แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

วิกฤติซับไพรม์ ถูกออกแบบมา ไม่ใช่เพียงเพื่อต้มเหยื่อ เขมือบกำไรไปเกือบทั้งโลก นั่นมันต้มน้ำแรก ใช้ไฟแบบอุ่นๆ แต่นานหน่อย

ต้มน้ำสอง ใช้ไฟแรงขึ้นอีกหน่อย …วิกฤติซับไพรม์ ยังเหมือนเป็นแผนการสร้างกองทัพด้านการเงิน ที่ลงทุน โดยการล้วงจากกระเป๋าเหยื่อ ที่เป็นชาวบ้านและภาษีของชาวบ้าน

กองทัพนี้ ทำงานผ่านกลไกของสวนสัตว์วอลสตรีท ที่มีเครือข่ายสาขาอยู่ทั่วโลก เป็นกองทัพที่ใช้อาวุธ คือ สินค้าทางการเงิน ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ๆ ทั้งรูปแบบและวิธีการใช้ เพื่อเอาไปใช้ในสนามรบ ที่เรียกว่า ตลาดหุ้น ตลาดทุน ตลาดเงินทั่วโลก..เป็นการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินในกระเป๋าของ “เอกชน” ต่างๆ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก ให้เป็นไปตามที่ผู้วางแผนต้องกา… หลังจากที่คุมกระเป๋าของ “รัฐ” ต่างๆ ผ่านกลไกของ ไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ ธนาคารกลางของสหภาพอียู เรียบร้อยไปแล้ว

อย่างนี้เรื่อง เบร็กซิต (Brexit) ที่ว่า จะทำให้มีผลกระทบกับตลาดหุ้น ตลาดทุน ตลาดการเงิน ก็ไม่น่าห่วง ถึงมีก็คงไม่ใช่ปัญหาของอเมริกา หรือเจ้าของแผน ด้วยระบบไอทีสมัยใหม่ ศูนย์กลางความเคลื่อน ไหวของทุนในอนาคต น่าจะเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ได้ง่าย จะเอาไว้ที่ตรงไหนก็คงไม่ยาก อาจจะมีปัญหาเรื่องคนทำงานอยู่บ้าง แต่เจ้าของแผนการต้มเหยื่อ เขาไม่สนใจเรื่องคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน 

ก่อนที่จะมีการต้มเหยื่อหม้อใหญ่ ก็ต้องมีการเตรียมการให้พร้อม หม้อขนาดใหญ่พอไหม ไฟแรงพอไหม น้ำพอไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าเหยื่อจะเปื่อย ฯลฯ ที่สำคัญ สินค้าตัวใหม่ ที่จะใช้ล่อเหยื่อ ควรเป็นอย่างไร มันถึงจะน่ากิน และคนกินตกเป็นเหยื่ออย่างหมดท่า

ปี ค.ศ.1994 เห็ดฟัน Long Term Capital Management (LTCM) จึงถูกตั้งขึ้นโดย จอห์น เมอรีเวเธอร์ (John Meriwether) เทรดเดอร์ชาวชิคาโก ที่จบจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และเคยเป็นผู้จัดการเก่าของซาโลมอน บราเธอร์ส (Salomon Brothers) อินเวสเมนท์แบงก์ขนาดใหญ่ของอเมริกา

จอห์น ชวนเทรดเดอร์จากซาโลมอนและพรรคพวกที่เป็นอาจารย์ นักวิชาการ ทั้งหมดประมาณ 16 คนที่น่าสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นชาวชิคาโก หรือจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และจบปริญญาโท เอก ทางด้านคณิตศาสตร์จากฮาร์วาร์ด และ MIT และมี 2 คน ที่ได้รับรางวัลโนเบิล ด้านคณิตศาสตร์เศรษฐศาสตร์ ขนาดนั้นเชียว…มาเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ ร่วมบริหารในปฏิบัติการพิเศษคือ การซื้อขายตราสาร สินค้าทางการเงิน ด้วยวิธีการใหม่ๆ มันจำเป็นต้องใช้แต่พวกหัวทรงแหลมเปี้ยบขนาดนั้นเชียว?!?

ผู้คนเลยเรียก เห็ดฟันปฏิบัติการพิเศษนี้ว่า “เห็ดฟัน จีเนียส”…

คนคิดแผนนี้ มันไม่ธรรมดาเลยนะ เอาจีเนียส มาทดลองต้มยักษ์ … ถ้าต้มยักษ์เขี้ยวยาวได้ เหยื่อเป้า หมาย ก็น่าจะรอดยาก…

เห็ดฟันจีเนียส สร้างตราสาร หรือสินค้าทางการเงินหน้าตาแปลกๆ รวมทั้งวิธีการซื้อขายสินค้าทางการ เงินนั้น โดยใช้ “สูตรทางคณิตศาสตร์” ที่อ้างว่า ไม่มีรูให้ความเสี่ยง ไม่ว่าด้านใด หลุดเข้ามาได้เลย สูตรของพวกจีเนียส และวิธีการซื้อขาย ล้วนเป็นความลับ แต่พอมีข่าว (ปล่อย) ออกไปว่า เห็ดฟันกองนี้ ดูแลโดย “จีเนียส” ทั้งนั้น ก็ย่อมมี สปอตไลท์มาส่อง และมีคนอยากให้จีเนียสบริหารเงินให้…การ ตลาดกล้วยแขกจริงๆ

ผู้ลงทุนในกองทุนเห็ดจีเนียสนี้ เป็นสถาบันการเงินใหญ่ ๆทั้งสิ้น เช่น Credit Suisse, UBS, Merrill Lynch, Liechtenstein Global Trust, Bank of Italy, Dresdner Bank, Sumitomo Bank, Prudential Life Corp รวมทั้งหัวหน้ายักษ์อย่าง Sandy Weill ของ Citigroup, หัวหน้า Bear Stearns เป็นต้น (แต่ดูไปลึก ผมว่ามันก็ ก๊วนเดียวกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก!) รวมแล้วได้ทุนประเดิม 1,000 ล้านเหรียญ 30,000 ล้านบาท! สำหรับให้ จีเนียส ใช้ทดลองวิชา…

สูตรลับในการซื้อขายตราสารของเห็ดจีเนียส คงได้ผลดี ในช่วงปี ค.ศ.1995, ค.ศ.1996 เห็ดจี จ่ายผล ตอบแทนให้กับผู้ลงทุนมากกว่า 40% ปีค.ศ.1997 กองทุนโตขึ้นมาถึง 125,000 ล้านเหรียญ เป็นเห็ดที่ดอกใหญ่ที่สุดในตลาด แต่ผลตอบแทนกลับเริ่มลดลง ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ.1998 เห็ดจี ก็เริ่มเหี่ยว….ไหนว่า ปิดรูเสี่ยงจนหมดครบสูตรคณิตศาสตร์แล้วไง

เพื่อรักษาระดับผลตอบแทน ปี ค.ศ.1997 เห็ดจี เลยคืนทุนให้ผู้ลงทุนไป 2,700 พันล้านเหรียญ ทำให้ทุนเหลือจำนวน 4,700 ล้านเหรียญ แต่ยังบริหารทรัพย์สิน จำนวน 125,000 ล้านเหรียญเหมือนเดิม จีเนียสบอกว่า วิธีนี้จะทำให้ตัวเลขอัตรากำไรสูงขึ้น ขณะเดียวกัน อัตราความเสี่ยงต่อทุน leverage ratio มันก็สูงขึ้นด้วย …. โห นี่คิดแบบจีเนียสเลย คิดแต่ด้านได้ ด้านเสียอย่าเพิ่งคิด

แล้วด้านเสียก็ตามมา…ในปี ค.ศ.1998 เดือนพฤษภาคมกับเดือนมิถุนายน เห็ดจี เกิดขาดทุนจากตราสาร CDO ที่มีไส้เป็นสัญญาจำนองบ้าน ทำเอาทุนหายไปเกือบ 20% ตามติดมาด้วยเรื่องของรัสเซีย .. ฮ้า

เดือนสิงหาคม รัสเซียผิดนัดหนี้พันธบัตรของตน ซึ่งคาดกันว่า รัสเซียไม่มีทางให้ประเทศตัวผิดนัดชำระหนี้ ประเทศใหญ่ขนาดนั้นจะผิดนัดได้ยังไง ต้องรีบพิมพ์แบงก์เพิ่มมาชำระหนี้สิ

รัสเซียบอก… กูไม่ใช่พวกโรงพิมพ์กระดาษสีเขียวตรานกอินทรีนะเว้ย … รัสเซีย ยอมผิดนัดและเจรจาเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ หรือที่เรียกกันว่า ปรับโครงสร้างหนี้

เรื่องรัสเซียปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ตลาดค้าพันธบัตรรัฐปั่นป่วน รัสเซียผิดนัดได้ ประเทศอื่นก็อาจผิดนัดตาม แมงเม่าพากันเทพันธบัตรรัฐทิ้ง ตลาดหุ้นไหลรูด เห็ดจีก็เลยขาดทุนวันเดียว 550 ล้านเหรียญ… เห็ดจีใช้ระบบคิดราคามูลค่าตามราคาตลาดทุกวัน (mark to market) เพราะมองแต่ด้านกำไร พอกำไรกลายเป็นขาดทุน ทุนก็หายไปทุกวันด้วย จีเนียส จริงๆ

ที่นี้จะทำอย่างไรดีล่ะ เห็ดจี ก็เลยกลับมาหาทุนเพิ่ม ด้วยวิธีธรรมดา ไม่จีเอาเลย โดยการเขียนจดหมาย ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1998 ไปชวนผู้ลงทุนมาเร็วๆ โอกาสดี แต่ปรากฏว่า แป่ว  ไม่มีใครมาปลายเดือนกันยายน เลยขาดทุนต่อ แต่ทรัพย์สินที่ต้องบริหารยังอยู่ที่ 110,000 ล้านเหรียญ อัตราความเสี่ยงของกองทุนเห็ดจี เพิ่มเป็น 50: 1 แบบนี้ เรียกให้ลุงนิทาน ที่ตกเลขมาตลอด ไปบริหารก็ได้ครับ ไม่ขอ รับรางวัลโนเบิลทางคณิตศาสตร์หรอก

เห็ดจี ขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก… แบร์ สเติร์นส์ (Bear Stearns) ซึ่งเป็นโบรกเกอร์หมายเลขหนึ่งของ เห็ดจี ถูกเรียกเงินเพิ่ม (margin call) จากการขาดทุนขายพันธบัตร ก็ต้องมาเรียกหลักทรัพย์เพิ่มจากเห็ดจี ข่าวนี้ทำให้ลูกค้าเห็ดจี เริ่มปอดแหก แถมมีข่าวออกมาว่า เห็ดจี มันแน่จริง เห็ดจีตัวแม่ ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน มันดันจดทะเบียนแยกบริษัท กับตัวค้าตราสาร และไปจดทะเบียนโดยใช้กฎหมายของเกาะ เคย์แมน (Cayman Island) ซะด้วย นี่ถ้าเกิดผิดแผนพลาดท่า เล่นขอล้มละลายตัวเองตามกฎหมายเคย์แมน …อย่างนี้เจ้าหนี้เห็ดจี ก็หงายท้องผลึ่ง คงได้หอยเสียบ หอยตลับมาใช้หนี้แทน … เขาเตรียม การมารอบคอบน่า

สถานการณ์เห็ดจี เลวลงเรื่อยๆ มาร์จิ้นคอล มาไม่หยุด เดือนกันยายน เฟด นิวยอร์ก ภายใต้การนำของวิลเลียม แมคโดนัฟ (William McDonough) (สมาชิก CFR) ก็เรียกประชุมชาวสวนสัตว์วอลสตรีท ภายใต้การเห็นชอบ ของท่านประธานใหญ่ของเฟด อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) (สมาชิก CFRอีกเหมือนกัน)

สรุปว่า ต้องมีการช่วยเหลือ LTCM เห็ดจี ด้วยเหตุผลว่า เดี๋ยวจะมีผลกระทบวงกว้าง เหตุผลแบบโรเนียว แจกมาอีกแล้ว …กว้างยังไง … ดูเอาจากรายชื่อผู้ลงทุนหรือไง…

แล้วแมงเม่ารุ่นยักษ์ของสวนสัตว์วอลสตรีท ก็พากัน (ถูกมัดมือ) ลงขันช่วย เห็ดจี ทั้งหมด 14 ราย ยก เว้น 2 ราย คือ แบร์ สเติร์นส์ และเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) … บังเอิญจังนะ

ที่น่าสังเกตคือ เห็ดจี มาเร็ว ไปเร็ว เวลามาก็จับมือดมยาก เวลาไปก็ไม่เหลือเงา แต่ทางการกลับสั่งให้ชาวสวนสัตว์ช่วยเห็ดจี อย่างพร้อมเพรียง…เออ… มันแน่จริง

(เรื่องเห็ดจี LTCM คุณวิกิ ก็มีเล่าให้ฟังนะครับ แต่ถ้าใครอยากอ่านภาคยาว มีหนังสือ ชื่อ When 

Genius Failed เขียนโดย โรเจอร์ โลเวนสไตน์ (Roger Lowenstein) เล่าเสียถี่ยิบเลย short longอย่างไร ลุงชาวบ้านอย่างผม อ่านจบได้แต่รำพึง … มึงขนจีเนียสมาเป็นโขยง รวมทั้งคนระดับรางวัลโนเบิลมาเล่นหุ้น …มึงยังเจ๊งไม่เป็นท่า …ถ้ามึงไม่เล่นละครต้มโลก มึงก็ต้องโง่ ฉ ห ….สู้ เสี่ย ป. เสี่ย ส. แถวบ้านกูยังไม่ได้เลย ฮา)

เรื่องเห็ดจี อาจไม่น่าเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตั้งหม้อต้มเหยื่อ งั้นลองดูส่วนประกอบการต้มตัวอื่นด้วย

เมื่อเอา เห็ดจี ออกมาทดลองเล่นแค่แป๊ปเดียว คงจะเพราะเจอที่เด็ดจีรัสเซีย ความเสี่ยงที่นึกไม่ถึง หรือเพราะทดลองได้สูตรตามต้องการแล้วก็ไม่แน่ ก็เลยรีบกลับเข้าหลังโรง แล้วพวกนักตั้งหม้อต้ม ก็เตรียม การลำดับต่อไป

วันที่ 12 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1999 ท่านประธานาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ได้ลงนามในกฎหมายที่เรียกกันว่า Gramm-Leach-Bliley Act ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ออกมายกเลิกบางเงื่อนไขในกฎหมาย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Glass-Steagall ที่มีมาตั้งแต่ยุค ค.ศ.1930 กว่าๆ

ฝีมือคนล้อบบี้กฎหมาย Gramm-Leach นี้แน่มาก 90 ต่อ 8 ให้ผ่าน เพราะรัฐมนตรีคลัง ที่พยายามดันเรื่องนี้ ชื่อคุณชายโรเบิร์ต รูบิน (รมว.คลัง ม.ค. ค.ศ.1995 –ก.ค. ค.ศ.1999 สมาชิก CFR คนสำคัญ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการของ CFR ) ทำหน้าเบื่อ (ความฉลาดของตัว) แถลงว่าGlass Steagall เป็น กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ธุรกรรมทางการเงินของอเมริกา เป็นปัญหาต่อความเจริญทางเศรษฐกิจของอเมริกา มันล้าหลังไม่ทันโลก เราต้องมีการแก้ไข ด้วยการออกกฎหมาย Gramm-Leach

คุณชายรูบิน พูดแบบนี้ ใครไม่เห็นด้วย คงเหมือนเป็นไอ้โง่ออกมาจากถ้ำ เดี๋ยวนี้เปรียบเทียบกับคนหลังเขาไม่ได้นะครับ เพราะคนยึด (ภู) เขา เขายึดกันเงียบๆ แต่ยึดแน่นยิ่งกว่าตุ๊กแกทั้งนั้น

คุณชายรูบิน ดันจนสุดตัว ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งไป และส่งไม้ให้อีกคนมาดันต่อ ก็คือ รมว.คลังคนใหม่ชื่อ ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส (Lawrence Summers) ซึ่งก็เป็นสมาชิก CFR อีกเหมือนกัน และไม่ได้เป็นระดับธรรมดา แต่เป็นเด็กในคาถาของท่านหินร่วงด้วย ซ้ายหัน ขวาหัน ยกมือ กลิ้งหงายท้อง… คงทำได้ทั้งนั้น

นับเป็นการวางตัว วางตำแหน่ง ที่บังเอิญถูกเวลาดีจริงผลของ Gramm-Leach สรุปสั้นๆ ว่า มันคือการพังทลายกำแพง ที่เคยกั้นห้ามไม่ให้ธนาคารที่ทำธุรกิจ เฉพาะรับฝากเงินจากประชาชน และให้กู้เงินเท่านั้น ไปทำธุรกิจอื่น ที่อาจเสี่ยงต่อเงินฝากของชาวบ้านที่อุตส่าห์ออมเอามาฝาก เช่น เอาไปซื้อขาย ลงทุน ในหุ้น หรือสินค้าทางการเงินอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้กับเงินฝากของชาวบ้าน

กฎหมายเขาดีอยู่แล้ว แต่พวกตั้งหม้อต้ม เสนอให้ทุบกำแพงทิ้ง และผลของการทุบกำแพง มันก็เลยทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup), ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America), เจพี มอร์แกน เชส (J P Morgan Chase) เกิดขึ้น ด้านหนึ่งรับฝากเงินจากชาวบ้าน อีกด้านเอาเงินชาวบ้านไปทำตราสารข้าวต้มมัด จนฉิบหายเหี้ยน

การเล่นกลการเงิน ที่เรียกกันว่า วิกฤติซับไพรม์ นี้ มันเหมือนเป็นการเปิดบ่อนใหญ่ เพื่อจะต้มเหยื่อระดับโลก จะเอามือจ้อย ๆมาเล่นได้ยังไง มันต้องใช้มือระดับยักษ์เข้ามาเล่น มาเป็นหน้าม้า เหยื่อระดับโลกจะได้เชื่อถือ …จึงต้องถูตะเกียงออกกฎหมายสร้างยักษ์ขึ้นมา

คนนิยมเด็กฝึกงาน ไม่ได้ลงชื่อในกฎหมายสร้างยักษ์ แค่ฉบับเดียว อย่างนั้นการตั้งหม้อต้มเหยื่อ คงไม่สำเร็จสมบูรณ์ตามแผน

ปี ค.ศ.2000 เดือนธันวาคม เพียงไม่กี่วันก่อนหมดเทอม การเป็นประธานาธิบดี นายคลินตัน มือไม่สั่น ไม่เขินไม่รู้สึก รีบลงนามด้วยความมั่นใจในกฎหมายที่เรียกว่า Commodity Futures Modernization Act (CFMA)

มันเป็นร่างกฎหมายที่นำเข้าไปเสนอในรัฐสภาอเมริกัน ที่มีเอกสารเกี่ยวข้องประมาณ 11,000 หน้า แต่ให้เวลาสมาชิกสภาเพียง 72 ชั่วโมง ในการศึกษา ก่อนที่จะมีการพิจารณา ใครจะไปอ่านทัน (วะ) ขนาดอ่านยังไม่ทัน แล้วจะไปรู้เรื่องได้ยังไงว่า กฎหมายฉบับนี้ มันมีผลกระทบอะไรบ้าง กว่าจะมีคนรู้จัก ก็เมื่อเกิดความฉิบหาย ไฟไหม้ลามจนเกือบหมดป่าแล้ว ถึงได้ย้อนมาถามว่า ใครเอาป้ายห้ามสูบบุหรี่แถวนี้ออกไป (วะ)

หลังจากเกิดเรื่อง LTCM เห็ดฟันจีเนียส ที่คิดสินค้าทางการเงินหน้าตาแปลกๆ และก็ล่มหลบหายเข้าหลังโรงไปนั้น ทางการจึงเริ่มตื่นเต้น โดยเฉพาะคุณบรูคสลีย์ บอร์น (Brooksley Born) ที่เป็นประธานคณะกรรมการ Commodity Future Trade Commission (CFTC) ที่พยายามจะให้ทางการ ได้เข้าไปดูแลการค้าตราสารหน้าตาแปลกแบบนั้น ( derivatives) ซึ่งไม่ได้อยู่ในความดูแลของ SEC (กลต.ฝรั่ง) เพราะไม่ได้ซื้อขายในตลาดค้าหุ้น แต่ซื้อขายกันเองระหว่างคู่สัญญาแบบที่เรียกว่า over the counter

แต่คณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ของท่านประธานาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ที่มีทั้ง อลัน กรีนสแปน,คุณชายรูบิน ที่ต่อมาเป็น ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส มาแทน รวมทั้งประธาน SEC เอง ต่างออกมาประสานเสียง คัดค้านความเห็นของคุณบรูคสลีย์ (Brooksley) ว่า ปิดกั้นความเจริญเติบโตของตลาด เป็นพวกอยู่ถ้ำ แบบไอ้ลุงที่เขียนนิทานหรือไง …นอกจากค้านกันจนตัวโก่งแล้ว ยังดันให้อีกกลุ่มนำเสนอการออกกฎหมาย CFMA เป็นการปาดหน้าคุณบรูคสลีย์ จนเยินไปทั้งแถบ

ผลของกฎหมาย CFMA ทำให้การออก และการขายตราสารข้าวต้มมัด ไม่ว่าแบบไหน ไส้อะไร รวมทั้งการประกันแบบ CDS (อย่างที่ AIG จะทำ) ทำได้โดยไม่อยู่ในความดูแลของทางการ …

มันเป็นการตั้งใจหาช่องโหว่ของกฎหมาย เจอช่องโหว่ยังไม่พอ ยังสร้างรั้วมากัน ไม่ให้ใครเข้ามาปิดช่องโหว่ ด้วยการออกกฎหมาย CFMA นี้อีกด้วย

เมื่อดูระยะเวลาของการผ่านกฎหมาย ต่อด้วยการเกิดเหตุ 9/11 ตามด้วยนโยบายสนับสนุนให้กู้เงินซื้อบ้านของคาวบอยแล้ว  มันคงกลืนยากที่จะบอกว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญ ….ไม่ใช่เป็นวางแผนร่วม มือกัน เพื่อตั้งหม้อใบใหญ่ต้มเหยื่อ

คาวบอยบุชนั้น แม้ไม่ได้มีชื่อเป็นสมาชิก CFR แต่ตัวพ่อเป็นครับ และรักกันจังกับท่านหินร่วง

ส่วนคนนิยมเด็กฝึกงาน ทั้งตัวเองและลูกสาว มีชื่อเป็นสมาชิก CFR แต่คุณนายเมียที่กำลังเตรียมตัวเป็นประธานาธิบดี ไม่ให้น้อยหน้าคุณผัว เพราะคิดว่าตัวฉลาดกว่าผัว ไม่มีชื่อเป็นสมาชิก แต่คงไม่จำ เป็น เพราะกำลังจะเป็นท่านประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอเมริกา อีกไม่นานเกินรอ

ขอแถมนอกเรื่องแต่ไม่นอกไกลครับ สำหรับคนอ่านนิทาน ที่โตไม่ทัน จะได้ “รู้จัก” คุณนายเมียมากขึ้น …เมื่อตอนคนนิยมเด็กฝึกงานหาเสียงเพื่อเป็นประธานาธิบดีนั้น คุณนายเมีย ขึ้นเวทีช่วยคุณผัวหาเสียง คุณนายพูดฉาดฉานมาก ครั้งหนึ่งคุณนายพูดว่า …ถ้าคุณเลือกเขา คุณก็ได้เราทั้ง 2 คน …และสื่อสมัยนั้น ก็จะล้อเลียนเสมอว่า เลือก 1 แถม 1

แถมอีกว่า คุณนายเมียนั้น เป็นเด็กที่โตมาในครอบครัวที่อยู่แถวชิคาโก และเคยเข้าไปร่วมฝึกงานอยู่ในกลุ่มของเนลสัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Nelson Rockefeller) ที่เรียกว่าเป็น Moderate Republican นะครับ

เตรียมการกันถึงขนาดนี้ มันต้องเป็นเรื่องตั้งหม้อใบใหญ่ เพื่อต้มเหยื่ออย่างแน่นอน แต่ “เหยื่อรายใหญ่” หรือ “เหยื่อเป้าหมาย” คงไม่ใช่แค่คนซื้อบ้านโดยเอาบ้านมาจำนอง หรือชาวบ้านนักลงทุนรายย่อย (แมงเม่า) ที่ลงทุนซื้อตราสารข้าวต้มมัด

การเตรียมการล่วงหน้าเป็นสิบปี เป้าหมายมันต้องใหญ่กว่านั้น และไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน

ก่อนจะเดินหน้า ไปถึงเรื่องเหยื่อรายใหญ่ ผมขอย้อนกลับไปที่เรื่องย่อย แต่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ถนัดในการสร้างป้ายลวงของปลอม ของกลุ่มผู้วางแผนต้มเหยื่อหม้อใหญ่นี้หน่อย

กรณีการกระทืบหมี แบร์ สเติร์นส์ มองเผินๆ เหมือนจะเป็น รายการคิดบัญชีแค้นค้างใจ มาตั้งแต่เรื่อง เรียก มาร์จิ้น เห็ดจี เลยทำให้แผนสะดุดล่ม จนชาวสวนสัตว์ถูกใบสั่ง ให้มาร่วมลงขัน แต่ดันมี 2 รายที่แข็งเมืองคือ หมี และ เลห์แมน และทั้ง 2 ราย ก็ร่วงหล่นจากหน้าผา เละคาดิน

ดูแบบนั้นมันเหมือนจะง่ายไป คนคิดแผนเขาระดับไหน สังเกตดูจากบทความที่ออก มาโหมเรื่อง ไม่ว่าจากแหล่งไหน ตามที่ผมเอามาเล่าให้ฟัง มันคล้ายจะเป็นฉากละคร เพื่อลวงให้เขว เพราะในที่สุด หมีถึงจะถูกกระทืบ แต่ก็ไม่ถึงตาย มีคนมาอุ้มต่อ มันเป็นการสละหมี 1 ตัว เพื่อให้ฉากมันตื่นเต้นสมจริง เปิด ทางให้ฉากอื่นเดินต่ออย่างเนียนก็ได้ เมื่อนึกถึงว่า หลายๆ คน ที่ช่วยกันตั้งหม้อต้ม ก็เป็นศิษย์เก่า แบร์ สเติร์นส์ แถมคนสร้างแบร์ สเติร์นส์ มาจากไหนล่ะ ก็ชิคาโก ถิ่นเก่าของเจ้าของแผนเอง มันน่าจะเป็นการขยิบตา เหยียบตีนกัน มากกว่าจะเล่นกันถึงตาย

ส่วนไอ้ 3 รายชื่อที่ แบร์ สเติร์นส์ อ้างว่าไปแจ้ง SEC นั้น การตรวจสอบมีจริง แต่ก็จับมือใครมาดมกลิ่นไม่ได้เลย…เรื่องติดคุก…ก็ ลืมไปได้เลย ตกลงเรื่องจับมือใครดมไม่ได้นี่ ไม่ได้มีแต่บ้านเรานะครับ ไอ้ปื้ดฝรั่งก็มี

ส่วนรายการของเลห์แมน ที่รับบทหนัก และน่าตื่นเต้นกว่าเรื่องหมี มันเหมือนรายการเจ้าพ่อสั่งเก็บ… เอาแบบไม่ให้เหลือซาก… โทษฐานอะไรครับ เรื่องหักหน้าหักหลัง ท่านหินปีเตอร์ (Peter) น่ะหรือ…. นั่นมันเรื่องตั้งแต่ปี ค.ศ.1983 โน่นแถมตอนเห็ดจีล้ม เลห์แมนยังเป็นหัวหอก ชวนชาวสวนสัตว์มาจับมือกันลงขันเลย

เอาละ สมมุติถ้าคิดว่า เห็ดจี ไม่เกี่ยวกับก๊วนหินร่วงเลย … งั้นข้ามมาดู วิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ของบ้านเราก็ได้…ใครนะส่งเลห์แมนมาเล่นเดี่ยว รับบทหนัก ร่วมกับไอเอ็มเอฟ ต้มสมันน้อยเสียเหลือแต่ซี่โครงบางๆ น่าสงสาร อย่างนี่จะให้เชื่อ หรือว่าเขาสั่งเชือดกันจริง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อบ้านเราเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) มีข่าวว่า รัฐบาลไทยเจรจาขอความช่วยเหลือกับสถาบันต่างชาติ 2 ราย

รายแรกคือ รัฐบาลจีน ที่เป็นฝ่ายเสนอความช่วยเหลือมาให้ โดยคิดดอกเบี้ยต่ำแทบจะติดพื้น เจรจาดี ๆ อาเฮียอาจไม่คิดดอกเบี้ย และไม่มีเงื่อนไขมัดมือมัดคอ อะไรเลย แต่รัฐบาลไทยกลับลังเล ชะลอการเจรจากับรัฐบาลจีนไว้ และไปเจรจากับเวิลด์แบงก์แทน ไม่รู้เพราะอะไร คงคุ้นแต่พูดกับฝรั่ง แต่ปรากฏว่า ท่านประธานาธิบดี คนนิยมเด็กฝึกงาน ปฏิเสธการช่วยเหลืออย่างเลือดเย็น …..เห็นใจมหามิตรชัด ๆ ก็ตอนลำบากนี่แหละ …อย่าลืมเรื่องนี้กันนะครับ

แต่ก๊วนกู๊ดบอยของไทย ที่คงสังกัดวอชิงตันโน่น ไม่หมดความพยายาม ส่งจดหมายรักไปหา ไอเอมเอฟ เขาว่า มีหน้าม้าแอบ ไปเจรจานอกรอบที่สิงคโปร์ ประเทศที่มีเนื้อที่เล็กกว่า กทม. แต่คุยโตจัง … เราพร้อมจะอ่อนอยู่ในมือท่าน… คนที่มาหลบมุมเจรจาแทนไอเอฟเอฟ ก็คือท่านทิมนั่นแหละ ส่วนคนที่แอบไปเจรจาแทนฝ่ายไทย ยังลอยนวลอยู่ในวงการ เจรจากันอย่างไรไม่ทราบ ในที่สุด รัฐบาลไทยปฏิเสธเงินช่วยเหลือของจีน โดยทีมของ ธปท. ที่ไปเจรจากับจีนตอนนั้นอ้างว่า พูดกันไม่รู้เรื่อง และรัฐบาลไทยในตอนนั้น ก็เลยเลือกเอาเงินช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟ ที่มีเงื่อนไขร้อยแปด ที่มัดเราแน่นตั้งกะหัวถึงตีนแทน …อย่างนี้คงพูดกันรู้เรื่อง

ไอเอมเอฟบอกว่า สถาบันการเงินไทยมาตรฐานต่ำ ต้องล้างบ้านเพิ่มทุน ยังกะมาตรฐานบ้านมึงดีนักล่ะ ผลเราต้องปิด 56 ไฟแนนซ์ เพราะไอเอ็มเอฟ บอกสอบไม่ผ่าน ผ่านแค่ 2 บริษัท ไอ้ที่ผ่าน คนในวงการมึน …ผ่านได้ไงวะ มันมีแต่ของห่วย … ก็ของห่วยไง มันถึงไม่เอา มันจะเอาแต่ของดีๆ ของเรา

คนบ้านเรา ฉิบหายกันไปเท่าไหร่จำได้ไหมครับ ทั้งผู้ถือหุ้น คนเล่นหุ้น คนฝากเงิน คนทำงาน ฯลฯ แต่ที่เบิกบานที่สุด คือ พวกลูกหนี้ขี้ฉ้อของสถาบันการเงินขี้ฉ้อ ที่ให้พรรคพวกกู้กันสนุกสนาน พอสถาบันเจ๊ง ไอ้พวกขี้ฉ้อก็ฉวยโอกาสชักดาบ และหลายคนยังลอยหน้าอยู่ในสังคม เดินโชว์กระเป๋าใบละล้านห้า หลายคนมีบ้านพักผ่อน อยู่บนเขาลูกใหญ่ ที่สร้างบนที่หลวง โดยเงินที่ฉ้อมา

ต่อมาไอ้พวกนักล้วงกระเป๋าชั้นเซียน ที่อ้างว่าเป็นสถาบันการเงินของโลก บอกว่า กฎหมายไทยแม่มมันห่วย ไม่ทันสมัยพอให้กูต้ม มันใช้บ้านเรากับไอ้พวกบื้อแถวเอเซีย ละติน นี่แหละ เป็นห้องทดลองแก้กฎหมาย ที่ขัดขวางการล้วงกระเป๋าของพวกมัน แก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่ท่านนักวิชาการบอกว่า เราต้อง ดีเร็ก deregulation แก้มันหมด แก้กฎหมาย 11 ฉบับ เพื่อให้มันล้วงคล่อง รวมทั้งกฎหมายให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท. ถึงได้ออกมาหลอนเขย่าขวัญคนไทย ที่แย่ไม่ได้มีแค่เรื่อง ปตท. ครับ พรบ. ให้คนต่างด้าวถือหุ้น หรือทำธุรกิจในไทยนั่นแหละ ขายชาติของจริง

เรื่องต่อมา ก็เหมือนเรื่องข้าวต้มมัดเน่านั่นแหละ 56 ไฟแนนซ์เจ๊ง แบงก์เกือบทั้งประเทศก็เจ๊งตาม เพราะเพิ่มทุนไม่ได้ รัฐบาลคิดตามที่ฝรั่งสั่ง ตั้ง ปรส. กวาดทรัพย์สินของสถาบันที่เจ๊งมารวมอยู่ที่ ปรส. ที่วัตถุประสงค์ในการตั้ง เพื่อให้ดูแลแก้ไขฟื้นฟูสถาบันที่มีปัญหา แต่ไม่เห็นมันแก้ให้ฟื้นอะไร ได้แต่คิดขายทรัพย์สินของสถาบันพวกนั้น (ตามใบสั่ง) เสร็จแล้วอ้างว่า ทำเองไม่เป็น ต้องตั้งบริษัทฝรั่ง ที่เป็นผู้ชำนาญการมาเป็นที่ปรึกษา ไอเอมเอฟ เอาชื่อยัดใส่มือคนไทยมาคือชื่อ เลห์แมน บราเธอร์ Lehman Brothers. เยี่ยมมั้ย

เลห์แมน เป็นที่ปรึกษาจัดแบ่งทรัพย์สินออกเป็นกอง ๆ เตรียมให้มีการขายโดยการประมูล นี่ไง ต้น แบบของการทำข้าวต้มมัดแบบไทยๆ

เลห์แมนจัดกองเอง ตามที่ตัวเองต้องการ คัดเอาแต่ของชั้นดีกันออกมาไว้ก่อน เพราะจะเข้าไปประมูลซื้อทรัพย์สินกองนั้นเอง… มีคนโวย…มึง ทำได้ไงวะ จัดกองเอง ตั้งราคาเอง แถมจะเข้าไปประมูลซื้อเอง… เลห์แมนบอก เราจะให้บริษัทในเครืออีกรายมาประมูลต่างหาก เราไม่รู้กันหรอก เขาไม่มีทางรู้ราคา เพราะเราจะใช้ระบบที่เรียกว่าเอากำแพงเมืองจีนกั้น Chinese wall สูงแค่ไหนรู้ไม่ใช่เหรอ …. คนแถว ปรส. คงไม่ได้กินข้าว กินแต่หญ้าหรือไงไม่รู้ เลยเชื่อฝรั่งว่า กำแพงมันกั้นได้

โถ… ขนาดมีกำแพงกั้นที่บ้านมันเอง มันยังออกกฎหมายทะลายกำแพงได้ ของเราไม่ต้องถึงกับออกกฎหมายหรอกครับ แค่ฝรั่งมันบอกอะไร ก็ตัวสั่น โอเค โอเค ยืนกุมขาหนีบจนไข่ฝ่อกันหมด ….พ่อมึงสอน มึงยังไม่เคยเชื่อฟังเท่านี้เลย …เล่าแล้วของขึ้นครับ

แล้วเลห์แมนกับพวก ก็ประมูลได้ทรัพย์สินดี ราคาต่ำไปเกือบหมดประเทศเรา บางรายการขายกลับให้ลูกหนี้เจ้าของเดิม ได้กำไรอีกต่อ แต่ของดี ๆ อมไว้ให้พวกตัวเอง แล้วเรามานั่งถามกันว่า ทำไมต่างด้าวมันเป็นเจ้าของทรัพย์สินดี ๆ ในบ้านเราได้อย่างไร … ก็ได้ไปอย่างนี้แหละครับ

มีลูกหนี้ไทย ที่ต้องเสียทรัพย์สินไป เพราะไฟแนนซ์ล้ม อยากจะเอาทรัพย์สินคืนจะต้องใช้หนี้เต็ม หรือต้องจ่ายค่าเจรจากับตัวแทนฝรั่ง เลยออกมาท้วง… งั้นขอผมประมูลสู้กับฝรั่งมั่งสิ… กระทรวงคลังคนคุม ปรส. บอก ไม่ได้นะ … คุณเป็นลูกหนี้เอง มาประมูลทรัพย์สินตัวเองได้ยังไง เสียวินัยการเงินหมด …แต่ให้ฝรั่งเป็นที่ปรึกษา จัดกองทรัพย์สินเอง ตีราคาเอง ซื้อเอง กำไรไม่รู้เรื่อง อย่างนี้ไม่เสียวินัย ว่ะ …แต่เสียค่าโง่…

เรื่องนี้เล่นเอาท่านคลังไทย ที่ฝรั่งหมายมั่นจะปั้นให้เป็น ว่าที่นายกรัฐมนตรีไทย ถึงกับโดนสื่อใหญ่มาก ตีแบบไม่เลิก ทำเอาเสียศูนย์ หัวหงอกเกือบทั้งหัว หายหน้าไปกินยาแก้ช้ำในอยู่นาน แผนการยึดประเทศไทย เลยต้องออกแบบใหม่ เอาตัวใหม่หน้าเหลี่ยมมาเล่นแทน ไพ่คนละสำรับ แต่เจ้ามือคนแจกรายเดิม…

เรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง จนมาถึงแปรรูป จูงจมูกไป 3,4 รัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน พรรคไหน ภูมิมากภูมิน้อย ก็ถูกฝรั่งเอาเชือกร้อยไปใช้เหมือนกันหมด

กลับมาที่เลห์แมน เขาว่า กำไรที่ซื้อของดีราคาถูกบ้านเรา เป็นเงินทุนสิงคโปร์ส่วนหนึ่ง ที่ใช้เลห์แมนออกหน้า นึกชื่อกองทุนออกไหมครับ กองทุนนี้ก็กลับมาซื้อดาวเทียมของไทย มาแอบฟังคนไทย จู้ฮุกกรูกันอีกที มันโคตรฉลาดเลย หลอกเอาเงินเรา มาซื้อของเรา ไว้ล้วงความลับเรา ….หรือมันไม่ได้ฉลาดมาก แต่เราเซ่อมาก

ส่วนกำไรด้านเลห์แมน มันเอากลับไป ไว้ผลิตข้าวต้มมัดเล่นกัน เสียหายก็ไม่ใช่เงินมัน เงินใครไม่รู้ จะไปเดือดร้อนทำไม… เกือบทุกเรื่องในโลกนี้ มันต่อเนื่องกันเกือบหมด ต่อกันถูกหรือเปล่าเท่านั้นเอง

และหลังจากที่คิงเฮนรี่ บอกไม่อุ้ม เลห์แมน ถ้าคิดช้าๆ อีกที ถ้าไม่เอาบทเหี้ยมขนาดให้เลห์แมนล้มจนไม่เหลือมาออกเล่น รัฐสภาจะออกมาอุ้ม AIG ที่เหมือนเป็น ซีไอเอ ภาคเอกชนไหม… เขาเล่นกันแบบเนียนจริง จนมองแทบไม่เห็นรอยตะเข็บ

แต่การวางบทให้เลห์แมนล้มละลายตัวเองนั่น… มันกลับทำให้เราพอเห็นร่องรอยบางอย่าง ที่พวกนักตั้งหม้อต้ม…ซ่อนเอาไว้….

Scroll to Top