ตอน 5
ปั่นหุ้น
วิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน คงเป็นชื่อที่ยังไม่มีใครรู้จักในประวัติศาสตร์ก่อนศตวรรษที่ 20 แต่ ทอมป์สันเป็นผู้ที่รับบทสำคัญยิ่ง เกี่ยวกับการปฏิวัติพวกบอลเชวิก และถ้าทอมป์สันไม่ไปอยู่ที่รัสเซียในปี ค.ศ.1917 ประวัติศาสตร์โลกหลังจากนั้น อาจจะเปลี่ยนไปคนละเรื่อง และถ้าไม่มีเรื่องสนับสนุนทางการ เงิน โดยเฉพาะเรื่องการเมือง และการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้กับ ทรอท์สกี้และเลนิน โดยทอมป์สันและโรบินส์กับพรรคพวกในนิวยอร์คแล้ว พวกบอลเชวิกอาจจะเหี่ยวแห้งเฉาตายไป ส่วนรัสเซียจะออกหัวหรือก้อยก็ไม่รู้ และการเมืองโลก อาจจะเป็นฉากอื่น ต่างจากที่เราเห็นกันอยู่นี้อย่างสิ้นเชิง
ใครคือ วิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน
ทอมป์สัน คือ นักปั้นหุ้น หรือปั่นหุ้นเหมืองแร่ มือดีอันดับหนึ่งในธุรกิจสาขานี้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1เขาเป็นคนดูแลหุ้นให้กับมหาเศรษฐีตระกูลกุกเกินไฮม์ (Guggenheim) เจ้าของเหมืองทองแดงด้วยความสามารถระดับเซียนในการระดมทุนในตลาดหุ้นประเภทความเสี่ยงสูง ทำให้ทอมป์สันร่ำรวยขึ้น มา และได้เป็นกรรมการในหลายบริษัทที่เกี่ยวกับธุรกิจเหมืองแร่ต่างๆ โดยเฉพาะแร่ทองแดงที่เป็นแร่สำคัญในการนำมาใช้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ เขาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคาร Chase National Bank
และเป็น อัลเบิร์ต เอช วิกกิ้น (Albert H. Wiggin) ประธาน Chase Bank ที่เป็นคนดันให้ทอมป์สัน เข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งระบบธนาคารกลาง Federal Reserve System ของอเมริกา และในปี ค.ศ.1913 ทอมป์สันเป็นกรรมการที่ทำงานเต็มเวลา (full time) คนแรกของ Federal Reserve Bank of New York ธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในระบบ Federal Reserve System..เขาไม่ใช่กระจอกไม่มีชื่อแล้วนะ
ปี ค.ศ.1917 วิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน เปลี่ยนเป็นอินทรีและเริ่มสยายปีกไปทางด้านการเงินและการ เมือง เขาแสดงให้เห็นถึงสายตายาวไกล และความคล่องตัวจัดของเขา ด้วยการสนับสนุน เคเรนสกี้ ในการปฎิวัติครั้งแรกของรัสเซียในต้นปีค.ศ.1917 และเปลี่ยนเข็มทิศ หมุนกลับมาสนับสนุนบอลเชวิก ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเส้นทางของบอลเชวิกน่าจะดีกว่า หรือว่า… มันเป็นการวางแผนไว้เป็น 2 ขั้น ตอน ตั้งแต่แรก
ก่อนจะออกเดินทางกลับจากรัสเซียในต้นเดือนธันวาคม ค.ศ.1917 ทอมป์สัน ส่งมอบภารกิจกาชาดเพื่อรัสเซียให้ผู้ช่วยเขา เรย์มอนด์ โรบินส์ (Raymond Robins) ให้เป็นคนดูแลต่อ
ทอมป์สันได้เตรียมการตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.1917 ที่จะเดินทางออกจากเพตโทรกราด เพื่อปั่นหุ้นตัว
สำคัญ “Bolsheviks Revolution” โดยไปเสนอขายกับรัฐบาลแถบยุโรป และอเมริกาเอง
ก่อนเดินทาง เขาโทรเลขไปหา โธมัส ดับเบิ้ลยู ลามองต์ (Thomas W. Lamont) ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของมอร์แกน และกำลังอยู่ที่ปารีส กับผู้พัน อี เอ็ม เฮาส์ (Colonel E.M. House) ที่ปรึกษาสุดใหญ่ของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน
ลามองต์ (Lamont) ได้บันทึกข้อความเกี่ยวกับโทรเลขของ ทอมป์สัน ไว้ในชีวประวัติของเขา
“ขณะที่คณะของ เฮาส์ (House) กำลังจะเสร็จสิ้นการเจรจาตามภารกิจของเขาที่ปารีส (Paris) ในเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1917 ผมได้รับโทรเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จากเพื่อนนักเรียนเก่า และเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจกัน วิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เพตโทรกราด กำลังดูแลเรื่องภารกิจกาชาดอเมริกันอยู่ที่นั่น”
ลามองต์รีบเดินทางไปลอนดอน เพื่อพบกับทอมป์สัน ซึ่งเดินทางมาจากเพตโทรกราด เมื่อวันที่ 5ธันวาคม โดยผ่านนอร์เวย์ (Norway) และมาถึงลอนดอนในวันที่ 10 ธันวาคม ทอมป์สันและลามองต์กำลังต้องทำเรื่องที่สำคัญที่สุดในลอนดอนคือ กล่อมกลุ่มรัฐมนตรีกิจการสงครามของอังกฤษ British War Cabinet ซึ่งขณะนั้น ลงความเห็นกันไปแล้วว่า ไม่เอาพวกบอลเชวิก ให้เปลี่ยนใจมาเชื่อว่า พวกบอลเชวิกนั้น ได้ควบคุมรัสเซียสำเร็จแล้ว และเป็นพวกที่อังกฤษต้องเลิกต่อต้าน และเปลี่ยนมาให้การสนับสนุนแก่เลนิน และทรอท์สกี้แทนจะเป็นการดีที่สุด
ในช่วงปลายปี ค.ศ.1917 ขณะที่ลามองต์และทอมป์สันเดินทางมาถึงลอนดอน เพื่อพบนายกรัฐมนตรี ลอยด์ จอร์จ ((Lloyd George) ของอังกฤษ ซึ่งดูเหมือนกำลังอ่อนปวกเปียกอยู่ในมือของนักค้าอาวุธผู้ทรงอิทธิพล เซอร์ เบซิล ซาฮารอฟ (Sir Basil Zaharoff) มันเป็นข่าวลือไปทั่วยุโรปว่า ที่ซาฮารอฟกุมลอยด์ จอร์จ อยู่หมัด เพราะ ซาฮารอฟ เป็นคนหาสาวมาบำเรอให้ และบังเอิญสาวที่ ลอยด์ จอร์จ ติดกับ ก็คือเมียของซาฮารอฟ นั่นเอง อืม…เกมแบบนี้ เล่นกันมาตลอด แล้วก็มีคนติดกับตลอด
ซาฮารอฟ ที่ผู้คนเรียกเขาว่า “the Merchant of Death” เป็นนักค้าอาวุธที่รอบจัด เขาค้าขายกับทุกคนที่อยากซื้ออาวุธ จะเป็นประเทศใด ฝ่ายไหน เขาก็ขายให้ทั้งนั้น และก็ร่ำรวยจากการทำธุรกิจเช่นนี้ และจากการที่ค้าขายแบบนี้ และน่าจะรวมทั้ง การส่งสินค้าที่ไม่ใช่อาวุธด้วย ทำให้ซาฮารอฟ มีหูตาที่กว้างขวาง ทำให้ลูกค้าของเขา ต่างอยากได้ข่าววงในลับสุดยอดจากซาฮารอฟทั้งสิ้น มีหลายครั้งที่ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ของอเมริกา ลอยด์ จอร์จ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ และจอร์จ คลีมองน์โซ (Georges Clemenceau) นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส ต้องไปล้อมวงประชุมกัน อยู่ที่บ้านของซาฮารอฟ ที่กรุงปารีส ถึงขนาดมีข่าวเล่ากันว่า ก่อนจะมีการเคลื่อนพลไปบุกที่ไหน ส่วนใหญ่ซาฮารอฟก็จะถูกเชิญมาหารืออยู่เสมอ
หน่วยข่าวกรองของอังกฤษ บันทึกไว้ว่า “ภายหลัง มีการพบเอกสารที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเอง เอาความลับไปบอกเซอร์เบซิล ซาฮารอฟ ซึ่งนายกรัฐมนตรีลอยด์ จอร์จ ก็รู้เรื่องนี้ด้วย”
นอกจากอ่อนอยู่ในมือของซาฮารอฟ แล้วนายกรัฐมนตรีลอยด์ จอร์จ ยังมีคนดันหลังชื่อ ลอร์ด มิลเนอร์(Lord Milner) อีกด้วย เป็นลอร์ด มิลเนอร์ แห่งสมาคม Round Table ที่ลึกลับ และมีอำนาจสูงเทียมฟ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ think tank ถังความคิดคู่แฝดที่ทรงอิทธิพล Royal Institute of International Affairs (RIIA) (หรือบางที เรียกกันว่า Chatham House) ของอังกฤษและ Council on Foreign Relations (CFR) ของอเมริกา คงพอจำกันได้
นายกรัฐมนตรีลอยด์ จอร์จ ได้ทำรายงานต่อ War Cabinet ว่าได้สนทนากับนายทอมป์สัน มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากรัสเซีย และได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรัสเซีย แตกต่างไปจากที่เราได้ยินกัน นายทอมป์สัน เชื่อว่า พวกปฏิวัติบอลเชวิกทำงานสำเร็จได้ผลดี และคงจะปกครองรัสเซียไปอีกนาน แต่พวกเราฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่ได้แสดงความชื่นชม หรือเห็นพ้องกับฝ่ายปฏิวัติเลย และผู้นำการปฏิวัติ ทรอท์สกี้ และ เลนิน ไม่ได้ถูกจ้างโดยฝ่ายเยอรมัน และเลนิน ค่อนข้างจะมีลักษณะไปใน ทางเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพเสียด้วยซ้ำ
นายทอมป์สัน ยังแนะนำอีกว่า ฝ่ายสัมพันธมิตร ควรจะมีการออกความเห็น ให้การสนับสนุนแก่พวกปฏิวัติบ้าง และควรมีการแสดงความเห็นนี้ ที่เพตโทรกราดเองด้วย ขณะเดียวกัน ก็ควรมีการพิจารณาเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่อยู่ที่เพตโทรกราด ที่ไม่เหมาะสมเสียด้วย และฝ่ายสัมพันธ มิตรควรจะเข้าใจว่า ขณะนี้รัสเซียไม่ได้มาร่วมอยู่ใน สงครามแล้ว ไม่ว่าจะโดยกองทัพ หรือประชาชน และพวกเราฝ่ายสัมพันธมิตร ควรจะเลือกให้ดีว่า เราต้องการรัสเซีย ที่เป็นเพื่อน หรือรัสเซีย ที่เป็นกลาง “แบบไม่เป็นมิตร”
หลังจากรับทราบรายงานการสนทนาดังกล่าว ของนายกรัฐมนตรี Lloyd George พร้อมเอกสารที่เกี่ยว ข้องแล้ว War Cabinet คณะรัฐมนตรีกิจการสงคราม ก็เห็นพ้องที่จะเดินตามคำแนะนำของ ทอมป์สันและสนับสนุนพวกบอลเชวิก (Bolsheviks)
นายวิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน สมกับเป็นเซียนปั่นหุ้นความเสี่ยงสูงจริงๆ
ลอร์ด มิลเนอร์ ซึ่งสั่งให้นายบรูซ ล็อคฮาร์ต (Bruce Lockhart) อดีตกงสุลอังกฤษ ที่เคยทำงานอยู่ในรัสเซีย ยืนคอยฟังข่าวอยู่หน้าห้องประชุม เพื่อเตรียมพร้อม ที่จะรายงานและสรุปการประชุมส่งไปให้พรรคพวกที่อยู่ทางรัสเซีย ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ กับพวกโซเวียตต่อไป
ต้องถือว่าการเสนอขายหุ้นบอลเชวิกของนายทอมป์สัน ประสบความสำเร็จอย่างสูง สมกับการเป็นนัก
ปั่นมือเซียน แมงเม่าระดับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และคณะรัฐมนตรีกิจการสงคราม อ้าปากหวอ ซื้อ“หุ้นบอลเชวิก” กันหมดหน้าตัก
หลังจากทอมป์สันเดินทางกลับไปแล้ว คณะรัฐมนตรีกิจการสงครามของอังกฤษ ก็ได้รับรายงานจากอีกสายข่าว ซึ่งก็อ้างว่า น่าเชื่อถือมากกว่า
รายงานนั้นได้บรรยายถึงสรรพคุณบอลเชวิก ตรงกันข้ามกับที่นายทอมป์สัน มาออกหนังสือชี้ชวนไว้ แต่ดูเหมือนมันจะมาสายไป ลงทุนกันจนหมดหน้าตักไปแล้ว รายงานดังกล่าวจึงถูกวางไว้บนโต๊ะ ให้ฝุ่นจับไปแค่นั้นเอง
รายงานนั้น มาถึงโต๊ะรัฐมนตรีกิจการสงคราม ในเดือนเมษายน ค.ศ.1918 จากนายพลเจน สมุตส์(General Jan Smuts) ว่าเขาได้สนทนากับนายพลนิฟเฟล (General Nieffel) หัวหน้ากิจการกองทัพฝรั่งเศส ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากรัสเซีย ได้ความว่า :
“ทรอท์สกี้… เป็นคนเลวอย่างสมบูรณ์ แม้จะไม่ใช่พวกชอบเยอรมัน แต่เป็นคนขี้โอ่และหลงตัวเองและการปฏิวัติของตน เขาไม่น่าไว้วางใจ ไม่ว่าในทางได เขามีอำนาจโดยการมีอิทธิพลครอบงำเหนือ ล็อกฮาร์ต, โรบิ้นส์ และตัวแทนของฝรั่งเศส…”
ทำไมนักการเงินตัวใหญ่แห่งวอลสตรีท และกรรมการของ Federal Reserve Bank เข้ามาวุ่นวาย จัด การและช่วยเหลือการปฏิวัติของพวกบอลเชวิก
ทำไมหุ้นส่วนของมอร์แกน ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่หลายคน ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นวง เพื่อให้มีการหาเงิน ทุนสนับสนุน ทั้งพวกปฏิวัติและพวกต้านปฏิวัติ รวมทั้งการจารกรรม ที่ไม่น่าจะเป็นผลดีกับอเมริกาเอง
ทอมป์สันดูเหมือนจะตรงไปตรงมา กับเป้าหมายของเขาในรัสเซีย เขาบอกว่า เขาต้องการให้รัสเซียยัง คงทำสงครามกับเยอรมัน และต้องการใช้รัสเซียเป็นตลาด สำหรับให้อเมริกาค้าขายหลังสงคราม และในบันทึกที่เขาทำถึงลอยด์ จอร์จ เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.1917 บอกว่า
“…สถานการณ์ในรัสเซียจบสิ้น และรัสเซียคงตกอยู่ในมือของเยอรมัน ที่จะมายึดเอาทุกอย่างไป …ผมเชื่อว่า ด้วยความฉลาดและความกล้าเท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้เยอรมันเข้ามาครอบครองรัสเซีย และเอาเนื้อรัสเซียไปกิน ด้วยค่าใช้จ่ายของพวกสัมพันธมิตร”
นี่คงใกล้ความในใจของทอมป์สันมากที่สุด
ทอมป์สันกลัวว่า นักธุรกิจของเยอรมันนั่นแหละ ที่จะเข้าไปจองที่ในรัสเซีย จนไม่เหลือมาถึงอเมริกา
และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ ทอมป์สัน ไปชักจูง หว่านล้อมเอาพรรคพวกแถววอลสตรีท เข้าไปร่วมวงกับพวกบอลเชวิก อย่างนั้นหรือ
มีจดหมายที่น่าสนใจอยู่ 1 ฉบับที่แสดงให้เห็นภาพความคิด ในหัวของเหล่าผู้คนที่เข้าไปร่วมเชียร์บอลเชวิก มันเป็นจดหมายของเรย์ม่อน โรบิ้นส์ (Raymond Robins) ผู้ช่วยของทอมป์สัน ซึ่งเขียนถึง บรูซ ล็อคฮาร์ต สายลับของอังกฤษ และเป็นสายสืบของลอร์ด มิลเนอร์ แห่งสมาคม Round Table
“….คุณคงจะได้ยินผู้คนเขาพูดกันว่า ผมเป็นตัวแทนของพวกวอลสตรีท และผมเป็นขี้ข้ารับใช้ของ วิลเลี่ยม บี ทอมป์สัน เพื่อมาเอาเหมืองทองแดงที่แอลไท (Altai) ให้เขาและผมเองก็ได้รับที่ดินจำนวน 50,000 เอเคอร์ ตรงที่เป็นป่าไม้ที่ดีที่สุดของรัสเซีย และผมได้คว้างานสร้างทางรถไฟ(Trans-Siberian Railway) ไปเรียบร้อยแล้ว และเขายังให้ผมได้รับสัมปทานผูกขาดสำหรับแพลตินัมในรัสเซีย ทั้งหมดนี้ เป็นงานที่ผมทำอยู่ในโซเวียต… คุณคงได้ยินเรื่องพรรค์นี้ เอาล่ะ มันไม่ใช่เรื่องจริงเลยนะเพื่อน แต่สมมุติว่า ถ้ามันเป็นเรื่องจริง เรามาลองสมมุติดูว่า ผมมาอยู่ที่นี่ เพื่อมาลอกคราบรัสเซียให้กับพวกวอลสตรีท ให้กับนักธุรกิจอเมริกัน สมมุติว่า คุณเป็นหมาป่าพันธุ์อังกฤษ และผมเป็นหมาป่าพันธุ์อเมริกัน และเมื่อสงครามโลกนี้จบ เราก็คงขย้ำกันเอง เพื่อแย่งตลาดรัสเซีย ทำไมเราไม่มาเปิดใจกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างมนุษย์ทำกัน ทำไมเราไม่คิดว่า เราต่างเป็นหมาป่าที่ฉลาดทั้งคู่ และเราน่าจะรู้ว่า ถ้าเราไม่ออกล่า “ร่วมกัน” ในชั่วโมงนี้ หมาป่าพันธุ์เยอรมัน ก็คงจะกินเราเรียบทั้งคู่ และจับเราเป็นทาส…”
มันคงพอให้เรามองเห็นความคิดของทอมป์สัน และนักธุรกิจอเมริกัน และเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ ได้พอ สมควร ทอมป์สันเป็นนักการเงิน นักปั่นหุ้น แม้ว่าจะไม่มีผลประโยชน์ใดอยู่ในรัสเซีย แต่เขาก็ใช้กาชาดเป็นเครื่องมือเข้า ไปในรัสเซีย และมองเห็นโอกาส ว่าจะสร้างอิทธิพล ชักใย ครอบครอง ลอกคราบ และควบคุมรัสเซีย หลังสงครามเลิกอย่างไร โดยเขี่ยเยอรมันให้พ้นทางอย่างเบ็ดเสร็จ เขาลงทุนจ่ายเงิน เพื่อสร้างอำนาจทางการเมือง ทิ้งไว้ในรัสเซีย …เขาคือนักล่าชาวอเมริกัน ที่กำลังคิดต่อสู้กับนักล่าชาวเยอรมัน ในดินแดนที่กำลังตกเป็นเหยื่อ
ทั้งเลนินและทรอท์สกี้ ก็คงมองความคิดของนักล่าสารพัดชาติออกเช่นเดียวกัน และถือโอกาสใช้นักล่าสารพัดชาติเป็นเหยื่อ เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายของตนเองด้วย ในขณะเดียวกันพวกบอลเชวิก เอง ก็มองออกว่า ตัวแทนของมหาอำนาจตะวันตก ที่ส่งมาประจำที่เพตโทรกราด ไม่ได้ชอบและสนับสนุนพวกเขา โดยเฉพาะตัวแทนจากอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส
อเมริกามีตัวแทนคือ ทูตฟรานซิส ซึ่งแสดงความไม่พอใจพวกปฏิวัติอย่างเปิดเผยมาตลอด แถมให้คำ แนะนำไปทางวอชิงตัน สวนทางกับพวกวอลสตรีทเสมอ ส่วนอังกฤษมีตัวแทนคือ เซอร์เจมส์ บูแคแนน (Sir James Buchanan) ซึ่งข่าวว่า ยังผูกพันอยู่กับพวกราชวงศ์ซาร์ที่ถูกปฏิวัติไปแล้ว แต่ภายหลังก็ดูเหมือนจะให้การสนับสนุนกับกลุ่มเคเรนสกี้ ซึ่งพวกอังกฤษคิดว่า จะทำให้รัสเซียกลับเข้าร่วมทำสงครามสู้กับเยอรมันต่อไป ส่วนฝรั่งเศสมีตัวแทนคือ ทูตพาลีโอลอค (Paleologue) ซึ่งแสดงอาการต่อ ต้านพวกบอลเชวิกอย่างเปิดเผย
แต่พอถึงต้นปี ค.ศ.1918 ก็มีการส่งตัวแสดงใหม่ 3 คน มาเข้าฉากและทั้ง 3 คน กลายเป็นตัวแทนตัวจริง ของมหาอำนาจตะวันตก และทำให้พวกตัวแทน ที่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการหมดท่า หลุดไปจากเส้นทางการติดต่อโดยสิ้นเชิง เขาฉีกบทเปลี่ยนตัวใหม่ เอาหมาป่ามาใช้แทน หมาบ้าน เพื่อเตรียมฉีกเนื้อรัสเซีย ก่อนหมาป่าพันธุ์เยอรมันจะมาคาบไปเรย์มอนด์ โรบินส์ ซึ่งรับหน้าที่ดูแลกิจกรรมกาชาดอเมริกันต่อจาก วิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน เมื่อต้นเดือนธันวาคม ค.ศ.1917 แต่ดูเหมือนโรบินส์ จะให้ความสนใจและดำเนินกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การค้าและการเมืองของรัสเซียมากกว่า กิจกรรมบรรเทา ทุกข์ให้คนรัสเซีย
วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.1917 โรบินส์ส่งโทรเลขไปถึงหุ้นส่วนมอร์แกนคือ นายเฮนรี่ เดวิสัน (Henry Davison) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะกิจกรรมกาชาดอเมริกันชั่วคราวว่า “โปรดเร่งให้ประธานาธิบ ดี เริ่มมีการติดต่อกับพวกบอลเชวิกด้วย”
วันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1918 โรบิ้นส์ ส่งโทรเลขไปหา ทอมป์สัน ที่นิวยอร์ก (NewYork)
“รัฐบาลโซเวียตมั่นคงขึ้นทุกวัน พวกเขามีอำนาจเพิ่มขึ้น หลังจากมีการรวมตัวกันได้ จากการปิดสภา แต่ผมไม่สามารถจะผลักดันได้แรงกว่านี้ ให้เห็นถึงความสำคัญของการรับรองรัฐบาลบอลเชวิก ทางซิสสัน (Sisson) เห็นด้วยกับข้อความนี้ ขอให้ท่านช่วยนำโทรเลขนี้แสดงกับครีล (Creel) ด้วย แทตเชอร์และเวิร์ดเวลล์ก็เห็นพ้องด้วย”
การพยายามผลักดันให้กับพวกบอลเชวิก อย่างไม่หยุดยั้งของโรบิ้นส์ ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชมในพวกบอลเชวิก และมีอิทธิพลทางการเมืองพอสมควร แต่ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีรายงานส่งมาทางวอซิงตันว่าโรบิ้นส์ เองก็เป็นบอลเชวิกไปแล้ว เช่น โทรเลขที่มาจากโคเปนเฮเกน ลงวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.1918 :
ลับสุดยอดจากคำยืนยันของราเด็ค (Radek) ที่ให้กับจอร์จ เดอ พัตพูรี (George de Patpourrie) กงสุลของออสเตรียฮังการีประจำมอสโคว์บอกว่า นายพลโรบินส์ ไอ้โจรร้ายของกาชาดอเมริกันที่มารัสเซีย ขณะนี้อยู่ที่มอสโคว์ เป็นตัวกลางในการเจรจา ระหว่างรัฐบาลโซเวียตโดยผ่านพวกบอลเชวิก ให้กับพรรคพวกของตัวในอเมริกา มีผู้คนหลายฝ่ายเห็นว่า นายพลโรบินส์เองก็เป็นพวกบอลเชวิก ใน ขณะที่บางฝ่ายก็บอกว่าไม่ใช่ แต่กิจกรรมที่เขากำลังดำเนินอยู่ในรัสเซีย มันตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ ของรัฐบาลทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง
เอกสารในแฟ้มสำนักงาน Soviet Bureau ในนิวยอร์ค ที่คณะกรรมาธิการ Lusk Committee ยึดมาได้ในปี ค.ศ.1919 ยืนยันว่า ทั้งโรบินส์และภรรยาเขา มีกิจกรรมใกล้ชิดกับพวกบอลเชวิก ในอเมริกาและมีส่วนร่วมในการตั้งสำนักงาน Soviet Bureau ในนิวยอร์ก
ฝ่ายรัฐบาลอังกฤษก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปรัสเซีย เพื่อประสานงานอย่างไม่เป็นทางการกับพวกบอลเชวิก เช่น เดียวกัน โดยส่งนายบรูซ ล็อคฮาร์ต (Bruce Lockhart) สายลับที่พูดภาษารัสเซียได้คล่องแคล่ว ล็อคฮาร์ตก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกับโรบินส์ เขาก็เหมือนเป็นโรบิ้นส์ ก๊อบปี้อังกฤษนั่นแหละ
แต่ต่างกับโรบินส์ตรงที่ล็อคฮาร์ต ต่อสายตรงถึงกระทรวงต่างประเทศอังกฤษได้ แม้ล็อคฮาร์ตจะไม่ได้ถูกส่งตัวไปโดยกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ หรือรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ แต่ล็อคฮาร์ต ถูกเลือกและส่งไปปฏิบัติภารกิจในรัสเซีย ตามคำสั่งของลอร์ด มิลเนอร์ แห่งสมาคม Round Table ซึ่งนายก รัฐมนตรีอังกฤษลอยด์ จอร์จ ก็เห็นชอบด้วย ดูเหมือนในที่สุดแล้วรัฐบาลอังกฤษ จะเล่นเรื่องรัสเซียอย่างไม่กลัวคนนินทา
แม็กซิม ลิตวินอฟ (Maxim Litvinov) ซึ่งเป็นตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการ ของโซเวียตประจำอยู่ที่อังกฤษ ได้เขียนจดหมายแนะนำตัวล็อคฮาร์ตแก่ทรอท์สกี้ว่า
“…แม้ว่าเขาเป็นสายลับของอังกฤษ แต่เป็นคนที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา และมีความเข้าใจในสถานะและเห็นใจพวกเรา…”
เป้าหมายของมิลเนอร์ น่าจะเป็นการหาลู่ทางเพื่อทำธุรกิจในภาคใต้ของรัสเซียและส่วนอื่นๆ ไม่ต่างกับที่ มอร์แกนแห่งนิวยอร์ก กำลังทำอยู่
ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสก็ส่งฌากส์ ซาดูล (Jaques Sadoul) ซึ่งเปิดเผยว่าเขาเป็นพวกบอลเชวิก แถมเป็นเพื่อนเก่าแก่กับทรอท์สกี้อีกด้วย
สรุปรัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ ถอนอำนาจของตัวแทนทางการทูตอย่างเป็นทางการของตนเอง ที่ส่งไป
ประจำที่เพตโทรกราด และส่งตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เอียงไปทางพวกบอลเชวิก ให้ไปทำหน้าที่แทน
และในที่สุด แม้ว่าจะมีผู้คัดค้านและตั้งคำถามมากมาย ประธานาธิบดีวิลสัน ก็ยอมเปิดหน้า ให้การรับ รองรัฐบาลบอลเชวิก การรับรองนี้มาจากการกดดันของกลุ่มวอลสตรีท โดยเฉพาะมาจาก American International Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่กลุ่มมอร์แกนมีอำนาจควบคุม