังจับต้นไม่ชนปลาย นายแมคจอร์จ บันดี้ (McGeorge Bundy) จอมแสบที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีเคนเนดี้ ถึงจะแสนรู้อย่างไร มาใหม่ๆ ก็มึนรับประทาน แนะนำสั่งการอะไรไม่ถูก ได้แต่เรียกให้นายเคนเนธ ให้มาสรุปสถานการณ์ในลาวให้รัฐบาลฟังก่อนตัดสินใจ ทุกอย่างอลเวงไปหมด และนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ประธานธิบดีเคนเนดี้ฉุนขาด ประกาศว่า หน่วยงาน National Security Council ทำงานไม่ได้ผล (คงไม่ให้ราคานายเคนเนธสักเท่าไหร่) ถ้าเขายุบหน่วยงานนี้ได้ เขาจะยุบแล้ว เพียงแต่ต้องไปขออนุมัติจากสภาสูง ต้องออกกฎหมาย ฯลฯ ดังนั้นเขาจึงสั่ง“แขวน”พนักงานทุกคนในหน่วยงานรวมทั้งนายเคนเนธด้วย และได้ยกเครื่องการทำงานสภาความมั่นคงเสียใหม่

หลังจากโดนแขวนอยู่หลายเดือน นายเคนเนธ ก็เดินแกว่งไปตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาที่ลง เพราะ แม้จะมีเงินเดือนกิน แต่ไม่มีเก้าอี้นั่งชูคอ แบบรัฐบาลก่อนๆ มันก็ทำให้เขาเสียรังวัดไปพอสมควร จะโม้อะไร โอ้อวดอะไร อย่างเมื่อก่อนก็ไม่ถนัดปาก ก็คนโดนแขวนอยู่มันจะให้โม้อะไรไหว จนวันหนึ่งนายวอลท์ รอสสโตว์ (Walt Rostow) ซึ่งเป็นผู้ช่วยของนายแมคจอร์จ บันดี้ และรู้จักกับนายเคนเนธ ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ OSS เป็นลูกน้องนายโดโนแวน มาด้วยกัน ก็ติดต่อนายเคนเนธ บอกว่า มีงานให้ทำแล้ว ประธานาธิบดีเคนเนดี้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของอเมริกาไม่ว่าทหารหรือพลเรือน เมื่อจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่เมืองใด ควรรู้เรื่องเมืองนั้นอย่างดี ไม่ใช่ไปแบบยืนหน้าเซ่อ ร้องเพลงรำวง วันคริสตมาสให้ชาว บ้านฟัง (สงสัยคุณนายเคนนี่ ทูตอเมริกาคนปัจจุบัน คงไม่เคยได้รับการอบรมอะไรเลยก่อนมาประจำเมืองไทย คุณนายถึงได้ทำตัวทุเรศปานนั้น) จึงมอบหมายให้นายเคนเนธ เป็นผู้จัดการหลักสูตรอบรม เกี่ยวกับการต่อต้านเหตุการณ์ไม่สงบ (Counter Insurgency) ชื่อเต็มก็คือการต่อต้านความไม่สงบ อันเกิดจากภัยคอมมิวนิสต์ในโลกที่ 3 นั่นแหละ เป็นหลัก สูตรที่จัดรวมให้สมุนนักล่าไม่ว่าจะอยู่ในเครื่อง แบบใด

นายเคนเนธ บอกไม่มีปัญหาขอให้จัดงบแบบไม่อั้นมาแล้วกัน นักล่ากำลังฟิต เพราะฉะ นั้นเท่าไรเท่า กัน จัดไปเลย

นายเคนเนธ สารภาพว่า แรกๆ เขาก็ยังงงว่าจะทำได้อย่างไร เขาไม่ใช่ทหาร ไม่รู้เรื่องการรบ แต่เขารู้จักประเทศต่างๆ ที่คอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม เขาจึงนำประสบการณ์ ข้อมูลที่เขาได้จากการที่เขาเคยอยู่ในเมืองไทยและการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ และเจอผู้คนในประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะระดับรัฐบาล ผู้นำประเทศ หรือชาวบ้านทั่วไป บวกกับข้อมูลจากหนังสืออีกเกือบ 2,000 เล่ม ที่เขาสะสมไว้ เอามาผสมปนเปแบบตอแหล ทำเป็นหลักสูตรสำหรับการอบรมประมาณ 2 เดือน เป็นการติวเข้มสมุนนักล่า

ปรากฏว่า การตอแหลได้ผลดีเกินคาด เจ้านายสั่งให้เพิ่มบริเวณพื้นที่การอบรม จากครอบคลุมเฉพาะแถบเอเซีย เพิ่มลาตินอเมริกา อาฟริกาและตะวันออกกลางเข้าไปด้วย …นี่มันกำลังทำสนามนักล่าขนาดใหญ่ครอบคลุมโลกนี่หว่า…นักล่าหน้าใหม่มาแรงจริงๆ แต่นายเคนเนธ มีภูมิมีพื้นแค่แถบอินโดจีน แต่นายเคนเนธ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียชื่อมิชชันนารีจากเมืองตรังหมด โม้เอาไว้เยอะ เขาบอกไม่มีปัญหา เขาไปกว้านเอาอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญตามที่เจ้านายต้องการ มาช่วย กันสร้างหลักสูตรปรับพื้นสนามนักล่าจนสำเร็จ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกไม่ถึง 15 ปี อเมริกานักล่าหน้าใหม่ ก็พร้อมที่ลงสนามล่า ที่ได้ส่งสมุนไปปรับพื้นทำสนาม เตรียมไว้ตามแผน โดยการอนุเคราะห์ของผู้ถูกล่าเองเสียหลายส่วน! น่าเศร้าใจจนต้องหยุดพักเขียนไปหลายวัน

Scroll to Top