แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

หลังจากที่กษัตริย์อับดุลลาแห่งซาอุดิอาระเบีย สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.2015 มกุฎราช กุมาร เจ้าชายซาลมาน ซึ่งเป็นน้องชายก็ขึ้นครองบัลลังก์ต่อ เป็นช่วงที่ตะวันออกกลางกำลังแดดร้อน ลมพัดแรง จะถึงกับมีพายุทะเลทรายหรือไม่ น่าเป็นห่วง

เยเมนที่อยู่ทางใต้ของซาอุดิ กำลังวุ่นวายเกิดศึกชิงเก้าอี้กัน ทางเหนือหน่อไอซิสยังไม่หยุดงอกทั้งพันธุ์แท้ พันธุ์เทียมและกลายพันธุ์ ทั้งที่อิรักและที่ซีเรีย ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านชื่ออิสราเอล ก็ยังบูดเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะมองหน้าและยิ้มให้กันได้… แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าเพื่อน น่าจะเป็นเรื่องอิหร่าน ซึ่งถึงจะอยู่ห่างกันคนละฟาก แต่ซาอุดิ ก็เห็นอิหร่านเป็นคู่แข่งรัศมี ชิงความเป็นพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางกันมาตลอด

อิหร่านกำลังก้มหน้าก้มตาพัฒนา ระบบนิวเคลียร์ ที่อ้างว่าไม่ใช่เป็นอาวุธนะ อย่าเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้น ซาอุดิก็หงุดหงิด ไม่พอใจ จะพอใจได้ยังไง ก็ตัวเองยังไม่มีนิวเคลียร์กับเขา สักลูก แถมอาวุธที่มีอยู่ ยังต้องกัดฟันซื้อ โดยเฉพาะจากอเมริกา นึกว่าเขาให้ฟรีๆ หรือ เปล่าหรอก แค่ลดราคาให้เท่านั้นเอง เค็มชะมัด แบบนี้ไม่หงุดหงิดได้ไง

แต่ที่ไม่พอใจมากที่สุดคือ ไม่พอใจในอากัปกริยา ท่าทีของอเมริกามากกว่า

ซาอุดิอาระเบียกับอเมริกา มีความสัมพันธ์ยาวนาน และแข็งแรงอย่างเป็นทางการมาประมาณ 70 ปีแล้ว ตั้งแต่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) กับกษัตริย์อับ อัล อาซิส อิบ ซาอุด (Abd al-Aziz Ibn Sa’ud) ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย นั่งจับมือกันบนเรือรบยูเอสเอส ควินซี่ (USS Quincy) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1945

แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ จะแข็งแรงมากน้อยขนาดไหนไม่มีใครรู้ดี มีนัก วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ อุปมาไว้น่าฟังว่า มันเหมือน….การแต่งงานเพื่อความเหมาะ สม a marriage for convenience ไม่ใช่มาจากรักแรกพบ หรือรักแบบดูดดื่มฝังใจ เพาะบ่มรอกันมา20 ปี

เมื่อเป็นการแต่งงาน เพื่อความเหมาะสม จะให้หวือหวา หวานชื่นกันตลอด คงเป็นไปไม่ได้ มันคงจะเป็นประเภท ต่างก็ยี่ต๊อกใส่กันว่า ฉันได้มากกว่าเสีย หรือเธอได้มากกว่าฉันหรือเปล่า ทำนองนั้น เรื่องอะไรที่ไม่พอใจ ตราบใดที่บัญชีของทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่เป็นตัวแดง ก็ยังคงกล้อมแกล้ม …กัดฟันอยู่กันต่อไป

ตลอดการอยู่ร่วมกันของคู่แต่งงาน ซาอุดิฉุนจัดครั้งแรก ก็เมื่ออเมริกามีทีท่าว่าจะมีใจให้กับอิสราเอล สาวข้างบ้าน ที่อเมริกาให้การรับรองเมื่อปี ค.ศ.1948 แต่มันเป็นช่วงระหว่างการก่อร่างสร้างเมืองของซาอุดิ กษัตริย์อับ อัล อาซิส (Abd al-Aziz) จึงต้องกัดฟันมองไปทางอื่นแทน ขณะที่รอบข้างกดดันให้ยกเลิกสัมปทานที่ซาอุดิให้แก่ อรามโก (Aramco) ของอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1933

หลังจากนั้น ก็มีเรื่องการสั่งห้ามซื้อขายน้ำมัน (Oil Embargo) ระหว่างกลุ่มค้าน้ำมันชาติอาหรับ กับกลุ่มตะวันตกในปี ค.ศ.1973-1974 ซึ่งเป็นการเล่นกล หลอกต้มทั้งคนขายน้ำมันและคนใช้น้ำมัน โดยพวกนักการเงินวอลสตรีท ที่จัดฉากโดยนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ตัวแสบ ภายใต้การชักใยของ พวกโคตรรวย ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller) แต่เรื่องนี้มันก็ลงความเห็นยากว่า ฝ่ายไหนเสียมาก กว่า ดูเหมือนจะเป็นมวยล้มต้มคนดู พวกที่เสียหายจริงๆ น่าจะเป็นพวกซื้อน้ำมัน จนแล้วยังทำซ่า อยากเป็นเสือตัวที่ห้ามากกว่า ไปอ่านรายละเอียดได้ จากนิทานเรื่องมายากลยุทธนะครับ

ซาอุดิ เริ่มขัดใจจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการบุกเข้าไปขยี้ อิรักของอเมริกา ไม่ใช่เพราะซาอุดิใจอ่อนสงสารอิรักหรอก อย่าเข้าใจผิด แต่ซาอุดิเห็นว่า เป็นการทำให้ดุลยอำนาจในภูมิภาคเอียง ไปเข้าทางอิหร่านมากกว่า เพราะเป็นการเปิดทางให้อิหร่าน เข้าไปสนับสนุนกลุ่มนูรี อัล มาลิกี (Nouri al-Maliki) ขึ้นมามีอำนาจในอิรัก หลังจากซัดดัมถูกโค่น และทำให้ อิรักกับอิหร่าน ก็ใกล้เคียงกับการเป็นคอหอยกับลูก กระเดือกกันตั้งแต่บัดนั้น …มันเป็นการเสริมบารมี เสริมกำลัง ให้กับอิหร่านมากขึ้น เกินกว่าที่ซาอุดิ จะไม่สนใจ

แต่ที่เป็นหนามตำใจมาตลอด คือเรื่องสาวข้างบ้าน…. อิสราเอลนั่นแหละ ที่ทำให้ซาอุดิเห็นว่า อเมริกา ตาชั่งเอียงจนน่าเกลียด เรื่องนี้ไม่มีทางแก้แน่นอน ซาอุดิรู้ดีอยู่แก่ใจ มีแต่ทางเดินออก …..ซาอุดิจะกล้าเดินออกไหมเท่านั้น

พอไปรวมกับเรื่องอียิปต์ ซึ่งซาอุดิเห็นว่า ขนาดฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) ผู้ซึ่งเป็นลูกหาบที่ซื่อ สัตย์มาให้อเมริกา 30 กว่าปี อเมริกายังโยนทิ้งเฉยปล่อยให้มุสลิม บราเธอร์ฮูด มุสลิมหัวรุนแรงที่ไม่ เอาพวกตะวันตกขึ้นมาปกครองอียิปต์แทน แน่นอน ซาอุดิต้องหงุดหงิด กลุ้มใจ จนหน้าคล้ำหนักไปกว่าเดิม แบบนี้แปลว่าอะไร อเมริกาไม่สนใจหรือ ว่า มันจะยิ่งสร้างความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางมากขึ้น เผลอๆ เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดที่ซาอุดิก็ได้ อเมริกาปล่อยให้เป็นอย่านี้ได้อย่างไร ใจดำเกินไปนะ…

เรื่องอิสราเอลยังแก้ไม่ออก เรื่องอียิปต์ดันมาเกิดขึ้นต่อ บวกกับเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังค้างคา นี่ยังมามีเรื่องซีเรียอีก เรื่องซีเรียที่ซาอุดิก็ไม่รัก เอ๊ะ… เสี่ยซาอุรักใครมั่งนะ ชักสงสัย… สู้กันมา3ปีกว่าแล้ว เรื่องยังไม่จบเสียที ไอ้เจ้าอัสซาด (Assad) นี่มันทนทายาด แล้วอเมริกาก็ดันประกาศ (ในปี ค.ศ.2013) ว่าจะไม่ใช้กองกำลังจัดการ เรื่องซีเรีย โอ้ย… กลุ้มใจโว้ย ยังถอนใจไม่หายเหนื่อย หน่อไอซิสก็ทะลึ่งได้ปุ๋ยดี บานเต็มท้องทุ่งซีเรีย อิรัก…. นี่ถ้ามันดันชอบอากาศแถวซาอุดิ มางอกต่อแถวนี้ พวกซาอุดิจะเอาอยู่ไหม

หงุดหงิดแล้วก็เลยพาลน้อยใจต่อ ซาอุดิน้อยใจ คิดหนัก คิดจริงจังคือเรื่องอิหร่าน (อีกแล้ว) การเจรจา ระหว่างพวกตะวันตกกับอิหร่าน เรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ซาอุดิมองว่า ถ้าการเจรจาเข้าทางอิหร่าน ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะฝ่ายของซาอุดิจะเสยเปรียบ และอาจจะถึงเสียหายเลยทีเดียว ฝ่ายที่มีนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางคือ ฝ่ายที่มีอำนาจควบคุมอ่าวเปอร์เซีย รวมไปทั้งตะวันออกกลาง ที่สำคัญ ซาอุดิมองว่า การใช้วิธีเจรจากับอิหร่าน ดูเหมือนเป็นการเริ่มกลับมาสานสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน อย่าลืมว่าคู่นี้ เขาเคยเป็นคู่รัก คู่แค้นกันมาก่อนหรือ… ถ่านไฟเก่ามันจะคุขึ้นมาใหม่

Scroll to Top