แด่นักรบเงา ที่เสียสละแม้ชีวิต
เพื่อรักษาบ้านเมืองที่รักของเรา

Search

หนังสือ Forbes Magazine ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1983 เขียนว่า“ครึ่งหนึ่ง ของ 10 อันดับแรก ของธนาคารเยอรมันนั้น ตั้งอยู่ที่แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) และระบบการเงินของโลกปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาจากระบบการเก็บภาษี และวิธีการจ่ายเงินที่ใช้ในสมัยบาบิลอน (Babylon) ก็เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ออน มายน์ (Frankfurt-on-Main) ซึ่งอยู่ในแคว้นเฮสเซ่ (Hesse)

ไมเยอร์ อัมเชล เบาเออร์ (Mayer Amschel Bauer) ค้นพบว่า แม้ว่าการให้เงินกู้กับชาวนาหรือธุรกิจเล็กๆ จะทำกำไรได้ แต่กำไรที่เป็นกอบเป็นกำกว่าแยะ คือ กำไรที่ได้มาจากการให้เงินกู้กับรัฐบาลต่างๆ

ไมเยอร์ อัมเชล เกิดที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต ในปี ค.ศ. 1743 เขาแต่งงานกับกุตต้า ชนัพเพอร์ (Gutta Schnapper) เขาฝึกงานอยู่ที่ธนาคารออปเพินไฮล์ม (Oppenheim) เมืองฮันโนเว่อร์ (Hannover) อยู่3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้มีโอกาสดูแลและบริการบารอน ฟอน เอสธอฟ (Baron Von Estorff ) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใหญ่ให้กับ ลันเกรฟ เฟรเดอริก ที่ 2 แห่ง เฮสเซ่ (Landgrave Frederick ที่ II แห่ง Hesse) ซึ่งเป็นคนรวยที่สุดในยุโรปขณะนั้น เฟรเดอริก (Frederick) มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 70 ถึง 100 ล้านฟลอริน (florins) ซึ่งเป็นมรดกที่ได้มาจากพ่อคือ วิลเฮล์ม (Wilhelm) ที่ 8 น้องชายของกษัตริย์สวีเดน

บารอน ฟอน เอสธอฟ (Baron Von Estorff) บอกกับลันเกรฟว่า ไมเยอร์ อัมเชลนี้ ฉลาดเป็นกรด ในการคิดวิธีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีเยี่ยม ลันเกรฟบอก ไปตามตัวไมเยอร์ อัมเชล มาพบเราเดี๋ยวนี้เลย

ช่วงเวลาเดียวกัน จอร์จ (George) ที่ 3 กษัตริย์ของอังกฤษกำลังปวดหัว กับการกระด้างกระเดื่องของคนอเมริกัน ซึ่งอังกฤษถือว่า ยังเป็นเมืองขึ้นของตนอยู่ จึงคิดส่งทหารไปปราบคนอเมริกัน ซึ่งถนัดสู้ในสนามรบที่เป็นที่ทุ่งกว้าง ไมเยอร์ อัมเชล ได้โอกาสจึงเสนอให้ลันเกรฟ รับจ้างจอร์จ ที่ 3 ที่จะหาหนุ่มล่ำชาวเฮสเซ่ (Hesse) 16,800 คน ไปช่วยรบ การรับจ้าง จัดหาคนไปรบให้อังกฤษครั้งนี้ ทำให้ลันเกรฟ รวยขึ้นอีกแยะ แต่ไมเยอร์ อัมเชล รวยขึ้นในจำนวนมากกว่า

แต่แผนการทำมาหากินของ ไมเยอร์ อัมเชลกับลันเกรฟ ก็จบลงเร็ว เพราะลันเกรฟอายุสั้น ตายเมื่ออายุเพียง 25 ปี ไมเยอร์ อัมเชลจึงย้ายไปเกาะพี่ชายของลันเกรฟ คือ อเล็กเตอร์ วิลเฮล์ม (Elector Wilhelm) ที่ 1 ซึ่งเกิดปีเดียวกับ ไมเยอร์ อัมเชล และดูเหมือนจะเป็นลูกค้า (หรือเหยื่อ) รายใหม่ที่ทำให้ ไมเยอร์ อัมเชลรุ่งเรืองกว่า เพราะอยู่ในมือของเขามากกว่าน้องชาย ซึ่งเอาใจ (หรือต้ม) ยากกว่า การตายกะทันหันของันเกรฟ ดูเหมือนจะทำให้ ไมเยอร์ อัมเชล ได้กลายเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินกองใหญ่ที่ สุดในยุโรป

เมื่อร่ำรวยขึ้น (อย่างมาก) ไมเยอร์ อัมเชลก็เอาโล่ห์แดง ติดไว้ที่ประตูหน้าบ้าน ในเมืองยูเด็นกัสเซอร์ (Judengasse) ซึ่งเขาแบ่งกันอยู่กับครอบครัวชิฟฟ์ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “รอธไชลด์ Rothschild” ตามป้ายชื่อ เมื่อ ไมเยอร์ อัมเชล รอธไชลด์ ตายในปี ค.ศ.1812 เขาทิ้งสมบัติประมาณ 1,000 ล้าน แฟรงก์ ให้แก่ลูกชายของเขาที่มีอยู่ 5 คน

ลูกคนโต อัมเชล (Amschel) ได้รับมอบหมายให้ดูแลธนาคารที่แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) แต่อัมเชลไม่มีลูก เมื่อเขาตายธนาคารนี้จึงถูกปิดลง

ลูกคนที่ 2 โซโลมอน (Solomon) ถูกส่งไปที่เวียนนา (Vienna) ออสเตรีย เพื่อดูแลธุรกิจการธนาคาร ซึ่งเคยถูกผูกขาดอยู่ในมือของชาวยิวเพียง 5 ตระกูล

ลูกคนที่ 3 เนธาน (Nathan) ตั้งสาขาลอนดอน (London) หลังจากไปทำกำไรจากธุรกิจสิ่งทอในเมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) ซึ่งทำให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นบุคคลที่วงการธุรกิจเกรงกลัว และเกลียดที่สุด

ลูกคนที่ 4 คาร์ล (Karl) ไปเมืองเนเปิล (Naples) ที่อิตาลี และได้เป็นหัวหน้าองค์กรลึกลับ ชื่อ Alta Vendita

ลูกคนที่ 5 เจมส์ (James) ตั้ง House of Rothschild สาขาปารีส ที่ฝรั่งเศส

ลูกทั้ง 5 คนของไมเยอร์ อัมเชล เริ่มปฏิบัติภารกิจตามที่พ่อมอบหมายคือ ครอบงำรัฐบาลของแต่ละประเทศ ที่พวกเขากระจายกันอยู่ โดยการให้กู้เงินแก่รัฐบาลเหล่านั้น ภายใต้เครื่องหมายการค้า ลูกธนู 5 ดอก

เฟรเดอริก มอร์ตัน (Frederic Morton) เขียนไว้ในคำนำของหนังสือเรื่อง “The Rothschild’s” ว่า

“เป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 150 ปี ที่ตระกูลรอธไชลด์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันตก การไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่เอกชน แต่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ แทน ทำให้พวกเขาได้กำไรอย่างสูงยิ่ง มีบางคนเคยพูดว่า ความรวยของตระกูลรอธไชลด์ มาจากการล้มละลายของหลายประเทศนั่นเอง”

หนังสือพิมพ์ Chicago Evening American ของตระกูลเฮิร์สต์ (Hearst) เศรษฐีอีกคนหนึ่งของอเมริกา ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.1923 เขียนว่า

“พวกรอธไชลด์ จะเป็นผู้เริ่มสงคราม หรือเป็นผู้ระงับสงครามก็ได้ พวกเขาสามารถสร้าง หรือ ทำลาย อาณาจักรใดก็ได้ การล้มละลายของ นโปเลียน เกิดขึ้น จากฝีมือของพวกรอธไชลด์ นโปเลียนถูกวางยาพิษทีละน้อย จนถึงแก่ความตายในที่สุด (นโปเลียนเป็นโรคปวดท้องเป็นประจำ รูปภาพของ นโปเลียนส่วนมาก จะเห็นเอามือสอดเข้าไปในเสื้อ เพื่อกดท้องที่ปวดอยู่เสมอ) ผู้ที่วางยาพิษก็คือ สายลับของตระกูลรอธไชลด์นั่นเอง”

New York Evening Post วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1924 ระบุว่า พระเจ้าไกเซอร์ (Kaiser) ของเยอรมัน ต้องหารือกับรอธไชลด์ เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองควรทำสงครามหรือไม่ นายกรัฐมนตรีของพระเจ้าไกเซอร์คือเบธมันต์ โฮล์เวค (Bethmann Hollweg) ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เยอรมัน ถลำตัวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เป็นสมาชิกของตระกูลเบธมันต์เจ้าของธนาคารที่อยู่ในแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) และเป็นญาติกับรอธไชลด์

หลังจากนโปเลียนถูกกำจัดพ้นทางไป ราชวงศ์ใหญ่ที่เหลืออยู่ในสายตาของรอธไชลด์ คือ ราชวงศ์ของอังกฤษ ราชวงศ์ของเยอรมันและราชวงศ์ของรัสเซีย

รอธไชลด์ เล็งเป้าแรกไปที่ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov) ของรัสเซีย ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยมาก และลงทุนไว้ทั่วทั้งในยุโรปและอเมริกา แต่ที่สำคัญเป็นราชวงศ์ที่รอธไชลด์เกลียดที่สุด และแสดงความเกลียดอย่างเปิดเผย

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 (Tsar Nicholas) ขึ้นชื่อว่าไม่ชอบยิวและแสดงความไม่ชอบอย่างเปิดเผย ด้วยการพยายามผลักดัน ไปจนถึงขับไล่ ให้พวกยิวออกไปจากรัสเซีย แต่มีพวกยิวทำมาหากินอยู่ในรัสเซียมากมาย ขณะเดียวกันพวกยิวก็อ้างว่าพระเจ้าซาร์นั้น ทารุณข่มเหงยิวอย่างรุนแรง รอธไชลด์ ซึ่งพื้นเพเป็นชาวยิว จึงวางแผนอย่างรอบคอบก่อนจะเข้าไปค้าขาย หรือทำลายอาณาจักรรัสเซีย

เงินกู้จาก Bank of England 800,000 ปอนด์ ที่ยื่นให้กับนายพีบอดี้ ในปี ค.ศ.1853 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พีบอดี้และมอร์แกน มีภาพเป็นอเมริกัน ไม่มีกลิ่นยิวเจือปน เงื่อนไข 4 ข้อของพีบอดี้ เมื่อตอนจะหาทายาทมารับช่วงธุรกิจของเขา น่าจะเป็นของเขาเพียงข้อสุดท้าย ส่วน 3 ข้อแรก คงเป็นเงื่อนไขของนายทุนตัวจริง ที่ต้องการให้เจ พี มอร์แกน ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นอังกฤษแท้ แม้จะมีหน้าเป็นบริษัทอเมริกัน แต่ก็ต้องออกกลิ่นอังกฤษปน นับเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่งของ เจ้าพ่อรอธไชลด์

ธุรกิจเงินทุนไม่ว่าจะในตลาดลอนดอนหรือวอลสตรีท มีลูกค้าหลากหลาย บางรายอยากค้าแต่กับพวก ยิวด้วยกัน บางรายก็ขออย่าให้พวกยิวมาเข้าใกล้ รอธไชลด์เป็นยิวที่ “รู้จัก” ลูกค้าของตัวเองดี ใครอยากได้เงินกลิ่นไหน เขาจัดการให้ได้ก็แล้วกัน

เจ พี มอร์แกน จึงมีไว้สำหรับพวกไม่เอายิว พวกหัวสูงไฮโซ รัฐบาลของทั้งอังกฤษและอเมริกา และสำหรับพวกที่อยากจะคุยแต่กับพวกยิวด้วยกัน ก็มี คูน โลบ (Kuhn Loeb) ของเจคอบ ชิฟฟ์ เพื่อนบ้านที่โตมาด้วยกัน และที่รอธไชลด์ เป็นผู้ลงทุน และให้ชิฟฟ์ เป็นคนออกหน้า

รอธไชลด์ ยังมีคนออกหน้า ให้เขาหนุนอีกหลายราย โดยไม่มีใครรู้ เขาน่าจะเป็นคนเล่นซ่อนแอบเก่งตั้งแต่เด็ก

ประมาณปี ค.ศ. 1850 กว่า ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้าซาร์นิโคลัส (Tsar Nicholas) ที่ I ปกครองรัสเซีย   อัลฟองส์ รอธไชลด์ (Alfonse Rothschild) หูไว จมูกไว รู้ว่ารัสเซียมีแหล่งน้ำมันแยะ เขาจึงเข้าไปลง ทุนที่บากู (Baku) ซึ่งขณะนั้นอยู่ในรัฐอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) ประมาณปี ค.ศ.1870 ถึงปี ค.ศ.1880 เขามีโรงกลั่นน้ำมันในบากู ประมาณ 200 แห่ง และเริ่มส่งน้ำมันไปทั่วยุโรปผ่านตะวันออกกลาง ทางรถไฟบากู–บาทูมิ (Baku–Batumi) ทำท่าว่าจะสั้นไป สำหรับการส่งน้ำมัน เขาต้องหาทางเส้นทางใหม่ คลองสุเอช ยาวถึง 4,000 ไมล์ น่าสนใจ แต่มันยังอยู่ในความดูแลของฝรั่งเศส แล้วเขาก็วางแผนเรื่องปาเลสไตน์ (Palestine) ซึ่งจะต้องมีคนของพวกเขาไปอยู่ที่นั่น เพื่อดูแลผลประโยชน์แถวนั้นของพวกเขา

เมื่อรัฐบาลอียิปต์ล้มละลายในปี ค.ศ.1874 อังกฤษตกลงซื้อคลองสุเอชมาจากรัฐบาลอียิปต์ ด้วยเงินกู้ของรอธไชลด์ทั้งหมด ในการประชุมผู้ถือหุ้น Suez Canal บริษัทการเงินกลุ่มของรอธไชลด์ ฝั่งอังกฤษ เช่น Baring Brothers, Morgan Grenfell และ Lazard Brothers นั่งเคียงรัฐบาลอังกฤษ

แม้ว่าจะถูกกดดันจากพระเจ้าซาร์นิโคลัส (Tsar Nicholas) เรื่องยิว แต่รอธไชลด์ก็ยังขุดน้ำมันต่อ แค่นั้น รู้สึกจะยังไม่เป็นการท้าทายพระเจ้าซาร์ถึงใจ ขณะนั้น Standard Oil ของร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็ไปขุดน้ำมันที่บากูด้วย ยักษ์ใหญ่เจอกัน แม้ตอนแรกจะตีกัน แต่เพื่อผลประโยชน์ ยักษ์เปลี่ยนใจมาจับมือกัน วางแผนแบ่งเขตขุดน้ำมันกัน ตกลงกันเองเสร็จ เหมือนไม่เห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน มันทำอย่างนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว สมันน้อย เข้าใจไหม พวกมันไม่เคยเห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน!

คราวนี้พระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ 2 (Tsar Nicholas ที่ II) ซึ่งขึ้นมาครองราชย์แทนพ่อ และดำเนินตามนโยบายของพ่อที่ให้ยิวออกไปจากรัสเซีย ไม่ยอมให้รอธไชลด์เฉี่ยวหัว ยื่นเงื่อนไขกลับไปที่รอธไชลด์ ถ้าจะขุดน้ำมันต่อ ก็อพยพเอา พวกยิวออกไปจากรัสเซียด้วย…

รอธไชลด์ ตอบเงื่อนไขพระเจ้าซาร์ ด้วยการขายหุ้นบริษัทของตัว ที่กำลังขุดน้ำมันที่บากูทิ้ง

รอธไชลด์ เลือกยิว หรือเลือกหักหน้าพระเจ้าซาร์นิโคลัส นั่นเอง!

รอธไชลด์ ขายหุ้นทั้งหมดที่ตระกูลถืออยู่ในธุรกิจน้ำมันที่บากูให้ Royal Dutch Shell เพราะรอธไชลด์ “ประเมิน” ว่าอีกไม่นานเกินรอ การเมืองในรัสเซียน่าจะเกิดปัญหาใหญ่

แม้จะรู้ว่าคนอังกฤษ ชื่นชมเงินของเขา มากกว่าตัวและเทือกเถายิวของเขา รอธไชลด์ก็คบคนอังกฤษ และสนับสนุนการเงินให้ โดยเฉพาะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของเขาและ ทำให้ตระกูลเขามีอิทธิพลเหนือรัฐบาล รวมทั้งราชวงศ์อังกฤษด้วย

เซเซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) ชาวอังกฤษนักผจญภัยและนักล่าอาณานิคมตัวจริง เข้าไปทำเหมืองทองและเหมืองเพชรที่แอฟริกาใต้ (South Africa) ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1889 โดยมีรอธไชลด์ เป็นผู้สนับ สนุนเงินทุน เหมืองทองที่โรดส์ขุดได้ ส่งมาที่อังกฤษ หลอมเป็นแท่งเก็บเป็นทองสำรองของ Bank of England ที่มีรอธไชลด์เป็นตัวแทน กำไรท่วม ตอนหลังโรดส์เข้าไปทำสงครามกับพวกบัวร์ส (Boers) (คนดัทช์ที่ไปตั้งรกรากในแอฟริกาใต้ South Africa) รอธไชลด์ขนกองทัพของอังกฤษไปช่วยปล้นต่อ ถือเป็นวีรกรรมความชั่ว ที่ประวัติศาสตร์ของคนแอฟริกาใต้ คงไม่ลืม

โรดส์ มีความฝันที่จะให้อังกฤษแผ่อาณาจักรและอิทธิพลไปทั่วโลก อาณานิคมทั้งปวงจะต้องอยู่ภายใต้ระบบอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การเงิน การค้า หรือการศึกษา และที่สำคัญทำให้อเมริกา กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย เขาตั้งสมาคมลับชื่อ the Round Table กับพรรคพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกันเช่น ลอร์ดอัลเฟรด มิลเนอร์ (Lord Alfred Milner), ลอร์ด เบลฟัวร์(Lord Balfour), เซอร์เอ็ดเวิร์ด เกรย์ (Lord Edward Grey) และนอกจากนั้นเขาทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินจำนวนมากมหาศาลทั้งหมดของเขา ตั้งเป็นกองทุนชื่อ Rhodes Trust เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ พร้อมให้ทุนการศึกษากับ พวกแองโกล แซกซอน (Anglo Saxon) ที่มีแววว่า จะสืบทอดอุดมการณ์ของเขาได้ ทุนนี้ยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

(อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับทุนโรดส์ ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยOxford ของอังกฤษ แต่เขาไม่เรียนจนจบ เปลี่ยนใจกลับมาเรียนที่ มหาวิทยาลัยเยล (Yale) แทน)

เมื่อโรดส์ตาย ผู้ที่เป็นหัวหน้า the Round Table ต่อมา และดูแลกองทุนของโรดส์คือ ลอร์ดอัลเฟรด มิลเนอร์ (Lord Alfred Milner) ที่มีอำนาจไม่น้อยกว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษลอยด์ จอร์จ (Lloyd George) และรอธไชลด์ ก็มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ดูแลกองทุนนี้ด้วย

สมาชิก Round Table เกือบทั้งหมด มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลอังกฤษ ทั้งตำแหน่งใหญ่มาก และใหญ่น้อย และเป็นที่ปรึกษาสำคัญของราชวงศ์เช่น ลอร์ดเอสเชอร์ (Lord Esher) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการ เมือง ให้ราชวงศ์อังกฤษประมาณ 25 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1895 ถึง ค.ศ.1920 (สมัยราชินีวิกตอเรีย, กษัตริย์เอ็ดเวิร์ด ที่ 7 และกษัตริย์จอร์จ ที่ 5)

แม้ก่อนทำสงครามโลก อังกฤษจะจับมือรัสเซีย เอามาอยู่ข้างเดียวกันเพื่อรบกับเยอรมัน และแม้รัสเซียจะมีกษัตริย์ปกครอง เช่นเดียวกับอังกฤษและเยอรมัน แถมเป็นญาติกันอีก โดยซารินา ราชินีของรัสเซีย เป็นหลานยายของราชินีวิกตอเรีย แต่ดูเหมือนราชวงศ์ของรัสเซีย จะสนิทใกล้ชิดกับเยอรมันมากกว่าอังกฤษ และด้วยนิสัยขี้ระแวงของอังกฤษ อังกฤษจึงไม่ค่อยวางใจ ในจุดยืนของราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย ดังนั้น ถ้าจะให้เลือกใครมาปกครองรัสเซีย อังกฤษคงเลือกผู้ที่อังกฤษคิดว่า ควบคุมได้ และเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษ

จึงไม่เป็นเรื่องเกินความคาดหมายที่ Round Table จะสนับสนุนให้รัฐบาลอังกฤษ รับรองพวกบอลเชวิก อาจมีคนคิดว่าข่าวกรองของ Round Table ไม่แม่นยำหรือไง ไม่รู้ว่า พวกบอลเชวิกนั้น มีทั้งฝ่ายที่อเมริกาสนับสนุน และฝ่ายที่เยอรมันสนับสนุน Round Table น่าจะรู้ดีว่าใครกันแน่ ที่คุมหรือชักใย รัฐบาลเยอรมันขณะนั้น ขณะเดียวกันการเดินตามอเมริกาสนับสนุนปฏิวัติกำมะลอของบอลเชวิก ก็น่า จะเป็นเรื่องหมาป่าอังกฤษ จับมือ หรือตามประกบหมาป่าอเมริกัน ในการออกล่ารัสเซียนั่นเอง

Scroll to Top