เล่ม 6 แผนล่า 1
แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3
ตอน 1
กลิ่นสงครามโลกฉุนขึ้นทุกวัน สงครามชิงความเป็นเจ้าของโลกถ้าจะเลี่ยงยาก จะเริ่มเมื่อไหร่และจะเริ่มที่ไหนเท่านั้นเอง
อันที่จริง สงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มส่งสัญญาณ ส่งกลิ่นครั้งแรกมาแล้วตั้งแต่ วันที่รัสเซียยกกองทัพเข้าไปยึดไครเมีย (Crimea) เมื่อ 21 มีนาคม ค.ศ.2014!
แปลว่า รัสเซียเป็นฝ่ายจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 3 อย่างนั้นหรือ อย่าเพิ่งลงความเห็น …ใจเย็น ตามอ่านกันไปเรื่อยๆก่อนครับ…
ถ้าสังเกตกัน ผมเริ่มเขียนนิทานและเอาลงให้อ่านในเพจนิทานฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว (ค.ศ.2013)แต่ละเรื่องที่ผมเขียน เกี่ยวเนื่องและขยายความซึ่งกันและกัน เป็นการปูพื้นเรื่องราว เพื่อสร้างความเข้า ใจให้แก่ท่านผู้อ่าน ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในบ้านเราและนอกบ้าน ซึ่งในที่สุดแล้วจะนำไปสู่เหตุ การณ์วิกฤติสำคัญของโลก…ซึ่งผมคาดว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป
คงจำกันได้ (ถ้าจำไม่ได้โปรดกลับไปอ่านนิทานเรื่อง หักหน้า หักหลัง ใหม่ นะครับ) ผมได้เล่าให้ฟังว่าเซอร์ฮัลฟอร์ด แมคคินเดอร์ (Sir Halford Mackinder) หรือครูแมค (Mac) ครูใหญ่ชาวอังกฤษด้านภูมิ ศาสตร์การเมือง (Geopolitics) บอกมา 100 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1904 ในการสัมมนาของ Royal Geographic Society ที่ลอนดอน (London) ว่าใครก็ตาม ที่มีอำนาจควบคุมเหนือรัสเซีย ผู้นั้นจะเป็นผู้ตัดสิน หรือควบคุมบริเวณยูเรเซีย (Eurasia) อันกว้างใหญ่และนั่นหมายความว่า จะเป็นผู้ควบคุมโลกใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ยูเรเซีย (Eurasia) คือบริเวณที่เริ่มตั้งแต่แม่น้ำเอลเบ้ (Elbe) ในเยอรมัน ยาวลงมาถึงทะเลอเดรียติก(Adriatic) ผ่านโซเฟีย (Sofia), บัลแกเรีย (Bulgaria), ข้ามมาทะเลดำ (Black Sea) และทะเลแคส เปียน จนมาถึงเอเซียกลาง ยาวไปถึงจีน เป็นบริเวณกว้างใหญ่และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุชั้นดีต่างๆ… คร่าวๆ ก็คือ สหภาพโซเวียดและส่วนเหนือของเอเชียน่ะครับ
ครูแมคเรียกใจกลางยูเรเซียว่า (Heartland) กล่องดวงใจ… ซึ่งเป็นอาณาบริเวณปัจจุบันของรัสเซียและยูเครน!
รอบกล่องดวงใจ จะมีประเทศที่สำคัญเช่น เยอรมัน ออสเตรีย ตุรกี อินเดียและจีน ล้อมรอบอยู่ แต่ถ้าเอายูเรเซีย ยุโรปและเอเซียมารวมกัน ครูแมคเรียกอาณาบริเวณทั้งหมดนั้นว่า “World Island” ซึ่งWorld Island นี่ ครูแมคไม่นับรวมอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เข้าไปด้วย เพราะครูแมค วางแผนให้อังกฤษเท่านั้น เป็นผู้ครอบครอง World Island ทั้งหมด! แน่จริงครู!
ครูแมคบอกว่า สหภาพโซเวียดเป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่เข้มแข็งที่สุดโดยสภาพของธรรมชาติ ที่ทำให้สามารถป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี และมีความได้เปรียบอย่างสำคัญ นอกจากนี้สหภาพโซเวียด ยังเพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง เป็นจำนวนมาก
บทเรียนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์สำคัญของครูแมคที่ก้องอยู่ ในรูหู ของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ ซึ่งมีทั้งอยู่ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1904 และกลายเป็นต้นกำเนิดของยุทธศาสตร์การชิงโลก หรือ การทำสงครามโลก ตั้งแต่ครั้งที่ 1, 2 และอาจจะครั้งที่ 3 ด้วย คือ
Who rules East Europe commands the Heartland
Who rules the Heartland commands the World Island
Who rules the World Island commands the World
นอกจากนี้ครูแมค ยังบอกกับอังกฤษศิษย์รักว่า ยุทธศาสตร์ที่อังกฤษจะต้องยึดถือเป็นหลัก จำใส่หัวไว้อย่าได้ลืมเป็นอันขาด คือต้องทำทุกวิถีทาง ที่จะไม่ให้มีการรวมตัวกันระหว่าง โปแลนด์ (Poland), เชค(Czech), ออสเตรีย (Austria), ฮังการี (Hungary) และ รัสเซีย (Russia)
แนวความคิดของครูแมคเป็นเสมือนเข็มทิศ แรงผลักดันที่สำคัญ ที่ทำให้อังกฤษคิดครองโลก และนำไป สู่การตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ.1914 เมื่ออังกฤษรู้ว่า “น้ำมัน” คือ อาวุธสำคัญในการครองโลก และขณะนั้นอังกฤษไม่มีแหล่งน้ำมันของตัวเอง แม้แต่แหล่งเดียว ขณะเดียวกันอังกฤษก็เตรียมพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อทำลายเยอรมัน ซึ่งอังกฤษคิดว่าเป็นคู่แข่งสำคัญในแผนการครองโลกของอังกฤษ (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในนิทานชุดเหยื่อ)
คงไม่เกินไป ถ้าจะบอกว่า ความหายนะของโลกนี้ ที่เกิดขึ้นจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่2 …เริ่มต้นมาจากทฤษฎีครูแมค (Mac) …ตัณหาและความอยากครองโลกของอังกฤษ… ผู้เป็นเจ้าของเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย!
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษมองอเมริกาเหมือนเป็นเด็กอ่อน เขี้ยวยังไม่งอก ดังนั้นอังกฤษจึงตั้งตัว
เองเป็นหัวหน้า เป็นผู้ควบคุมเกมสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษอยากทำสงคราม แต่กำลังถังแตก! ไม่มีทุน แต่คิดการใหญ่ จึงมีการวางแผนหลอกล่อ ให้อเมริกาเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินและอื่นๆ ให้อังกฤษเข้าทำสงคราม… แผนการหลอกล่ออเมริกานี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือของเหล่าอีลีต นักการเมือง เมือง นักธุรกิจข้ามชาติ และนักการเงินของทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่คิดร่ำรวย จากการยุให้ทั้งอังกฤษ และอเมริกา เข้าทำสงครามโลกโดยให้ ถังความคิด (Think Tank), แชตธัม เฮาส์ (Chatham House) ของฝั่งอังกฤษและ Council on Foreign Relations (CFR) ของฝั่งอเมริกา ร่วมกันวางแผนดำเนินการ
นักธุรกิจ ไม่ว่าสมัยไหน และเชื้อชาติไหน ส่วนใหญ่ก็คิดเพื่อกระเป๋าตัวเองทั้งสิ้น ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ช่างมัน
แต่แท้จริงแล้ว …อเมริกา ที่อังกฤษคิดว่าเป็นเด็กอ่อนเขี้ยวยังไม่งอก แอบเอาเขี้ยวหลบใน… อเมริกามองข้ามช็อตไกลไปกว่าพวกชาวเกาะ ใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเกิดเสียอีก… อเมริกาเห็นว่า ไม่ใช่จะมีแต่อังกฤษเท่านั้น ที่ใหญ่พอที่จะเป็นผู้ครองโลกหมายเลขหนึ่งอเมริกา เองก็มีสิทธิเข้าชิงตำแหน่งเหมือนกัน อเมริกาจึงวางแผน ที่มีทั้งความลึก และใช้เวลายาวนานอย่างเหลือเชื่อ!
อเมริกา วางแผนล่วงหน้าที่จะให้มีทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมทั้งวางแผน จังหวะเวลาที่เหมาะสม สำหรับอเมริกาที่จะเข้าสู่สงครามโลกแต่ละครั้ง และในที่สุด …จะเป็นรายเดียวของผู้ชนะสงครามโลก ที่ไม่บอบช้ำ …วางแผนสมกับจะเป็นผู้นำโลกจริงๆ
อเมริกาเล่นบทเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1…ด้วยการลงทุนให้การสนับสนุนอังกฤษ ทั้งด้านการเงินและอื่นๆ ให้อังกฤษนำการรบ ให้อังกฤษจัดการคว่ำเยอรมัน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งในยุโรป โดยมีฝรั่งเศส อิตาลีและรัสเซีย เป็นกองเชียร์สนับสนุนและรุมทุบ …โดยอเมริกาไม่ต้องออกแรง ขณะเดียว กัน อเมริการ่วมมือกับอังกฤษ… วางแผนหนุนรัสเซีย ให้ทำการปฏิวัติล้มราชวงศ์….ทั้งหมดเพื่อเป็นการปูทาง นำไปสู่การเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 2
เห็นเขี้ยวอเมริกาหรือยัง…
อเมริกาวางแผนการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ใน …จังหวะที่จะส่งผลให้อังกฤษและยุโรปบอบซ้ำ ฉิบหาย กระเป๋าฉีก บ้านเมืองพังพินาศ และ “หลัง” สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงจะเหลืออเมริกาประเทศใหญ่ ประเทศเดียวที่ไม่มีการบอบซ้ำ และผงาดเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลกแทนที่อังกฤษ ตามแผนที่วางไว้ทุกประการ (รายละเอียดของตอนนี้อยู่ในนิทานเรื่อง”มายากลยุทธ์”)
อเมริกาไม่ใช่มีเขี้ยวธรรมดา …แต่เป็นเขี้ยวที่แหลมคมยิ่ง
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอเมริกาก็ไม่ได้ถูกอังกฤษหลอกต้ม… แต่อเมริกาปล่อยให้คิดว่า อเมริกาถูกหลอก… จริงๆ แล้วอเมริกาเอง ก็มีความคิดที่จะเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก โดยการครอบครองยูเรเซีย เช่นเดียวกับอังกฤษ เพราะกลุ่มผู้วางแผนให้อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง รวมทั้งเดินแผนครองโลกก็คือ กลุ่มบุคคลที่เป็นลูกศิษย์ครูแมค ในด้านภูมิศาสตร์การเมืองเหมือนกัน หรือมีความ เห็นไม่ต่างกับครูแมค….อิทธิพลครูแมค นี่ไม่เบาเลย
ผู้วางแผนปฏิบัติการของอเมริกาก็คือ ถังความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา Council of Foreign Relations หรือ CFR ตัวแสบนี่แหละ ที่ซ้อนแผนของอังกฤษอีกต่อหนึ่ง….CFR โดยการชักใยของพวก อีลิต ที่อยากจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลอเมริกัน นำโดยตระกูลร้อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller) ทำหน้าที่คัดสรร จัดหา วางตัว และผลักดันบุคคลที่พวกตนเลือก เข้าไปอยู่ในตำแหน่งและองค์กรสำคัญๆ ของรัฐบาลอเมริกัน เพื่อมาดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่อง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเดินแผนครองโลกของอเมริกา เป็นไปตามโครงการ War and Peace Studies ที่ CFR เป็นผู้จัดทำ ให้รัฐบาลอเมริกาปฏิบัติตามโครงการนี้ อเมริกาต้องมุ่งหน้า แผ่อิทธิพลเข้าไป เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และประเทศต่างๆที่หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคม เนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งกับอีกหลายประเทศในยุโรป ที่พังยับเยินจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงการ War and Peace เรียกบริเวณต่างๆ เหล่านั้นว่า “Grand Area” ทุ่งใหญ่สำหรับการล่า เพื่อมุ่งหน้าไปสู่การเป็นหมายเลขหนึ่ง ผู้ครองโลกใบนี้
เป็นการวางแผน เพื่อชิงโลกคนละเส้นทางกับครูแมค (Mac) แต่สอดคล้องกัน โดย เป็นการค่อยๆ ล้อม ยูเรเซีย มาจากอีกฝั่งหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์กระชับวงล้อม …แบบที่อเมริกาชอบใช้
จังหวะและการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของอเมริกา ก็เป็นหนึ่งในแผนการที่โครงการ War and Peace กำหนดไว้ล่วงหน้าด้วย (รายละเอียดตอนนี้อยู่ในนิทานเรื่อง“เขี้ยวงอก”)
โดยการวางแผนของ CFR หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอเมริกันเริ่มแผน โดยมุ่งหน้ามาทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน ด้วยการสร้างผีคอมมิวนิสต์และทฤษฎีโดมิโน …แล้วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง หมด รวมทั้งแดนสมันน้อย… ก็ตกอยู่ในกำมือ ไม่ต่างกับเป็นเมืองขึ้นกลายๆของอเมริกา… รวมกับญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงครามโลก และอยู่ในกระเป๋าของอเมริกาไปก่อนแล้ว อเมริกา จึงเหมือนได้เอเซียไปเกือบหมด …ยกเว้นจีน อินเดียและเกาหลีเหนือ
พร้อมกับการรวบเอเซีย ….อเมริกาก็จัดการกวาดประเทศแถบลาตินอเมริกามาได้เกือบหมดด้วย…
ยกเว้นคิวบา หนามยอกอกของอเมริกา ซึ่งเอียงไปทางฝั่งสหภาพโซเวียดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (รายละ เอียดตอนนี้อยู่ในนิทานเรื่องจิ๊กโก๋ปากซอยและมายากลยุทธ์)
หมากต่อไปที่อเมริกาต้องรีบเดิน ตามอิทธิพลของยุทธศาสตร์ครูแมคคือ การชิง Heartland ของยูเรเซีย …ทฤษฎีการปิดล้อม หรือ Containment สหภาพโซเวียด… ที่นำไปสู่สงครามเย็น จึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่ ค.ศ.1947 เป็นต้นมา
ด้วยการปิดล้อม (Containment) ของอเมริกาและพวก… เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียดจึงอาการสาหัส แต่โซเวียต ก็ยังไม่ล้มอย่างที่อเมริกาคาด ทุบจากข้างนอกไม่ล้ม อเมริกาจึงเปลี่ยน เป็นแผนทุบจากข้างในปี ค.ศ.1985 มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) เป็นผู้คุมบังเหียนสหภาพโซเวียด เห็นคนนอกดีกว่าคนในเพราะอะไรคงเดากันออก …ได้ตัดเชือกที่ผูกสหภาพโซเวียดไว้ด้วยกันขาดสะบั้น… ตามต่อด้วย บอริส เยลซิน (Boris Yelsin) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในที่สุด ค.ศ.1991 สหภาพโซเวียดก็ล่มสลายสมใจอเมริกา (รายละเอียดตอนนี้อยู่ในนิทานเรื่อง” มายากลยุทธ์”)