แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

ตอน 3

หัวโจก 1

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 อาณาจักรของธุรกิจการเงิน การอุตสาหกรรมและการค้าของอเมริกา ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่ 2 กลุ่ม คือ Standard Oil- Rockefeller Enterprise กลุ่มหนึ่ง และมอร์แกนอีกกลุ่มหนึ่ง ยักษ์ใหญ่ 2 กลุ่ม น่าจะตีกัน แต่แปลกนอกจากไม่ตีกันแล้ว ยังจับมือร่วมกัน เพื่อครอบงำอาณาจักรธุรกิจของอเมริกาอีกด้วย โดยใช้วิธีการถือหุ้น และเป็นกรรมการบริษัท ไขว้กันไปมา มันเป็นการครอบงำที่แนบเนียน ยากที่คนภายนอกจะดูออก

กลุ่มร้อกกี้เฟลเลอร์ เน้นการผูกขาดด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมัน Standard Oil ที่ใหญ่คับอเมริกา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน รวมทั้ง ลงทุนในการสร้างทางรถไฟ พร้อมถือหุ้นส่วนใหญ่ใน กองทุนทองแดง กองทุนถลุงแร่ กองทุนยาสูบ แค่นั้นคงใหญ่ไม่พอ กลุ่มนี้จึงไปถือหุ้น ส่วนใหญ่ใน National City Bank ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุด และรวมไปถึงบริษัทเงินทุนใหญ่ของอเมริกาคือ United State Trust Company และ Hanover Nation Bank และบริษัทประกันชีวิตระดับใหญ่ต่างๆ อีกด้วย

ส่วนกลุ่มมอร์แกน เน้นการผูกขาดด้านอุตสาหกรรมเหล็ก การขนส่งทางเรือ การสร้างทางรถไฟ อุตสาหกรรมด้านเครื่องไฟฟ้า รวมถึง General Electric ยางพารา และสถาบันการเงิน เช่น National Bank of Commerce, the Chase National Bank, New York Life Insurance และ Guaranty Trust Company ที่มีบทบาทสำคัญ

เจ พี มอร์แกน และ Guaranty Trust ถูกพาดพิง ว่าพัวพันเกือบตลอดระยะเวลา และเกือบทุกเรื่อง ราว เกี่ยวกับการปฏิวัติรัสเซียนี้ มารู้จักประวัติของเขากันหน่อย

ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่ม Guaranty Trust ยังเป็นของพวกตระกูลแฮร์รี่แมน (Harriman) แต่เมื่อพี่ใหญ่ เอ็ดเวิร์ด เฮนรี่ แฮร์รี่แมน (Edward Henry Harriman) ตายในปี ค.ศ.1909 มอร์แกน และพวก จึงเข้าไปกวาดซื้อหุ้นทั้งหมดของแฮร์รี่แมน และกลายเป็นเจ้าของ Guaranty Trust รวมทั้งบริษัทประกันในเครือแทน ต่อมาในปีเดียวกัน มอร์แกน ก็ไล่ซื้อหุ้นของบริษัทอื่นๆ เพิ่มอีกและเอาเข้ามาอยู่ในชื่อของ Guaranty Trust หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 Guaranty Trust และBankers Trust จึงเป็นบริษัท ทรัสต์ ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง และอันดับสองของอเมริกา และทั้ง 2 กลุ่มบริษัทเป็นของกลุ่มทุนมอร์แกน

เห็นใยแมงมุมคร่าวๆ ของธุรกิจ ของยักษ์ ทั้ง 2 กลุ่ม ในช่วงแรกแล้วนะครับ

ยักษ์ทั้ง 2 กลุ่ม ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพัน กับการสนับสนุนเงินทุนให้กับพวกปฏิวัติบอลเชวิก ตั้งแต่ก่อน ค.ศ.1917 แล้วไม่มากก็น้อย

มีบันทึกแสดงว่า ค.ศ.1913 สำนักงานกฎหมาย Sullivan & Cromwell มีส่วนสนับสนุนการปฏิวัติของปานามา เรื่องนี้อยู่ในบันทึกการไต่สวนของรัฐสภาในปีค.ศ.1913 ซึ่งชี้แจงโดยสมาชิกสภานายเรนนี่  (Rainey)

“…การปฏิวัติที่เกี่ยวกับช่องแคบปานามา ถ้าไม่ใช่เพราะรัฐบาล(อเมริกา) นี้เข้าไปมีส่วนแล้ว การปฏิวัติก็คงทำไม่สำเร็จแน่ มันเป็นการกระทำของรัฐบาลนี้ ที่ผิดตามสนธิสัญญา ค.ศ.1846 มันเป็นการปฏิวัติ ที่ทำโดยนักปฏิวัติชาวปานามา 10 ถึง 12 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท Panama Railroad & Steamship ซึ่งทำงานอยู่ในนิวยอร์ค และอยู่ในความดูแลของนายวิลเลี่ยม เนลสัน ครอมเวลล์(William Nelson Cromwell) และพวกเจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศในวอชิงตัน บุคคลเหล่านี้  รู้เรื่องการปฏิวัติที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างดี วัตถุประสงค์ของการปฏิวัติ ก็เพื่อเข้าไปยึดโคลัมเบีย เพื่อจะครอบครอง คลองปานามาด้วยการใช้เงิน 40 ล้านเหรียญ”

“ผมจะเสนอข้อพิสูจน์ เป็นเอกสารที่ประกาศอิสรภาพ ซึ่งประกาศในปานามาวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1903  …มันเป็นเอกสารซึ่งจัดเตรียมขึ้นในนครนิวยอร์คโดยสำนักงานของเนลสัน ครอมเวลล์…” 

เอกสารตัวอย่างอีกรายการ ที่แสดงให้เห็น ถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติของพวกวอลสตรีท (Wall Street) ที่ดำเนินการในนิวยอร์กคือ การปฏิวัติในจีน ปี ค.ศ.1912 ซึ่งนำโดยนายซุนยัดเซ็น (Sun Yat-sen) แม้ว่าสุดท้ายแล้ว การเข้าไปยุ่งกับการปฏิวัติของกลุ่มนักการเงินนี้ จะได้รับผลตอบ แทนอย่างไร จะยังไม่เห็นชัด แต่เจตนาและบทบาทของนักการเงินนิวยอร์คเหล่านั้น ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด ถึงจำนวนเงิน ข้อมูลของสมาคมลับทางฝั่งจีนที่ให้ร่วมมือ รวมทั้งมีรายการส่งอาวุธที่ต้องการให้ซื้อและส่งให้ทางเรือด้วย

กลุ่มนักการเงินนิวยอร์คที่ร่วมกันปฏิวัติกับซุนยัดเซ็นมีชื่อนายชาร์ลส์ บี ฮิลล์ (Charles B. Hill) ทนายจากสำนักงาน Hunt, Hill & Betts ซึ่งในปี ค.ศ.1912 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 165 ถนนบรอดเวย์ นิวยอร์ก แต่ในปี ค.ศ.1917 ย้ายไปอยู่ที่ 120 บรอดเวย์

นายชาร์ลส์ บี ฮิล์ลนี้ เป็นกรรมการของหลายบริษัทในเครือ Westinghouse, Bryant Electric, Perkins Electric Switch และ Westinghouse Lamp ทั้งหมดเป็นบริษัทในเครือของWestinghouse Electric ที่มีสำนักงานในนิวยอร์ก อยู่ที่เลขที่ 120 Broadway และนายชาร์ลส์ อาร์ เครน ผู้ที่จัดตั้งบริษัทในเครือ Westinghouse ในรัสเซีย ก็เป็นที่รู้กันดีว่า เขามีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำปฏิวัติของพวกบอลเชวิก และเขาก็เดินทางไปรัสเซีย พร้อมกับกลุ่มของทรอท์สกี้ในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ.1917

การดำเนินงานของ Hill Syndicate ที่เมืองจีนในปี ค.ศ.1910 ถูกบันทึกไว้ในหลักฐาน เรียกว่าLaurence Boothe Papers ที่เก็บอยู่ใน Hoover Institute เอกสารชุดนี้มี 110 รายการ รวมทั้งจดหมายของซุนยัดเซ็น ที่ติดต่อกับชาวอเมริกันที่หนุนหลังเขา และเพื่อเป็นการตอบแทนที่พวกอเมริกันสนับสนุนทางการเงิน ซุนยัดเซ็นสัญญากับ Hill Syndicate ที่จะจัดการให้สัมปทานรถไฟ ธนาคาร และสัมปทานการค้าอีกหลายรายการ หลังจากการปฏิวัติที่จีนทำสำเร็จ

อีกกรณีที่แสดงว่า เป็นการปฏิวัติ ที่มีการสนับสนุนโดยกลุ่มธุรกิจการเงินในนิวยอร์ค คือ การปฏิวัติที่เม็กซิโก (Mexico) ใน ปี ค.ศ.1915-ค.ศ.1916 สายลับชาวเยอรมันซึ่งอาศัยอยู่ในอเมริกา ถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีในนิวยอร์คเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1917 ว่า ได้มีการพยายามโยงเอารัฐบาลอเมริกัน ไปเกี่ยวพันกับเม็กซิโกและญี่ปุ่น โดยพยายามขนย้ายอาวุธยุทธภัณฑ์ ที่จัดส่งไปให้สัมพันธ มิตรในยุโรป โดยมีการจ่ายเงิน ให้ส่งอาวุธนั้นไปให้นักปฏิวัติชาวเม็กซิกันคือพานโช่ วิลล่า (Pancho Villa) แทน โดยการจ่ายเงินผ่าน Guaranty Trust เป็นจำนวนเงิน 380,000 เหรียญ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางปี ค.ศ.1915

การเกี่ยวพันของกลุ่มวอลสตรีท กับการปฏิวัติของเม็กซิกันนี้ ได้ปรากฏอยู่ในจดหมายของนายลินคอล์น สเตฟเฟนส์ (Lincoln Steffens) คอมมิวนิสต์อเมริกันที่มีไปถึงผู้พันเฮาส์ (Colonel House)ที่ปรึกษาสุดใหญ่ของประธานาธิบดีวิลสัน Wilson และได้มีการรายงานอยู่ใน นสพ. New York Times เรื่อง “Texas Revolution” ว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างพวกเยอรมันกับพวกบอลเชวิก

และจากการให้การของจอห์น เอ วอลล์ (John A Walls) อัยการเขตประจำเมืองบราวน์สวิลล์ เท็กซัส(Brownsville Texas) ต่อคณะกรรมาธิการ 1919 Fall Committee ซึ่งส่งมอบเอกสาร ที่มีหลักฐานแสดงว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ในอเมริกา, พวกบอลเชวิก, กลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวเยอรมัน และกองกำลังของคาร์เรนซ่า (Carranza) ในเม็กซิโก

รัฐบาลคาร์เรนซ่านี้ได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลแรกในโลกที่มีการปกครองที่ใช้รัฐธรรมนูญแบบเดียวกับของโซเวียต (ซึ่งร่างตามแบบของทรอท์สกี้) และได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มวอลสตรีทให้เป็นรัฐบาล

การปฏิวัติคาร์เรนซ่าไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธยุทธภัณฑ์จากอเมริกา และไม่สามารถจะอยู่ในอำนาจได้นาน ถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากอเมริกา

การปฏิวัติรัสเซียของกลุ่มบอลเชวิก ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มี นายธนาคารชาวสวีเดน โอลอฟ อาช์ดเบิร์ก 

(Olof Aschberg) เป็นตัวกลางประสานให้กลุ่มวอลสตรีท กับอีกหลายๆ ฝ่ายก็คงไม่สำเร็จเหมือนกัน

หัวโจก  2

ยุโรปเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1914 ส่วนอเมริกายังไม่เข้าร่วมทำสงครามโลก และประกาศตัวเป็นกลางภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศที่ประกาศตัวเป็นกลางไม่สามารถให้เงินกู้ กับประเทศที่กำลังทำสงครามได้ มันเป็นเรื่องของการขัดต่อกฎหมายและขัดศีลธรรม แต่ดูเหมือนกลุ่มวอลสตรีท และอเมริกาจะไม่เห็นว่า 2 เรื่องนี้ เป็นปัญหาแต่อย่างใด

และน้อยคนที่จะรู้ว่า เมื่ออังกฤษจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น อังกฤษเองก็กำลังถังแตก เงินคงคลังหมดเกลี้ยง รัฐบาลอังกฤษปิดปากแน่นสนิท ไม่ให้ประชาชนและสื่อรู้เรื่อง… แต่อังกฤษก็ยังเดินหน้าตาม แผน….เข้าสู่สงครามโลก เนื่องจากมีเป้าหมายชัดเจนที่จะขจัดเยอรมัน ให้ออกไปจากเส้นทางตามแผนสู่การ เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่อังกฤษวางไว้ แค่เป็นจักรภพอังกฤษ มันคงใหญ่ไม่พอ สำหรับชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย

อังกฤษทำได้อย่างไร ทำสงครามทั้งๆที่ไม่มีเงิน อังกฤษทำได้เพราะมีกลุ่มมอร์แกนจัดการให้

มอร์แกนได้รับมอบหมายจากอังกฤษ ให้ทำหน้าที่ เป็นตัวแทนแต่ผู้เดียวของอังกฤษเพื่อระดมทุน โดยการออกพันธบัตรสงคราม (War Bond) ในปี ค.ศ.1915 แถมระดมทุนเผื่อฝรั่งเศสอีกด้วย อังกฤษรวม ทั้งฝรั่งเศส เข้าสู่สงครามโลกด้วยการกู้ยืมเงินจากอเมริกา ที่บอกว่าเป็นกลางและไม่ร่วมทำสงครามด้วย!

เจ พี มอร์แกน ตะแบงว่าไม่ใช่เป็นเงินให้กู้เพื่อทำสงคราม แต่เป็นเพียงวิธีการจัดการ เพื่อให้เอาเงินไปใช้ในด้าน “การค้าขายระหว่างประเทศ” เท่านั้น มีปัญหาไหม

จะมีปัญหาได้อย่างไร เพราะผู้ที่ออกมาอธิบาย สนับสนุนการออกพันธบัตร War Bond ของมอร์แกนคือ ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ของอเมริกา

ประธานาธิบดีวิลสัน ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้รับประกันการขายพันธบัตร (underwriter) เขาบอกว่า มันเป็นพันธบัตรที่ออกขายในอเมริกา เพื่อนำเงินที่ได้จากการขาย ไปให้รัฐบาลต่างชาติ ใช้เป็นเงินคงคลัง หรือเงินเก็บน่ะ เขาไม่ได้เอาไปใช้ในการสงครามในทางปฏิบัติ อังกฤษและฝรั่งเศสนำเงินที่ได้รับลงบัญชีเป็นเงินฝากในประเทศของตัว และใช้เป็นหลักประกันในการสั่งซื้อสินค้าและยุทธภัณฑ์ต่างๆ จากอเมริกา เพื่อใช้ในการทำสงคราม มันผิดกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นกลางตรงไหน

นี่มันเรื่อง 100 ปีมาแล้ว แต่ไอ้พวกหัวแหลมมันยังคิดตะแบงได้ขนาดนี้ แล้วเดี๋ยวนี้มันจะพลิกแพลงกันขนาดไหน แต่สมันน้อยไทยแลนด์ อย่าเพิ่งขวัญอ่อนตกใจเกินไป มันก็ใช้สูตรเดิมๆ นั่นแหละ แค่เปลี่ยนชื่อเรียก เติมลูกเล่น สลับขั้นตอนเข้าไปอีกหน่อย แค่นั้นเราก็มึน คิดตามมันกันไม่ทันไปค่อนโลก แต่ถ้าเราไม่ว่าง่ายเชื่อมันไปหมด ในสิ่งที่มันสร้างมาหลอกเรา เราก็รู้ทันมันได้ ฝรั่งมันไม่ได้ฉลาดเก่งกว่าเรานักหรอกครับ

แค่ออกพันธบัตร War Bond ให้อังกฤษกับฝรั่งเศส สงครามโลกคงไม่ได้เกิดขึ้นตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น กลุ่มนักการเงินของอเมริกา จึงต้องสนับสนุนเงินกู้ให้รัสเซียด้วย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัส เพื่อให้มีเงินมาร่วมทำสงครามสู้กับฝ่ายเยอรมัน ตามที่ฝ่ายสัมพันธมิตร หรืออังกฤษต้องการ

เจ้ามือให้เงินกู้ลูกค้ารอบวงแบบนี้ เจ้ามือคงปิดทางเจ๊งไว้เรียบร้อยแล้ว

มีหลักฐานเป็นเอกสารของกระทรวงต่างประเทศที่แสดงว่า National City Bank ซึ่งมีกลุ่ม สติลล์แมน(Stillman) และร้อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของและ Guaranty Trust ซึ่งเป็นของกลุ่มมอร์แกน ได้ร่วมกันให้เงินกู้ก้อนใหญ่แก่ รัสเซีย ก่อนที่อเมริกาจะเข้าสู่สงครามและเป็นการให้กู้ หลังจากที่กระทรวงต่าง ประเทศ ได้แจ้งกับกลุ่มผู้ให้กู้ว่า เป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

หัวโจก 3

นายโอลอฟ อาช์ดเบิร์ก หรือที่พวกสื่อเรียกเขาว่า “Bolsheviks Banker” นายธนาคารของพวกบอลเชวิก เป็นชาวสวีเดน และเป็นเจ้าของธนาคาร “Nya Banken” ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1912 ที่เมืองสต็อคโฮล์ม บรรดากรรมการของ Nya Banken เป็นพวกไฮโซ ในวงการธุรกิจและสังคมในสวีเดนทั้งนั้น แต่ในปี ค.ศ.1918 Nya Banken ก็ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ขึ้นบัญชีดำ เนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่า ให้การสนับ สนุน ทางการเงินแก่เยอรมัน คู่ต่อสู้ของฝ่ายสัมพันธมิตร

แต่นายโอลอฟ อาช์คเบิร์ก ไม่เดือดร้อน เขาเลี่ยงบัญชีดำโดยเปลี่ยนชื่อ Nya Banken เป็น Svensk Ekonomiebolaget (ชื่อยาวชะมัด) แต่เขาก็ยังเป็นเจ้าของ และมีอำนาจจัดการอยู่เหมือนเดิม ธนาคารตัวแทนของ Nya Bank ที่ลอนดอนคือ British Bank of North Commerce ซึ่งประธานคือลอร์ด เอิร์ล เกรย์ (Lord Earl Grey) ซึ่งเป็นเพื่อนของนายเซซิล โรดส์ Cecil Rhodes แห่งสมาคมRound Table ที่มีอิทธิพลสูงในอังกฤษ ที่เกือบจะเหมือนเป็นรัฐบาลเงาของอังกฤษอยู่แล้ว แบบนี้โอลอฟ อาช์คเบิร์ก คงไม่ต้องเกรงใจใคร

ทำท่าจะเป็นเรื่องเล่นกันรอบวง ไม่มีใครตกหล่น หมาหมู่ รุมกันตื้บ ร่วมกันโกง แย่งกันกิน สันดานแบบนี้ บางที ร้อยปีก็แก้ไม่หาย

ส่วนแวดวงธุรกิจของโอลอฟ อาช์คเบิร์กก็ไม่ใช่ธรรมดา ผู้ที่เขาคบค้าเป็นพวกหัวแถวมีอิทธิพลในสมัยนั้นทั้งนั้นเช่นนายคราสซิน (Krassin) ซึ่งเป็นผู้จัดการของ Siemens ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมของเยอรมันที่เมืองเพตโทรกราด นายคาร์ล เฟอร์สเทนเบิร์ก (Carl Furstenberg) รัฐมนตรีคลังของรัฐบาลบอลเชวิก ชุดแรก และนายแม็กซ์ เมย์ (Max May) ชาวเยอรมันรองประธานฝ่ายต่างประเทศของ Guaranty Trust of New York ซึ่งโอลอฟ อาช์คเบิร์ก ประจบประแจงชนิดแทบจะเอาลิ้นเช็ดรองเท้าให้

ในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ.1916 โอลอฟ อาช์คเบิร์กเดินทางไปนิวยอร์คในฐานะเจ้าของ Nya Bankenและในฐานะตัวแทนของนายปิแอร์ บาร์ค (Pierre Bark) รัฐมนตรีคลังของพระเจ้าซาร์นิโคลัสเรียกว่า ไปแบบฟอร์มใหญ่

หนังสือพิมพ์ New York Time ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.1916 ลงข่าวว่า อาช์คเบิร์กมานิวยอร์คเพื่อเจรจาเงินกู้ 50 ล้านเหรียญให้แก่พระเจ้าซาร์ของรัสเซีย กับกลุ่มธนาคารอเมริกัน ซึ่งนำโดย National City Bank ซึ่งใช้วิธีออกพันธบัตรให้ผู้กู้ 50 ล้านเหรียญ กินดอกเบี้ยจากผู้กู้ และเอาพันธบัตรนั้นมาขายต่อในตลาดทุนของอเมริกา ทำกำไรอีกต่อหนึ่ง

ขณะเดียวกับที่เงินกู้ของรัสเซีย ภายใต้การปกครองของพระเจ้าซาร์ กำลังขายว่อนกันอยู่ในตลาดทุนนิวยอร์ค…. Nya Banken และโอลอฟ อาช์คเบิร์ก ก็ส่งเงินอีกจำนวนที่รับมาจากรัฐบาลเยอรมัน ไปให้นักปฏิวัติชาวรัสเซีย ผู้ซึ่งจะไปล้มคณะผู้บริหารชุดเคเรนสกี้ และเอาพวกบอลเชวิกเข้ามาแทน!

หลักฐานที่แสดงว่าโอลอฟ อาช์คเบิร์ก เป็นเครือข่ายใกล้ชิด ที่สนับสนุนเงินทุนให้แก่ Bolsheviks Revolution มาจากหลายแหล่ง

แต่เอกสารที่แสดงให้เห็นชัดถึง ความเกี่ยวข้องของ Nya Banken คือในเอกสารชื่อ “The Charges Against the Bolsheviks” ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นในสมัยของเคเรนสกี้ โดยเฉพาะเอกสารชิ้นหนึ่งที่ลงชื่อโดย นายเกรเกอรี่ อเล็กซินสกี้ (Gregory Alexinsky) อดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งระบุถึงการโอนเงิน บางส่วนไว้ดังนี้ :

“เกี่ยวกับเรื่องข้อมูล ที่เพิ่งจะได้รับเดี๋ยวนี้ ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องการให้เงินใน สต็อคโฮล์ม คือ บอลเชวิก เจคอบ เฟอร์สเทนเบิร์ก (Bolsheviks Jacob Furstenberg) หรือที่รู้จักกันดี ในนาม ไฮเนคกี้ “Hanecki” และพาร์วุส (Parvus) (ดร. เฮลป์ฟันด์ Dr. Helphand) ใน เพตโทรกราด ทนายของบอลเชวิก, เอ็ม ยู คอสลอฟสกี้ M.U. Kozlovsky … คอสลอฟสกี้ เป็นหัวหน้าในการรับเงินของพวกเยอรมัน และโอนจากเบอร์ลินผ่าน Disconto Gesellschaft มาที่สต็อคโฮล์ม ผ่านมาเข้าที่ Siberian Bank ในเพตโทรกราด ซึ่งขณะนี้เงินในบัญชีดังกล่าว มีเกินกว่า 2 ล้านรูเบิล เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ได้ตรวจสอบพบว่า มีโทรเลขติดต่อกัน ระหว่างตัวแทนเยอรมันและหัวหน้า บอลเชวิก เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองและการสนับสนุนทางการเงินด้วย”

หลายปีต่อมาประมาณปี ค.ศ.1922 โซเวียตได้ตั้งธนาคารระหว่างประเทศ ขึ้นเป็นครั้งแรกชื่อ

Ruskombank (Foreign Commercial Bank หรือ Bank of Foreign Commerce) ผู้ร่วมทุนของธนาคารนี้ มีเยอรมัน สวีเดน อเมริกา และอังกฤษ และมีนายโอลอฟ อาช์คเบิร์ก เป็นประธาน ส่วนกรรมการอื่นๆ มีทั้งตัวแทนธนาคารตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์ยังมีอำนาจ ตัวแทนจากเยอรมัน ตัวแทนจากสวีเดน ตัวแทนของธนาคารอเมริกัน และตัวแทนของสหภาพโซเวียต

สถานทูตอเมริกาในสต็อคโฮล์ม รายงานไปทางวอซิงตันในเรื่องนี้ และขอให้ตรวจสอบเครดิตของ อาช์คเบิร์ก ซึ่งมีข่าวว่า “แย่มาก”

ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ.1922 มีการพบกันที่เบอร์ลิน ระหว่างโอลอฟ อาช์คเบิร์ก กับเอมิล วิตเทนเบิร์ก(Emil Wittenberg) กรรมการของ Nationalbank fur Deutschland และนายชายน์มันน์(Scheinmann) ประธาน Russian State Bank เพื่อหารือ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเยอรมันในRuskombank หลังจากนั้นทั้ง 3 คน ก็เดินทางไปสต็อคโฮล์ม และพบกับนายแม็กซ์ เมย์ รองประธานของ Guaranty Trust และมีการตกลงกันให้แม็กซ์ เมย์ มาเป็นหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศของRuskombank

แน่นอนตัวแทนของ Ruskombank ในอเมริกาคือ Guaranty Trust แต่แล้วในต้นปี ค.ศ.1924 เกิดการงัดข้อกัน ระหว่าง Ruskombank กับสำนักงานตัวแทนการค้าของโซเวียต (Soviet Foreign-Trade Commissariat) และโอลอฟ อาช์คเบิร์ก ก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ที่ Ruskombank โดยถูกกล่าวหาว่าใช้เงินของธนาคารอย่างไม่สุจริต

ภายหลัง Ruskombank เปลี่ยนชื่อเป็น Vneshtorg

หัวโจก  4

นอกจากจะเลี่ยงกฎหมายให้เงินกู้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส เพื่อเข้าทำสงครามสู้กับเยอรมันแล้ว กลุ่มการ เงินของอเมริกา ยังให้เงินกู้กับรัสเซียตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัส เพื่อเข้าร่วมกลุ่มกับอังกฤษ ฝรั่งเศส ทำสงครามกับฝ่ายเยอรมันด้วย และเมื่อพระเจ้าซาร์ถูกปฏิวัติโค่นล้ม เงินทุนที่ใช้ในการปฏิวัติโค่นพระเจ้าซาร์ ก็มารู้กันภายหลังอีกว่า มาจากเงินทุนของกลุ่มนักการเงินของอเมริกา กลุ่มเดิมนั่นแหละ มันชั่วอย่างเหลือเชื่อจริงๆ

แต่อย่าเพิ่งนึกว่า อเมริกาทำชั่วได้เพียงเท่านี้

ระหว่างที่กำลังทำสงครามโลกนั้น เยอรมันก็พยายามหาเงินกู้ เพื่อเอามาใช้ปฏิบัติงานด้านข่าวกรอง และจารกรรมทั้งในอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ แต่เราคงจะนึกไม่ถึงว่า เงินกู้ที่เยอรมันได้มานั้น ก็มาจากแหล่งเงินกู้กลุ่มเดิมคือ Guaranty Trust และ American International Corporation ซึ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดการ ก่อนและหลังการปฏิวัติของพวก บอลเชวิก และรัฐบาลเยอรมัน ก็มีส่วนสนับสนุนการปฏิวัติของพวกบอลเชวิก ผ่านนักปฏิวัติกลุ่มเลนิน

รายงานการให้เงินกู้แก่พวกเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ของกลุ่มธนาคารอเมริกัน ได้ถูกส่งไปให้คณะกรรมาธิการ 1919 Overman Committee ของวุฒิสมาชิกอเมริกา มันเป็นรายงาน ที่ฝ่ายข่าวกรองของอเมริกา สรุปมาจากคำให้การของนายคาร์ล เฮย์เนน (Karl Heynen) ซึ่งเดินทางเข้ามาในอเมริกาในเดือนเมษายน ค.ศ.1915 โดยอ้างว่า เพื่อมาช่วย ดร.อัลเบิร์ต (Dr. Albert) เกี่ยวกับธุรกิจและการเงินของรัฐบาลเยอรมัน หน้าที่ที่เขาแจ้งกับทางการไว้คือ ดูแลการขนส่งสินค้าจากอเมริกา ผ่านสวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และฮอลแลนด์ไปให้เยอรมัน

เงินกู้รายใหญ่ๆ ของเยอรมัน ที่มาจากแหล่งเงินกู้ในอเมริกาช่วงปี ค.ศ.1915 ถึง ค.ศ.1918 ตามคำให้การของเฮย์เนน (Heynen) คือ

– เงินกู้จำนวนแรก 4 แสนเหรียญ ทำการกู้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1914 ให้กู้โดยคูน โลบ แอนด์โค (Kuhn, Loeb & Co) มีหลักประกันเป็นเงินฝากจำนวนเงิน 25 ล้านมาร์ค ฝากอยู่ที่แม็กซ์ เอ็ม วอร์เบิร์ก (Max M. Warburg) ในเมืองฮัมเบิร์ก (Hamburg) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของคูน โลบ แอนด์โค ที่เยอรมัน

กัปตันจอร์จ บี เลสเตอร์ (Caption George B. Lester) ของฝ่ายข่าวกรองอเมริกัน แจ้งต่อวุฒิสภาว่า เมื่อถามเฮย์เนนว่า ทำไมกู้เงินจาก Kuhn, Loeb & Co คำตอบคือ “เราเห็นว่า คูน โลบ แอนด์โค เป็นธนาคารของรัฐบาลเยอรมัน

– เงินกู้จำนวนที่สอง 1.3 ล้านเหรียญ ไม่ได้กู้โดยตรงจากอเมริกา แต่เป็นการเจรจาโดยนายนายจอห์น ไซม่อน (John Simon) ตัวแทนของ Suedeutsche Disconto-Gesellschaft เพื่อค้ำประกันการส่งสินค้าไปเยอรมัน

– เงินกู้จำนวนที่สาม มาจาก Chase National Bank (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของมอร์แกน) จำนวน 3 ล้านเหรียญ

– เงินกู้จำนวนที่สี่ มาจาก Mechanics and Metal National Bank จำนวน 1 ล้านเหรียญ

เงินกู้เหล่านี้นำไปใช้ในงานจารกรรมในอเมริกาและเม็กซิโก

เคาท์ วอน เบิร์นสตอร์ฟ (Count Von Bernstorff) ทูตเยอรมัน ที่ประจำอยู่ที่อเมริกาขณะนั้น เล่าว่า เขาสนิทกับ อดอล์ฟ วอน พาเวินสเตดต์ (Adolph Von Pavenstedt) มากจริงๆ แล้ววอน พาเวินสเตดต์ ก็สนิทกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตเยอรมันทุกคนแหละ “วอน พาเวินสเตดต์ เป็นคนที่ได้รับการเคารพอย่างสูงจากผู้คนทั่วไป เขาอาจเป็นคนเยอรมัน ที่ได้รับการเคารพสูงสุดในนิวยอร์ค ก็ว่าได้”

วอน พาเวินสเตด์ต เป็นหุ้นส่วนอาวุโสของ Armsinck & Co ซึ่งเป็นบริษัท ที่อยู่ภายใต้การบริหาร และการถือหุ้นของ American International Corporation (AIC) ที่มีคณะกรรมการ เป็นระดับเจ้าพ่อของวอลสตรีททั้งนั้น เช่น ร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller), คาห์น (Kahn), สติลแมน (Stillman), ดูปองต์ (Du Pont), วินทรอป์ (Winthrop) ฯลฯ

วอน พาเวินสเตด์ต ไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนอาวุโสของ Armsinck &Co อย่างเดียว แต่เขายังเป็นเฟืองตัวสำคัญของเครือข่ายสายลับเยอรมันในอเมริกาอีกด้วย เขาเป็นหัวหน้า ผู้ดูแล และทำหน้าที่จ่ายเงิน ให้แก่บรรดาสายลับเยอรมันในอเมริกา ตกลง Armsinck & Co ของ American International Corporation (AIC) ก็เป็นผู้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในการให้ความสนับสนุนแก่สายลับเยอรมัน ทำจารกรรมในอเมริกาเอง ในช่วงที่กำลังมีสงครามนั่นแหละ

เป็นไงครับ ชั่วถึงใจไหม

หัวโจก 5

คณะกรรมาธิการ 1919 the Senate Overman Committee ได้ลงความเห็นว่า Guaranty Trust มี บทบาทสูง และทำอย่างสม่ำเสมอ ในการสนับสนุนทางการเงินแก่เยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นการปฏิบัติตัวอย่างไม่เป็นกลาง ตามคำให้การของนายเบคเกอร์ Becker เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองของอเมริกา

ที่สำคัญการสนับสนุนทางการเงินแก่เยอรมัน ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการผิดกฎหมายเท่านั้น เพราะในขณะ เดียวกันนั้น Guaranty Trust ก็ให้การสนับสนุนทางการเงิน กับฝ่ายสัมพันธมิตรในเวลานั้นด้วย มันเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดจรรยาบรรณ อย่างร้ายแรงของGuaranty Trust อีกด้วย

แต่ฤทธิ์เดชความพลิกแพลงของนักการเงินวอลสตรีท ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ยังมีตัวละครสำคัญอีกหลายราย ที่ทำให้แผนการชั่วร้ายของกลุ่มการเงินวอลสตรีท ประสบความสำเร็จ

เคาท์ ฌาคส์ มินอตโต้ (Count Jacques Minotto) เป็นตัวละครอีกรายหนึ่ง ที่โยงการปฏิวัติบอลเชวิกในรัสเซีย กับกลุ่มธนาคารเยอรมัน และการจารกรรมในอเมริกาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กับ Guaranty Trust Company ในนิวยอร์ค

ฌาคส์ มินอตโต้ เกิดที่เบอร์ลิน พ่อเป็นชาวออสเตรียน ที่มีเชื้อเจ้า ส่วนแม่เป็นเยอรมัน มินอตโต้ เรียนหนังสือที่เบอร์ลิน เมื่อเรียนจบก็เข้าทำงานที่ Deutsche Bank ในเบอร์ลินเมื่อปี ค.ศ.1912 ทำงานที่นั่น ไม่นานเท่าไหร่ เขาก็ถูกส่งตัวมาเป็นผู้ช่วยของฮิวโก้ ชมิดต์ (Hugo Schmidt) ซึ่งเป็นกรรมการของธนาคาร และเป็นตัวแทนของ Deutsche Bank ที่นิวยอร์ค เรียกว่าเป็นเด็กเส้น อยู่นิวยอร์คได้ 1 ปี นายมินอตโต้ เด็กเส้นก็ถูกส่งไปอยู่ Deutsche Bank ที่ลอนดอน ทำให้เขาได้วนเวียนอยู่ในสังคมชั้นสูง ของนักการเมืองและนักการทูต

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มก่อตัว มินอตโต้กลับมาอยู่ที่อเมริกาและได้มีโอกาสพบกับเคาท์ วอน เบิร์น สตอร์ฟ ทูตเยอรมันประจำอเมริกา หลังจากนั้นมินอตโต้ ก็เลยเปลี่ยนที่ทำงาน ย้ายมาทำงานหน้าที่Guaranty Trust Company ในนิวยอร์กแทน และอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายแม็กซ์ เมย์ ซึ่งเป็นกรรม การด้านนโยบายฝ่ายต่างประเทศของ Guaranty Trust เป็นแม็กซ์ เมย์ ที่โอลอฟ อาช์คเบิร์ก นายธนาคารของพวกบอลเชวิก เดินตามต้อยๆ

เดือนตุลาคม ค.ศ.1914 Guaranty Trust ส่งมินอตโต้ ไปอเมริกาใต้ เพื่อไปทำการสำรวจและวิเคราะห์ สถานการณ์ทางการเมือง ธุรกิจการเงินและการค้าในแถบนั้น และก็เหมือนชีวิตในลอนดอน และนิวยอร์ก มินอตโต้พาตัวเองเข้าสู่สังคมชั้นสูง แท้จริงแล้ว ภารกิจของมินอตโต้ในลาตินอเมริกาคือ หาทางให้ Guaranty Trust สามารถเป็นตัวกลาง ในการระดมเงินทุนให้เยอรมัน แทนตลาดลอนดอน ซึ่งขณะนั้นปฏิเสธที่จะทำ เนื่องจากอังกฤษกำลังทำสงครามอยู่กับเยอรมัน

เอ๊ะ คราวนี้อังกฤษเกิดมีจรรยาบรรณ อย่าเพิ่งเข้าใจเป็นอย่างนั้น อังกฤษไม่เคยมีนิสัยอย่างนั้น และเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันมากกว่า อะไรที่จะเกิดประโยชน์กับเยอรมัน ไม่ว่าเรื่องอะไร ทางใด อังกฤษจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น เป็นอย่างนี้มากว่าร้อยปี เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่เยอรมันจะรู้ตัวหรือไม่อีกเรื่องนึง

หัวโจก 6

เมื่อมินอตโต้ เดินทางกลับมานิวยอร์ค เขากลับมาคบค้ากับเคาท์ วอน เบิร์นสตอร์ฟ ต่อและพยายาม สมัครเข้าไปอยู่ในหน่วยข่าวกรอง ของกองทัพเรืออเมริกัน แต่ไม่เป็นผล หลังจากนั้นเขาถูกจับข้อหาจัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมเยอรมัน ขณะถูกจับมินอตโต้ทำงานอยู่ที่โรงงานในชิคาโก ให้กับพ่อตาของเขา หลุยส์ สวิฟท์ (Louis Swift) เจ้าของบริษัท Swift & Co ซึ่งทำอุตสาหกรรมส่งเนื้อสัตว์แช่แข็ง พ่อ ตาใช้พันธบัตร จำนวน 50,000 เหรียญ ประกันมินอตโต้ออกมา แต่ตอนหลังคุณพ่อตาก็ถูกจับข้อหาโปรเยอรมันเช่นเดียวกัน

เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่คุณพ่อตานี้ เป็นพี่ชายของพันตรีแฮร์โรลด์ สวิฟท์ (Major Harold H. Swift) ที่ร่วมเดินทางไปเพตโทรกราด กับวิลเลี่ยม บอยส์ ทอมป์สัน ในคณะภารกิจกาชาดRed Cross Mission เพื่อรัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ที่จะเล่าต่อไปด้วย

นายโจเซฟ ไคล์โยลส์ (Josef Caillaux) เป็นนักการเมืองชื่อดังของฝรั่งเศส ที่รู้จักและเที่ยวเตร่กับมินอตโต้ ที่ลาตินอเมริกา เมื่อตอนที่มินอตโต้ ไปทำภารกิจให้ Guaranty Trust

ปี ค.ศ.1911 ไคล์โยลส์ ได้เป็นรัฐมนตรีคลัง และในปีเดียวกัน เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส และมีจอห์น ลูอิส มัลวี (John Louis Malvy) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลของเขา หลังจากนั้นไม่กี่ปีคุณนายไคล์โยลส์ ก็ปฏิบัติการฆาตกรรม นายเคลเมต (Calmette) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชื่อดังของฝรั่งเศส Figaro อัยการตั้งข้อหาว่าคุณนาย ไคล์โยลส์ฆ่าเคลเมต เพื่อปิดปากไม่ให้เคลเมตตีพิมพ์เอกสารสำคัญฉบับหนึ่ง

เหตุการณ์นี้ทำให้นายไคล์โยลส์และคุณนายใจโหด หนีออกไปจากฝรั่งเศส และไปอยู่ที่แถบลาตินอเมริกาจนมินอตโต้ได้ไปพบ และในที่สุดมินอตโต้กับครอบครัวไคล์โยลส์ ก็สนิทสนมกลมเกลียว ท่อง เที่ยวด้วยกันไปทั่วอเมริกาใต้ เมื่อได้กลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง ครอบครัวไคล์โยลส์ พักอยู่ที่เบียร์ริส (Biarritz) ในฐานะแขกของพอล โบโล่ ปาชา (Paul Bolo-Pasha) ซึ่งเป็นสายลับระดับหัวหน้าของเยอรมันที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในฝรั่งเศส

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1915 มินอตโต้เดินทางจากอิตาลีมาฝรั่งเศสและพบกับครอบครัวไคล์โยลส์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ครอบครัวไคล์โยลส์ เป็นแขกรับเชิญของโบโล่ ปาชา และพักที่เบียร์ริสอย่างเคย

ภารกิจของ โบโล่ ปาชา ที่ฝรั่งเศสคือ เพื่อทำการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเยอรมัน ผ่านหนังสือพิมพ์ชั้นนำของฝรั่งเศสคือ Le Temps และ Figaro หลังจากนั้น โบโล่ ปาชา ก็เดินทางไปนิวยอร์ค เพื่อพบกับวอน พาเวินสเตด์ต สายลับระดับหัวหน้าของเยอรมันที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในอเมริกา และเป็นผู้ที่มีสาย สัมพันธ์ระดับลึกกับ Armsinck & Co ของ Guaranty Trust ที่กลุ่มมอร์แกนเป็นเจ้าของ

มันเป็นเครือข่ายใยแมงมุม ของพวกโคตรแสบและชั่วจริงๆ

เซเวอเรนส์ จอห์นสัน (Severance Johnson) เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The Enemy Within เกี่ยวกับไคล์โยลส์และมัลวี (Malvy) ซึ่งพยายามทำการปฏิวัติที่เรียกว่า French Bolsheviks ในฝรั่งเศสปี ค.ศ.1918 แต่ไม่สำเร็จว่า “ถ้าการปฏิวัติทำสำเร็จ มัลวีก็คงจะเป็น ทรอท์สกี้แห่งฝรั่งเศส และไคล์โยลส์ก็คงจะเป็น เลนิน”

ไคล์โยลส์และมัลวีได้ร่วมกันตั้งพรรคสังคมนิยมหัวรุนแรง ขึ้นในฝรั่งเศส โดยใช้เงินทุนของเยอรมัน และถูกจับตัวขึ้นศาล ในข้อหาพยายามล้มล้างรัฐบาล จากการไต่สวนของศาล เกี่ยวกับการกระทำเป็นสาย ลับในฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1919 และมีการสืบพยานเกี่ยวกับธนาคารในนิวยอร์ค และสัมพันธ์ของพวกธนาคารกับพวกสายลับชาวเยอรมัน ซึ่งระบุว่า มีการเชื่อมโยงระหว่าง เคาท์ มินอตโต้กับไคล์โยลส์ และ Guaranty Trust กับ Deutsche Bank และการร่วมมือระหว่าง ฮิวโก้ ชมิดต์ (Hugo Schmidt)ของ Deutsche Bank กับแม็กซ์ เมย์ ของ Guaranty Trust

ต่อมาในปลายปี ค.ศ.1922 แม็กซ์ เมย์ ได้เป็นกรรมการของธนาคาร Ruskombank และเป็นตัวแทนของกลุ่ม Guaranty Trust ซึ่งถือหุ้นอยู่ในธนาคารดังกล่าว

สรุปว่านายแม็กซ์ เมย์ ของ Guaranty Trust เกี่ยวโยงกับการระดมเงินทุน อย่างไม่ถูกกฎหมายให้แก่เยอรมัน เพื่อทำการจารกรรมในอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และแม็กซ์ เมย์ก็เกี่ยวโยงโดยทางอ้อมกับพวกปฏิวัติบอลเชวิก และเกี่ยวโดยตรงกับการตั้งธนาคาร Ruskombank ธนาคารระหว่างประเทศแห่งแรกในสหภาพโซเวียต

อาจจะยังเร็วไป ที่จะสรุปว่า การกระทำที่ทั้งผิดกฎหมายและผิดจรรยาบรรณ อย่างร้ายแรงเหล่านี้ มีคำอธิบายอย่างไร อาจมีผู้สรุปชั้นแรกตรงไปตรงมาว่า น่าจะมาจากความต้องการทำกำไร ความงกในการทำธุรกิจ ของกลุ่มนักการเงิน แต่มันจะเป็นแค่นั้นแน่หรือ…

Scroll to Top